Войти"เมื่อกฎแห่งกรรมถูกทำลาย ความตายจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด... แต่เป็นคุกขังชั่วนิรันดร์" ในยุคสมัยที่ ‘มหาโพธิ์ทอง’ ยังคงแผ่กิ่งก้านสีทองปกคลุมไปทั่วทั้งไตรภูมิ ทุกสรรพชีวิตดำรงอยู่ภายใต้แสงแห่งบุญบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อ ‘มหาธรรมจักร’ กฎเกณฑ์ที่ค้ำจุนโลกถูกทุบทำลายจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ความวิปริตจึงบังเกิดเหนือแผ่นดินสยาม เหล่ากึ่งเทพหน่อเนื้อพุทธางกูรต่างแย่งชิงเศษเสี้ยวของมหาธรรมจักรจนบ้าคลั่ง สงครามทำลายร้างเปลี่ยนอารยธรรมที่รุ่งเรืองให้กลายเป็นนรกบนดิน คนตายไม่ไปผุดไปเกิด แต่กลับลุกขึ้นมาเดินดินในร่างเน่าเปื่อย แสงทองที่เคยให้ชีวิตกลับกลายเป็นกรงขังที่สาปแช่งวิญญาณ ท่ามกลางกลีบดอกไม้ทองคำที่เหี่ยวเฉา ‘สิงขร’ อดีตนักรบผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้ไร้บุญ’ ได้ตื่นขึ้นจากความตายตามเสียงเพรียกของพฤกษา เขาต้องออกเดินทางผ่านแคว้นโบราณที่เต็มไปด้วยอสุรกายและอาคมคุณไสย เพื่อรวบรวมเศษขุมพลังจากเหล่าเจ้าเมืองที่คลุ้มคลั่ง ทางเลือกของเขามีเพียงสอง... หนึ่งคือสยบยอมต่อโชคชะตาที่เน่าเฟะ หรือสอง คือการก้าวขึ้นเป็น ‘ธรรมราชา’ คนใหม่ ผู้กำหนดกฎเกณฑ์แห่งโลกขึ้นมาด้วยคมดาบและรอยสักยันต์อาคม!
Узнайте большеความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามากระทบผิวเนื้อ ไม่ใช่ความเย็นเยือกที่บาดลึกถึงกระดูกประดุจเวทมนตร์เหมันต์ หรือความเยือกเย็นอันชวนขนลุกของแดนทมิฬใต้เงา ทว่ามันเป็นความเย็นที่สงบเงียบ บริสุทธิ์ และปราศจากพันธนาการใดๆ เหมือนอากาศบริสุทธิ์ในคืนเดือนแรมที่ไร้เมฆหมอกสิงขรค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ความเจ็บปวดจากการฝืนใช้พลังระดับกอสมิกในศึกตัดสินกับ อสูรแห่งเอลเดน ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นรอยระบมฝังลึกในกล้ามเนื้อ ทว่าบาดแผลฉกรรจ์ตามร่างกายกลับสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลเป็นสีจางๆเขาพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้คือผืนดินใต้ร่าง มันไม่ใช่เถ้าถ่านที่ร้อนระอุของนครหลวงเถ้าถ่าน และไม่ใช่ผิวน้ำสีดำของมิติกระจกเงา แต่มันเป็นพื้นศิลาที่ปูด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเขากวาดสายตามองไปรอบๆ..."ที่นี่มัน..."สิงขรเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยู่บนโลกมัชฌิมอีกต่อไป ทว่าเขากำลังนั่งอยู่บนแท่นบูชาหินอ่อนที่ตั้งอยู่ท่ามกลาง "ห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล" ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีทองของมหาโพธิ์ทอง และไม่ใช่สีเทาหมอ
มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยแสงสีทองที่เข้มข้นจนกลายเป็นความมืดบอด วงแหวนสีทองขนาดยักษ์ทั้งสี่วงที่ซ้อนทับกันเป็นสัญลักษณ์แห่ง "มหาธรรมจักร“ กำลังหดตัวบีบรัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางอย่างเชื่องช้าทว่าไม่อาจหยุดยั้งได้ มันไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพ แต่มันคือการ "บีบอัดกฎเกณฑ์" ของมิติให้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้น ทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในรัศมีของวงแหวนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสสาร เวทมนตร์ หรือแม้แต่วิญญาณ จะถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์!แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนผิวน้ำสีดำที่เคยราบเรียบเกิดการยุบตัวลงประดุจหลุมอุกกาบาต"สิงขร... ข้าหายใจไม่ออก..." มาลินทรุดตัวลงนอนราบกับผิวน้ำ โดมเวทมนตร์ของนางแตกสลายไปแล้ว เลือดไหลซึมออกจากจมูกและดวงตา ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับแรงโน้มถ่วงระดับกอสมิกนี้ได้อีกต่อไปสิงขรยืนหยัดอยู่เบื้องหน้านาง สองขากางออกกว้างเพื่อรักษาสมดุล กล้ามเนื้อทุกมัดกำลังประท้วงถึงขีดจำกัดสูงสุด ทว่าสองมือของเขายังคงกำด้าม "ดาบจันทราทมิฬ" ไว้แน่น นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองวงแหวนสีทองที่กำลังบีบตัวเข้ามาใกล้ทุกขณะ"กฎเกณฑ์ที่บังคับให้ทุกคนต้องศิโรราบ... ระเบีย
เสียงร้องกังวานที่ไม่ได้เปล่งออกจากลำคอ ทว่าสะท้อนก้องมาจากความถี่ของห้วงอวกาศ ดังกึกก้องจนผิวน้ำสีดำที่ราบเรียบประดุจกระจกเงาเกิดระลอกคลื่นบ้าคลั่ง สิ่งมีชีวิตที่แท้จริงเบื้องหลังมหาธรรมจักร ลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ร่างกายอันโปร่งแสงของมันใหญ่โตมโหฬารจนสิงขรดูเป็นเพียงฝุ่นผงเมื่อเทียบเคียง ภายในร่างนั้นคือภาพจำลองของกาแล็กซี กลุ่มดาว และเนบิวลาที่หมุนวนอย่างเชื่องช้า บ่งบอกถึงตัวตนที่อยู่เหนือขอบเขตของกาลเวลาและสถานที่ในมือที่คล้ายคลึงกับกิ่งไม้สีทองของมัน กำด้าม "ดาบศิลา" ขนาดยักษ์ ดาบเล่มนั้นถูกหลอมขึ้นจากเศษซากเจตจำนงของ รณกร ที่เพิ่งแตกสลาย มันเป็นดาบที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรอยร้าว ทว่ากลับแผ่รังสีแห่งการทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว แสงสีทองที่สาดส่องออกมาจากตัวอสูร ไม่ใช่แสงแห่งความอบอุ่น แต่เป็นแสงแห่ง "ความเป็นระเบียบ" ที่เย็นชาและพร้อมจะลบทุกสิ่งที่ผิดแผกไปจากสมการของมันมาลินทรุดตัวลงกับพื้น ผิวหนังของนางรู้สึกแสบร้อนเพียงแค่อยู่ในรัศมีแสงของมัน "นี่หรือคือพระเจ้า... มันไม่ได้ดูเหมือนผู้สร้างเลย แต่มันเหมือน... สัตว์ประหลาดจากต่างดาวที่ตกลงมากลืนกินโลกใบนี้""เพราะมันคือปรสิตอย
