Masukแค่หลับไปงีบเดียวตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งของนิยายที่ตัวเองเพิ่งด่าจบไป วีรกรรมเจ้าของร่างเดิมคือที่สุดของความพัง ปั่นหัวคุณชายตระกูลใหญ่พร้อมกัน 4 คน ทั้งแม่ทัพ พ่อค้า หมอเทวดา แล้วเททิ้งหน้าตาเฉยตอนตระกูลเขาล้มละลาย แถมยังกล้าไปเหยียบหน้ารัชทายาทกลางงานหลวงอีก ผลกรรมในนิยายบอกไว้ชัดมากว่าวันเกิดฮ่องเต้ปีหน้า คือวันที่ทั้ง 4 คนจะร่วมมือกันลากนางไปเช็คบิล ส่งนางเอกตัวจริงขึ้นครองรัก ส่วนนางร้ายน่ะเหรอก็ตายอนาถข้างถนนไงล่ะ แต่เดี๋ยวก่อนฉันคือคนอ่านนิยายมาก่อนนะ ฉันรู้สปอยล์ทุกอย่าง ในเมื่อสวรรค์ส่งมาเกิดใหม่ทั้งที ก็ขอฉีก Bad End เขียนรูทใหม่เองละกัน
Lihat lebih banyak“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ท่านแม่ทัพมู่เจ๋อนำกำลังทหารห้าหมื่นนายล้อมจวนเราไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ! เขาประกาศก้องว่าจะบุกเข้ามาปลิดชีพนางมารร้ายเช่นคุณหนู นำศีรษะไปเสียบประจานหน้าประตูเมืองให้จงได้เจ้าค่ะ!”
เสียงแหลมเล็กระคายหูดังก้องทะลุผ่านม่านความฝัน ข้าที่กำลังฝันหวานถึงโชคลาภก้อนโตพลันสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกสายฟ้าฟาด แม่ทัพมู่เจ๋อ? ห้าหมื่นนาย? ใครจะบุกมาตัดหัวใครกัน! โดยปกติแล้ว เสียงที่ควรจะปลุกข้าคือเสียงแจ้งเตือนจากหัวหน้างานในช่วงเช้าตรู่ ข้าเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนธรรมดาในเมืองหลวงที่ชีวิตวนเวียนอยู่กับการใช้หนี้บัตรเครดิตและผ่อนสมาร์ทโฟนเพียงเท่านั้น แล้วแม่ทัพที่ชื่อมู่เจ๋อนี่มาจากซีรีส์เรื่องไหนกัน ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อมาก่อน ทว่าเมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่เพดานห้องเช่าที่มีรอยน้ำรั่วซึมอย่างที่คุ้นชิน แต่กลับเป็นคานไม้แกะสลักลายหงส์มังกรพันตู ปิดทองคำเปลวเหลืองอร่ามดูวิจิตร ม่านมุ้งสีแดงฉานปักลายดอกโบตั๋นห้อยระย้า กลิ่นกำยานหอมเย็นอบอวลไปทั่วบริเวณ เดี๋ยวนะ... นี่ห้องนอนหรือศาลเจ้ากันแน่? “เสี่ยวเถา...” นามนี้ผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกับริมฝีปากที่ขยับเรียกออกไปเองโดยสัญชาตญาณ เสียงที่เปล่งออกมานั้นหวานใสดั่งกระดิ่งเงิน มิใช่เสียงแหบพร่าจากการอดนอนอย่างที่เป็นมา “เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ ใครจะมาเอาชีวิตใคร?” ม่านมุ้งถูกแหวกออกอย่างแรง เด็กสาวในชุดสีเขียวอ่อนรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าข้างเตียง นางหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ “ก็ท่านแม่ทัพมู่เจ๋ออย่างไรเล่าเจ้าคะที่คุณหนูเคยลวงเขาว่าล้มป่วยปางตาย บังคับให้เขาทิ้งแนวรบชายแดนมาแต่งงานด้วย พอท่านแม่ทัพทิ้งกองทัพมาหา คุณหนูกลับกราบทูลฮ่องเต้ว่าเขาก่อกบฏ! บัดนี้ความจริงเปิดเผย ฮ่องเต้คืนยศให้ท่านแม่ทัพแล้ว เขาจึงโกรธแค้นจนยกทัพมาล้อมจวน บอกว่าจะเอาชีวิตคุณหนูไปเซ่นดวงวิญญาณพี่น้องทหารสามพันคนที่ต้องตายไปเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาร่ายยาวรวดเดียว แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจข้า มู่เจ๋อถูกหลอกให้ทิ้งทัพ ใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ และตอนนี้กำลังมาทวงแค้น? พล็อตเรื่องเช่นนี้มัน... นี่คือนิยายเรื่อง ‘หงส์เหนือบัลลังก์’ ที่ข้าเพิ่งอ่านจบไปเมื่อคืนชัดๆ! เรื่องราวของนางเอก ‘ไป๋หลิง’ ผู้แสนดีที่ต้องเผชิญวิบากกรรม แต่ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือตัวละครฝั่งตรงข้าม... “เอากระจกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” ข้าตวาดสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เสี่ยวเถารีบส่งคันฉ่องทองเหลืองมาให้ มือข้าสั่นจนเกือบทำมันร่วงหล่น ทันทีที่เงาสะท้อนปรากฏ ข้าแทบอยากจะสิ้นสติไปเสียตรงนั้น ใบหน้าในกระจกงดงามจนลืมหายใจ ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกชั้นเลิศ คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากแดงก่ำดั่งผลอิงเถา ดวงตารูปหงส์เชิดขึ้นเล็กน้อยแฝงแววหยิ่งยโสและร้ายกาจ ข้าจำคำบรรยายนี้ได้แม่นยำ นี่คือ ‘เจียงลั่วอวี่’ นางร้ายที่ข้าเพิ่งเขียนคอมเมนต์ด่าทอไปเมื่อคืน แล้วเหตุใดข้าจึงต้องมาอยู่ในร่างของสตรีที่อีกหนึ่งปีข้างหน้าจะต้องถูกประหารด้วยวิธีแล่เนื้อพันชิ้นในวันเฉลิมพระชนมพรรษาด้วยเล่า! “วะ... วันนี้วันที่เท่าไหร่!” ข้าคว้าคอเสื้อเสี่ยวเถามาถาม “วันที่สิบห้า เดือนสาม ปีจ้าวหยวนที่สิบแปดเจ้าค่ะ... อีกเพียงหนึ่งปีก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว...” เหลือเวลาอีกเพียง 365 วัน นับถอยหลังสู่ลานประหาร! โครม! บานประตูไม้จันทน์สลักลายมังกรถูกถีบจนกระเด็นหลุดออกราวกับเศษกระดาษ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้อง ท่ามกลางหมอกฝุ่นนั้น บุรุษร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำทมิฬก้าวเข้ามา กลิ่นอายคาวเลือดและรังสีอำมหิตจากสนามรบแผ่ซ่านจนอากาศเย็นเยียบ เส้นผมสีดำสนิทสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าคมเข้มราวกับเทพสงครามปั้นแต่ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังมองเพียงมดปลวกในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยืนยันชัดเจน... เขาคือ มู่เจ๋อ แม่ทัพทิศอุดรผู้เกรียงไกร “เจียงลั่วอวี่” เสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไว้ด้วยความอาฆาต “ข้ากลับมาจากขุมนรกเพื่อมาทวงหนี้เลือดให้พี่น้องร่วมรบของข้า!” เสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้องทุกย่างก้าว กระบี่ยาวในมือลากครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงบาดหู เสี่ยวเถากรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนจะล้มพับสิ้นสติไป เขาเดินมาหยุดตรงหน้าข้า ปลายกระบี่ที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่จ่อเข้าที่ใต้คาง ความเย็นเฉียบของโลหะแล่นปราดเข้าสู่ผิวหนัง เขางัดปลายกระบี่ขึ้นบังคับให้ข้าต้องสบตา “สามปีในสมรภูมิ ข้าสังหารคนเป็นหมื่นเพื่อปกป้องราษฎรเช่นเจ้า แต่เจ้ากลับใช้เพียงคำลวงว่าคิดถึง หลอกให้ข้าทิ้งทหารสามพันนายให้ตายตกตามกันเพียงเพราะข้าเชื่อใจสตรีใจทรามอย่างเจ้า!” น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความแค้นขุมลึก “วันนี้ข้าจะมาทวงคืนทุกอย่าง... ด้วยชีวิตของเจ้า!” เขากดปลายกระบี่ลงจนเลือดเริ่มซึมออกมา สมองของข้าขาวโพลนไปหมด ในนิยายฉากนี้ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้ชัดเจน คิดว่าข้าจะบีบน้ำตาร้องขอความเมตตาหรือ? ไม่เลย... มู่เจ๋อเกลียดสตรีเสแสร้งเป็นที่สุด คิดสิเจียงลั่วอวี่! จุดอ่อนของมู่เจ๋อคือความยุติธรรมและความรับผิดชอบ เขาไม่สังหารคนไร้ทางสู้ และมักให้โอกาสคนที่สำนึกผิดเสมอ ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว! ข้ากัดฟันสูดหายใจลึก ยื่นมืออันสั่นเทาออกไป ใช้ปลายนิ้วคีบข้างคมกระบี่แล้วค่อยๆ ดันมันออกห่างจากคออย่างช้าๆ มู่เจ๋อชะงักไป คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ท่านแม่ทัพมู่” เสียงของข้าแม้จะสั่นพร่าแต่ทว่ามั่นคง “หากข้า เจียงลั่วอวี่ผู้นี้ ยอมรับต่อหน้าท่านและฟ้าดินว่าข้าชั่วช้าสมควรตายหมื่นครั้ง และหากข้าบอกว่าข้าพร้อมจะชดใช้ทุกอย่างด้วยชีวิตและลมหายใจที่เหลืออยู่... ท่านจะเมตตาให้โอกาสข้าไถ่โทษสักครั้งได้หรือไม่?” บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ “เจ้าคิดจะเล่นลิ้นอันใดอีก?” เขาแค่นเสียงหยัน “สันดานเช่นเจ้า ข้าย่อมประจักษ์ดี” “ข้ามมิได้เล่นลิ้นเจ้าค่ะ” ข้าสวนกลับทันควัน “ข้าขอสาบานต่อดวงวิญญาณทหารสามพันนายของท่านและต่อสรวงสวรรค์ หนี้เลือดที่ข้าติดค้างท่านไว้ ข้าจะชดใช้คืนให้จนสิ้นภายในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีหน้า หากทำมิได้ ข้าจะขอแบกศีรษะตนเองขึ้นสู่แท่นประหาร ให้ราษฎรสาปแช่ง ให้แร้งกากินศพจนไม่เหลือซาก!” คำสาบานในยุคสมัยนี้มีความสำคัญยิ่งนัก หากผิดคำสัตย์ย่อมไม่ได้ผุดได้เกิด มู่เจ๋อกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน กรามของเขาขบกันจนเป็นสัน สุดท้ายจึงพ่นลมหายใจออกมา “ดี!” คำเดียวแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา “ข้าจะรอดูว่าเจียงลั่วอวี่ผู้ปากกล้าจะไถ่โทษได้เพียงใด หรือสุดท้ายจะต้องไปจบชีวิตที่ลานประหารตามคำสาบานของตนเอง!” ฉึบ! เขาสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักแล้วหมุนตัวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะหันมามองข้าอีก “อีกหนึ่งปีเจอกันที่ลานประหาร อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังเล่า” ปัง! กรอบประตูที่เหลืออยู่ถูกกระแทกจนฝุ่นร่วงกราว ข้าทรุดตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง มือลูบแผลที่คอพลางหอบหายใจรัว รอดไปได้หนึ่งด่าน... นี่คือก้าวที่ง่ายที่สุด เพราะมู่เจ๋อยังมีคุณธรรมกำกับใจ แต่ข้างนอกนั่นยังมีอีกสามคน ทั้งเสิ่นชิงโจว กงอวี้หลัน... ทันใดนั้น ภาพจำในอดีตก็ผุดขึ้นมา เป็นงานเลี้ยงที่ร่างเดิมเมามายจนเดินไปเหยียบชายฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรจนเจ้าของชุดเสียหลักหน้าคะมำต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก มิหนำซ้ำยังชี้หน้าด่ากราดว่า “อ่อนแอไร้น้ำยา ดีแต่หลบอยู่ในวังเป็นทารกไม่รู้จักโต กล้าออกรบเหมือนท่านแม่ทัพมู่บ้างหรือไม่!” ดวงตาสีอำพันคู่นั้นลุกโชนด้วยเพลิงโทสะและความอัปยศ เสียงทุ้มต่ำนั้นยังคงดังก้องในโสตประสาท “เจียงลั่วอวี่! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเหยียบผ้าของข้า!” จ้าวหลิงเซียว รัชทายาทแห่งแคว้น... ข้ากำผ้าปูที่นอนแน่น ในบรรดาสี่บุรุษที่จองเวรข้า เหตุใดเสียงของเขาจึงตามมาหลอกหลอนชัดเจนที่สุดกันนะ 365 วัน หนี้แค้นสี่ชีวิต และข้าที่มีเพียงข้อมูลจากนิยายในหัว... ข้ามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดรำไรดูงดงามยิ่งนัก แต่มันกลับมิได้ช่วยให้ใจที่ดิ่งลงเหวของข้าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ___คุยกับไรท์___ เนื่องจากเป็นการแต่งแนวจีนโบราณครั้งแรกสำนวนของไรท์อาจจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลานะคะเพื่อพัฒนาให้ไรท์แต่งต่อไปจนถึงตอนจบยามเฉิน วันที่ ๑๕ เดือน ๖ ณ ลานกว้างหน้าวังบูรพาผืนธงรบสีแดงฉานนาม ‘พยัคฆ์ขาว’ โบกสะบัดท้าทายสายลมอย่างองอาจโครม! โครม! โครม!ประตูใหญ่ของวังหลวงทั้งสี่ทิศปิดตายลงอย่างแน่นหนา กำลังพลทหารสามพันนายในสังกัดของจ้าวหลิงเซียวเข้าตรึงกำลังควบคุมพื้นที่ไว้ทุกตารางนิ้ว คันธนูทุกคันถูกขึ้นสายเตรียมพร้อม ดาบคมปลาบทุกเล่มถูกชักออกจากฝักประดับบารมี“จับกุมตัวผู้คิดคบคิดกบฏล้มล้างราชบัลลังก์! หลิวเหวินคัง!” เสียงตวาดกร้าวของจ้าวหลิงเซียวดังกึกก้องกัมปนาทมาจากบนหอคอยสูง ชุดเกราะทองคำสุกปลั่งสะท้อนแดดประกายเจิดจ้าก้าบ!!!เจ้าพยัคฆ์ขาว... ยืนหยัดอยู่ใจกลางลานกว้าง ร่างกายสวมชุดเกราะทองคำเต็มยศ มีผืนธงรบปักแน่นอยู่บนแผ่นหลัง มันยืดอกตั้งมั่น มิได้แสดงความหวาดกลัวต่อเสียงกลองรบที่รัวสนั่นเลยแม้แต่น้อยตัวข้า... เจียงลั่วอวี่ ยืนตระหง่านอยู่บนขั้นบันไดหินอ่อนของตำหนักเย็น สวมใส่อาภรณ์สีแดงฉานดุจโลหิตของแม่ทัพใหญ่ ในหัตถ์กุมพัดหยกดำไว้มั่นศึกสุดท้ายเพื่อชำระหนี้แค้น... เริ่มต้นขึ้นแล้วยามซื่อ ณ ประตูวังทิศตะวันตก“เปิดประตูวังหลวงเดี๋ยวนี้! พวกมึงล่วงรู้หรือไม่ว่ากูคือใคร... กูคือกั๋วกง!”
