LOGIN"บังอาจ!"
ปัง (เสียงทุบโต๊ะ) เขาขยับตัวลุกขึ้นยืนผายไหล่กว้างและยืดตัวให้เต็มความสูงเพื่อขยายเงาร่างให้ดูน่าเกรงขาม ค่อย ๆ ขยับเท้าก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวให้อีกฝ่ายต้องถอยหลังจนมุม "ทะ..ท่าน จะทำอะไร" นางเอ่ยเสียงสั่นก้าวถอยหลังชนฝากำแพงจนไร้ทางหนี "ไม่เคยมีสตรีผู้ใดกล้าพูดกับข้าเช่นนี้เจ้าเป็นคนแรก" เขากระซิบเบาๆพร้อมกับสายร้อนแผ่ว บีบตาให้แคบลงเรากับกำลังข่มขวัญอีกฝ่ายให้เกรงกลัว หัวใจฉู่เยว่หลิงเต้นหนักและแรงจนรู้สึกเหมือนก้อนเนื้อในอกกำลังจะทะลุออกมาข้างนอก 'ทำไงดีหัวใจเต้นแรงเหลือเกิน' ฉู่เยว่หลิงหลับตาลงให้สนิทพยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกมาอีกครั้ง "ข้าพูดผิดตรงไหนหรือเจ้าคะ ตอนนี้ข้าเป็นภรรยาของท่านท่านก็คือสามีของข้าหรือว่าท่านพี่จะให้ข้าออกไปเร่ร่อนข้างนอกเป็นหม้ายผัวทิ้ง " "ให้ชาวบ้านนินทาว่าท่านนั้นฆ่าภรรยาที่แต่งเข้ามาทุกครั้งอย่างนั้นหรือ สู้เก็บข้าไว้ข้างกายจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องมีหญิงอื่นใดมาทุกข์ทรมานให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน" นางเอ่ยออกมาชัดถ้อยชัดคำแววตาคมกล้า ไร้ความลังเล จ้าวอี้หรานชะงักไปชั่วครู่ราวกลับถูกบางอย่างอุดลำคอไว้คำพูดที่เตรียมไว้มากมายสลายหายไปจนหมดสิ้น "ว่าอย่างไรท่านพูดไม่ออกเลยหรือ" นางเชิดหน้าทำตาโตอย่างมั่นใจ ดวงตากลม ๆ ค่อย ๆ เงยหน้ามองชายสูงโปร่งที่กำลังส่งสายตาดุดันมาที่นาง 'สายตาเช่นนี้ คงโกรธค่ะมากแน่ๆ' 'เมื่อไหร่จะพูดสักทีข้าเมื่อยคอแล้วนะ คนอะไรสูงมาก' นางสบถในใจก่อนจะค่อยๆเลื่อนสายตาลงมาอยู่ในระดับหน้าอกอีกฝ่าย 'ว้าว นี่ขนาดใส่ชุดลำลองหน้าอกกล้ามเป็นมัดๆแม้จะไม่เห็นข้างในแต่รู้ได้ทันทีว่าด้านในต้องมี 8 ก้อน' นางจ้องมองหน้าอกจ้าวอี้หรานจนเขานั้นสังเกตเห็นใบหน้าอมชมพูพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มราวกับดอกไม้บานยามเช้า "ได้ เจ้าอยากอยู่ก็อยู่ไปเถิด" เขาตอบเสียงแผ่วเบาแต่ทว่าฉู่เยว่หลิงนั้นกลับไม่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูด ตนจึงเอ่ยอีกครั้ง " ข้าบอกแล้วไงว่าข้าให้เจ้าอยู่" เขาเอ่ยครั้งที่ 2 นางก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมีแต่ท่าทางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของนางที่กำลังแสดงออกมา 'ไร้ยางอาย กล้ามองดูข้าด้วยสายตาเช่นนี้ได้อย่างไร' "เจ้ามองพอหรือยัง" เขาแนบหน้าเข้าไปใกล้ๆพร้อมกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นชา ฉู่เยว่หลิงกระพริบตาปริบๆเริ่มได้สติกลับมาทีละน้อย จากรอยยิ้มหวานๆเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มดีใจอย่างรวดเร็ว "จริงรึ ท่านให้ข้าอยู่ได้" นางเห็นหน้ามองจ้าวอี้หรานด้วยความหวังและรอคำตอบจริง ๆ จากปากเขา "เจ้าไม่มีหูหรือถ้ามีเจ้าก็คงได้ยิน" "ได้ยินเพคะเมื่อครู่ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเลยไม่สนใจในสิ่งที่ท่านพี่บอก" "ฮึ..จะอยู่ก็อยู่ไปแต่คนรับใช้คงไม่มีให้เจ้าซักผ้าหาอาหารทุกอย่างเจ้าต้องเป็นคนหาเอง อย่าคิดว่าได้แต่งเข้ามาแล้วจะสุขสบาย" 'เรื่องแค่นี้นึกว่าอะไร' นางยิ้มกระตุกมุมปาก "ได้ไม่มีปัญหา" จ้าวอี้หรานถอนหายใจที่ได้ฟังคำตอบง่ายๆของนาง 'ช่างอวดดี' เขาเอ่ยในใจก่อนจะหันหลังเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะไม้ อย่างเงียบๆ ส่วนฉู่เยว่หลิงค่อยๆเดินตามไปแล้วนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวภายในห้องสี่เหลี่ยมรับแขกเต็มไปด้วยความเงียบและว่างเปล่า "ท่านอ๋อง...!" เสียงเรียกอุทานขององครักษ์ดังแว่วมาแต่หน้าประตู สองสามีภรรยาหันหน้าไปมองพร้อมกันตรงทางเข้า องค์รักษ์พยายามตะโกนเอ่ยบอกแต่ไร้เสียงมีเพียงเสียงลมหายใจกระเพื่อมถี่ๆ " มีเรื่องอะไรเหตุใดถึงเร่งรีบเช่นนี้" ลุกขึ้นยืนเอ่ยถามพร้อมขมวดคิ้วสงสัย " ท่านอ๋อง..