تسجيل الدخول"เมื่อกฎแห่งกรรมถูกทำลาย ความตายจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด... แต่เป็นคุกขังชั่วนิรันดร์" ในยุคสมัยที่ ‘มหาโพธิ์ทอง’ ยังคงแผ่กิ่งก้านสีทองปกคลุมไปทั่วทั้งไตรภูมิ ทุกสรรพชีวิตดำรงอยู่ภายใต้แสงแห่งบุญบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อ ‘มหาธรรมจักร’ กฎเกณฑ์ที่ค้ำจุนโลกถูกทุบทำลายจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ความวิปริตจึงบังเกิดเหนือแผ่นดินสยาม เหล่ากึ่งเทพหน่อเนื้อพุทธางกูรต่างแย่งชิงเศษเสี้ยวของมหาธรรมจักรจนบ้าคลั่ง สงครามทำลายร้างเปลี่ยนอารยธรรมที่รุ่งเรืองให้กลายเป็นนรกบนดิน คนตายไม่ไปผุดไปเกิด แต่กลับลุกขึ้นมาเดินดินในร่างเน่าเปื่อย แสงทองที่เคยให้ชีวิตกลับกลายเป็นกรงขังที่สาปแช่งวิญญาณ ท่ามกลางกลีบดอกไม้ทองคำที่เหี่ยวเฉา ‘สิงขร’ อดีตนักรบผู้ถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ผู้ไร้บุญ’ ได้ตื่นขึ้นจากความตายตามเสียงเพรียกของพฤกษา เขาต้องออกเดินทางผ่านแคว้นโบราณที่เต็มไปด้วยอสุรกายและอาคมคุณไสย เพื่อรวบรวมเศษขุมพลังจากเหล่าเจ้าเมืองที่คลุ้มคลั่ง ทางเลือกของเขามีเพียงสอง... หนึ่งคือสยบยอมต่อโชคชะตาที่เน่าเฟะ หรือสอง คือการก้าวขึ้นเป็น ‘ธรรมราชา’ คนใหม่ ผู้กำหนดกฎเกณฑ์แห่งโลกขึ้นมาด้วยคมดาบและรอยสักยันต์อาคม!
عرض المزيدกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... แผ่นดินสยามมิได้ถูกปกคลุมด้วยหมอกธูปหรือเถ้าธุลีดั่งเช่นทุกวันนี้ หากแต่เป็นดินแดนที่รุ่งโรจน์ภายใต้รัศมีของ "มหาโพธิ์ทอง" พฤกษาศักดิ์สิทธิ์ที่กิ่งก้านของมันประดับด้วยใบโพธิ์ทองคำนับล้าน ซึ่งจะคอยหยาดริน "น้ำอมฤตแห่งบุญ" ลงมาสู่พสุธา
ในยุคนั้น ความตายมิใช่สิ่งที่น่าหวาดกลัว เพราะวิญญาณทุกดวงจะถูกนำทางโดยแสงสีทองกลับคืนสู่รากของมหาโพธิ์ เพื่อรอการจุติใหม่ในภพภูมิที่ดีกว่า ภายใต้การปกครองของ พระนางมณีรัตน์ เทวีผู้ครองมหาธรรมจักร กฎแห่งกรรมนั้นเที่ยงตรงและศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้ว... "คืนแห่งศัสตรานิล" ก็มาถึง กลุ่มนักฆ่าลึกลับที่ไม่มีใครรู้ที่มา ได้ลอบขโมยเศษเสี้ยวของ "มรณธาตุ" ที่ถูกสะกดไว้ในคัมภีร์ต้องห้าม พวกมันนำมาหลอมเป็นกริชสีนิลอาบยาพิษอาคม และใช้มันสังหาร "เจ้าฟ้าสุทัศน์" โอรสองค์โตผู้เป็นที่รักที่สุดของพระนางมณีรัตน์ วิญญาณของเจ้าฟ้าถูกฉีกกระชากจนไม่สามารถกลับคืนสู่มหาโพธิ์ได้ กลายเป็นศพแรกในประวัติศาสตร์ที่ตายอย่างแท้จริงและทิ้งกายหยาบที่เน่าเปื่อยไว้เป็นแผลเป็นของแผ่นดิน ความโศกเศร้าของพระนางมณีรัตน์รุนแรงเสียจนทำลายสติสัมปชัญญะของพระนาง