تسجيل الدخولจ้าวอี้หรานเขานั้นขึ้นชื่อว่าท่านอ๋องผู้โหดเหี่ยม แห่งตำหนักหงค์ดำ ที่ผู้ใดก็ต่างหวาดกลัวเมื่อได้ยินเสียงชื่อเสียง เมื่อห้าปีก่อนเขานั้นได้นำทัพบุกโจมตีศัตรูจนเมืองแตกพ่าย แต่ในระหว่างเดินทางกลับพร้อมชัยชนะ เขาได้ถูกลอบทำร้ายจากศัตรู องค์รักษ์ปกป้องเขาสุดชีวิต จนพวกมันหนีหายไปอย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ เขามีอาการคลุ้มคลั่งไล่ฆ่าผู้บริสุทธิ์ตายนับร้อย เรื่องนี้ได้ยินเสียงถึงหูฝ่าบาท และทั่วหล้า ตั้งแต่นั้นมาเขาได้แต่เก็บตัวไม่สามารถออกราชกิจได้ปกติ
عرض المزيد"หลบๆ ขบวนกำลังจะมาแล้ว"
ชายทหารหนุ่มผู้สวมชุดเกราะตะโกนดังขึ้น ชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มนินทาเริ่มทยอยถ้อยเข้ามาชิดริมถนนก่อนจะหันหน้าไปทางเดียวกัน "นั้น ขบวนเจ้าสาวรึ" "เป็นสตรีจากตระกูลใด ถึงได้โชคร้ายเช่นนี้" "แต่งเข้าไปสุดท้ายก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ดี" "ข้าล่ะสงสารจริงๆไม่รู้ว่าลูกสาวบ้านไหนจะถูกไปสังเวยอีก" ชาวบ้านบางคนพูดขึ้นสลับกันไปมาแต่อีกใจก็นึกสงสาร ! ทันใดนั้นขบวนรถม้าเจ้าสาวเริ่มเข้ามาใกล้ชาวบ้านทุกคนเริ่มก้มหน้าปิดปากเงียบสนิท รอให้ขบวนผ่านไปแม้ในช่วงเวลานั้นทุกคนต่างหวาดกลัวจนลืมหายใจเต็มปอด แต่มีชาวบ้านคนหนึ่งเขาสงสัยจึงอยากเงยหน้าดูให้เห็นเต็มตา ถึงแม้ว่าจะเห็นแค่ผ้าม่านภายนอกก็ตาม ฟิ้ว..ฟิ้ว (เสียงลม) ผ้าม่านสะบัดออกตามแรงลมประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านผู้นั้นกำลังเงยหน้ามองอย่างช้าๆ "สตรีผู้นั้นตายแล้ว" เขาตกใจจนตาล่อกแล่กอุทานพึมพัมจนผู้คนข้างๆเริ่มเงยหน้ามองตาม เพียงเสี้ยววินาทีผ้าม่านสีแดงก็ถูกปิดลงในชั่วพริบตา ผู้คนที่เงยหน้ามองนั้นต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าตื่นตระหนกให้ทหารนั้นจับได้ จนขบวนเจ้าสาวผ่านพ้นไปพวกเขาจึงถอนหายใจโล่งอกพร้อมกับปาดเหงื่อไปพลางๆ ขณะนั้นจู่ๆท้องฟ้าก็มืดครึ้มราวกับฝนจะตกลงมาอย่างหนักผู้คนต่างหลบเข้าที่พักแยกย้ายกันกลับไป ครืน..ครืน เปรี้ยง สายฟ้าแตกแขนงในความมืดสว่างไปทั่วใต้หล้าด้านในรถมาขบวนเจ้าสาว จากใบหน้าซีดเซียวกลับเริ่มมีเลือดฝาด ทันใดนั้นเสียงหัวใจดวงน้อยกลับมาเต้นเป็นจังหวะอีกครั้ง เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆลืมตาขึ้นก่อนจะย้อนมองดูตัวเองที่อยู่ในชุดเจ้าสาวและห้องไม้สี่เหลี่ยมแคบๆ "นี่ฉันอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น" หญิงสาวตื่นตระหนกไม่คุ้นชินกับบรรยากาศและผู้คนรอบๆราวกับว่าตนนั้นเป็นนักโทษ ด้วยความสงสัยมือน้อยๆจึงเปิดม่านด้านหน้าออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือเหล่าทหารและองครักษ์หลายนายกำลังเดินอยู่ข้างๆพร้อมอาวุธมีดดาบท่าทางของพวกเขาระมัดระวังเป็นพิเศษ หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่นั่งหลังชนฝาชิดกำแพงก่อนจะพึมพึมออกมา "อย่าบอกนะว่าฉันทะลุมิติมาในยุคโบราณ" พูดจบความทรงจำจากชาติปัจจุบันก็หวนกลับมา ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นเธอกำลังทำงานโดยการเป็นนักสืบเรื่องสามีภรรยามีชู้ให้กับครอบครัวที่ต้องการจ้างเธอ แต่ในขณะที่เธอนั้นกำลังจะข้ามทางม้าลายจู่ๆรถสิบล้อก็ขับย้อนศรมาด้วยความเร็วสูงชนร่างบอบบางกระเด็นไปหลายสิบเมตร "ที่แท้ฉันก็ตายแล้ว วิญญาณถึงมาอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้" หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่นเครือ ก้มหน้าคอตกด้วยความเศร้าใจทำไมกันนะอายุแค่นี้ถึงได้มาตายก่อนจะได้ใช้เงินอยู่อย่างสบายอย่างที่ฝันไว้ "แต่ทำไมเหตุการณ์นี้มันคุ้นๆนะ" หญิงสาวพึงทำก่อนจะนึกออกว่าตนนั้นได้เข้ามาอยู่ในนิยายเรื่อง "ทรราชกินคน" "ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันก็ต้องเข้าพิธีแต่งงานโอ้ไม่นะทำยังไงดีข้าจะถูกทรราชตัดหัวโยนให้ปลากินหรือไม่" ยิ่งคิดก็ยิ่งลนลานคิดอะไรไม่ออกจนขบวนม้ามาถึงหน้าตำหนักทรราชผู้โหดร้าย "ถึงแล้วหรอข้ายังคิดไม่ถึง 10 วินาทีทำไงดี" "หรือจะแกล้งว่าโดนผีเข้าแล้วให้ทหารลากตัวข้าไปโยนลงบ่อข้างทาง" "ไม่ๆความคิดนี้สุดโต่งเกินไป" นางสายหัวรัวๆ " หรือว่าข้าจะแกล้งแต่งหน้าให้ดูขี้เหร่" ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกโพลงพร้อมกับดีดนิ้วเสียงดังปัง.. "ใช่แล้ววิธีนี้แหละ" นางเหลือบไปเห็นเครื่องสำอางเก่าๆโบราณแม้ในยุคนี้อาจจะดูหรูหรา แต่ในสายตานางนั้นแค่เครื่องสำอางระดับเกรด c ก็เท่านั้น อย่างแรกที่นางทำหยิบแป้งเหนียวสีขาวขึ้นมาโบกทั่วใบหน้าให้ขาวเหมือนผีดิบ ก่อนจะเติมคิ้วด้วยถ่านแปรรูปให้หนาขึ้น ทาด้วยสีแต้มปากแดงปากล่างสีแดงปากบนสีชมพู ตามด้วยอายไลเนอร์คิดค้นขึ้นเองตวัดหางให้ใหญ่เท่าตัวปลิงนี่ก็เป็นอันเสร็จสิ้น ในเสี้ยววินาทีนั้นแม่บ้านหญิงวัยกลางคนยืนเรียกเชิญนางอย่างอ่อนหวานด้วยท่าทีสุภาพ " คุณหนูฉู่เยว่หลิงเชิญลงจากรถม้าเจ้าค่ะ" ฉู่เยว่หลิงรีบดึงผ้าคลุมหน้าลงพร้อมกับทำท่าทีสงบนิ่งเมื่อกำลังลงจากรถมาแม้ว่ามืออีกข้างกำลังสั่นนางก็พยายามเก็บความตื่นเต้นและความหวาดกลัวให้ได้มากที่สุด "ตามบ่าวมาเจ้าคะ" แม่บ้านเอ่ยพร้อมผายมือต้อนรับก่อนจะเดินนำหน้าไปอย่างช้าๆ ทันใดนั้นแม่บ้านก็หยุดฝีเท้าตรงหน้าแล้วขยับเข้ามาใกล้ๆเพื่อให้นางจากข้อมือจะได้ไม่เดินสะดุดล้มในที่มืด "ทะ..