ยามจื่อ คืนวันที่ ๑๔ เดือน ๖ ณ นอกกำแพงเมืองหลวง ค่ายทหารกั๋วกงบรรยากาศโดยรอบมืดมิด สงบสงัด... ทว่ากลับอบอวลไปด้วยกระแสแห่งความเดือดพล่าน“เร็วเข้า!” เสี่ยวเถาลอบกระซิบเสียงแผ่ว นางอยู่ในชุดพรางกายสีดำสนิท ใบหน้าคลุมปิดมิดชิด ในมือประคองขวดยาสลบ ‘นิทราไร้ลักษณ์’ ของท่านหมอกงไว้อย่างระมัดระวัง “คุณหนูสั่งการมา... ให้เทลงไปในบ่อน้ำใหญ่ประจำค่ายเพียงบ่อเดียวก็เพียงพอแล้ว”เบื้องหลังของนางมีพลทหารฝีมือดีของมู่เจ๋อจำนวนสิบนาย แสร้งปลอมแปลงกายเป็นชาวบ้าน แบกถังน้ำเข้ามาอย่างเงียบเชียบ“แม่นางแน่ใจนะ... ว่าตัวยานี้จะไม่คร่าชีวิตพวกมัน?” ทหารผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความกังวล“มิสิ้นชีพดอก... เพียงแต่จำต้องหลับสนิทนิทราไปสามวันสามคืนเต็ม” เสี่ยวเถาเอ่ยตอบ “ท่านหมอกงคำนวณปริมาณยาไว้ถี่ถ้วนแล้ว ยาจักออกฤทธิ์ครอบคลุมตั้งแต่วันที่สิบห้าถึงวันที่สิบเจ็ดมิขาดสาย”สามวันสามคืน... กองทัพห้าหมื่นนายของกั๋วกงจักต้องหลับใหลไร้ทางสู้ยกค่าย“ลงมือ!”ซ่า...ของเหลวสีม่วงครามถูกเทลงสู่ก้นบ่อน้ำใหญ่ใจกลางค่ายทหาร กลิ่นอายของมันจางหายไปในอากาศ ละลายกลมกลืนไปกับสายน้ำอย่างรวดเร็ว ไร้สี ไร้รส และไร้กลิ่นท
ยามรุ่ง วันเสาร์ ณ เมืองหลวง“เหมืองน้ำแข็งพังทลาย! พังทลายสิ้นแล้ว!”“คนงานดับสูญร่วมสามสิบชีวิต! น้ำแข็งขาดตลาดทั่วทั้งเมืองหลวง!”“หอการค้าเจียงเสิ่น... ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำแข็งสิบเท่าตัว!”เสียงป่าวร้องตะโกนก้องดังระงมไปทั่วทุกตรอกซอกซอย ทั่วทั้งตลาด และเหลาชาทุกแห่งหน คนของเสิ่นชิงโจวจำนวนหนึ่งร้อยนายกระจายกำลังทำงานได้มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่คาดคิดไว้เสียอีกข้ายืนตระหง่านอยู่บนหอคอยสูงของตำหนักเย็น ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง... ยามนี้เมืองหลวงกำลังเดือดพล่านประดุจน้ำร้อน ร้านรวงต่างพากันปิดป้ายประกาศ ‘น้ำแข็งหมดสิ้น’ บรรดาคหบดีผู้มั่งคั่งต่างแย่งชิงกว้านซื้อจนถึงขั้นลงไม้ลงมือตบตีกันที่หน้าหอการค้า แม้กระทั่งทหารในสังกัดของกั๋วกงก็ยังวิ่งวุ่นออกกว้านซื้ออย่างลนลาน“คุณหนูเจ้าคะ! ราคาพุ่งทะยานขึ้นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมารายงาน พลางยื่นใบราคาสินค้าให้ข้าดูด้วยมืออันสั่นเทา “เมื่อวานนี้... ราคายังคงอยู่ที่หนึ่งตำลึงต่อก้อน ทว่ายามนี้... กลับพุ่งสูงถึงสิบตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”สิบเท่าตัว... ภายในค่ำคืนเดียว“ทางฝั่งกั๋วกง... เคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง?”“ยังมิ
