تسجيل الدخولทะลุมิติมาทั้งทีดันมาอยู่ในร่างของฮูหยินท่านแม่ทัพที่สามีรังเกียจ เอะอะ ก็เอามีดจี้คอคิดอยากฆ่านางให้ตาย ถึงขั้นวางยาภรรยาตนให้พูดความจริง หลัวชั่วเรื่องนี้ชอบข่มขู่ภรรยา ⚔️ “หยุด!” น้ำเสียงเย็นชาดูอ่อนแรงกว่าปกติ เช่นนั้นพอถูกตะโกนใส่ก็ยังทำให้มู่หรูเหยารู้สึกเกร็งไปทั้งตัวจนต้องหยุดฝีเท้า อดคิดไม่ได้ว่าขนาดบาดเจ็บยังข่มขวัญคนอื่นได้อีก หรือจะเดินไปหาดาบมาบั่นคอเขาเสียตรงนี้ดี นางจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข “เจ้านี่มัน...เห็นข้าเจ็บเช่นนี้ยังนิ่งเฉย หรือนี่ก็เป็นแผนของเจ้าด้วย” มู่หรูเหยาอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธ แต่เสียงของจางเจิ้นอู่ก็ดังขึ้นก่อน “มาพาข้าไปทำแผล คงรู้นะว่าการดูแลสามีก็เป็นหน้าที่ของฮูหยินเช่นกัน” ที่อย่างนี้ยกตำแหน่งฮูหยินให้นางเชียวนะ!
عرض المزيد“คืนนั้นท่านแม่ทัพโกรธมาก แต่ถึงขั้นลืมตัวจนลงมือกับคุณหนูขนาดนี้ก็ทำเกินไปจริง ๆ อีกอย่างข้าไม่เข้าใจเลยทำไมถึงไม่มีใครเห็นใจคุณหนูบ้าง…”มู่หรูเหยาฟังคำของอีกฝ่ายก็คิดตาม“แต่เจ้าก็บอกเองว่าเขา เอ่อ... ข้าหมายถึงท่านแม่ทัพมิได้ยินดีที่จะรับข้าเป็นภรรยาอยู่แล้ว” มู่หรูเหยาพยายามใช้คำให้ใกล้เคียงกับยุคสมัยมากที่สุดเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยเกิดโดนกล่าวหาว่าเป็นพวกปีศาจที่มาสิงสู่ในร่างนี้เพราะใช้คำผิดแปลกไป อาจโดนเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะยาที่ถูกจับกรอกในวันนั้น“คุณหนูเป็นถึงบุตรีของเจ้ากรมโยธา แม้จะเป็นบุตรของอนุ... แต่นายท่านก็เปิดตัวคุณหนูในฐานะบุตรสาวคนที่สี่ภายใต้การเลี้ยงดูของฮูหยินเอกนะเจ้าคะ” ประโยคนั้นชวนให้นางนึกสงสัยในทันที“หรือเพราะข้าเป็นบุตรของอนุ เขาจึงมีท่าทีรังเกียจข้า” หากอ้างอิงจากการที่ดูซีรีส์ คิดว่าเหตุผลนี้เป็นไปได้มากที่สุด“หากจะบอกว่าถูกบังคับให้แต่งงาน แต่ท่านแม่ทัพเองก็เป็นคนรับปากกับตระกูลมู่ที่จะแต่งงานกับคุณหนู คุณหนูมีอะไรไม่ดีกันเล่า ข้าว่าเป็นเพราะท่านแม่ทัพหลงอนุของตนมากกว่า...”“เขา... มีอนุ
“คุณหนูจำข้าไม่ได้หรือเจ้าคะ เหตุใดสายตาจึงล่องลอยเช่นนี้ มิใช่สิ ข้าต้องเรียกท่านว่าฮูหยิน แต่คนตระกูลจางทำเช่นนี้กับพวกเรา ข้าไม่อยากให้คุณหนูเป็นฮูหยินของเขาเลยเจ้าค่ะ คุณหนูรอก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปตามหมอมาดูอาการท่าน”มู่หรูเหยามองตามหลังสาวใช้ที่พูดระรัวจนไม่อาจแทรกได้เลย “เดี๋ยวก็คุณหนู เดี๋ยวก็ฮูหยิน อะไรกันนะ”คำพูดที่ฟังดูแปลกประหลาดนี้เธอเองก็ควรปรับเปลี่ยนด้วยสินะ หวังว่าการดูซีรีส์ในช่วงวันหยุดจะช่วยให้เอาตัวรอดในสถานการณ์แบบนี้ได้ไม่นานนักคนที่เรียกว่าท่านหมอก็เข้ามาตรวจชีพจรของมู่หรูเหยา หลังจากตรวจอย่างละเอียดก็ถอนหายใจยาว มิรู้ว่าโล่งใจหรือเหนื่อยใจกันแน่“ร่างกายของฮูหยินแข็งแรงดี เพียงแต่... ดูจากอาการของฮูหยิน อาจจะเป็นเพราะการเจ็บป่วยในครั้งนี้ มีบางอย่างกระทบกระเทือนจิตใจ มีผลทำให้ความทรงจำหายไป…” ท่านหมอพูดยังไม่ทันจบ คนที่บอกว่าตนเองเป็นสาวใช้ของนางก็รีบท้วงทันที“แล้วฮูหยินจะมีโอกาสกลับมาหายดีอีกหรือไม่” สาวใช้ยกมือขึ้นปาดน้ำตา เพราะสงสารคุณหนูของตนที่ต้องพบเจอเรื่องเลวร้าย“หากไม่มีอะไรผิดพลาดไม่นานความทรง