ทางแดนใต้ได้มุ่งหน้ามายังหน้าประตูวังหลวงตอนนี้กำลังจะยังท้องพระโรง ข้าได้ข่าวมาว่าพวกเขาต้องการแข่งขันด้านการต่อกลอนและเดิมพันชิงดินแดน" จ้าวอี้หรานสะบัดชายกระโปรงด้วยความหงุดหงิดไม่คิดว่าพวกมันจะกล้าบุกมาถึงที่นี่ "ข้าจะเข้าวัง" น้ำเสียงหนักแน่นเอยขึ้น "ท่านอ๋องจะไปจริงๆหรือขอรับ" องครักษ์ถามย้ำอีกครั้งเพราะหลายปีมานี้ท่านอ๋องไม่เคยเข้าไปยังท้องพระโรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว "เจ้าจะให้ข้านั่งรอการเดิมพันที่เสี่ยงเช่นนี้รึ" "แต่ตอนนี้ได้ข่าวมาว่าองค์ชายรองเสนอตัวเป็นผู้เดิมพันดูท่าทางมั่นใจยิ่งนัก" "ฮึ...ตั้งแต่ไหนแต่ไรเรื่องเรียนก็เป็นรองข้าวรยุทธก็เป็นรองข้า สู้เขาไม่ได้สักอย่างนิสัยอย่างเขาจะซื่อตรงจริงหรือ" ฉู่เยว่หลิงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ทำให้นึกถึงในนิยายลักษณะของ หานอี้หราน ในนั้นเขียนไว้ว่าเขานั้นเรียนเก่งมากได้อันดับ 1 ตลอด แล้วทำไมถึงได้เป็นรองอันดับหรือว่าเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนไปจริงๆ "ท่านพี่ข้าอยากไปด้วยได้หรือไม่" นางส่งสายตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร "เจ้ามีประโยชน์อะไรถึงจะเข้าไปยังวังหลวง" เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางยืนตัวแข็งทื่ออึ้งในคำตอบราวกับถูกมองว่านางนั้นไร้ค่า 'ดูถูกข้าเกินไปเสียแล้ว หน้าตาก็ดีทำไมปากราวกับมีดคมๆ' 'ข้าไม่ยอมแพ้หรอก' ฉู่เยว่หลิงตั้งสติเพื่อระงับโทษะแล้วค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มบางออกมาอีกครั้งในขณะนั้นสนมหลินเดินเข้ามาพร้อมนางกำนัลสองคน สายตาเหยียดหยามฉู่เยว่หลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า(สนมหลินมารดาของหานอี้หราน เป็นสตรีที่ผู้คนในวังต่างกล่าวขานถึงความอ่อนโยนและมีเมตตา นางมักพูดจานุ่มนวล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ จนยากจะเชื่อว่านางเคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด)ฉู่เยว่หลิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย'แปลก...''คนที่จิตใจดีจริง ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแววตาได้เร็วถึงเพียงนี้'(นางเคยเป็นนักสืบมาก่อน ย่อมคุ้นเคยกับการอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้คน โดยเฉพาะคนที่พยายามซ่อนบางอย่างเอาไว้)'รอยยิ้มของสนมหลินนั้นดูจริงใจ แต่ดวงตากลับไม่เป็นเช่นนั้น''นางกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนโยน หรือว่านี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของนางกันแน่?'ฉู่เยว่หลิงไม่ได้แสดงความสงสัยออกมา เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็นในใจกลับเตือนตัวเองเงียบ ๆ'ดูท่า...มารดาของหานอี้หรานจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ข่าวลือกล่าวไว้เสียแล้ว'"โอ้โห...นี่พระชายาลงมาทำครัวเองด้วยหรือ?" สนมหลินเอ่ยเสียงเหน็บ "อุตส่าห์ได้ตำแหน่งสูง ยังต้องมาทำงานต่ำ ๆ แบบนี้ หรือท่านอ๋องเบื่อหน้าจนไม่อยากให้ใครแตะของกินแล้ว?"ฉู่เยว่หลิงหันไปมองสตรีตรง
