LOGINแค่หลับไปงีบเดียวตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นนางร้ายเบอร์หนึ่งของนิยายที่ตัวเองเพิ่งด่าจบไป วีรกรรมเจ้าของร่างเดิมคือที่สุดของความพัง ปั่นหัวคุณชายตระกูลใหญ่พร้อมกัน 4 คน ทั้งแม่ทัพ พ่อค้า หมอเทวดา แล้วเททิ้งหน้าตาเฉยตอนตระกูลเขาล้มละลาย แถมยังกล้าไปเหยียบหน้ารัชทายาทกลางงานหลวงอีก ผลกรรมในนิยายบอกไว้ชัดมากว่าวันเกิดฮ่องเต้ปีหน้า คือวันที่ทั้ง 4 คนจะร่วมมือกันลากนางไปเช็คบิล ส่งนางเอกตัวจริงขึ้นครองรัก ส่วนนางร้ายน่ะเหรอก็ตายอนาถข้างถนนไงล่ะ แต่เดี๋ยวก่อนฉันคือคนอ่านนิยายมาก่อนนะ ฉันรู้สปอยล์ทุกอย่าง ในเมื่อสวรรค์ส่งมาเกิดใหม่ทั้งที ก็ขอฉีก Bad End เขียนรูทใหม่เองละกัน
View More“คุณหนูเจ้าคะ ตื่นเถิดเจ้าค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ท่านแม่ทัพมู่เจ๋อนำกำลังทหารห้าหมื่นนายล้อมจวนเราไว้หมดแล้วเจ้าค่ะ! เขาประกาศก้องว่าจะบุกเข้ามาปลิดชีพนางมารร้ายเช่นคุณหนู นำศีรษะไปเสียบประจานหน้าประตูเมืองให้จงได้เจ้าค่ะ!”
เสียงแหลมเล็กระคายหูดังก้องทะลุผ่านม่านความฝัน ข้าที่กำลังฝันหวานถึงโชคลาภก้อนโตพลันสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกสายฟ้าฟาด แม่ทัพมู่เจ๋อ? ห้าหมื่นนาย? ใครจะบุกมาตัดหัวใครกัน! โดยปกติแล้ว เสียงที่ควรจะปลุกข้าคือเสียงแจ้งเตือนจากหัวหน้างานในช่วงเช้าตรู่ ข้าเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนธรรมดาในเมืองหลวงที่ชีวิตวนเวียนอยู่กับการใช้หนี้บัตรเครดิตและผ่อนสมาร์ทโฟนเพียงเท่านั้น แล้วแม่ทัพที่ชื่อมู่เจ๋อนี่มาจากซีรีส์เรื่องไหนกัน ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อมาก่อน ทว่าเมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาไม่ใช่เพดานห้องเช่าที่มีรอยน้ำรั่วซึมอย่างที่คุ้นชิน แต่กลับเป็นคานไม้แกะสลักลายหงส์มังกรพันตู ปิดทองคำเปลวเหลืองอร่ามดูวิจิตร ม่านมุ้งสีแดงฉานปักลายดอกโบตั๋นห้อยระย้า กลิ่นกำยานหอมเย็นอบอวลไปทั่วบริเวณ เดี๋ยวนะ... นี่ห้องนอนหรือศาลเจ้ากันแน่? “เสี่ยวเถา...” นามนี้ผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกับริมฝีปากที่ขยับเรียกออกไปเองโดยสัญชาตญาณ เสียงที่เปล่งออกมานั้นหวานใสดั่งกระดิ่งเงิน มิใช่เสียงแหบพร่าจากการอดนอนอย่างที่เป็นมา “เมื่อครู่เจ้าว่าอย่างไรนะ ใครจะมาเอาชีวิตใคร?” ม่านมุ้งถูกแหวกออกอย่างแรง เด็กสาวในชุดสีเขียวอ่อนรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าข้างเตียง นางหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกตกน้ำ “ก็ท่านแม่ทัพมู่เจ๋ออย่างไรเล่าเจ้าคะที่คุณหนูเคยลวงเขาว่าล้มป่วยปางตาย บังคับให้เขาทิ้งแนวรบชายแดนมาแต่งงานด้วย พอท่านแม่ทัพทิ้งกองทัพมาหา คุณหนูกลับกราบทูลฮ่องเต้ว่าเขาก่อกบฏ! บัดนี้ความจริงเปิดเผย ฮ่องเต้คืนยศให้ท่านแม่ทัพแล้ว เขาจึงโกรธแค้นจนยกทัพมาล้อมจวน บอกว่าจะเอาชีวิตคุณหนูไปเซ่นดวงวิญญาณพี่น้องทหารสามพันคนที่ต้องตายไปเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาร่ายยาวรวดเดียว แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจข้า มู่เจ๋อถูกหลอกให้ทิ้งทัพ ใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ และตอนนี้กำลังมาทวงแค้น? พล็อตเรื่องเช่นนี้มัน... นี่คือนิยายเรื่อง ‘หงส์เหนือบัลลังก์’ ที่ข้าเพิ่งอ่านจบไปเมื่อคืนชัดๆ! เรื่องราวของนางเอก ‘ไป๋หลิง’ ผู้แสนดีที่ต้องเผชิญวิบากกรรม แต่ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือตัวละครฝั่งตรงข้าม... “เอากระจกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” ข้าตวาดสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า เสี่ยวเถารีบส่งคันฉ่องทองเหลืองมาให้ มือข้าสั่นจนเกือบทำมันร่วงหล่น ทันทีที่เงาสะท้อนปรากฏ ข้าแทบอยากจะสิ้นสติไปเสียตรงนั้น ใบหน้าในกระจกงดงามจนลืมหายใจ ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกชั้นเลิศ คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากแดงก่ำดั่งผลอิงเถา ดวงตารูปหงส์เชิดขึ้นเล็กน้อยแฝงแววหยิ่งยโสและร้ายกาจ ข้าจำคำบรรยายนี้ได้แม่นยำ นี่คือ ‘เจียงลั่วอวี่’ นางร้ายที่ข้าเพิ่งเขียนคอมเมนต์ด่าทอไปเมื่อคืน แล้วเหตุใดข้าจึงต้องมาอยู่ในร่างของสตรีที่อีกหนึ่งปีข้างหน้าจะต้องถูกประหารด้วยวิธีแล่เนื้อพันชิ้นในวันเฉลิมพระชนมพรรษาด้วยเล่า! “วะ... วันนี้วันที่เท่าไหร่!” ข้าคว้าคอเสื้อเสี่ยวเถามาถาม “วันที่สิบห้า เดือนสาม ปีจ้าวหยวนที่สิบแปดเจ้าค่ะ... อีกเพียงหนึ่งปีก็จะถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว...” เหลือเวลาอีกเพียง 365 วัน นับถอยหลังสู่ลานประหาร! โครม! บานประตูไม้จันทน์สลักลายมังกรถูกถีบจนกระเด็นหลุดออกราวกับเศษกระดาษ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วห้อง ท่ามกลางหมอกฝุ่นนั้น บุรุษร่างสูงสง่าในชุดเกราะสีดำทมิฬก้าวเข้ามา กลิ่นอายคาวเลือดและรังสีอำมหิตจากสนามรบแผ่ซ่านจนอากาศเย็นเยียบ เส้นผมสีดำสนิทสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าคมเข้มราวกับเทพสงครามปั้นแต่ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังมองเพียงมดปลวกในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยืนยันชัดเจน... เขาคือ มู่เจ๋อ แม่ทัพทิศอุดรผู้เกรียงไกร “เจียงลั่วอวี่” เสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไว้ด้วยความอาฆาต “ข้ากลับมาจากขุมนรกเพื่อมาทวงหนี้เลือดให้พี่น้องร่วมรบของข้า!” เสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้องทุกย่างก้าว กระบี่ยาวในมือลากครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงบาดหู เสี่ยวเถากรีดร้องด้วยความหวาดกลัวก่อนจะล้มพับสิ้นสติไป เขาเดินมาหยุดตรงหน้าข้า ปลายกระบี่ที่ยังมีคราบเลือดติดอยู่จ่อเข้าที่ใต้คาง ความเย็นเฉียบของโลหะแล่นปราดเข้าสู่ผิวหนัง เขางัดปลายกระบี่ขึ้นบังคับให้ข้าต้องสบตา “สามปีในสมรภูมิ ข้าสังหารคนเป็นหมื่นเพื่อปกป้องราษฎรเช่นเจ้า แต่เจ้ากลับใช้เพียงคำลวงว่าคิดถึง