LOGINเส้นทางสายเลือดที่หยดทอดยาวลงมาจากรังไหมที่ว่างเปล่า นำพาสิงขรและมาลินดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่ารากฐานของต้นไทรยักษ์ อุโมงค์ดินชื้นแฉะลาดชันลงสู่ใต้บาดาล กลิ่นเหม็นอับของตะไคร่น้ำถูกแทนที่ด้วยกลิ่นคาวสนิมเหล็กที่ลอยคลุ้งจนแสบจมูก อากาศเบื้องล่างนี้ทั้งร้อนชื้นและเหนียวเหนอะหนะ ราวกับกำลังเดินเข้าไปในปอดของอสุรกายขนาดยักษ์ที่ยังมีลมหายใจเมื่อพวกเขาก้าวพ้นปากอุโมงค์ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือนรกภูมิที่ถูกอาบไล้ด้วยสีแดงฉาน"วังโลหิตมฆวาน"มันไม่ใช่สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นใหม่ ทว่าเป็นการยึดครองซากวิหารโบราณของอารยธรรมใต้พิภพที่สูญสลายไปแล้ว แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่รอบวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นน้ำใสเย็น แต่มันคือ "แม่น้ำโลหิต" ที่เดือดพล่านและส่งเสียงปุดๆ อยู่ตลอดเวลา คบเพลิงที่ประดับอยู่ตามทางเดินสลัวจุดด้วยไฟเวทมนตร์สีแดงเลือด ส่องให้เห็นซากศพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกสูบเลือดจนตัวแห้งกรัง ถูกจับตอกตรึงไว้กับเสาศิลาประดุจเครื่องประดับอันวิปริตสิงขรทรุดตัวลงหลบหลังซากเสาหินที่หักโค่น เขากดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงหอบหายใจ ร่างกายที่เพิ่งฟื้นจากพิษมรณะชาดยังคงประท้วงอย่างหนักห
รากไม้ยักษ์ ณ ก้นบึ้งของ "มหานิโครธสรณะ" เต็มไปด้วยเศษซากความพินาศจากการระเบิดของดอกบัวมรณะ ทะเลสาบสีเลือดเบื้องล่างยังคงเดือดพล่าน ทว่าใจกลางลานประลองกลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของมาลินที่ดังก้องแข่งกับเสียงหยดเลือดร่างของสิงขรนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม้ที่ไหม้เกรียม สภาพของเขาก้าวข้ามคำว่าสาหัสไปไกลนัก ผิวหนังทั่วร่างถูกสระมรณะชาดกัดกร่อนจนพุพอง ลอกร่อนจนเห็นชั้นกล้ามเนื้อสีแดงช้ำ เส้นเลือดปูดโปนเป็นสีดำคล้ำ พิษร้ายกำลังชอนไชเข้าสู่กระแสเลือด แผดเผาอวัยวะภายในจนลมหายใจของเขาแผ่วเบาประดุจเปลวเทียนต้องลมกระโชก"ไม่... ไม่นะสิงขร... ลืมตาสิ! ลืมตาขึ้นมามองข้า!"มาลินกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง นางเทยาสมานแผลและยาถอนพิษทุกหยดที่มีลงบนบาดแผลของเขา แต่มันไร้ผล พิษของเทพธิดามาลินีนั้นเข้มข้นและทรงอำนาจเกินกว่าที่สมุนไพรของมนุษย์จะต่อกรได้ น้ำยาเหล่านั้นเดือดปุดๆ และระเหยกลายเป็นไอทันทีที่สัมผัสกับผิวหนังของเขาวายุลอยตัวอยู่เหนือร่างของสิงขร แสงวิญญาณสีฟ้าของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ว่า 'ดวงไฟแห่งชีวิต' ของสหายกำลังจะดับมอดลง"ยาของเจ้าช่วยเขาไม่ได้หรอกมาลิน..." วายุเอ่ยเสียงแผ