ท่านจะพาข้าไปไหนเหตุใดถึงมองไม่เห็นอะไรเลย" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "นี่คือห้องเจ้าสาวเจ้าค่ะพระชายาต้องนั่งรอที่เตียงนอน หากเจ้าบ่าวไม่มาเปิดผ้าคลุมหน้าห้ามลุกไปไหนทั้งนั้นเจ้าค่ะ" แม่บ้านพูดจบนางก็ค่อยๆย่อตัวนั่งลงบนเตียงนอน " หมดหน้าที่ของข้าแล้วพระชายาข้าขอตัวก่อน" ฉู่เยว่หลิงพยักหน้าตอบรับ "ผู้อื่นเขาแต่งงานมีแสงไฟมีดอกไม้และเงินทองมากองอยู่ตรงหน้าส่วนข้าอยู่ในที่มืดเหมือนแต่งงานกับผียังไงก็ไม่รู้" นางบ่นพึมพำ ทั้งเสียวสันหลังและรอบตัวมันช่างอึดอัดเหลือเกิน"องค์ชายเชิญท่านกลับไปเถิดขอรับ" องค์รักษ์กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปัง! เสียงบานประตูเปิดออกจ้าวอี้หรานปรากฏตัวต่อหน้าหานอี้หราน รูปร่างสูงง่าออร่าแรงกดดันจากภายในทำให้ทหารที่ยืนนิ่งอยู่ถึงกับตัวสั่นจากข้างใน ทันใดนั้นจ้าวอี้หรานจึงใช้แรงลมปรานดึงเข้มพิษออกมากจากเหล่าทหาร ก่อนจะหันไปมองน้องชายหานอี้หรานด้วยแววตาเรียบเฉย"เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด" "ข้าแค่เป็นห่วงท่านพี่ กลัวว่าปีศาจในตัวท่านจะกำเริบทำร้ายเจ้าสาวจนตาย ข้านั้นไม่อยากให้ข่าวนี้แพรออกไปกลัวจะทำให้ราษฎรนั้นหวั่นกลัวจนไม่กล้าส่งบุตรสาวเข้าวังมาเป็นนางกำนัล" สิ้นสุดประโยคจ้าวอี้หรานกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน เขาพยายามจะระงับโมสะ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดเมื่อครู่จึงไม่อาจจะซ่อนความโกรธเอาไว้ได้""บังอาจ" ลมหายใจหอบกระชั้นจนอกกระเพื่อมปลายเท้ายกสูงปะทะยอดหน้าฝ่ายตรงข้ามจนกระเด็นไปติดรั้วกำแพง แค่ก..แค่ก เสียงไอสำลักเลือดออกปากหานอี้หรานค่อยๆ พยุงตัวเองยืนขึ้นในระหว่างนั้น จ้าวอี้หรานเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปหาน้องชายพร้อมกับย่อตัวลงต่ำกดไหล่หานอี้หรานไว้"เจ้ามาเยาะเย้ยข้ารึ" เขากระซิบถามเบาๆที่ข้างหู"ท่านพี่ ข้าแค่เป็
น้ำใสๆ ถึงกับคลอเบ้าเต็มหน่วยด้วยความซาบซึ้งใจ แต่ความซาบซึ้งนั้นกำลังจะหลั่งออกมาเต็มที่ในจังหวะนั้นเสียงทหารเฝ้ายามหน้าประตูก็วิ่งพรวดเข้ามาหาแม่บ้านด้วยท่าทีตื่นตระหนก"แย่แล้ว องค์ชายหานอี้หรานพยายามจะเข้ามาให้ได้ ทำอย่างไรดี ทั้งที่ท่านอ๋องก็สั่งไว้แล้วห้ามให้เข้ามาข้ากลัวโดนทำโทษเหลือเกิน" ท่าทีทหารขาสั่นก้าวไม่ออกลมหายใจติดขัดในขณะเอ่ยออกมา "อะไรนะ ตอนนี้ท่านอ๋องรักษาตัวอยู่องค์ชายมาทำอะไรกันแน่" ในขณะที่แม่บ้านกับทหารกำลังสนทนากันด้วยความร้อนใจ ฉู่เยว่หลิงนึกย้อนตัวละครในนิยายหรือองค์ชาย หานอี้หราน 'นี่องค์ชายหานอี้หรานรึ ทำไมแม่บ้านถึงกลัวละ ในนิยายเขาเป็นสุภาพบุรุษพูดจาดีชอบช่วยเหลือคน หรือว่าเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนไป' "พระชายา ท่านรีบไปหลบซ่อนในห้องเก็บของก่อนเพคะ" แม่บ้านสะกิดไหล่ในขณะที่นางนั้นกำลังยืนนึกคิด "เหตุใดข้าต้องไปหลบซ่อนด้วย" นางเอ่ยถามด้วยความสงสัย" พระชายาเชื่อข้าเถิดเพคะ" "ไม่ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าองค์ชายนั้นมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร" นางนั้นเอ๋ยเด็ดขาดไม่ยอมซ่อนตัวทำให้แม่บ้านและทหารถึงกับเขาทรุดลงกับพื้น"ลุกขึ้นพวกเจ้าจะ
