分享

การปรากฏตัวของทรราช

last update publish date: 2026-08-21 20:49:13

"ท่านเชื่อใจข้าเถิด ข้ามีประโยชน์ต่อท่านแน่นอน"

นางก้าวเข้าไปใกล้ชิดตัวสามี มือเรียวเล็กเอื้อมไปจับต้นแขนหนาแล้วออกแรงเขย่าเบาๆ พลางช้อนสายตาขึ้นมองด้วยความเว้าวอน

"ให้ข้าไปด้วยคนนะ"

จ้าวอี้หรานจ้องมองลึกลงไปในแววตาเว้าวอนก่อนจะพรูลมหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างยอมจำนน

"ก็ได้..." เขาเอ่ยเสียงแข็ง

เขาทนแรงอ้อนวอนไม่ไหว เขาจึงแกล้งทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ ก่อนจะหมุนตัวเดินเร่งสะบัดนำหน้าตรงไปยังรถม้าที่จอดรออยู่

เมื่อเห็นแผ่นหลังหนาเดินเร่งนำหน้าไป ใบหน้าจิ้มลิ้มก็จุดรอยยิ้มกว้างด้วยความสมหวัง นางรีบสาวเท้าวิ่งวิ่งกระย่องกระแย่งตามไปพลางส่งเสียงใสตะโกนไล่หลัง

"รอข้าด้วย ท่านสามี!"

ณ หน้าท้องพระโรง

รถม้าหยุดชะงักที่หน้าประตูบานใหญ่ ณ ท้องพระโรง เหล่าขุนนางชั้นสูงชั้นกลางและผู้อาวุโสมากมายกำลังรวมตัวและถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างไม่ขาดสาย

ในขณะนั้นประตูรถม้าด้านหน้าค่อย ๆ แง้มเปิดออกเหล่าขุนนางต่างหันมามองยังหน้าประตูด้วยความสงสัยจากที่ซุบซิบนินทาและเคร่งเครียดพวกเขาเริ่มค่อยๆเดินเข้ามายังหน้าประตูด้านนอก

ขุนนางคนแรกที่เห็นถึงกับตาโตเท่าไข่ห่านและอีกด้านหลังที่กำลังยืนอึ้งงันอยู่อย่างนั้น

"นั่นๆ ท่านอ๋อง"

"ใช่ๆ ท่านอ๋องจริงๆด้วย"

"เจ้าดูสิสภาพท่านอ๋องเหมือนไปสนามรบเลย"

"นั่นสิบาดแผลเต็มตัวไปหมด แล้วผ้าโพกหัวนั่นดูเหมือนจะเป็นแผลใหม่สิด้วย"

ทันทีที่ร่างสูงสง่าก้าวข้ามประตูทางเข้ามา บรรยากาศภายในท้องพระโรงที่เคยจอแจด้วยเสียงกระซิบกระซาบพลันเงียบกริบลงในพริบตา

รังสีอำมหิตอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง

เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าต่ำด้วยความเกรงกลัว ละทิ้งซึ่งท่าทีอวดดีก่อนหน้า ยอมสยบอยู่ภายใต้แรงกดดันมีอันน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่มีเงื่อนไข

ส่วนหานอี้หรานที่กำลังนั่งอยู่โต๊ะหน้าเขาได้สังเกตเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกจนมาถึงตอนนี้ตอนที่จ้าวอี้หรานเข้ามา

ตนถือถ้วยชาในมือกำลังจะกลืนลงคอแต่กลับต้องวางมันลงอย่างช้าๆราวกับว่าการมาของพี่ชายทำให้เขานั้นดูไม่เป็นที่สนใจของเหล่าขุนนาง

รอยยิ้มหยันบนใบหน้าของคนเป็นน้องชายพลันแข็งค้างและค่อย ๆ เลือนหายไป ทันทีที่เห็นภาพขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างก้มหัวคุกเข่าแสดงความเคารพต่อพี่ชายอย่างพร้อมเพรียง

เพียงชั่วพริบตา หานอี้หรานก็สามารถควบคุมสติและเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ยินดีต้อนรับพี่ใหญ่กลับสู่ราชสำนักขอรับ!