ในคืนที่มืดมิดที่สุด พระนางได้ทรงยกค้อนเหล็กเทวะขึ้นสูง และทุบลงบน "มหาธรรมจักร" อันเป็นแกนกลางของกฎเกณฑ์โลกจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ! เปรี้ยง!!! เสียงธรรมจักรแตกกัมปนาทเลื่อนลั่นไปถึงสวรรค์ชั้นพรหมและนรกขุมลึกที่สุด แสงสีทองจากมหาโพธิ์ดับวูบลงชั่วขณะ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงฉานคล้ายเลือด กฎแห่งไตรภูมิพังทลายลงทันที คนตายลุกขึ้นจากหลุม คนเป็นกลายเป็นบ้า และ "เศษเสี้ยวธรรมจักร" ที่กระเด็นไปทั่วสารทิศ ได้ถูกเก็บไปโดยเหล่าโอรสและธิดาองค์อื่นๆ ของพระนาง นั่นคือจุดเริ่มต้นของ "มหาสงครามชิงตราธรรม" เหล่ากึ่งเทพที่เคยรักใคร่ปรองดอง บัดนี้ถูกความโลภและอำนาจจากเศษธรรมจักรเข้าครอบงำ พวกเขาซ่องสุมกำลังพล สร้างกองทัพอสุรกาย และประกาศสงครามต่อกันเพื่อความเป็นใหญ่ ทิศเหนือ: เจ้าพระยาพายัพ ยก‘กองทัพศพ’บุกประชิดปราสาทศิลาลอย หวังจะต่อเติมร่างกายตนเองให้ยิ่งใหญ่ด้วยอวัยวะของเหล่านักรบ ทิศตะวันออก: เจ้าหญิงจันทรประภา ประกาศตัดขาดจากมหาโพธิ์ทอง และหันไปพึ่งพิงอำนาจลึกลับจาก "ดวงจันทร์ทมิฬ" ทิศใต้: พญามารราหู ขุนศึกยักษ์ผู้เลอโฉมและสง่างามที่สุด ได้กลายเป็นจอมพลผู้คลั่งไคล้การนองเลือด นำกองทัพช้างศึกเข้าบดขยี้ทุกอย่างที่ขวางหน้า จนทุ่งกุลาร้องไห้กลายเป็นสีแดงชาดด้วยโลหิต มหาสงครามดำเนินไปนับร้อยปี ไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้ มีเพียงความพินาศที่แผ่ขยายตัวออกไป ราวกับโรคร้ายที่กัดกินแผ่นดิน แสงแห่งบุญที่เคยส่องสว่างกลับกลายเป็นเพลิงที่แผดเผา มหาโพธิ์ทองเริ่มเน่าเฟะจากภายใน รากของมันชอนไชเข้าสู่ซากศพและสูบกินความทุกข์ระทมเป็นอาหาร เมื่อเห็นว่าไม่มีกึ่งเทพองค์ใดคู่ควรกับบัลลังก์ เสียงเพรียกสุดท้ายจากมหาโพธิ์ทองจึงดังข้ามมหาสมุทร ไปยังดินแดนรกร้างที่ถูกลืม... ไปยังเหล่า "ผู้ไร้บุญ" นักรบผู้ถูกเนรเทศและตายไปแล้วในอดีต ให้ฟื้นคืนชีพกลับมาเพื่อยุติกลียุคนี้ "จงกลับมา... เจ้าคนบาป" "จงรวบรวมเศษธรรมจักรที่แตกกระจัดกระจาย" "แล้วขึ้นครองบัลลังก์เป็น ธรรมราชา ผู้เยียวยาไตรภูมิ... หรือจะกลายเป็นผู้เผาทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซากไปพร้อมกับมหาโพธิ์ทองนี้" บัดนี้ สิงขรได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่เทพเจ้าทอดทิ้ง และประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกเขียนด้วยเลือดและอาคมในแผ่นดินที่ไร้ความปรานีแห่งนี้!