องครักษ์หนุ่มก้มหน้าจรดพื้นทันที มือประสานแน่นจนข้อนิ้วขาว "ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น""ไม่ใช่เรื่องของเจ้า" นางตอบเร็วเกินกว่าที่ตั้งใจ เร็วจนตัวเองยังสะดุ้งในใจจ้าวอี้หรานยังนั่งพิงผนัง ลมหายใจอ่อนค่อย ๆ เรียบลง เหลือเพียงแววตาอ่อนล้าปนงุนงง เขาก้มมองมีดสั้นในมือราวกับเพิ่งจำได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้มันร่วงลงกระทบพื้น เสียงกริ๊งแหลมแทรกความเงียบ"เกิดอะไรขึ้น" เสียงเขาแหบพร่าไม่มีใครตอบทันที องครักษ์หนุ่มเงยขึ้นสบตาฉู่เยว่หลิงแวบหนึ่ง ราวกับถามด้วยสายตาว่าควรพูดความจริงหรือไม่ นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา"ท่านอ๋องคลุ้มคลั่งอีกครั้ง" นางพูดตรง เพราะรู้ว่าปิดบังไปก็ไร้ประโยชน์ "ไอทมิฬกำเริบ ท่านเกือบทำร้ายตัวเอง"มือของเขาเกร็งขึ้นทันที ฝ่ามือยังมีรอยแดงจากการกำมีดแน่นเกินไป เขาหลับตาลง ราวกับพยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายเป็นช่วง ๆ"ครั้งนี้...นานแค่ไหน""ไม่นานนัก" นางตอบ แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดอาการจึงสงบเร็วผิดปกติ จึงรีบหลบสายตาไปทางอื่น ขณะที่องครักษ์หนุ่มข้างกายแอบยิ้มมุมปากก่อนข่มไว้อย่างว่องไวทันใดนั้นองครักษ์หนุ่มประคองจ้
เมื่อรถม้าแล่นมาจอดสนิทที่หน้าตำหนักหงส์ดำ จ้าวอี้หรานก็หันไปสั่งการแม่บ้านประจำตำหนักเสียงเรียบ ทันทีที่แม่บ้านเดินกลับมาพร้อมกับของรางวัลที่เขาตั้งใจมอบให้ ฉู่เยว่หลิงถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความช็อกภาพเบื้องหน้าคือทองคำก้อนมหึมาที่เหลืองอร่ามสะท้อนแสงวิบวับ ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารเกือบเท่าโอ่งมังกรขนาดกลาง!สัญชาตญาณนักสืบและวิญญาณคนสู้ชีวิตของนางแทบจะสลายหายไปในพริบตา ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงฉู่เยว่หลิงมองทองก้อนมหึมาสลับกับมองหน้าสามี ตาโตเท่าไข่ห่านพลางชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่สิ่งของตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง"นี่หรือ... หนึ่งแท่งของท่านอ๋อง?"นางแทบอยากจะย้อนถามเขาเหลือเกินว่าคำว่า 'หนึ่งแท่ง' ในพจนานุกรมของคนโบราณนี่มันใช้หน่วยวัดแบบไหนกันแน่ เพราะแท่งที่เขาว่ามันใหญ่โตจนแทบจะเอามาทำเก้าอี้นั่งได้อยู่แล้ว!จ้าวอี้หรานเห็นสีหน้าตกใจของภรรยาตัวดีก็แอบขำในใจ แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งขรึมเอาไว้ พยักหน้ารับหน้าตาเฉยราวกับทองก้อนเท่าโอ่งนี้เป็นเพียงเศษหินก้อนเล็ก ๆ หลังตำหนักเท่านั้นฉู่เยว่หลิงไม่ร
สายตาเฉียบคมของฉู่เยว่หลิงตวัดไปเห็นท่าทางของหานอี้หรานเข้าพอดี ในฐานะอดีตนักสืบจากโลกอนาคต นางคุ้นเคยกับการจับสังเกตพฤติกรรมผู้คนเป็นอย่างดีแววตาริษยาและมือที่กำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อของเขาจึงไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ สัญชาตญาณนักสืบของนางร้องเตือนทันทีว่า...ชายผู้นี้ไม่ได้ห่วงอาการของพี่ชายแม้แต่น้อย แต่กำลังเคียดแค้นที่ตนถูกแย่งความรักไปต่างหากฉู่เยว่หลิงลอบเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ นางตระหนักได้ทันทีว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่กบฏแดงใต้ที่เพิ่งจากไป แต่เป็นน้องชายต่างสายเลือดที่ยืนอยู่เบื้องหลังนี่เองฝ่าบาทมองบาดแผลของพระโอรสด้วยความร้อนรน ก่อนหันไปสั่งขันทีคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"รีบไปสั่งการ ให้พลิกแผ่นดินตามหาหมอหลวงที่เก่งที่สุด หรือแม้แต่หมอเทวดาจากที่ใดก็ได้มารักษาจ้าวอี้หรานโดยเร็วที่สุด ใครสามารถรักษาแผลและถอนพิษให้ลูกข้าได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"พระองค์หันกลับมามองโอรสคนโตด้วยแววตาห่วงใย เวลานี้ไม่เหลือท่าทีของจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์อีกแล้ว เหลือเพียงหัวอกของคนเป็นพ่อ...ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกชายให้พ้นจากความทรมานเมื่อได้ยินคำว่า "ตบรางวัลอย่างงาม"
หัวหน้ากบฏจ้องมองฉู่เยว่หลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตามั่นใจเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตา มันตระหนักได้ทันทีว่าการจะคว่ำราชสำนักในวันนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสตรีผู้นี้ก้าวเข้ามาขวางทางมันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว"วันนี้ข้าเพียงแค่มาหยั่งเชิงดูเท่านั้น"สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนนางรอบห้องโถง ก่อนจะตวัดกลับมาหยุดที่ฉู่เยว่หลิงอีกครั้ง"ถือว่าคราวนี้พวกเจ้าดวงดีที่ผ่านมันไปได้"ท่ามกลางสายตาระแวดระวังและไม่ไว้วางใจของทุกคน หัวหน้ากบฏกลับยกยิ้มเย็น"แต่จำใส่หัวเอาไว้... คราวหน้าข้าจะไม่มาพร้อมกับบทกลอนอีกแล้ว"หัวหน้ากบฏหมุนตัวหันหลังกลับ พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุกซู่"ถึงเวลานั้น หวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวรับมือข้าให้ดีก็แล้วกัน"สิ้นประโยคร่างกายกำยำสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนเดินจากไปอย่างผ่าเผย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันอึดอัดตึงเครียด และสายตาของทุกคนในท้องพระโรงที่ยังคงจับจ้องไปยังบานประตูที่ว่างเปล่าเมื่อร่างของพวกกบฏลับสายตาไป บรรยากาศในท้องพระโรงที่เคยเงียบกริบก็พลันแตกตื่น เหล่าขุนนางต่างหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั
"ยังมีผู้ใดคิดออกหรือไม่" ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามเหล่านักปราชญ์พร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นสูงฉู่เยว่หลิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างจ้าวอี้หรานมานาน มองบทกลอนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย“ข้าตอบได้”ทุกสายตาในท้องพระโรงหันมามองนางพร้อมกัน แม้แต่จ้าวอี้หรานยังหันกลับมาด้วยสีหน้าประหลาดใจฉู่เยว่หลิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยคำตอบออกมาอย่างมั่นใจ“หิมะละลายได้ แม้โลหิตยังฝังอยู่ใต้ดินจันทร์ส่องเห็นเพียงเงา แต่หาอ่านใจคนได้ไม่สายน้ำย้อนคืนไม่ได้ ก็เหมือนกาลเวลาที่ไม่อาจหวน ส่วนชะตา...จะถูกเขียนด้วยสิ่งใด ขึ้นอยู่กับมือของผู้ถือพู่กัน”จ้าวอี้หรานมองนางด้วยแววตาตกตะลึง ส่วนหัวหน้ากบฏเองถึงกับนิ่งไปฉู่เยว่หลิงเพียงยกคิ้วเล็กน้อย“คำตอบของข้า...ถูกหรือไม่?”หัวหน้ากบฏนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่านางจะตอบได้จริง ๆก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ“น่าสนใจ...”เขามองฉู่เยว่หลิงอย่างพิจารณา แววตาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง“เจ้าตีความบทกลอนของข้าได้อย่างไร?”ฉู่เยว่หลิงยักไหล่เล็กน้อย“ก็แค่คิดว่าความหมายมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าพยายามทำให้เป็น”จ้าวอี้หรานหันมามองนางทันที สตรีที่เคยมองว่านางไร้ประ