" ท่านพี่ ได้ออกมาช่วยแบ่งเบาภาระท่านพ่อเสียที

น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความยินดีอย่างท่วมท้นนั้น ช่างขัดกับมือกำแน่นที่แอบซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยาวอย่างสิ้นเชิง

มุมปากหนาจ้าวอี้หรานกระตุกยิ้มขึ้นมาเพียงเสี้ยววินาที เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหยันและสมเพช สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของน้องชายด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียนต่อการเสแสร้งแกล้งทำ

"ขอบใจเจ้าที่เป็นห่วงข้าขนาดนี้ แต่...ว่าหน้าเจ้าไปโดนอะไรมารึ"

"ข้าแค่ล้ม หมาแถวนั้นมันดุมาก"

หานอี้หรานกัดฟันกรามแน่นในขณะที่เอ่ยออกมา

"หมามันดูออกว่าใครดีกับมันว่าใครร้ายกับมัน"

สิ้นประโยชน์หานอี้หรานถึงกับหน้าถอดสีได้ได้แต่ยืนมองจ้าวอี้หรานเดินไปนั่งโต๊ะกับพระชายาพร้อมๆกันปล่อยให้ตนนั้นยืนนิ่งค้างเพียงชั่วขณะ

ในขณะนั้นเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบขึ้นมาอีกครั้งจากเหล่าขุนนาง

"แดนใต้ช่างเหิมเกริมนัก การมาครั้งนี้ย่อมไม่ธรรมดา"

"ข้าว่าพวกมันคงคิดการใหญ่ไว้นานแล้ว"

"เราจะกลัวไปทำไมกัน มีผู้รอบรู้และอาจารย์ผู้สูงส่งมีอยู่มากมาย"

"มันก็ไม่แน่หรอก พวกแดนใต้ก็เก่งมากเช่นกัน"

ทันใดนั้น!

กู้อี้หรานพยุงฝ่าบาทเดินออกมาจากข้างห้องโถงเส้นทางลัด พร้อมกับด้านหลังมีขันที 2-3 คนรอบกายคอยเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ทุกคนต่างโค้งคำนับต้อนรับฝ่าบาทและพระสนม

"ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นหมื่นปีหมื่นหมื่นปี"

เมื่อสิ้นสุดเสียงสรรเสริญฉินอี้หรานผู้เป็นพ่อช้อนสายตาดุดันมองลงมายังเบื้องล่าง

ดวงตาฝ้าฟางที่เคยนิ่งสนิทพลันเบิกกว้างด้วยความตระหนก หัวใจของชายชราดิ่งวูบและสั่นไหวเมื่อมองลงมาเห็นบุตรชายเต็มตา

" จ้าวอี้หราน นั้นบุตรชายข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร"

ฝ่าบาทพึมพำเงียบๆ พร้อมกับเสียงไอต่อเนื่อง

" แค่ก...แค่ก"

เมื่อความแตกตื่นเรื่องบาดแผลของลูกชายยังไม่ทันจางหาย บรรยากาศในท้องพระโรงก็ดิ่งด่ำสู่ความโกลาหลขั้นสุด

เสียงฝีเท้าม้าก็ดังกึกก้องพร้อมกับประตูท้องพระโรงที่ถูกพังเข้ามาอย่างป่าเถื่อน! ไอคาวเลือดและกลิ่นคาวควันโชยคละคลุ้ง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีชาดดั่งโลหิต

หัวหน้ากบฏแดนใต้ก้าวออกมาด้านหน้า พลางสะบัดชายเสื้อคลุมสีชาดอย่างโอหังพร้อมเอ่ยท้าทายทันที

"วันนี้ข้าน้อยจึงอยากจะขอทูลท้าทายฝ่าบาท... ประชันปัญญาด้วยการต่อกลอนกันสักครา!"