เสียงหอบหายใจของสิงขรดังก้องสลับกับเสียงหยดเลือดที่ร่วงหล่นกระทบพื้นรากไม้ บาดแผลนับร้อยจาก "ระบำกระเรียนร่ายวารี" ปริปากส่งเสียงกรีดร้องผ่านความเจ็บปวดที่ทะลวงลึกถึงไขกระดูก ทว่าชายหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้งกลับไม่ยอมล้มลงอีกเป็นครั้งที่สอง ดวงตาของเขาที่เคยมืดมนบัดนี้ลุกโชนด้วยไฟแห่งปณิธานที่บ้าคลั่ง จิตสังหารอันเยือกเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่าง แช่แข็งหยาดเลือดที่กำลังไหลรินให้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชาดมาลินี เทพธิดาผู้ไร้พ่าย ชะงักงันไปชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่เปลี่ยนไปของเหยื่อ นางไม่เคยพบเจอมนุษย์ผู้ใดที่ถูกฟันร่างจนแหลกเหลวแล้วยังสามารถลุกขึ้นมายืนหยัดพร้อมกับรังสีอำมหิตที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน"ความดื้อรั้นของเจ้า... ช่างน่าเวทนา" มาลินีเอ่ยเสียงเรียบ นางยกดาบยาวขึ้นตั้งฉากกับพื้น ขาเทียมทองคำขยับก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าทว่าคุกคาม"สู้กับเจ้า... ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ความหวัง" สิงขรเค้นเสียงตอบทะลุไรฟันที่ขบกันแน่น ดาบจันทราทมิฬในมือส่องแสงสีน้ำเงินสว่างจ้าที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา "ข้าจะใช้แค่ความแค้น... และความตาย!"สิงขรไม่รอให้นางเป็นฝ่ายบุก เขากระทืบเท้าลงบนพื้นรากไม้จน
ความเงียบสงัด ณ ก้นบึ้งของ "มหานิโครธสรณะ" นั้นหนักอึ้งประดุจศิลาแลงพันตันที่กดทับลงมาบนบ่า ทะเลสาบมรณะชาดที่เดือดพล่านและส่งกลิ่นเหม็นเน่าอยู่เบื้องหลัง บัดนี้ถูกทิ้งไว้เบื้องล่างเมื่อสิงขร มาลิน และวายุ ก้าวขึ้นมาถึงรากไม้ยักษ์ที่สานตัวกันเป็นลานประลองกว้างขวาง ณ ใจกลางของนครใต้ร่มเงาเบื้องหน้าของพวกเขา คือรากไม้ที่ขดตัวรวมกันเป็นแท่นบรรทมขนาดมหึมา และบนแท่นนั้น... "ดอกบัวโลหิต" ขนาดยักษ์ที่ยังคงหุบตูมกำลังเต้นตุบๆ อย่างแผ่วเบาและสม่ำเสมอ ราวกับเป็นหัวใจอีกดวงหนึ่งของต้นไทรต้องสาปแห่งนี้ กลีบดอกสีแดงคล้ำของมันมีละอองสปอร์สีทองและสีแดงลอยฟุ้งออกมาตามจังหวะการเต้น ทุกครั้งที่มันขยับ กลิ่นของความตายและความเน่าเปื่อยจะทวีความรุนแรงขึ้นสิงขรหยุดยืนอยู่ที่ขอบลานกว้าง เขายกแขนซ้ายที่ชุ่มเลือดขึ้นปาดเหงื่อเย็นเยียบที่เกาะพราวบนหน้าผาก ลมหายใจของเขาหนักหน่วง บาดแผลทั่วร่างเต้นตุบๆ ประสานกับจังหวะของดอกบัวยักษ์"มาลิน... วายุ..." สิงขรเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่เด็ดขาด โดยไม่ละสายตาจากดอกบัวเบื้องหน้า "พวกเจ้าหยุดอยู่แค่นี้ ห้ามก้าวล่วงเข้าไปในลานกว้างนั้นเด็ดขาด กลิ่นอายของพิษมรณะชาดที่แผ่ออกมาจาก
