Mag-log in“ไม่ใช่ว่านายท่านไม่ยอมให้นางจับอะไรเกี่ยวกับจวน...” คำว่าหรือขอรับถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อเจอ
ดวงตาคมเข้มดูโกรธแค้นเพราะกำลังคิดว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจมากพอจนสามารถทำเช่นนี้ได้ ก่อนชื่อหนึ่งจะหลุดออกมาจากปาก“ตระกูลมู่...” เช่นนั้นก็ยังมีเรื่องให้เคลือบแคลงใจ หากเป็นตระกูลมู่อย่างที่สงสัย ย่อมแปลว่าฝ่ายนั้นคิดวางยาบุตรสาวของตน“พิษลืมเลือนนี้ทำให้ผู้ที่ได้รับพิษเข้าไปความจำเสื่อมชั่วคราวหรือถาวรขึ้นอยู่กับจำนวนที่ใช้ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ยาพูดความจริงของท่านแม่ทัพในวันนั้นไม่ได้ผล”“พิษตระกูลถังช่างยอดเยี่ยมเสียจริง” คำพูดที่เหมือนชื่นชมแต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน จางเจิ้นอู่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาควรจะรู้สึกเช่นไรดี“แต่พิษที่นางเพิ่งกินเข้าไป ทำให้พิษลืมเลือนถูกกระตุ้นอีกครั้ง ปล่อยไว้นานคงจะไม่ดีต่อร่างกาย” เหมยอิงมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะอาสาออกไปทำภารกิจนี้ด้วยตนเอง“ข้าต้องออกไปตามหายาถอนพิษ” ท่านแม่ทัพพยักหน้า หากมู่หรูเหยาไม่ฟื้นขึ้นมาเขาก็ไม่มีทางรู้เรื่องราวทั้งหมด“ได้ ข้าจะจัดคนคุ้มกันให้เจ้า” พูดจบก็หันไปมองสตรีซึ่งยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงดวงตาเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นสงสัยและไม่เข้าใจ เช่นนั้นแล้วก็ยังไม่คิดจะใจอ่อนก
พ่อบ้านที่รั้งรออยู่ไม่ไกลจากหน้าประตู เร่งไปทำตามคำสั่งของเจ้านาย จางเจิ้นอู่อุ้มภรรยาไปนอนที่เตียงของตนเอง นัยน์ตาคมมองอีกฝ่ายด้วยความเย็นชาแต่ก็แอบแฝงไว้ซึ่งความสงสัยและไม่เข้าใจ ความรู้สึกของจางเจิ้นอู่ตอนนี้ตีกันยุ่งเหยิง แม้จะเชื่อไปเกินห้าจากสิบส่วนว่าอีกฝ่ายไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพิษที่ปนเปื้อนในอาหาร แต่ความรู้สึกที่เหลือก็บอกกับชายหนุ่มว่ามันอาจเป็นเพียงมารยาของนางที่แสร้งขึ้นมาทำให้เขาวางใจก็เป็นได้ ไม่นานนักพ่อบ้านหม่าก็เดินนำเหมยอิงเข้ามาในเรือน หากเพราะที่จวนไม่เกิดเรื่องร้ายคงไม่มีทางตามนางมาอย่างเร่งรีบเช่นนี้ ยามพ่อบ้านเดินนำทางมาที่เรือนใหญ่ เหมยอิงก็ตื่นตระหนกคิดว่าเกิดเรื่องร้าย จนเดินเข้ามาเห็นท่านแม่ทัพเป็นคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง คิ้วก็พลันขมวดด้วยความสงสัย แล้วคนที่นอนอยู่บนเตียงเป็นใครกัน? เมื่อเห็นคนที่ให้ตามมาถึง จางเจิ้นอู่จึงถอยออกจากข้างเตียงและรีบสั่งให้เหมยอิงทำการรักษา “นางโดนพิษ ข้าสกัดจุดเอาไว้แล้ว พิษน่าจะยังลุกลามไปไม่มาก แต่ข้าไม่รู้ว่านานกินเข้าไปมากเท่าใด” น้ำเสียงที่เจือปน