กึก..ตึก! เสียงฝีเท้า"ห๊ะ..นั้นๆ เสียงผู้ใดกัน" นางถามสั้นๆ แต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับ มีเพียงแค่เสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ พรึ่บ..! ไฟสว่างวาบมือหนาค่อยๆดึงผ้าคลุมหน้าลงอย่างรวดเร็ว"ตัวอะไรกัน" จ้าวอี้หรานรีบถอยออกห่างเล็กน้อย พร้อมชักดาบออกมาป้องกันฉวับ! (เสียงชักดาบ)ฉู่เยว่หลิงยกฝ่ามือทั้งสองข้างบังหน้าหลับตาสนิทก่อนจะเอ่ยตอบกลับไป "อย่า ๆ ข้าเป็นคนนะ" ฉู่เยว่หลิงเอ่ยเสียงสั่น"เจ้าแน่ใจรึ หน้าตาเช่นเจ้าน่ากลัวกว่าผีบรรพบุรุษข้าอีก" ฉวับ ! (เก็บดาบเข้าฝัก)"ไสหัวไปให้พ้น" จ้าวอี้หรานยืนหันหลังเอ่ยน้ำเสียงเย็นชาไล่นางออกไป"อะไรกัน ท่านจะปล่อยข้าไปจริงหรือ" ฉู่เยว่หลิงขมวดคิ้วสงสัย"หูหนวกหรือไง บอกว่าให้ออกไป" ปัง...เคร้ง! จ้าวอี้หรานโวยวายเหมือนถูกผีเข้าเขาปัดสิ่งของอยู่บนโต๊ะจนแตกกระจาย ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดราวกับถูกบีบคั้น เหมือนกับว่ากำลังกลายเป็นอีกคน"ทะ..ท่านเป็นอะไรไป ข้ากลัวนะ" ฉู่เยว่หลิงลุกขึ้นออกจากเตียงยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อจะจับไหล่เขาเบาๆ "อยากตายรึไง" น้ำเสียงทุ่มใหญ่เอ่ยขึ้นค่อยๆเอียงคอหันมาช้าๆ พร้อมกับแววตาแดงฉานราวกับปีศาจ"อ๊าย..ช่
"หลบๆ ขบวนกำลังจะมาแล้ว" ชายทหารหนุ่มผู้สวมชุดเกราะตะโกนดังขึ้น ชาวบ้านที่กำลังจับกลุ่มนินทาเริ่มทยอยถ้อยเข้ามาชิดริมถนนก่อนจะหันหน้าไปทางเดียวกัน "นั้น ขบวนเจ้าสาวรึ" "เป็นสตรีจากตระกูลใด ถึงได้โชคร้ายเช่นนี้" "แต่งเข้าไปสุดท้ายก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ดี" "ข้าล่ะสงสารจริงๆไม่รู้ว่าลูกสาวบ้านไหนจะถูกไปสังเวยอีก" ชาวบ้านบางคนพูดขึ้นสลับกันไปมาแต่อีกใจก็นึกสงสาร ! ทันใดนั้นขบวนรถม้าเจ้าสาวเริ่มเข้ามาใกล้ชาวบ้านทุกคนเริ่มก้มหน้าปิดปากเงียบสนิท รอให้ขบวนผ่านไปแม้ในช่วงเวลานั้นทุกคนต่างหวาดกลัวจนลืมหายใจเต็มปอด แต่มีชาวบ้านคนหนึ่งเขาสงสัยจึงอยากเงยหน้าดูให้เห็นเต็มตา ถึงแม้ว่าจะเห็นแค่ผ้าม่านภายนอกก็ตาม ฟิ้ว..ฟิ้ว (เสียงลม) ผ้าม่านสะบัดออกตามแรงลมประจวบเหมาะกับที่ชาวบ้านผู้นั้นกำลังเงยหน้ามองอย่างช้าๆ "สตรีผู้นั้นตายแล้ว" เขาตกใจจนตาล่อกแล่กอุทานพึมพัมจนผู้คนข้างๆเริ่มเงยหน้ามองตาม เพียงเสี้ยววินาทีผ้าม่านสีแดงก็ถูกปิดลงในชั่วพริบตา ผู้คนที่เงยหน้ามองนั้นต่างยืนนิ่งตัวแข็งทื่อไม่กล้าตื่นตระหนกให้ทหารนั้นจับได้ จนขบวนเจ้าสาวผ่านพ้นไปพวกเขาจึงถอนหายใจโล่งอกพร้อมกับปาดเห

