มิติกระจกเงาอันไร้ขอบเขตที่เคยเงียบสงบ บัดนี้กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งประดุจแก้วบางๆ ที่ถูกบีบอัดด้วยแรงดันมหาศาล ท้องฟ้าเบื้องบนมิใช่สีทองสลัวอีกต่อไป ทว่ามันสว่างจ้าแสบตาจนแทบหลอมละลาย รอยแหวนเวทมนตร์แห่ง "มหาธรรมจักร" รัศมีกว้างใหญ่ไพศาลซ้อนทับกันเป็นวงกลมนับสิบวง ก่อตัวขึ้นเบื้องหลังร่างของ รณกร ราชันย์แห่งมหาธรรมจักรชายผมแดงร่างยักษ์ผู้ไร้ซึ่งเจตจำนง ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ ค้อนศิลาในมือขวาของเขาดูดกลืนแสงสว่างจากแหวนเวทมนตร์เหล่านั้นจนแปรสภาพเป็นอาวุธทำลายล้างมิติที่สมบูรณ์แบบ แสงสีทองที่อัดแน่นอยู่ที่หัวค้อนนั้นหนักอึ้งเสียจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว ร้อนระอุประดุจใจกลางของดาวฤกษ์ที่กำลังจะระเบิด"สิงขร... พลังนั่นมันบ้าไปแล้ว! มันกำลังจะลบทุกสิ่งทุกอย่างในมิตินี้ทิ้ง!" มาลินตะโกนก้องผ่านม่านพายุลมที่พัดกระหน่ำ นางพยายามฝังนิ้วมือลงกับผิวน้ำตื้นๆ เพื่อไม่ให้ร่างถูกพัดปลิวไปตามแรงลมของเทพเจ้าสิงขรยืนตระหง่านอยู่เบื้องล่าง เงยหน้ามองหายนะที่กำลังก่อตัวด้วยสายตาที่สงบนิ่งอย่างประหลาดคาตานะโลหิตในมือซ้ายของเขาเริ่มสั่นระริกและปรากฏรอยร้าว เวทมนตร์เลือดของอัสมันต์ที่ฝังอยู่ในใบดาบก
ความร้อนระอุจากคลื่นเพลิงของ "โกเลมเตาหลอมวิญญาณ" เพิ่งจะจางหายไปจากผืนหญ้าสีเทาหมอง ทว่าความหวาดหวั่นยังคงเกาะกุมอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ สิงขรและมาลินค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นจากหลังป้ายสุสานศิลาขนาดยักษ์ที่ใช้เป็นที่กำบัง ชายหนุ่มปัดเศษเถ้าถ่านที่ปลิวมาเกาะตามเสื้อคลุมหนังที่ขาดวิ่นของตน สายตาคมกริบประ
กำแพงศิลาสีซีดเผือดของ "ชุมชนหอคอย" ตั้งตระหง่านทะลุม่านหมอกสีเทาหมองของแดนทมิฬใต้เงา มันไม่ใช่เพียงปราสาทหรือเมืองธรรมดา ทว่ามันคืออนุสาวรีย์แห่งความโศกเศร้าและความเคียดแค้นที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมที่ถูกทอดทิ้ง สถาปัตยกรรมของมันเต็มไปด้วยลวดลายก้นหอยและประติมากรรมรูป "เขี้ยวเขา" อันเ
กลิ่นคาวเลือดที่เคยคละคลุ้งในวังบาดาลเริ่มเจือจางลงเมื่อร่างของ มฆวาน ราชันย์โลหิต แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษน้ำแข็งสีชาด ทว่าแรงดึงดูดอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจาก "แขนที่เหี่ยวเฉา" ของมิคศิราซึ่งห้อยอยู่บนแท่นบูชานั้น กลับรุนแรงยิ่งกว่ามนตราใดๆ ที่สิงขรเคยพานพบ มันไม่ใช่แรงดึงดูดทางกายภาพ แต่มันคือเสียงกร
เถ้าถ่านสีดำที่หลงเหลือจากซากของอสูรห่มหนังเทวะยังคงลอยคว้างอยู่ในอากาศอันอับชื้นของวิหารศิลา กลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อหนังที่ถูกบิดเบือนและมนตราแห่งเพลิงทมิฬยังคงคละคลุ้ง ไม่ยอมจางหายไปตามกระแสลมพายุที่พัดโหยหวนอยู่ภายนอกสิงขรนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหินที่แตกร้าว เขาก้มหน้าหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ไหล่ซ้