หัวหน้ากบฏประกาศกร้าว

"หากราชสำนักอันยิ่งใหญ่สามารถต่อกลอนชนะข้าได้ พวกข้าจะยอมถอยทัพกลับแดนใต้แต่โดยดี แต่หากฝ่าบาทและเหล่ายอดปราชญ์ของพระองค์ไร้ความสามารถ จนพ่ายแพ้ให้กับกลอนของพวกกบฏเช่นข้า..."

มันหัวเราะร่วนในลำคอ แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและเหี้ยมเกรียม

"เห็นทีว่าเก้าอี้ตัวใหญ่บนบัลลังก์นั้น คงถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวคนนั่งเสียแล้วกระมัง ฝ่าบาททรงกล้าจะรับคำท้าของข้าน้อยหรือไม่?"

หมายเหตุ****

(ฝ่าบาท หรือ ฉินอี้หราน และอนุภรรยานามว่ากู้อี้หราน )

(นามของฝ่าบาทคือฉินอี้หราน)

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • นักสืบหญิงผู้กุมหัวใจทรราช   สนมหลินผู้อ่อนโยน

    ในขณะนั้นสนมหลินเดินเข้ามาพร้อมนางกำนัลสองคน สายตาเหยียดหยามฉู่เยว่หลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า(สนมหลินมารดาของหานอี้หราน เป็นสตรีที่ผู้คนในวังต่างกล่าวขานถึงความอ่อนโยนและมีเมตตา นางมักพูดจานุ่มนวล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ จนยากจะเชื่อว่านางเคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด)ฉู่เยว่หลิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย'แปลก...''คนที่จิตใจดีจริง ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแววตาได้เร็วถึงเพียงนี้'(นางเคยเป็นนักสืบมาก่อน ย่อมคุ้นเคยกับการอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้คน โดยเฉพาะคนที่พยายามซ่อนบางอย่างเอาไว้)'รอยยิ้มของสนมหลินนั้นดูจริงใจ แต่ดวงตากลับไม่เป็นเช่นนั้น''นางกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนโยน หรือว่านี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของนางกันแน่?'ฉู่เยว่หลิงไม่ได้แสดงความสงสัยออกมา เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็นในใจกลับเตือนตัวเองเงียบ ๆ'ดูท่า...มารดาของหานอี้หรานจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ข่าวลือกล่าวไว้เสียแล้ว'"โอ้โห...นี่พระชายาลงมาทำครัวเองด้วยหรือ?" สนมหลินเอ่ยเสียงเหน็บ "อุตส่าห์ได้ตำแหน่งสูง ยังต้องมาทำงานต่ำ ๆ แบบนี้ หรือท่านอ๋องเบื่อหน้าจนไม่อยากให้ใครแตะของกินแล้ว?"ฉู่เยว่หลิงหันไปมองสตรีตรง

  • นักสืบหญิงผู้กุมหัวใจทรราช   มีพิรุจ

    องครักษ์หนุ่มก้มหน้าจรดพื้นทันที มือประสานแน่นจนข้อนิ้วขาว "ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น""ไม่ใช่เรื่องของเจ้า" นางตอบเร็วเกินกว่าที่ตั้งใจ เร็วจนตัวเองยังสะดุ้งในใจจ้าวอี้หรานยังนั่งพิงผนัง ลมหายใจอ่อนค่อย ๆ เรียบลง เหลือเพียงแววตาอ่อนล้าปนงุนงง เขาก้มมองมีดสั้นในมือราวกับเพิ่งจำได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้มันร่วงลงกระทบพื้น เสียงกริ๊งแหลมแทรกความเงียบ"เกิดอะไรขึ้น" เสียงเขาแหบพร่าไม่มีใครตอบทันที องครักษ์หนุ่มเงยขึ้นสบตาฉู่เยว่หลิงแวบหนึ่ง ราวกับถามด้วยสายตาว่าควรพูดความจริงหรือไม่ นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา"ท่านอ๋องคลุ้มคลั่งอีกครั้ง" นางพูดตรง เพราะรู้ว่าปิดบังไปก็ไร้ประโยชน์ "ไอทมิฬกำเริบ ท่านเกือบทำร้ายตัวเอง"มือของเขาเกร็งขึ้นทันที ฝ่ามือยังมีรอยแดงจากการกำมีดแน่นเกินไป เขาหลับตาลง ราวกับพยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายเป็นช่วง ๆ"ครั้งนี้...นานแค่ไหน""ไม่นานนัก" นางตอบ แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดอาการจึงสงบเร็วผิดปกติ จึงรีบหลบสายตาไปทางอื่น ขณะที่องครักษ์หนุ่มข้างกายแอบยิ้มมุมปากก่อนข่มไว้อย่างว่องไวทันใดนั้นองครักษ์หนุ่มประคองจ้