พ่อบ้านเห็นว่าท่านแม่ทัพไม่ได้ออกปากห้ามก็เร่งเข้าไปรับอาหารมาจากมือของฮูหยิน นำอาหารที่ส่งกลิ่นหอมไม่ต่างจากบะหมี่ในวันนั้นวางลงตรงหน้าของจางเจิ้นอู่ ก่อนจะขยับเก้าอี้ให้นายหญิงของจวนนั่งลง“แม้อาหารจานนี้จะดูเรียบง่าย แต่หากท่านได้ลองกินรองท้องก็จะช่วยทำให้รู้สึกอุ่นท้อง กินอาหารได้คล่องคอมากขึ้นและยังเป็นการเรียกน้ำย่อยอีกด้วย” มู่หรูเหยานำเสนออาหารที่นางทำมาอย่างดี ในขณะที่คนฟังปรายตามองอาหารที่ไม่ได้พิเศษอะไรมากนัก“หากฝีมือมีอยู่เพียงเท่านี้ ข้าว่าเจ้าควรอยู่เฉย ๆ จะดีกว่า” เขาพูดพลางคีบอาหารจานอื่นเข้าปากภายใต้แขนเสื้อมู่หรูเหยาบิดผ้าเช็ดหน้าแน่นจนแทบขาด รู้สึกอยากจะข่วนหน้าเขาให้เป็นรอยให้หายแค้นเสียจริงจางเจิ้นอู่มองดูอาหารที่มู่หรูเหยานำมาก็คิดว่านางจะทำอะไรหรูหรา ทว่าสุดท้ายเป็นเพียงไข่ตุ๋นที่ตกแต่งให้ดูแปลกตาเป็นพิเศษ“หากท่านไม่ต้องการ ข้านำกลับไปกินเองก็ได้” ในเมื่อตะเกียบในมือเขาไม่ขยับมาที่จานของนาง มู่หรูเหยาก็เตรียมตัวจะยกกลับแต่จางเจิ้นอู่กลับขยับมือไปดึงชาม ซึ่งอีกฝ่ายกำลังจะยกออกไปให้กลับมาวางตามเดิม
“ไม่ใช่ว่านายท่านไม่ยอมให้นางจับอะไรเกี่ยวกับจวน...” คำว่าหรือขอรับถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อเจอเข้ากับสายตาดุของเจ้านายแต่เจ้าตัวก็คิดได้ว่าไม่ควรพูดถึงแต่ด้านไม่ดีของนายหญิง อย่างไรก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮูหยินเอกเป็นนายหญิงของจวน วันนี้ไม่รักไม่ใคร่ วันข้างหน้าเป็นเช่นไรใครจะรู้“แต่วันนี้ข้าได้ยินคนครัวพูดกันว่าฮูหยินเข้าครัวกำลังทำอาหารให้นายท่านนะขอรับ”คำพูดนั้นของพ่อบ้านหม่าทำให้ดาบในมือของจางเจิ้นอู่หยุดชะงักไปชั่วครู่อีกครั้ง แต่เพียงไม่นานเขาก็ร่ายรำดาบต่อเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเห็นว่านายท่านไม่ได้เอ่ยกล่าวตักเตือนที่พูดถึงฮูหยินเหมือนเช่นแต่ก่อน พ่อบ้านหม่าจึงเอ่ยเสริมต่อ “ช่วงนี้ฮูหยินเอาใจใส่นายท่านมากนะขอรับ”“นางก็แค่อยากเอาตัวรอดเท่านั้นแหละ” พ่อบ้านหม่าถอนหายใจเมื่อครู่เขาคิดว่าเรื่องราวของทั้งสองจะดีเสียแล้ว เพราะเหมือนเห็นมุมปากของนายท่านยกขึ้นนิดหน่อย แต่สงสัยอายุเขาจะเริ่มมากจนตาฝ้าฟางเสียแล้วอาหารเย็นที่เพิ่งออกมาจากห้องครัวถูกยกตั้งขึ้นโต๊ะสำหรับท่านแม่ทัพ ควันที่ลอยอยู่เหนืออาหารแต่ละจานบ่