ยามสาย วันศุกร์ ณ ตำหนักเย็น“คุณหนูเจ้าคะ! มาแล้วเจ้าค่ะ! ส่งตรงมาครบทั้งสี่ทิศเลยเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ในมือประคองถาดไม้อย่างระมัดระวัง บนถาดนั้นมีห่อผ้ารูปทรงประหลาดสี่ห่อ... มันคือ ‘ขนมเป็ด’ สี่ห่อทว่าลักษณะและสีสันการห่อกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงห่อที่หนึ่ง: ผ้าไหมสีดำสนิท ปักลวดลายพยัคฆ์เหิมเกริมห่อที่สอง: ผ้าไหมสีน้ำเงินคราม ปักลวดลายพัดโบกสะบัดห่อที่สาม: ผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายเข็มเงินเรียวยาวห่อที่สี่: ผ้าไหมสีทองสุกปลั่ง ปักลวดลายมังกรทะยานฟ้า“ของฝากจากผู้ใดบ้างงั้นหรือ?” ข้าละสายตาพลางวางพู่กันในมือลง หลังจากเพิ่งจรดหมึกเขียนแผนที่กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้น“ของท่านแม่ทัพเสือ พ่อค้าเสิ่น ท่านหมอเทวดากง และองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถารายงานตามตรง “ทุกคนฝากถ้อยคำมาเหมือนกันว่าเป็น ‘ขนมบำรุงรักษากาย’ ทว่า... น้ำหนักของมันกลับหนักอึ้งแปลกๆ เจ้าค่ะ”ข้าเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าไหมสีดำสนิทออกเป็นลำดับแรก ด้านในบรรจุขนมเป็ดห้าชิ้น... และมีกระดาษแผ่นเล็กพับซ่อนอยู่หนึ่งแผ่น‘ซ้อมรบเสร็จสิ้น กองทัพพร้อมพรัก รอคอยเพียงอาณัติสัญญาณจากมึ
ยามอู่ ณ หอโอสถกงป้ายไม้สีนิลสลักตัวอักษรสีเงินเด่นชัดนาม ‘หอโอสถเทวราช’ แขวนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรรสขมลอยมาปะทะจมูกตั้งแต่ต้นตรอก เหล่าคนไข้ต่างยืนรอกันเนืองแน่นจนล้นออกมานอกประตู ทว่าเมื่อรถม้าตระกูลเจียงเคลื่อนเข้ามา ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้พลางกระซิบกระซาบด้วยความชิงชัง“นั่นอย่
แสงเงินแสงทองยังมิพ้นขอบฟ้า ข้าก็เร่งรุดขึ้นรถม้าด้วยความรีบร้อน“คุณหนูเจ้าคะ! ท่านจะไปที่ใดอีก! ท่านไอเป็นเลือดมาทั้งคืนแล้วนะเจ้าคะ!” เสี่ยวเถาร่ำไห้พลางวิ่งตามมาเกาะขอบหน้าต่างรถม้าด้วยความกังวล“ค่ายทหารทิศอุดร” ข้าใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ไอโขลกออกมาจนได้ยินเสียงแว่วในอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจน
ยามไห่ วังหลวงข้ายืนอยู่เบื้องหน้าตำหนักบูรพาที่ประทับขององค์รัชทายาทลมหนาวปลายเดือนสามพัดชายอาภรณ์สีชาดปลิวไสว ปิ่นหงส์ทองบนศีรษะหนักอึ้งดุจมีศิลาทับไว้ทว่าหนักไม่เท่าความรู้สึกในอกยามนี้ภายใน…มีเขาอยู่จ้าวหลิงเซียวและถ้วยน้ำแกงที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด“หยุด! ที่นี่เขตหวงห้าม!” ทหารยามไขว้ทวนขว
“คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”เสียงร้องตะโกนของเสี่ยวเถาปลุกข้าให้ตื่นจากภวังค์ นางพุ่งพรวดเข้ามาเขย่ากายข้าจนหัวสั่นหัวคลอน ในมือกำม้วนกระดาษสี่ฉบับแน่น ใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นภูตผีมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า“แค่ก... มีเรื่องอันใด?” ข้ายันกายลุกขึ้น ไอโขลกออกมาเบาๆ พยายามกลืนรส