  • นักสืบหญิงผู้กุมหัวใจทรราช   นี่หรือหนึ่งแท่งของท่านอ๋อง

    เมื่อรถม้าแล่นมาจอดสนิทที่หน้าตำหนักหงส์ดำ จ้าวอี้หรานก็หันไปสั่งการแม่บ้านประจำตำหนักเสียงเรียบ ทันทีที่แม่บ้านเดินกลับมาพร้อมกับของรางวัลที่เขาตั้งใจมอบให้ ฉู่เยว่หลิงถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความช็อกภาพเบื้องหน้าคือทองคำก้อนมหึมาที่เหลืองอร่ามสะท้อนแสงวิบวับ ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารเกือบเท่าโอ่งมังกรขนาดกลาง!สัญชาตญาณนักสืบและวิญญาณคนสู้ชีวิตของนางแทบจะสลายหายไปในพริบตา ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงฉู่เยว่หลิงมองทองก้อนมหึมาสลับกับมองหน้าสามี ตาโตเท่าไข่ห่านพลางชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่สิ่งของตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง"นี่หรือ... หนึ่งแท่งของท่านอ๋อง?"นางแทบอยากจะย้อนถามเขาเหลือเกินว่าคำว่า 'หนึ่งแท่ง' ในพจนานุกรมของคนโบราณนี่มันใช้หน่วยวัดแบบไหนกันแน่ เพราะแท่งที่เขาว่ามันใหญ่โตจนแทบจะเอามาทำเก้าอี้นั่งได้อยู่แล้ว!จ้าวอี้หรานเห็นสีหน้าตกใจของภรรยาตัวดีก็แอบขำในใจ แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งขรึมเอาไว้ พยักหน้ารับหน้าตาเฉยราวกับทองก้อนเท่าโอ่งนี้เป็นเพียงเศษหินก้อนเล็ก ๆ หลังตำหนักเท่านั้นฉู่เยว่หลิงไม่ร

  • นักสืบหญิงผู้กุมหัวใจทรราช   หนึ่งแท่งก็เพียงพอแล้ว

    สายตาเฉียบคมของฉู่เยว่หลิงตวัดไปเห็นท่าทางของหานอี้หรานเข้าพอดี ในฐานะอดีตนักสืบจากโลกอนาคต นางคุ้นเคยกับการจับสังเกตพฤติกรรมผู้คนเป็นอย่างดีแววตาริษยาและมือที่กำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อของเขาจึงไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ สัญชาตญาณนักสืบของนางร้องเตือนทันทีว่า...ชายผู้นี้ไม่ได้ห่วงอาการของพี่ชายแม้แต่น้อย แต่กำลังเคียดแค้นที่ตนถูกแย่งความรักไปต่างหากฉู่เยว่หลิงลอบเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ นางตระหนักได้ทันทีว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่กบฏแดงใต้ที่เพิ่งจากไป แต่เป็นน้องชายต่างสายเลือดที่ยืนอยู่เบื้องหลังนี่เองฝ่าบาทมองบาดแผลของพระโอรสด้วยความร้อนรน ก่อนหันไปสั่งขันทีคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"รีบไปสั่งการ ให้พลิกแผ่นดินตามหาหมอหลวงที่เก่งที่สุด หรือแม้แต่หมอเทวดาจากที่ใดก็ได้มารักษาจ้าวอี้หรานโดยเร็วที่สุด ใครสามารถรักษาแผลและถอนพิษให้ลูกข้าได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"พระองค์หันกลับมามองโอรสคนโตด้วยแววตาห่วงใย เวลานี้ไม่เหลือท่าทีของจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์อีกแล้ว เหลือเพียงหัวอกของคนเป็นพ่อ...ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกชายให้พ้นจากความทรมานเมื่อได้ยินคำว่า "ตบรางวัลอย่างงาม"