เว่ยอี้คิดเท่าไรก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดนายท่านต้องทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้ ปกติต้องการสิ่งใดทำแค่ออกคำสั่ง อย่างเรื่องน้ำแกงของเหล่าอนุเมื่อหลายวันก่อนที่แย่งกันเอามาให้จนถึงขั้นทะเลาะกันที่ห้องทำงานก็ถูกไล่กระเจิง เผ่นกลับแทบไม่ทันไปทั้งคู่ต่อไปทั้งสองคนก็คงไม่กล้าเหยียบเข้าไปหาท่านแม่ทัพที่ห้องทำงานด้วยวิธีนี้อีก ต่างจากตอนที่ฮูหยินเอามาให้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เว่ยอี้ได้แต่มองตามหลังของเจ้านายที่หายไปในความมืด ก่อนจะใช้วิชาตัวเบากระโดดหายไปจัดการเรื่องของตนเองเช่นเดียวกัน“ฮูหยิน หากท่านทำอาหารไปให้ท่านแม่ทัพจะดีหรือไม่เจ้าคะ ครั้งก่อนท่านพ่อบ้านมาเล่าให้ฟังว่าท่านแม่ทัพกินบะหมี่ไข่ของฮูหยินจนเกลี้ยงชามเลยนะเจ้าคะ” มู่หรูเหยาฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าคนเช่นเขาจะชอบกินอะไรเรียบง่ายเช่นนี้ แต่ก็คงไม่แปลกในเมื่อเสี่ยวชุ่ยเคยบอกว่าจางเจิ้นอี้เคยอยู่อย่างลำบากมาก่อนในสนามรบหากเป็นเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีหยกจันทราอยู่ในมือนางคงไม่คิดจะสนใจข้อเสนอนี้ แต่ยามนี้กลางคืนก็ไม่อยากเข้าหาอีกฝ่ายแล้ว ถ้ากลางวันเล่า...“หากเขาชอบอะไรเรียบง่ายธรรมดาเช่นนี้..
“ข้าไม่ได้เป็นคนเห็นแก่ตัวเหมือนกับใครบางคน เจ้าแบ่งกินกับข้านั่นแหละ อีกอย่างกินแต่แป้งเช่นนี้ถือว่าเยอะเกินไป แบ่งกันกินจะได้อิ่มทั้งคู่” เสี่ยวชุ่ยยิ้มด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของฮูหยิน นางรู้สึกโชคดีที่มีเจ้านายใจดีเช่นนี้สาวใช้หันไปหยิบชามอีกใบมาแบ่งบะหมี่ใส่ชาม เพียงได้คีบเส้นเข้าคำแรก มู่หรูเหยาก็นึกอยากไปบีบคอเจ้าของจวนจริง ๆ ของอร่อยเช่นนี้ดันมาแย่งนางกินเสียได้ เหตุใดจึงไม่ไปเรียกเหล่าอนุมาทำอาหารให้กินเล่าทางด้านพ่อบ้านที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยกลัวฮูหยินจะตามทวงคืน เขาเดินนำบะหมี่มาให้ท่านแม่ทัพที่ห้องทำงาน บะหมี่ร้อน ๆ ซึ่งมีควันลอยขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมที่เตะจมูก ทำให้คนที่กำลังนั่งทำงานต้องเงยหน้าขึ้นมามองจางเจิ้นอู่เห็นเช่นนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปด้วยความสงสัย“เหตุใดถึงกลับมาเร็วนัก” เขาไม่ได้อยากรู้เรื่องยิบย่อย เพียงแต่ก่อนไปพ่อบ้านบอกว่าต้องใช้เวลาในการทำอาหาร หากแต่ความเป็นจริงใช้เวลาราวกับแค่เดินไปกลับเท่านั้น“มีบะหมี่ที่พึ่งทำเสร็จพอดี ข้าจึงยกมาให้นายท่านก่อน” ได้ยินเช่นนั้นจางเจิ้นอู่ก็พยักหน้าเข้าใจ ในขณะที่กำลังค