หลอกให้ข้าทิ้งทหารสามพันนายให้ตายตกตามกันเพียงเพราะข้าเชื่อใจสตรีใจทรามอย่างเจ้า!” น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความแค้นขุมลึก “วันนี้ข้าจะมาทวงคืนทุกอย่าง... ด้วยชีวิตของเจ้า!” เขากดปลายกระบี่ลงจนเลือดเริ่มซึมออกมา สมองของข้าขาวโพลนไปหมด ในนิยายฉากนี้ไม่ได้บอกรายละเอียดไว้ชัดเจน คิดว่าข้าจะบีบน้ำตาร้องขอความเมตตาหรือ? ไม่เลย... มู่เจ๋อเกลียดสตรีเสแสร้งเป็นที่สุด คิดสิเจียงลั่วอวี่! จุดอ่อนของมู่เจ๋อคือความยุติธรรมและความรับผิดชอบ เขาไม่สังหารคนไร้ทางสู้ และมักให้โอกาสคนที่สำนึกผิดเสมอ ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว! ข้ากัดฟันสูดหายใจลึก ยื่นมืออันสั่นเทาออกไป ใช้ปลายนิ้วคีบข้างคมกระบี่แล้วค่อยๆ ดันมันออกห่างจากคออย่างช้าๆ มู่เจ๋อชะงักไป คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ท่านแม่ทัพมู่” เสียงของข้าแม้จะสั่นพร่าแต่ทว่ามั่นคง “หากข้า เจียงลั่วอวี่ผู้นี้ ยอมรับต่อหน้าท่านและฟ้าดินว่าข้าชั่วช้าสมควรตายหมื่นครั้ง และหากข้าบอกว่าข้าพร้อมจะชดใช้ทุกอย่างด้วยชีวิตและลมหายใจที่เหลืออยู่... ท่านจะเมตตาให้โอกาสข้าไถ่โทษสักครั้งได้หรือไม่?” บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจ “เจ้าคิดจะเล่นลิ้นอันใดอีก?” เขาแค่นเสียงหยัน “สันดานเช่นเจ้า ข้าย่อมประจักษ์ดี” “ข้ามมิได้เล่นลิ้นเจ้าค่ะ” ข้าสวนกลับทันควัน “ข้าขอสาบานต่อดวงวิญญาณทหารสามพันนายของท่านและต่อสรวงสวรรค์ หนี้เลือดที่ข้าติดค้างท่านไว้ ข้าจะชดใช้คืนให้จนสิ้นภายในวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีหน้า หากทำมิได้ ข้าจะขอแบกศีรษะตนเองขึ้นสู่แท่นประหาร ให้ราษฎรสาปแช่ง ให้แร้งกากินศพจนไม่เหลือซาก!” คำสาบานในยุคสมัยนี้มีความสำคัญยิ่งนัก หากผิดคำสัตย์ย่อมไม่ได้ผุดได้เกิด มู่เจ๋อกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน กรามของเขาขบกันจนเป็นสัน สุดท้ายจึงพ่นลมหายใจออกมา “ดี!” คำเดียวแต่หนักแน่นดั่งขุนเขา “ข้าจะรอดูว่าเจียงลั่วอวี่ผู้ปากกล้าจะไถ่โทษได้เพียงใด หรือสุดท้ายจะต้องไปจบชีวิตที่ลานประหารตามคำสาบานของตนเอง!” ฉึบ! เขาสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักแล้วหมุนตัวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะหันมามองข้าอีก “อีกหนึ่งปีเจอกันที่ลานประหาร อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังเล่า” ปัง! กรอบประตูที่เหลืออยู่ถูกกระแทกจนฝุ่นร่วงกราว ข้าทรุดตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง มือลูบแผลที่คอพลางหอบหายใจรัว รอดไปได้หนึ่งด่าน... นี่คือก้าวที่ง่ายที่สุด เพราะมู่เจ๋อยังมีคุณธรรมกำกับใจ แต่ข้างนอกนั่นยังมีอีกสามคน ทั้งเสิ่นชิงโจว กงอวี้หลัน... ทันใดนั้น ภาพจำในอดีตก็ผุดขึ้นมา เป็นงานเลี้ยงที่ร่างเดิมเมามายจนเดินไปเหยียบชายฉลองพระองค์สีทองปักลายมังกรจนเจ้าของชุดเสียหลักหน้าคะมำต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนัก มิหนำซ้ำยังชี้หน้าด่ากราดว่า “อ่อนแอไร้น้ำยา ดีแต่หลบอยู่ในวังเป็นทารกไม่รู้จักโต กล้าออกรบเหมือนท่านแม่ทัพมู่บ้างหรือไม่!” ดวงตาสีอำพันคู่นั้นลุกโชนด้วยเพลิงโทสะและความอัปยศ เสียงทุ้มต่ำนั้นยังคงดังก้องในโสตประสาท “เจียงลั่วอวี่! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเหยียบผ้าของข้า!” จ้าวหลิงเซียว รัชทายาทแห่งแคว้น... ข้ากำผ้าปูที่นอนแน่น ในบรรดาสี่บุรุษที่จองเวรข้า เหตุใดเสียงของเขาจึงตามมาหลอกหลอนชัดเจนที่สุดกันนะ 365 วัน หนี้แค้นสี่ชีวิต และข้าที่มีเพียงข้อมูลจากนิยายในหัว... ข้ามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดรำไรดูงดงามยิ่งนัก แต่มันกลับมิได้ช่วยให้ใจที่ดิ่งลงเหวของข้าดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ___คุยกับไรท์___ เนื่องจากเป็นการแต่งแนวจีนโบราณครั้งแรกสำนวนของไรท์อาจจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลานะคะเพื่อพัฒนาให้ไรท์แต่งต่อไปจนถึงตอนจบยามเฉิน วันอังคาร ณ จวนตระกูลเจียง“คุณหนู! พ่อค้าเสิ่นมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งเข้ามาแจ้งข่าวด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวเสียยิ่งกว่าวันของแม่ทัพมู่ “เขามาพร้อมทนายความและเสมียนอีกเป็นโขยง... แถมยังมีหีบสมบัติตามมาอีกถึงห้าใบเจ้าค่ะ!”ข้าจิบน้ำเก็กฮวยเพื่อสงบสติอารมณ์ กฎระบุชัดเจนว่าวันนี้คือ ‘วันของเสิ่นชิงโจว’ ทว่าเขากลับยกกองทัพย่อมๆ มาเยือนถึงจวนข้าประตูเปิดออก เสิ่นชิงโจวก้าวเข้ามาในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักดิ้นทองอร่าม รอยยิ้มจิ้งจอกของเขากว้างขวางกว่าที่เคย “อรุณสวัสดิ์ขอรับคุณหนูเจียง วันอังคารที่เป็นวันของข้าทั้งที... ข้าจึงจัดเตรียมความหวังดีมาให้เจ้าอย่างเต็มที่”เขาคลี่พัดสะบัดพลางสั่งให้เสมียนเปิดหีบออกทีละใบ “รังนกตุ๋นน้ำผึ้งป่าสิบถ้วย เป๋าฮื้อเจี๋ยนน้ำมันหอยห้าจาน และหูฉลามน้ำใสอีกสามหม้อ... ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งนี้ขอรับ”เสิ่นชิงโจววางปึกสัญญาหนาหนึ่งฟุตลงบนโต๊ะ “สัญญาฉบับปรับปรุงใหม่... เพื่อให้คุณหนูเจียงอยู่อย่างสบายขึ้น”“ปรับปรุงอย่างไรเพคะ?” ข้าถามพลางสังเกตแววตาที่มิยอมเสียเปรียบของเขา“เดิมทีหุ้นส่วนคือร้อยละ 55 ต่อ 45... ทว่าสัญญาใหม่นี้จะเป็นร้อยละ 80 ต่อ
ยามเฉิน วันจันทร์ ณ จวนเจียงลั่วอวี่“คุณหนู! ท่านแม่ทัพมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแจ้งข่าว “ท่านแบก... แบกหม้อดินใบใหญ่มาด้วยเจ้าค่ะ ใหญ่มากจริงๆ!”ข้าที่เพิ่งตื่นรีบวางจอกน้ำเก็กฮวยลง เส้นผมยังยุ่งเหยิงทว่าตามกฎแล้ววันนี้คือ ‘วันของมู่เจ๋อ’ ข้าจึงอนุญาตให้เขาเข้ามาได้ทันทีประตูถูกเปิดออก มู่เจ๋อก้าวเข้ามาในชุดผ้าธรรมดาสีดำ มิได้สวมเกราะทว่าสองมือกลับประคองหม้อดินใบเขื่องไว้อย่างมั่นคง กลิ่นไก่ตุ๋นยาจีนหอมอบอวลไปทั่วห้องโถง เบื้องหลังเขามีทหารแบกหีบโสมและของบำรุงตามมาอีกเป็นขบวน“ตามข้อตกลง” เขาวางหม้อลงบนโต๊ะดังกึก “วันจันทร์... คือวันของข้า”ท่าทางของเขาดูประหม่ายิ่งกว่าตอนวางแผนการรบเสียอีก ข้าจึงชี้ไปที่เก้าอี้ “เชิญท่านนั่งก่อนเถิด... ท่านประคองหม้อนี้มาด้วยตนเองเชียวหรือ?”