LOGIN"ยังมีผู้ใดคิดออกหรือไม่" ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามเหล่านักปราชญ์พร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นสูง
ฉู่เยว่หลิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างจ้าวอี้หรานมานาน มองบทกลอนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย “ข้าตอบได้” ทุกสายตาในท้องพระโรงหันมามองนางพร้อมกัน แม้แต่จ้าวอี้หรานยังหันกลับมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ ฉู่เยว่หลิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยคำตอบออกมาอย่างมั่นใจ “หิมะละลายได้ แม้โลหิตยังฝังอยู่ใต้ดินจันทร์ส่องเห็นเพียงเงา แต่หาอ่านใจคนได้ไม่สายน้ำย้อนคืนไม่ได้ ก็เหมือนกาลเวลาที่ไม่อาจหวน ส่วนชะตา...จะถูกเขียนด้วยสิ่งใด ขึ้นอยู่กับมือของผู้ถือพู่กัน” จ้าวอี้หรานมองนางด้วยแววตาตกตะลึง ส่วนหัวหน้ากบฏเองถึงกับนิ่งไป ฉู่เยว่หลิงเพียงยกคิ้วเล็กน้อย “คำตอบของข้า...ถูกหรือไม่?” หัวหน้ากบฏนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่านางจะตอบได้จริง ๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “น่าสนใจ...” เขามองฉู่เยว่หลิงอย่างพิจารณา แววตาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง “เจ้าตีความบทกลอนของข้าได้อย่างไร?” ฉู่เยว่หลิงยักไหล่เล็กน้อย “ก็แค่คิดว่าความหมายมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าพยายามทำให้เป็น” จ้าวอี้หรานหันมามองนางทันที สตรีที่เคยมองว่านางไร้ประโยชน์ตอนนี้กลับมีความสามารถซ่อนไว้ นางพูดต่ออย่างใจเย็น “หิมะยังละลายได้ โลหิตที่ไหลย่อมมีวันจางหาย จันทร์อาจมองเห็นทุกสิ่ง แต่ไม่มีวันรู้ความคิดของคน ส่วนสายน้ำที่ไหลไปแล้วก็ไม่มีวันย้อนกลับ” ฉู่เยว่หลิงหยุดเล็กน้อย ก่อนมองตรงไปยังหัวหน้ากบฏ “ส่วนชะตาแผ่นดิน...ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคมดาบของผู้ใดหรอก” รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง “มันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนถือดาบต่างหาก” หัวหน้ากบฏจ้องนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่า ๆๆ! ดี! ดีมาก!” เขาก้าวออกมาข้างหน้า ดวงตาเป็นประกายอย่างท้าทาย “ดูเหมือนวันนี้ ข้าจะได้พบคนที่น่าสนใจเข้าเสียแล้ว” ฉู่เยว่หลิงชำเลืองมองจ้าวอี้หรานก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย จ้าวอี้หรานได้แต่คิดไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดสตรีผู้นี้ถึงสามารถตอบบทกลอนที่แม้แต่นักปราชญ์ทั้งท้องพระโรงยังจนปัญญาได้ ตัดมาที่หัวหน้ากบฏมองฉู่เยว่หลิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มบาง ๆ “ในเมื่อเจ้าตอบได้ เช่นนั้นข้าขอทดสอบเจ้าอีกสักครั้ง” เขาเอ่ยบทกลอนบทใหม่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “หนึ่งคนยืนกลางหิมะ มิหนาวเท่าหนึ่งใจไร้คนเคียง หนึ่งดาบตัดสายน้ำ มิอาจตัดวาสนาที่ผูกพันหากฟ้าลิขิตให้สองคนต้องจากกันเหตุใดหัวใจจึงยังดื้อรั้น ไม่ยอมลืม" “ เมื่อสิ้นเสียงร่ายบทกลอน เหล่าขุนนางและนักปราชญ์ต่างปรึกษากันเงียบๆ แลกความคิดเห็นกันไปมาแต่ก็ไม่ได้อะไรเลย ส่วนฉู่เยว่หลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขา “บทนี้...เจ้าไม่ได้ถามเรื่องกลอน” หัวหน้ากบฏเลิกคิ้ว “แล้วข้าถามเรื่องอะไร?” “เรื่องหัวใจของคนต่างหาก” นางตอบสั้น ๆ อย่างมั่นใจ ทำเอาหัวหน้ากบฏชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “น่าสนใจ...ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าต่ำไปเสียแล้ว” หัวหน้ากบฏหัวเราะในลำคอ ก่อนจะมองฉู่เยว่หลิงด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น “เช่นนั้นลองบทนี้” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อ “ดวงตะวันตกดิน มิใช่สิ้นแสงบุปผาร่วงโรย มิใช่สิ้นวาสนาหากผู้หนึ่งยอมสละชีวิตเพื่อแผ่นดินอีกผู้หนึ่งจะเลือกช่วยคน หรือรักษาแผ่นดินไว้?” ฉู่เยว่หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย บทกลอนนี้ไม่ใช่เพียงการต่อคำ แต่เป็นคำถามที่บีบให้เลือก นางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างเรียบง่าย “ข้าจะช่วยคน” เหล่าขุนนางพากันตกตะลึง ฉู่เยว่หลิงมองหัวหน้ากบฏตรง ๆ แล้วพูดต่อ “เพราะแผ่นดินไม่มีความหมาย หากคนที่อยู่บนแผ่นดินนั้นต้องตายจนหมด” หัวหน้ากบฏนิ่งไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ หายไป ก่อนจะเอ่ยออกมาเบา ๆ “เจ้าจะได้ใจไปก่อนก็แล้วกัน” น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้น จนเหล่าขุนนางต่างพากันเงียบ ฉู่เยว่หลิงยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้หวั่นไหวแม้แต่น้อย หัวหน้ากบฏจ้องนางเขม็ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง” เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “คนหมื่นคนก็ล้วนมีค่าไม่ต่างจากหนึ่งชีวิต เจ้าจะเลือกช่วยคนหนึ่งคน หรือปล่อยให้คนหมื่นคนตาย?” ฉู่เยว่หลิงนิ่งไปเพียงครู่เดียว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้ากบฏ “ข้าจะไม่เลือกทั้งสองอย่าง” หัวหน้ากบฏขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?” “ถ้าต้องฆ่าคนหนึ่งคนเพื่อช่วยคนหมื่นคน นั่นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นข้ออ้างของคนที่คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ตัดสินชีวิตผู้อื่น” น้ำเสียงของนางเรียบนิ่ง “หากเจ้ามีเวลาคิดเพียงว่าจะฆ่าใคร นั่นก็หมายความว่าเจ้ายังคิดหาทางอื่นไม่มากพอ” ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนเสียงพึมพำจะดังขึ้นจากเหล่าขุนนางและนักปราชญ์ หลายคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย บางคนถึงกับมองนางด้วยความชื่นชม ฉู่เยว่หลิงมองหัวหน้ากบฏตรง ๆ แล้วพูดต่อ “คนหมื่นคนก็มีค่าเท่ากับหนึ่งชีวิต เพราะทุกชีวิตล้วนมีคนที่รอให้พวกเขากลับบ้าน” เหล่าขุนนางที่ได้ฟังคำตอบต่างยอมรับว่า...นางตอบได้ดีเกินคาด หัวหน้ากบฏกำหมัดแน่น ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ ส่วนจ้าวอี้หรานกลับมองนางนิ่ง ๆ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ 'สตรีผู้นี้...ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ'ในขณะนั้นสนมหลินเดินเข้ามาพร้อมนางกำนัลสองคน สายตาเหยียดหยามฉู่เยว่หลิงตั้งแต่หัวจรดเท้า(สนมหลินมารดาของหานอี้หราน เป็นสตรีที่ผู้คนในวังต่างกล่าวขานถึงความอ่อนโยนและมีเมตตา นางมักพูดจานุ่มนวล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ จนยากจะเชื่อว่านางเคยมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ใด)ฉู่เยว่หลิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย'แปลก...''คนที่จิตใจดีจริง ย่อมไม่สามารถเปลี่ยนแววตาได้เร็วถึงเพียงนี้'(นางเคยเป็นนักสืบมาก่อน ย่อมคุ้นเคยกับการอ่านสีหน้าและท่าทางของผู้คน โดยเฉพาะคนที่พยายามซ่อนบางอย่างเอาไว้)'รอยยิ้มของสนมหลินนั้นดูจริงใจ แต่ดวงตากลับไม่เป็นเช่นนั้น''นางกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนโยน หรือว่านี่ต่างหากคือตัวตนที่แท้จริงของนางกันแน่?'ฉู่เยว่หลิงไม่ได้แสดงความสงสัยออกมา เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็นในใจกลับเตือนตัวเองเงียบ ๆ'ดูท่า...มารดาของหานอี้หรานจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ข่าวลือกล่าวไว้เสียแล้ว'"โอ้โห...นี่พระชายาลงมาทำครัวเองด้วยหรือ?" สนมหลินเอ่ยเสียงเหน็บ "อุตส่าห์ได้ตำแหน่งสูง ยังต้องมาทำงานต่ำ ๆ แบบนี้ หรือท่านอ๋องเบื่อหน้าจนไม่อยากให้ใครแตะของกินแล้ว?"ฉู่เยว่หลิงหันไปมองสตรีตรง