ภายใต้แผ่นฟ้าที่มืดมิดดุจผืนกำมะหยี่สีดำสนิทซึ่งถูกฉาบด้วยสีเลือดนก ดวงจันทร์สีแดงก่ำค่อยๆ ขยับเลื่อนมาสถิตอยู่เหนือยอดหอคอยแหลมคมของปราสาทชายแดนประหนึ่งดวงตาสีเลือดของอสุรกายยักษ์ที่กำลังจับจ้องลงมายังพื้นพิภพด้วยความกระหายบรรยากาศภายในลานประลองชายป่าพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าใจหาย จนได้ยินเพียงเสียงฟืนในกองไฟพุ่งปะทุเป็นประกายไฟและเสียงหวีดหวิวของลมกรดที่หอบเอาเกสรสีชาดมาโปรยปรายประดุจฝนแห่งคำสาป เหล่านักรบเดนตายจากทั่วสารทิศกว่าร้อยชีวิตที่มีทั้งแผลเป็นท่วมกายและชุดเกราะที่ผ่านการกรำศึกหนัก ต่างพากันลุกขึ้นยืนและจัดแถวอย่างเป็นระเบียบราวกับถูกดึงดูดด้วยอำนาจลึกลับ แววตาของพวกเขาสะท้อนแสงไฟ มีทั้งความตื่นกลัวในอำนาจเทพเจ้าและความบ้าบิ่นที่พร้อมจะแลกชีวิตเพื่อชื่อเสียงในตอนจบสิงขรก้าวเดินอย่างมั่นคงขึ้นไปยืนบนแท่นศิลาสูงตระหง่านใจกลางลานประลอง ในมือของเขากุม จอกเหล้าสังหาร ที่บรรจุน้ำอมฤตสีแดงเข้มข้นไว้จนปริ่มขอบ ของเหลวภายในนั้นสั่นไหวและส่งไอสังหารมหาศาลออกมาจนทำให้นักรบที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกคลื่นเหียน ทว่าสิงขรกลับยืนนิ่งมั่นคงประดุจเสาหลักศิลา แสงสี
พายุทรายสีแดงขุ่นม้วนตัวเป็นเกลียวพัดกรรโชกผ่านทุ่งหญ้าที่แห้งกรังและบิดเบี้ยวจนดูคล้ายเส้นผมของซากศพที่โผล่พ้นดิน ลมหายใจของแผ่นดินทิศใต้เต็มไปด้วยกลิ่นไอระเหยของสนิมเหล็กและเกสรของดอกไม้ปีศาจ สิงขรควบม้าศึกวารินพยศฝ่าม่านหมอกสีชาดที่หนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง จนกระทั่งเขาเดินทางมาถึง “ลานประลองชายป่า” พื้นที่ราบกว้างใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชันซึ่งมองเห็นปราสาทชายแดนอันเป็นที่สถิตของพญามารราหูตั้งเด่นอยู่ไกลลิบๆ ประหนึ่งมงกุฎหนามบนยอดเขาที่อาบไปด้วยสีสันของวันสิ้นโลกที่นี่คือจุดนัดพบที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารสงครามว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงแห่งเดียวในทุ่งกัลปพฤกษ์เลือดที่ความแค้นส่วนตัวจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นเกียรติยศชั่วคราว เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการยุติลมหายใจที่วิปริตของเทพเจ้าผู้คุ้มคลั่งก่อนที่โลกนี้จะเน่าเฟะไปจนเสียสิ้นบรรยากาศภายในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ กลิ่นอายของน้ำมันลับดาบและคราบเขม่าจากเตาหลอมเหล็กโชยอบอวล ขุนศึกจากทั่วสารทิศ—ไม่ว่าจะเป็นนักรบเดนตายจากหัวเมืองเหนือ หรือขุนพลไร้สังกัดจากชายแดน
หลังจากกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าที่ด่านพระกาฬจางหายไปภายใต้แสงอัสดงสีเลือด ขุนอัคคีได้มอบ “จอกเหล้าสังหาร” ให้แก่สิงขร มันเป็นเครื่องทองเหลืองเก่าแก่หนักอึ้ง สลักลายราหูอมจันทร์ที่ดูดุดันและทรงอำนาจ ทว่าจอกนั้นกลับแห้งขอดและไร้ซึ่งชีวิต นายกองหน้าบากกำชับด้วยเสียงอันหนักแน่นว่า หากสิงขรปรารถนาจะเข้าร่วม "เทศกาลสงคราม" เพื่อท้าทายพญามารราหู เขาต้องนำจอกนี้ไปบรรจุน้ำอมฤตสีแดงจากใจกลางหมู่บ้านที่ล่มสลายเสียก่อน เพราะนั่นคือเครื่องดื่มชนิดเดียวที่คนคลั่งจะยอมเปิดประตูต้อนรับสิงขรและวายุมุ่งหน้าเข้าสู่เขต “หมู่บ้านรวงข้าวสีชาด” ซึ่งในอดีตเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งที่สุดของดินแดนทิศใต้ แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าในยามนี้กลับกลายเป็นทุ่งนาที่รวงข้าวไม่ได้เป็นสีทองอร่ามอีกต่อไป แต่มันบิดเบี้ยว กลายเป็นสีแดงคล้ำเข้มดุจเลือดนก และมีหนามแหลมคมงอกออกมาคล้ายเข็มพิษที่รอจังหวะทิ่มแทงผู้ที่ย่างกรายเข้าไป บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงหลายหลังพังทลายลงมาครึ่งซีก ถูกปกคลุมด้วยเยื่อใยสีชมพูหนาเตอะที่ขยับไหวตามจังหวะลมคล้ายปอดของสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจรวยรินกลิ่นอายความตายที่นี่รุนแรงและฉุนกึกจนวาริน
ท่ามกลางเสียงคำรามแหลมสูงดุจเสียงกรีดร้องของมนุษย์ที่ปนเปไปกับเสียงเห่าหอนกระโชกโฮกฮากของฝูงสุนัขยักษ์หัวคนซึ่งกำลังตะเกียกตะกายพยายามจะปีนข้ามแนวกั้นเพลิงหน้าด่านพระกาฬ สิงขรรู้สึกได้ถึงความกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทุกทิศทาง ลมกรรโชกพัดเอาละอองสีชาดปลิวว่อนไปทั่วสมรภูมิ เปลวไฟจากคบเพลิงของทหารเพลิงสะท้อนกับคมดาบเหล็กน้ำพี้จนเกิดเงาเต้นระบำบนพื้นดินสีแดงเดือด ดูราวกับวิญญาณร่ายรำอยู่บนกองฟอน ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความโกลาหลกำลังจะเริ่มขึ้น บรรยากาศรอบกายของสิงขรกลับพลันหยุดนิ่งลงอย่างประหลาดจนน่าขนลุกเสียงการปะทะและเสียงโห่ร้องของเหล่านักรบเพลิงค่อยๆ เบาบางลงคล้ายถูกกลืนหายไปในหมอกควันหนาทึบ แสงไฟสีส้มที่เคยร้อนระอุกลับกลายเป็นสีฟ้าสลัวที่เยือกเย็นประดุจแสงจันทร์วันดับ และที่ข้างกองไฟที่เพิ่งจะมอดดับลงเบื้องหลังสิงขร ร่างของสตรีในชุดสไบสีนิลผู้คุ้นตาปรากฏกายขึ้นอีกครั้งอย่างไร้ที่มามาลี นั่งอยู่ในท่าพับเพียบอย่างสง่างามท่ามกลางซากปรักหักพังของสงคราม ใบหน้าซีกที่งดงามของนางอาบด้วยแสงไฟสีนวล ขณะที่ซีกที่ถูกบดบังด้วยผ้าคลุมนั้นดูลึกลับจนยากจะหยั่งถึง ดวงตาข้างที่เปิดอยู่ของนางจ้องมองมาที