ความเงียบสงัดที่โรยตัวลงมาหลังจากการดับสูญของอัศวินหทัยเน่าเปื่อยนั้น ไม่ได้นำพาความสงบใจมาสู่สิงขรเลยแม้แต่น้อย ทว่ามันกลับเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและบีบคั้นประสาทสัมผัส ราวกับว่ามหานครใต้เงา ทั้งเมืองกำลังกลั้นหายใจเพื่อเฝ้าดูความตายของผู้บุกรุก เลือดสีคล้ำที่ถูกแช่แข็งบนพื้นหินอ่อนเริ่มละลายกลายเป็นไอพิษสีแดงจางๆ ลอยปะปนไปกับสปอร์เชื้อราที่ล่องลอยอยู่ในอากาศสิงขรยันกายขึ้นจากพื้นด้วยความยากลำบาก ดาบจันทราทมิฬที่ใช้เป็นไม้เท้าค้ำยันสั่นสะท้านไปตามแรงสั่นของท่อนแขน บาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่าง—ตั้งแต่รอยฟันของนักฆ่าล่องหน ลูกธนูที่เจาะทะลุสีข้าง ไปจนถึงรอยช้ำจากการปะทะกับยอดอัศวิน—กำลังประสานเสียงประท้วงอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเขาเพิกเฉยต่อความเจ็บปวดทางกาย ดวงตาของเขาทอดมองผ่านซุ้มประตูศิลาบานยักษ์ที่เปิดอ้าออก เผยให้เห็นบันไดทางลงที่มืดมิดและแคบชัน ซึ่งทอดตัวดำดิ่งลงสู่รากฐานอันลึกที่สุดของ "มหานิโครธสรณะ""ทางลงสู่ก้นบึ้ง..." วายุในร่างวิญญาณลอยมาหยุดอยู่เคียงข้างสิงขร แสงสีฟ้าของเขากระพริบอย่างไม่เสถียรเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ลอยสวนขึ้นมาจากความมืด "ที่นั่นไม่มีแสงสว่างแห่งมหาโพธิ์ทองสาดส
ภาพของ "นครใต้ร่มเงา" ที่ปรากฏอยู่เบื้องล่างชานชาลาไม้นั้น เป็นทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งอย่างถึงที่สุด มันคืองานสถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจงเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะรังสรรค์ขึ้นได้ กำแพงศิลาสีขาวบริสุทธิ์ถูกแกะสลักเป็นลวดลายเถาวัลย์และดอกไม้อย่างประณีต หลังคาโดมสีทองอร่ามที่สะท้อนแสงสลัวดูราวกับสรวงสวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาซุกซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดของ "มหานิโครธสรณะ" สะพานลอยฟ้าและระเบียงทางเดินทอดยาวสลับซับซ้อนเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายขนาดมหึมา โอบล้อมแกนกลางของต้นไทรยักษ์เอาไว้อย่างแน่นหนาทว่า ความงดงามเหล่านั้นกลับถูกกลืนกินด้วยความวิปลาสที่น่าสะอิดสะเอียนรากไม้สีดำคล้ำที่เจาะทะลวงสถาปัตยกรรมหินอ่อนแตกแขนงออกไปทั่วทุกสารทิศ บนพื้นทางเดินและกำแพงวิหารเต็มไปด้วยคราบเชื้อราสีแดงฉานที่เกาะกรังประดุจสนิมโลหิต สปอร์พิษฝุ่นสีแดงลอยฟุ้งอยู่ในอากาศหนาทึบจนมองเห็นเป็นละอองเพลิงที่ล่องลอย กลิ่นของนครแห่งนี้ไม่ใช่กลิ่นหอมของดอกไม้สวรรค์ แต่มันคือกลิ่นหวานเลี่ยนของเนื้อที่กำลังเน่าเปื่อย ผสมปนเปกับกลิ่นคาวสนิมของเลือดที่บูดเน่ามันคืออาณาจักรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พึ่งพิง ทว่ากลับถูกรัดรึงด