องครักษ์หนุ่มก้มหน้าจรดพื้นทันที มือประสานแน่นจนข้อนิ้วขาว "ข้าน้อยไม่เห็นอะไรทั้งนั้น""ไม่ใช่เรื่องของเจ้า" นางตอบเร็วเกินกว่าที่ตั้งใจ เร็วจนตัวเองยังสะดุ้งในใจจ้าวอี้หรานยังนั่งพิงผนัง ลมหายใจอ่อนค่อย ๆ เรียบลง เหลือเพียงแววตาอ่อนล้าปนงุนงง เขาก้มมองมีดสั้นในมือราวกับเพิ่งจำได้ว่ามันอยู่ตรงนั้น แล้วปล่อยให้มันร่วงลงกระทบพื้น เสียงกริ๊งแหลมแทรกความเงียบ"เกิดอะไรขึ้น" เสียงเขาแหบพร่าไม่มีใครตอบทันที องครักษ์หนุ่มเงยขึ้นสบตาฉู่เยว่หลิงแวบหนึ่ง ราวกับถามด้วยสายตาว่าควรพูดความจริงหรือไม่ นางส่ายหน้าเบา ๆ แล้วย่อตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา"ท่านอ๋องคลุ้มคลั่งอีกครั้ง" นางพูดตรง เพราะรู้ว่าปิดบังไปก็ไร้ประโยชน์ "ไอทมิฬกำเริบ ท่านเกือบทำร้ายตัวเอง"มือของเขาเกร็งขึ้นทันที ฝ่ามือยังมีรอยแดงจากการกำมีดแน่นเกินไป เขาหลับตาลง ราวกับพยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายเป็นช่วง ๆ"ครั้งนี้...นานแค่ไหน""ไม่นานนัก" นางตอบ แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดอาการจึงสงบเร็วผิดปกติ จึงรีบหลบสายตาไปทางอื่น ขณะที่องครักษ์หนุ่มข้างกายแอบยิ้มมุมปากก่อนข่มไว้อย่างว่องไวทันใดนั้นองครักษ์หนุ่มประคองจ้
เมื่อรถม้าแล่นมาจอดสนิทที่หน้าตำหนักหงส์ดำ จ้าวอี้หรานก็หันไปสั่งการแม่บ้านประจำตำหนักเสียงเรียบ ทันทีที่แม่บ้านเดินกลับมาพร้อมกับของรางวัลที่เขาตั้งใจมอบให้ ฉู่เยว่หลิงถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความช็อกภาพเบื้องหน้าคือทองคำก้อนมหึมาที่เหลืองอร่ามสะท้อนแสงวิบวับ ขนาดของมันใหญ่โตมโหฬารเกือบเท่าโอ่งมังกรขนาดกลาง!สัญชาตญาณนักสืบและวิญญาณคนสู้ชีวิตของนางแทบจะสลายหายไปในพริบตา ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึงฉู่เยว่หลิงมองทองก้อนมหึมาสลับกับมองหน้าสามี ตาโตเท่าไข่ห่านพลางชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่สิ่งของตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง"นี่หรือ... หนึ่งแท่งของท่านอ๋อง?"นางแทบอยากจะย้อนถามเขาเหลือเกินว่าคำว่า 'หนึ่งแท่ง' ในพจนานุกรมของคนโบราณนี่มันใช้หน่วยวัดแบบไหนกันแน่ เพราะแท่งที่เขาว่ามันใหญ่โตจนแทบจะเอามาทำเก้าอี้นั่งได้อยู่แล้ว!จ้าวอี้หรานเห็นสีหน้าตกใจของภรรยาตัวดีก็แอบขำในใจ แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งขรึมเอาไว้ พยักหน้ารับหน้าตาเฉยราวกับทองก้อนเท่าโอ่งนี้เป็นเพียงเศษหินก้อนเล็ก ๆ หลังตำหนักเท่านั้นฉู่เยว่หลิงไม่ร
สายตาเฉียบคมของฉู่เยว่หลิงตวัดไปเห็นท่าทางของหานอี้หรานเข้าพอดี ในฐานะอดีตนักสืบจากโลกอนาคต นางคุ้นเคยกับการจับสังเกตพฤติกรรมผู้คนเป็นอย่างดีแววตาริษยาและมือที่กำแน่นอยู่ใต้แขนเสื้อของเขาจึงไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ สัญชาตญาณนักสืบของนางร้องเตือนทันทีว่า...