“อืม” เขาพยักหน้าพลางนั่งตัวตรง “ข้าต้มเองกับมือถึงแปดชั่วยาม ใส่โสมสามรากและเขากวางอ่อนชั้นดี... เจ้าจงทานเสียยามที่ยังร้อน หมอกงกำชับว่าต้องทานของอุ่น... ทว่าห้ามมิให้คนตัวร้อนเช่นข้าแตะต้องกายเจ้า”เขาเอ่ยพลางยื่นถ้วยน้ำซุปสีทองมาให้ข้า แล้วรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วประหนึ่งกลัวจะเผลอถูก
วันที่หนึ่งของ ‘หนึ่งเดือนห้ามแตะต้องกาย’จวนสกุลเจียง... ได้แปรสภาพเป็นสนามรบขนาดย่อมไปเสียแล้ว“คุณหนู! ของมาส่งอีกแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวเถาวิ่งหน้าตั้งเข้ามาพร้อมใบรายการยาวเหยียด “ส่งมาจากทั้งสี่ท่านเลยเจ้าค่ะ!”ข้านั่งจิบน้ำเก็กฮวยอุ่นๆ บนตั่ง กงอวี้หลันกำชับนักหนาว่าห้ามดื่มชาหรือกาแฟ รวมถึงของร้อนจัดตลอดหนึ่งเดือนนี้ ข้าเหลือบมองกองของบำรุงที่แยกเป็นสี่ฝั่งอย่างชัดเจนกองที่หนึ่ง: ของกำนัลจากแม่ทัพมู่มีโสมคนสามรากใหญ่ เขากวางอ่อนหนึ่งคู่ และเนื้อกวางตากแห้งชั้นเลิศ พร้อมกระดาษที่มีลายมือหนักแน่นระบุว่า ‘จงเคี่ยวรับประทานวันละราก’กองที่สอง: กล่องของขวัญจากเสิ่นชิงโจวรังนกตุ๋นรสเลิศ หูฉลามน้ำแดง และเป๋าฮื้อไหใหญ่ พร้อมข้อความประชดประชันตามสไตล์ว่า ‘จงทานของแพง จะได้หายเร็วๆ ข้าจักได้มาคิดบัญชีหนี้สินเสียที (ช่วงนี้ยกเว้นดอกเบี้ยให้หนึ่งเดือน)’กองที่สาม: ห่อยาจากกงอวี้หลันยาบำรุงปอด บำรุงโลหิต และชาสมุนไพรจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พร้อมคำขู่สั้นๆ ว่า ‘จงทานตามเวลา อย่าให้ขาด มิเช่นนั้นข้าจักฝังเข็มเจ้าใหม่’กองที่สี่: หีบสมบัติจากจ้าวหลิงเซียวไข่มุกบดตลับงาม หยกบำรุงกายหนึ่งคู่ แ
ยามเฉิน วันที่เจ็ดของการพักฟื้น ณ ตำหนักบูรพา“วันนี้... คือเข็มสุดท้าย”กงอวี้หลันยืนเด่นอยู่กลางตำหนักเช่นเดิม ในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ กล่องเข็มเงินถูกเปิดออกเผยให้เห็นเข็มเล่มสุดท้ายที่ยาวถึงห้านิ้ว สลักลวดลายมังกรอย่างประณีต“เมื่อถอนพิษสิ้น หลังจากนี้เจ้าจักกลับมาเป็นปกติทุกประการ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับมองข้ามไหล่ข้าไปยังบุรุษอีกสองคนที่ยืนคุมเชิงอยู่มู่เจ๋อยืนกอดอกพิงเสาเอก ดาบใหญ่ยังคงสะพายอยู่บนหลัง “ข้าจักมาดูให้เห็นกับตา ว่าเจ้ามารักษา... หรือมาซ้ำเติมนางกันแน่”เสิ่นชิงโจวนั่งไขว่ห้างอยู่บนตั่งฝั่งตรงข้าม พัดจีบในมือเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ส่วนอีกมือกำปึกสัญญาไว้แน่น “วันนี้สำคัญนัก เมื่อคุณหนูเจียงหายป่วย ข้าจักได้เริ่มทำสัญญากิจการน้ำแข็งเสียที”สามบุรุษ... มากันพร้อมหน้าอีกคราจ้าวหลิงเซียวประทับอยู่บนตั่งใหญ่ มือกำพนักพิงไว้แน่นจนไม้ลั่น ดวงตาสีอำพันจ้องมองทุกคนประหนึ่งเสือเฝ้าอาณาเขต “เริ่มเสียที” เขาออกคำสั่งเสียงแหบพร่า ตลอดหกวันที่ผ่านมาเขาปฏิบัติตามคำสั่งหมออย่างเคร่งครัด มิแตะต้องกายข้าเลยแม้เพียงปลายนิ้ว ทว่ากลับนอนเฝ้าอยู่บนพื้นข้างตั่งข้าทุกคืน... เป็นความสั