  • นักสืบหญิงผู้กุมหัวใจทรราช   เหตุใดถึงมีแผลเต็มไปหมด

    หัวหน้ากบฏจ้องมองฉู่เยว่หลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตามั่นใจเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตา มันตระหนักได้ทันทีว่าการจะคว่ำราชสำนักในวันนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสตรีผู้นี้ก้าวเข้ามาขวางทางมันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว"วันนี้ข้าเพียงแค่มาหยั่งเชิงดูเท่านั้น"สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนนางรอบห้องโถง ก่อนจะตวัดกลับมาหยุดที่ฉู่เยว่หลิงอีกครั้ง"ถือว่าคราวนี้พวกเจ้าดวงดีที่ผ่านมันไปได้"ท่ามกลางสายตาระแวดระวังและไม่ไว้วางใจของทุกคน หัวหน้ากบฏกลับยกยิ้มเย็น"แต่จำใส่หัวเอาไว้... คราวหน้าข้าจะไม่มาพร้อมกับบทกลอนอีกแล้ว"หัวหน้ากบฏหมุนตัวหันหลังกลับ พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุกซู่"ถึงเวลานั้น หวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวรับมือข้าให้ดีก็แล้วกัน"สิ้นประโยคร่างกายกำยำสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนเดินจากไปอย่างผ่าเผย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันอึดอัดตึงเครียด และสายตาของทุกคนในท้องพระโรงที่ยังคงจับจ้องไปยังบานประตูที่ว่างเปล่าเมื่อร่างของพวกกบฏลับสายตาไป บรรยากาศในท้องพระโรงที่เคยเงียบกริบก็พลันแตกตื่น เหล่าขุนนางต่างหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั

  • นักสืบหญิงผู้กุมหัวใจทรราช   ตะลึงในความสามารถ

    "ยังมีผู้ใดคิดออกหรือไม่" ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามเหล่านักปราชญ์พร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นสูงฉู่เยว่หลิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างจ้าวอี้หรานมานาน มองบทกลอนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย“ข้าตอบได้”ทุกสายตาในท้องพระโรงหันมามองนางพร้อมกัน แม้แต่จ้าวอี้หรานยังหันกลับมาด้วยสีหน้าประหลาดใจฉู่เยว่หลิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยคำตอบออกมาอย่างมั่นใจ“หิมะละลายได้ แม้โลหิตยังฝังอยู่ใต้ดินจันทร์ส่องเห็นเพียงเงา แต่หาอ่านใจคนได้ไม่สายน้ำย้อนคืนไม่ได้ ก็เหมือนกาลเวลาที่ไม่อาจหวน ส่วนชะตา...จะถูกเขียนด้วยสิ่งใด ขึ้นอยู่กับมือของผู้ถือพู่กัน”จ้าวอี้หรานมองนางด้วยแววตาตกตะลึง ส่วนหัวหน้ากบฏเองถึงกับนิ่งไปฉู่เยว่หลิงเพียงยกคิ้วเล็กน้อย“คำตอบของข้า...ถูกหรือไม่?”หัวหน้ากบฏนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่านางจะตอบได้จริง ๆก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ“น่าสนใจ...”เขามองฉู่เยว่หลิงอย่างพิจารณา แววตาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง“เจ้าตีความบทกลอนของข้าได้อย่างไร?”ฉู่เยว่หลิงยักไหล่เล็กน้อย“ก็แค่คิดว่าความหมายมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าพยายามทำให้เป็น”จ้าวอี้หรานหันมามองนางทันที สตรีที่เคยมองว่านางไร้ประ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status