ชายผู้นี้ไม่ได้ห่วงอาการของพี่ชายแม้แต่น้อย แต่กำลังเคียดแค้นที่ตนถูกแย่งความรักไปต่างหากฉู่เยว่หลิงลอบเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ นางตระหนักได้ทันทีว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่กบฏแดงใต้ที่เพิ่งจากไป แต่เป็นน้องชายต่างสายเลือดที่ยืนอยู่เบื้องหลังนี่เองฝ่าบาทมองบาดแผลของพระโอรสด้วยความร้อนรน ก่อนหันไปสั่งขันทีคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด"รีบไปสั่งการ ให้พลิกแผ่นดินตามหาหมอหลวงที่เก่งที่สุด หรือแม้แต่หมอเทวดาจากที่ใดก็ได้มารักษาจ้าวอี้หรานโดยเร็วที่สุด ใครสามารถรักษาแผลและถอนพิษให้ลูกข้าได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!"พระองค์หันกลับมามองโอรสคนโตด้วยแววตาห่วงใย เวลานี้ไม่เหลือท่าทีของจักรพรรดิผู้สูงศักดิ์อีกแล้ว เหลือเพียงหัวอกของคนเป็นพ่อ...ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อช่วยลูกชายให้พ้นจากความทรมานเมื่อได้ยินคำว่า "ตบรางวัลอย่างงาม"
หัวหน้ากบฏจ้องมองฉู่เยว่หลิงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แววตามั่นใจเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมลงทันตา มันตระหนักได้ทันทีว่าการจะคว่ำราชสำนักในวันนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีสตรีผู้นี้ก้าวเข้ามาขวางทางมันแค่นหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว"วันนี้ข้าเพียงแค่มาหยั่งเชิงดูเท่านั้น"สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มขุนนางรอบห้องโถง ก่อนจะตวัดกลับมาหยุดที่ฉู่เยว่หลิงอีกครั้ง"ถือว่าคราวนี้พวกเจ้าดวงดีที่ผ่านมันไปได้"ท่ามกลางสายตาระแวดระวังและไม่ไว้วางใจของทุกคน หัวหน้ากบฏกลับยกยิ้มเย็น"แต่จำใส่หัวเอาไว้... คราวหน้าข้าจะไม่มาพร้อมกับบทกลอนอีกแล้ว"หัวหน้ากบฏหมุนตัวหันหลังกลับ พลางทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่นจนคนฟังขนลุกซู่"ถึงเวลานั้น หวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวรับมือข้าให้ดีก็แล้วกัน"สิ้นประโยคร่างกายกำยำสะบัดชายเสื้อคลุมก่อนเดินจากไปอย่างผ่าเผย ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอันอึดอัดตึงเครียด และสายตาของทุกคนในท้องพระโรงที่ยังคงจับจ้องไปยังบานประตูที่ว่างเปล่าเมื่อร่างของพวกกบฏลับสายตาไป บรรยากาศในท้องพระโรงที่เคยเงียบกริบก็พลันแตกตื่น เหล่าขุนนางต่างหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั
"ยังมีผู้ใดคิดออกหรือไม่" ฝ่าบาทเอ่ยขึ้นถามเหล่านักปราชญ์พร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นสูงฉู่เยว่หลิงที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างจ้าวอี้หรานมานาน มองบทกลอนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเล็กน้อย“ข้าตอบได้”ทุกสายตาในท้องพระโรงหันมามองนางพร้อมกัน แม้แต่จ้าวอี้หรานยังหันกลับมาด้วยสีหน้าประหลาดใจฉู่เยว่หลิงสูดลมหายใจเข้า ก่อนเอ่ยคำตอบออกมาอย่างมั่นใจ“หิมะละลายได้ แม้โลหิตยังฝังอยู่ใต้ดินจันทร์ส่องเห็นเพียงเงา แต่หาอ่านใจคนได้ไม่สายน้ำย้อนคืนไม่ได้ ก็เหมือนกาลเวลาที่ไม่อาจหวน ส่วนชะตา...จะถูกเขียนด้วยสิ่งใด ขึ้นอยู่กับมือของผู้ถือพู่กัน”จ้าวอี้หรานมองนางด้วยแววตาตกตะลึง ส่วนหัวหน้ากบฏเองถึงกับนิ่งไปฉู่เยว่หลิงเพียงยกคิ้วเล็กน้อย“คำตอบของข้า...ถูกหรือไม่?”หัวหน้ากบฏนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่คิดว่านางจะตอบได้จริง ๆก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ“น่าสนใจ...”เขามองฉู่เยว่หลิงอย่างพิจารณา แววตาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นระแวดระวัง“เจ้าตีความบทกลอนของข้าได้อย่างไร?”ฉู่เยว่หลิงยักไหล่เล็กน้อย“ก็แค่คิดว่าความหมายมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เจ้าพยายามทำให้เป็น”จ้าวอี้หรานหันมามองนางทันที สตรีที่เคยมองว่านางไร้ประ