ความรู้สึกตอนถูกทรมาน ยาที่ถูกกรอกลงคอ ทำให้มู่หรูเหยาหวาดกลัวจนต้องถอยหนี ทว่าเมื่อถอยไปจนสุดทางก็ชนเข้ากับผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ เมื่อหันไปมองก็ต้องตกใจจนตาเบิกกว้างดวงตาสีแดงฉานเป็นสิ่งเดียวที่นางจำได้แม่น อีกฝ่ายจ้องมองกลับมา ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชาและอำมหิตจนทำให้เธอตกใจจนสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นจากฝันเสียงหอบหายใจแรงเหมือนวิ่งหนีปีศาจมานับพันลี้ มู่หรูเหยามองไปรอบห้องที่แปลกตาด้วยความสงสัย หลายสิ่งดูไม่คุ้นเคยแต่แปลกประหลาดเหมือนกับอยู่ในยุคโบราณ“นี่ไม่ใช่ความฝันอย่างนั้นเหรอ?” มือที่อยู่ข้างลำตัวเริ่มสั่นอย่างหวาดระแวงภาพที่ไม่คุ้นเคยทำให้เริ่มปวดศีรษะและมึนงงอีกครั้ง ความทรงจำของห้องห้องนี้ผุดขึ้นมาแบบไม่ปะติดปะต่อรวมถึงภาพของดวงตาสีแดงคู่นั้นยังคงหลอกหลอนติดตา มันน่ากลัวราวกับมัจจุราชจะฉีกกระชากวิญญาณของผู้ที่พบเห็นให้แตกเป็นเสี่ยง ๆคนหวาดกลัวรู้แล้วว่าตอนนี้ตนเองไม่ได้อยู่ในห้องเช่าที่มีผีดุ และไม่ได้กำลังจะเดินทางไปเมืองโบราณเพื่อหาเพื่อนเพราะร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุแทบไม่มีให้เห็น มีเพียงแผลจากในคุ
จางเจิ้นอู่มองอีกฝ่ายด้วยสายตารังเกียจ ถึงจะไม่รู้เรื่องเรือนหลังตระกูลมู่มากนัก แต่ก็รู้ว่าฮูหยินผู้นี้มิได้สนใจไยดีอะไรภรรยาของตนนักหรอก ไม่แน่ว่าจุดประสงค์ของการที่นางมาในครั้งนี้ อาจจะเกี่ยวข้องกับมู่หรูเหยาและหยกจันทราที่หายไป “…หรือท่านจะขัดขวาง” จางเจิ้นอู่มองอีกฝ่ายที่มองมาด้วยสายตารู้ทัน “หากไม่ได้ปิดบังอะไร ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องห้ามไม่ให้ข้าเจอกับนาง โรคติดต่อมีวิธีป้องกันมากมาย” ตอนนี้เขามั่นใจถึงสิบส่วน หากไม่ให้คนตรงหน้าเจอมู่หรูเหยาก็คงไม่ยอมกลับไปโดยง่าย ใบหน้าเย็นชาเริ่มฉายแววรำคาญใจ “ข้าไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง เป็นท่านมากกว่ากระมังที่เลือกเดินทางไกลในยามนี้ ทั้งยังไม่แจ้งล่วงหน้าถึงการมาเยี่ยมเยือน ราวกับปิดบังการกระทำ...” มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างพอใจเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไป จากเมืองหลวงจนถึงเมืองตงหยางใช้เวลาเดินทางร่วมสิบวัน แต่กงหว่านซินผู้นี้กลับมาถึงในช่วงเวลาที่เกิดความวุ่นวายในจวน หากไม่ใช่เพราะมู่หรูเหยาส่งข่าวให้ ก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะมีเหตุผลใดอีก





