เข้าสู่ระบบ
รถกระบะคันกลางเก่ากลางใหม่ขับผ่านประตูรั้วเหล็กใหญ่มหึมาเข้ามาภายในอาณาเขตคฤหาสน์ราคาหลักร้อยล้าน เบื้องหน้าเห็นลานน้ำพุขนาดใหญ่เป็นปราการด่านแรกให้มองก่อนภาพความงดงามของสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่สไตล์ยุโรป สองข้างฝั่งของถนนขนานข้างด้วยสวนหย่อมประดับพันธุ์ไม้แปลกตาหลายชนิด
“บ้านใหญ่โตยิ่งกว่าวัง โรงจอดรถหรือเต็นท์รถมือสองวะนั่นทำไมถึงมีรถหลายคันขนาดนั้น บ้านเอ็งใช่ไหม เจ้าของบ้านเขาซื้อมาขายหรือมาขับเล่นเหรอนังหนู”
“บ้านเจ้านายค่ะ คุณลุงขับเข้าไปจอดหน้าคนนั้นเลยค่ะ”
ชี้ปลายนิ้วไปทางด้านหน้าในตำแหน่งยืนของสาวใช้คนหนึ่ง คาดว่าคุณแขไขหรือไม่ก็คุณวิทยาคงจะบอกคนในบ้านแล้วว่าจะมี กาฝาก มาขออาศัยอยู่ชั่วคราว เฟื่องลดาหวาดกลัวการเข้ามาอาศัยบ้านคนอื่นแต่เพราะความรักและคิดถึงลูกแทบขาดใจทำให้หล่อนตัดสินใจยอมแลกทุกอย่าง บากหน้าไปขอร้องท่านทั้งสองให้อนุญาตตนเองเข้ามาเยี่ยมลูกหรือพาลูกกลับไปนอนด้วยบ้าง ไม่ใช่ตัดรอนทุกอย่างไม่ยอมแม้กระทั่งให้ตนเองมาเจอหน้าลูกเหมือนอย่างที่รณภพทำ ถือเป็นความโชคดีของเฟื่องลดาที่ท่านเจ้าสัววิทยาเห็นใจและตระหนักได้ถึงความลำบากทางจิตใจที่หล่อนต้องเผชิญเกือบหนึ่งเดือน ตั้งหนึ่งเดือนแต่ได้เจอลูกแค่สองครั้ง รณภพใจร้ายกับหล่อนมากอ้างว่าหล่อนไม่รักลูกแล้วแย่งลูกไป ท่านจึงยอมอนุญาตให้ผู้หญิงแปลกหน้าแม่ของหลานชายท่านเข้ามาอาศัยในคฤหาสน์หลังใหญ่แห่งนี้ได้
“ใช่ค่ะ จอดตรงนี้เลยค่ะ”
เอ่ยจบเฟื่องลดารีบเปิดประตูออกไปถามถึงลูกกับสาวใช้คนนั้น ทว่าลุงคนนั้นก็ตามลงมาถามถึงของบนหลังกระบะซะก่อน
“นังหนู! บอกก่อนสิว่าจะให้ลุงขนของลงไปวางไว้ไหน ค่าจ้างเหมารวมค่ายกของแล้วไม่ต้องกลัวได้จ่ายเพิ่มหรอกนะ”
“เอ่อ…” เฟื่องลดาตอบไม่ได้ หันกลับไปมองหน้าคนในบ้านของคุณแขไข
“เดี๋ยวลุงถือของตามหนูมาก็ได้ ส่วนคุณหนูกัปตันอยู่กับคุณภพในบ้านค่ะ” สาวใช้คนนั้นทำหน้าที่ดีเยี่ยมตอบคำถามทั้งสองคน ลุงเจ้าของรถรับจ้างขนของแฮปปี้เฟื่องลดาเองก็แฮปปี้รีบเดินเร็วไปถอดรองเท้าลืมแม้กระทั่งเปลี่ยนในรองเท้าสวมในบ้านรีบจ้ำเท้าเข้าไปข้างใน มองหาว่ารณภพพาลูกไปอยู่ไหน น้ำตาคลอเกือบร้องไห้ดีใจที่วันนี้จะได้กอดลูก
“หล่อน! เป็นใครมาจากไหนถึงวิ่งพรวดพราดเข้ามาในบ้านคนอื่นแบบนี้ อ๋อ อย่าบอกนะว่าเป็นแม่ของคุณหนูกัปตัน สภาพ…”
เฟื่องลดาหยุดยืนกลางบ้าน หญิงวัยกลางคนวางมือจากการปักดอกไม้ลงแจกันเดินเข้ามาปรายตามองหัวจรดเท้า สีหน้าแววตาไม่พอใจในสภาพการแต่งหน้าแต่งตัว เธอคนนี้ไม่ผ่านมาตรฐานในหลายๆ ด้าน ต่างจากอดีตแฟนเก่าของคุณภพที่ดูดีมีการศึกษามากหลายเท่าตัว
‘อนงค์’ แม่บ้านคนเก่าคนแก่ที่อยู่คู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่สมัยรณภพยังเป็นวัยรุ่นแสดงความดูถูกสาวคนนี้อย่างออกนอกหน้า จนกระทั่งเด็กในบ้านยกกระเป๋าเข้ามา
“อ้าวป้านงค์ก็อยู่ด้วยเหรอจ๊ะ คนนี้คุณเฟื่องที่คุณแขเล่าให้ฟังว่าจะมาอยู่กับเรา” เด็กยมอายุอานามยังไม่มากน่าจะยี่สิบต้นๆ ลากกระเป๋าใบใหญ่เข้าบ้าน
“อยู่กับเรา หมายถึงเรือนคนใช้หลังบ้านเหรอนังยม”
“ป้าจะบ้าเหรอ คุณเขาเป็นแขก คุณท่านจัดห้องไว้แล้วข้างบนบ้าน”
“เป็นแค่แขกไม่ใช่เจ้านาย กระเป๋าเยอะขนาดนี้ขนขึ้นไปเองแล้วกันนะอย่าลำบากให้ใครช่วยยก ส่วนตาลุงคนนั้น ถ้าหมดธุระแล้วก็กลับไปได้จะยืนมองของในบ้านอะไรนานขนาดนั้นคิดจะตามเข้ามาขโมยทีหลังหรือยังไง”ข
“เปล่าครับ เปล่า ไม่ใช่ ผมกลับเลยก็ได้ครับคุณแม่บ้าน”
“ก็รีบกลับไปสิยังจะยืนรออะไร หรือคนแถวนี้ยังไม่จ่ายค่าช่วยขนของให้”
“จ่ายแล้วครับ ผมกลับเลยนะครับ ลุงกลับก่อนนะนังหนู” คล้ายแกจะบอกกับเฟื่องลดาว่า โชคดี ลุงคนขับรถรีบเดินออกจากบ้านหลังใหญ่ไม่มองอะไรอีกกลัวถ้าเกิดของมีค่าหายไปจะถูกกล่าวหาเอาได้ว่าตนเองเป็นขโมย
“ยกกระเป๋าตามมา ฉันจะพาเธอขึ้นไปดูห้องข้างบนเอง”
“เฟื่องขอไปเจอลูกก่อนได้ไหมคะ”
“ฟังคำพูดคนอื่นไม่เข้าใจเหรอไง ฉันบอกให้ยกกระเป๋าตามมา”
“ป้านงค์ ยมยกขึ้นไปให้ก็ได้จ้ะสองใบเอง ให้คุณเขาไปเจอคุณหนูก่อนก็ได้”
“ก็แค่คนมาขออาศัยอยู่บ้านชั่วคราวจะไปโอ๋เอาใจเขาอะไรกันนักกันหนา”
“เธอเองก็กำลังอาศัยอยู่บ้านคนอื่นนะอนงค์ อย่าลืมเรื่องนี้”
“ท่านเจ้าสัว” หญิงวัยกลางคนหน้าซีดรีบหลบสายตาเจ้าของบ้าน
“ต่อไปนี้เฟื่องจะมาอยู่กับเราที่นี่ในฐานะแขกของฉัน เคยปฏิบัติตัวต่อฉันยังไงก็ต้องปฏิบัติตัวต่อเฟื่องให้เหมือนกัน ห้ามไม่ให้ใครหาเรื่องหรือไม่ให้เกียรติเธอเด็ดขาด” เสียงท่านเจ้าสัวดังกังวานไปทั้งบ้าน รณภพได้ยินจึงเดินออกจากห้องนั่งเล่นมาดู
“แล้วถ้าฉันเห็นว่าเธอยังดูถูกแขกของฉันอยู่แบบนี้ ระวังฉันจะไล่เธอออก”
“ไม่มีใครไล่ป้านงค์ออกทั้งนั้นแหละครับ ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ ถ้าคุณพ่อจะไล่ใครสักคนผมคิดว่าควรจะหันไปมองใครอีกคนมากกว่านะครับ”
คนปกป้องปรากฏตัวป้าอนงค์ได้ใจรีบวิ่งไปหลบหลังเจ้านาย เมื่อมีรณภพอยู่ตรงนี้ทั้งคนแม้แต่เจ้าสัวป้าอนงค์ก็ไม่กลัว “ป้านงค์ทำงานกับเรามานาน เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กจนโต แล้วคนแถวนี้มีประโยชน์อะไร”
“ก็มีประโยชน์ตรงที่เขาอุ้มท้องลูกแกตั้งเก้าเดือนยังไงล่ะ หรือถ้าคิดว่าเขาไร้ค่าไร้ประโยชน์ขนาดนั้นแกก็คืนลูกให้เขาสิ ไปฉีกเอกสารรับรองเป็นพ่อเด็กของแกสิภพ!!”
“ถึงคืนให้แม่คนนี้ก็ทิ้งลูกไปหาผู้ชายคนใหม่อยู่ดี น้ำหน้าอย่างนี้จะมีปัญญาเอาอะไรมาเลี้ยงลูกสอนลูก! ทางที่ดีบอกมาเลยดีกว่าว่าจะเอาเงินเท่าไหร่ สิบล้านพอไหม ฉันจะเซ็นเช็คให้แลกกับการไม่ต้องมายุ่งมาพบมาเจอลูกอีก! ฉันไม่อยากให้ลูกมีแม่แย่ๆ แบบเธอ!”
“แล้วคุณเป็นพ่อที่ดีนักหรือไง ฉันทำงานในบริษัทคุณตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องจนแกคลอดออกมา คุณก็ยังโง่ไม่รู้ไม่สงสัยอะไรเลย เราสองคนมันก็แย่พอกันนั่นแหละ!”
“เฟื่องลดา!!” รณภพโกรธจัดแผดเสียงเรียกชื่อผู้หญิงกาฝาก สงครามย่อมๆ ในบ้านกำลังปะทุหนักขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มสงบลงเมื่อมีน้ำเย็นไหลรินลงมาดับความร้อน คุณนายแขไขทนฟังเสียงทะเลาะกันของสองพ่อลูกไม่ได้จึงอุ้มหลานชายตัวน้อยออกมาข้างนอก
เด็กชายวัยหกเดือนหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มกำลังจะเคลิ้มหลับแต่ก็อยากตื่นดูโลกภายนอก มือเล็กไขว่คว้าไปหามารดาบังเกิดเกล้าเป็นปฏิกิริยาเล็กๆ ที่ทำให้ท่านเจ้าสัวแอบน้ำตาซึม เสียใจ และผิดหวังในตัวลูกชายว่าทำไมถึงทำกับเฟื่องลดาได้มากถึงขนาดนี้
“เฟื่อง มาหาลูกเร็ว ไม่ได้เจอลูกตั้งหลายวันแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ขอบคุณค่ะคุณแข” คุณแม่ยังสาวน้ำตาคลอยกมือไหว้ท่านก่อนเข้ามาอุ้มลูก ตั้งแต่กลับจากเชียงใหม่ท่านทั้งสองพาหลานไปตรวจดีเอ็นเอซ้ำอีกรอบ หลังจากผลตรวจชัดเจนก็ทำเรื่องเปลี่ยนนามสกุลหลานแล้วพามาอยู่บ้านหลังนี้ ท่านบอกมาเยี่ยมได้ทุกวันจะมาค้างด้วยก็ได้แต่ทว่าลูกชายของท่านกลับกีดกันทุกช่องทาง ไม่ให้เจอที่บริษัท ไม่ให้มาที่บ้าน จะเจอได้ก็ต่อเมื่อไปอ้อนวอนรณภพถึงยอมเจียดเวลาพามาเจอลูกแค่สิบยี่สิบนาที
สัมผัสอ่อนนุ่มจากผิวพรรณของลูกน้อยเรียกน้ำตาให้ไหลลงอาบแก้ม เฟื่องลดากอดลูกให้แน่นมากขึ้นยกร่างของแกขึ้นมาหอมแก้ม คิดถึงลูกใจแทบขาด นอนร้องไห้ทุรนทุรายทุกคืน กลับไปทำงานที่บริษัทก็ไม่มีสมาธิถูกหัวหน้าด่าทุกวันจนท้อใจไม่อยากทำงาน ในหัวเฟื่องลดามีแค่เรื่องของลูก กลัวจะไม่ได้เจอ กลัวรณภพจะแย่งลูกไปจากอกตนเองตลอดกาล
“ยืนมองอะไรล่ะนงค์ ปักแจกันค้างไว้ไม่ใช่เหรอรีบทำต่อให้เสร็จสิ ส่วนยม เธอถือกระเป๋าคุณเฟื่องขึ้นไปข้างบนนะ ไม่ใช่ในเรือนคนใช้อย่ายกไปผิดที่” คุณนายปรายสายตามองไปทางแม่บ้านที่ซ่อนอยู่หลังลูกชาย อนงค์อายุอานามพอๆ กับตนเองมีนิสัยหยิ่งผยอง ดูถูกคนเก่ง ส่งต่อนิสัยไม่ดีหลายอย่างมาให้รณภพแต่จะไล่ออกก็ไม่ได้เพราะรณภพติดอนงค์มาก
อนงค์ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจใส่คุณนายรีบสะบัดต้นคอใส่ กลับไปปักแจกันดอกไม้ต่อ ทว่าสายตาจิกกัดยังไม่ยอมละไปจากเฟื่องลดาเลยสักวินาที
“อย่าไปสนใจคนเฒ่าคนแก่เลยนะหนูเฟื่อง มาเหนื่อยๆ อุ้มลูกเข้ามาพักข้างใน ภพ ลูกเองก็มาด้วย หลานของแม่จะได้อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตากันสักที”
“คงไม่หรอกครับ ผมบังเอิญมีนัดกินข้าวกับน้องลี ขอตัวก่อนนะครับ” รณภพพูดพลางเดินเข้ามาหาเฟื่องลดา มองตาหล่อนด้วยความเกลียดชังก่อนจะก้มลงหอมแก้มลูก แววตาที่เขาใช้มองเด็กชายวัยหกเดือนไม่เชิงรักและไม่เชิงเกลียด นัยน์ตาสีดำคู่นั้นตวัดขึ้นมามองจ้องแม่ของลูก ก่อนจะเดินเร็วออกไปข้างนอกไม่สนใจจะฟังเสียงเรียกของใครทั้งนั้น
“ช่างเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่อากาศบริสุทธิ์สดใสชะมัดเลย สาวๆ ก็แจ่ม แต่กูว่าพักนี้เราเจอกันบ่อยไปนะ เพิ่งเมาด้วยกันคืนวันศุกร์ เผลอแป๊บๆ วันอาทิตย์มึงชวนกูมาออกกำลังกายตอนเช้าอีกแล้ว”“บ่นเยอะน่า นอกจากกูแล้วยังจะมีใครคบกับมึงอีกเหรอก็ไม่เห็นจะมี”“ปากหมานะมึงเนี่ย เห็นกูแบบนี้แต่เพื่อนเยอะกว่ามึงนะครับ อย่ามาแหยม”“ทำไมต้องแหยม บ้านมึงอยู่จังหวัดยโสธรหรือไง”“โอ้โห มุกนี้มึงไม่ควรเล่นนะเพื่อน” ศรันย์หัวเราะก่อนจะว่ายน้ำอีกรอบกลับมาสะบัดผมที่เดิมเพื่อมองไอ้คนที่โทรมาปลุกเขาแต่เช้าให้ลากสังขารมาสระว่ายน้ำของโรงแรม เพื่อที่มันจะนอนชิลล์อยู่ริมสระปล่อยให้เขาลงมาว่ายน้ำคนเดียว เช้าขนาดนี้อากาศเย็นมากด้วยแหนมน้อยของเขาหดหมดแล้วมั้ง“เออภพ แล้วนี่พ่อกับแม่มึงกลับจากยุโรปหรือยัง ไม่ได้ยินข่าวเลย”“ยัง โทรคุยเมื่อวานบอกจะอยู่ต่ออีกสักสัปดาห์ เพิ่งทำงานที่สโมสรฟุตบอลเสร็จ จะแวะไปเยี่ยมป้าที่ปารีสแล้วค่อยบินกลับไทย ท่านไปพักผ่อนกับฮันนีมูนด้วย ฮันนีมูนรอบที่ร้อยแล้วพ่อแม่กู หวานจนกูอิจฉาอยากจะมีครอบครัวดีๆ บ้าง”“ลูกมึงก็น่ารัก ยังจะว่าตัวเองครอบครัวไม่ดีอีกนะมึง”“ไอ้เชี่ย กูหมายถึงครอบครัวที่มีพ
“แล้วยังไง ปริญญาตรีกับปริญญาโทไม่เห็นจะเหมือนกันเลย ลองเรียนก่อนเถอะแล้วจะรู้” คนที่จบปริญญาโทมาสองใบทั้งจากในประเทศไทยและประเทศอังกฤษพูดทับถมขึ้นมา ตวัดสายตาไปทางโต๊ะกินข้าวสั่งสาวใช้ส่วนตัวให้รีบไปจัดแจงโต๊ะอาหารหาน้ำหาอะไรมาเตรียมไว้รอเขาหิวท้องกิ่วไส้จะขาดอยู่แล้วคุณรสสั่งอาหารโปรดหลายอย่างมาให้จากร้านอาหารไทยของเพื่อนเขาเช่นเดิม โดยปกติรณภพจะติดนิสัยอุดหนุนเพื่อนฝูงแบบนี้เสมอ ถ้าหากต้องการจะซื้ออะไรจะคิดก่อนเลยว่ามีเพื่อนทำธุรกิจจำพวกนั้นไหม เขานั่งลงบนเก้าอี้จับช้อนส้อมขึ้นมาเตรียมกินก่อนจะนึกขึ้นได้จึงปรายสายตาไปมอง“กินอะไรมาหรือยัง ไหนบอกว่ารีบสมัครรีบกลับกลัวมาไม่ทันรับลูกไง”เฟื่องลดาละสายตาจากลูกกลับมามอง “อ๋อ เฟื่องยังไม่หิวค่ะคุณภพกินก่อนเลย”“จะใช้มุกไม่หิวไปอีกนานแค่ไหนแม่คุณ อยู่บ้านก็บอกไม่หิวๆ รอเจ้าของบ้านกินอิ่มค่อยเข้ามากินข้าวก้นหม้อพร้อมกับคนใช้ตลอด แต่ก็ดีนะ เจียมตัวเองดี ฉันไม่ค่อยชอบพวกตีตัวเสมอเจ้านาย”“ค่ะ” แม้จะเจ็บแต่เฟื่องลดาก็พยายามไม่ใส่ใจคำพูดเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของรณภพ มือเล็กจับขวดนมว่างเปล่าออกจากปากลูก ใช้ผ้าเล็กๆ คอยปัดให้กลัวจะมียุงหรือแมลงตัวเ
บรรยากาศในห้องประชุมเย็นขึ้นมากอันเนื่องมาจากรัศมีความเกลียดชังที่สองหนุ่มคอยส่งให้กัน รณภพคอยควบคุมสถานการณ์ในห้องประชุมพลางฟังลูกน้องใต้สายการบังคับบัญชารายงานผลการดำเนินงานภายในบริษัท โครงการที่จบลงไปแล้วทำกำไรได้เท่าไหร่ และโครงการที่กำลังจะเริ่มมีอะไรบ้าง การประชุมในวันนี้ยังรวมไปถึงเรื่องความมั่นคงทางการเงินของบริษัทที่มีมูลค่าเพิ่มจากปีที่แล้วหลายหมื่นล้าน รณภพมือหนึ่งก็จับลูกให้นั่งนิ่งๆ ส่วนสายตาเขาคอยส่งไปให้ไอ้ฐานัสกับเลขาหนุ่มคู่ขาของมัน ท้าทายมันทางสายตาว่ามีปัญญาทำธุรกิจให้ได้กำไรมหาศาลเหมือนอย่างที่เขากับเจ้าสัววิทยาผู้เป็นพ่อได้หรือเปล่า คนขี้แพ้อย่างมันธุรกิจเดียวที่ทำแล้วไปรุ่งก็คงจะมีแต่บ่อนการพนันแถบชายแดน! “และทั้งหมดนี้ก็คือเนื้อหาของการประชุมในวันนี้ ขอบคุณผู้ถือหุ้นทุกท่านที่เสียสละเวลามาฟังผลการดำเนินงาน หลังจากนี้จะเปิดให้ตั้งคำถามทุกเรื่องที่ทุกท่านสงสัยนะครับ ผมจะเป็นคนตอบเอง เชิญครับคุณอากิตติ” หนุ่มหล่อนั่งบนแท่นประธานบริษัทผายมือเชิญนักลงทุนท่านแรกที่ยกมือขึ้น“อาสงสัยเรื่องโปรเจ็คร่วมทุนระหว่างบริษัทไทยออลสตาร์ของท่านภูธเนศ เคยได้ยินท่านเจ้าสัวเคยเกริ่
หลายเดือนต่อมา“เฟื่องลดาหายไปไหน ผมสั่งคุณให้โทรตามเธอเป็นชาติแล้วทำไมถึงยังไม่มาสักที อีกสิบนาทีผมต้องเข้าประชุมแล้วลูกจะอยู่กับใคร เป็นแม่ประสาอะไรเรื่องแค่นี้ทำไมต้องให้บอกให้สอน!”“เอ่อ… ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณภพ คุณเฟื่องเธอยังทำธุระของเธอไม่เสร็จเลยค่ะ ถ้าจัดการเรื่องทางนั้นเสร็จเรียบร้อยเธอบอกจะติดต่อกับมาหารสค่ะ” เลขาสาวตอบคำถามเจ้านายขาวีนขณะจ้ำฝีเท้าเดินตามหลังเขาให้เร็วมากขึ้น ท่านรองประธานหนุ่มสุดหล่อทว่าติดนิสัยขี้เหวี่ยงกำลังเดินตรงไปยังห้องประชุมในวงแขนกำยำมีร่างอวบเล็กของเด็กชายวัยสิบเดือนหน้าตาน่ารักชื่อกัปตัน เป็นลูกที่เกิดจากท่านรองกับพนักงานในบริษัท รสรินเพิ่งเข้ามาทำงานตำแหน่งเลขานุการให้รณภพได้ราวๆ ครึ่งปี ไม่ทราบเลยว่าคู่นี้มีความเป็นมาเป็นไปยังไงแต่ก็พอจะมองออกว่าเจ้านายของตนเองไม่ได้ชอบแม่ของลูก“ก่อนการประชุมจะเริ่มคุณโทรกลับไปย้ำอีกครั้งนะว่าให้รีบกลับบริษัทด่วนที่สุด ถ้ามาไม่ทันทั้งคุณทั้งเฟื่องลดาถูกผมเฉ่งยกกำลังสองแน่!” เอ่ยด้วยความหัวเสียไม่พอใจในตัวผู้หญิงคนนั้นที่ทิ้งลูกไว้กับเขาในช่วงวันเวลาเร่งด่วนเช่นนี้ หล่อนอ้างว่าจำเป็นต้องออกไปทำธุระนอกบ้าน ทั้งที
“ทุกข้อความ ทุกตัวอักษร ท่านเจ้าสัวแน่ใจแล้วเหรอครับว่าจะเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามนี้…”ทนายปกรณ์ค่อนข้างตกใจ เอ่ยถามย้ำแม้จะมีเขียนข้อความกำกับไว้ว่าเจ้าของพินัยกรรมเขียนโดยมีสติสมบูรณ์ครบถ้วน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่ท่านวิทยาเรียกตนเองเข้ามาพบถึงบ้านและจัดการเรื่องนี้ ในความเป็นจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเลยก็ได้เพราะมีผู้สืบทอดมรดกเพียงคนเดียวทว่าช่วงหนึ่งถึงสองเดือนมานี้มีเรื่องมากมายประเดประดังเข้ามา และท่านพบว่าตนเองได้กลายเป็นคุณปู่ของเด็กชายตัวน้อยไปแล้ว ไม่รู้ว่าท่านกลัวหลานชายจะถูกพ่อแท้ๆ ขับไล่หรือเปล่าทำไมถึงลงทุนทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นมา“ช่วยจัดการให้ทีนะ นี่คงเป็นการเขียนพินัยกรรมครั้งสุดท้ายของฉันแล้ว” อากาศในห้องทำงานมืดสลัวมีน้อยมาก ท่านวิทยาพยายามนั่งนิ่งๆ เพื่อจะใช้แรงให้น้อยที่สุด“อย่าพูดอะไรเป็นลางอย่างนั้นสิครับ ท่านเจ้าสัวเพิ่งจะหกสิบกว่าๆ ยังสุขภาพแข็งแรงดีทุกประการ แต่ที่กังวลผมเกรงว่าถ้าคุณภพรู้เข้าเธออาจจะไม่พอใจได้นะครับ แม้ท่านจะไม่ได้ระบุว่ายกของมีค่าอะไรให้บ้างแต่ทุกข้อความระบุชัดเจนว่า…”“ว่าอะไรก็ทำไปตามนั้นแหละ …เจ้าภพมันยังอ่อนหัดนัก”ท้ายประโยคเสีย
รถกระบะคันกลางเก่ากลางใหม่ขับผ่านประตูรั้วเหล็กใหญ่มหึมาเข้ามาภายในอาณาเขตคฤหาสน์ราคาหลักร้อยล้าน เบื้องหน้าเห็นลานน้ำพุขนาดใหญ่เป็นปราการด่านแรกให้มองก่อนภาพความงดงามของสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่สไตล์ยุโรป สองข้างฝั่งของถนนขนานข้างด้วยสวนหย่อมประดับพันธุ์ไม้แปลกตาหลายชนิด“บ้านใหญ่โตยิ่งกว่าวัง โรงจอดรถหรือเต็นท์รถมือสองวะนั่นทำไมถึงมีรถหลายคันขนาดนั้น บ้านเอ็งใช่ไหม เจ้าของบ้านเขาซื้อมาขายหรือมาขับเล่นเหรอนังหนู”“บ้านเจ้านายค่ะ คุณลุงขับเข้าไปจอดหน้าคนนั้นเลยค่ะ”ชี้ปลายนิ้วไปทางด้านหน้าในตำแหน่งยืนของสาวใช้คนหนึ่ง คาดว่าคุณแขไขหรือไม่ก็คุณวิทยาคงจะบอกคนในบ้านแล้วว่าจะมี กาฝาก มาขออาศัยอยู่ชั่วคราว เฟื่องลดาหวาดกลัวการเข้ามาอาศัยบ้านคนอื่นแต่เพราะความรักและคิดถึงลูกแทบขาดใจทำให้หล่อนตัดสินใจยอมแลกทุกอย่าง บากหน้าไปขอร้องท่านทั้งสองให้อนุญาตตนเองเข้ามาเยี่ยมลูกหรือพาลูกกลับไปนอนด้วยบ้าง ไม่ใช่ตัดรอนทุกอย่างไม่ยอมแม้กระทั่งให้ตนเองมาเจอหน้าลูกเหมือนอย่างที่รณภพทำ ถือเป็นความโชคดีของเฟื่องลดาที่ท่านเจ้าสัววิทยาเห็นใจและตระหนักได้ถึงความลำบากทางจิตใจที่หล่อนต้องเผชิญเกือบหนึ่งเดือน ตั้งหนึ่งเ







