Masuk‘บิดาของนางต้องพรากจากมารดา ก็เพราะฮั่นหลิวตี้ ฮ่องเต้อันธพาล’ ‘ท่านอาที่นางรักเคารพประดุจมารดาแท้ๆ หายสาบสูญไป ก็เพราะฮั่นหลิวตี้ ฮ่องเต้อันธพาล’ ‘ซารังน้อย เด็กในปกครองของนางต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ ก็เพราะฮั่นหลิวตี้ ฮ่องเต้อันธพาล’ จางหยูเฟย รังเกียจฮ่องเต้อันธพาลผู้นี้ยิ่งนัก จนไม่อยากเฉียดกายเข้าใกล้ นางถึงขั้นหลอกลวงเบื้องสูงหนีการคัดเลือกนางในก็ทำมาแล้ว แต่เหตุไฉนฮ่องเต้อันธพาลนั่นกลับกล้าปลอมตัวมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กอยู่ข้างกายนาง แล้วยังใช้เล่ห์กลวางหมากหลอกนางเข้ามาในวังแล้วยัดเยียดตำแหน่ง ‘หลานสาวฮองเฮา’ ให้ ตำแหน่งอะไร! ไม่เคยปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์มาก่อน แต่เชื่อเถอะ ฮั่นหลิวตี้ โอรสสวรรค์ผู้นี้ทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนกฎหรือธรรมเนียมใดๆ
Lihat lebih banyakฮั่นหลิวตี้ประทับอยู่ที่โต๊ะทรงพระอักษรด้วยสีพระพักตร์สงบนิ่งมานานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ขณะที่เว่ยกงกงได้แต่ลอบมองโอรสสวรรค์ด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าผลีผลามถามอะไรในเวลานี้ มหาขันทีผู้รับใช้ใกล้ชิดจึงได้แต่ฝนหมึกไปเงียบๆ ดวงตาผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนานลอบมองสีพระพักตร์ฮ่องเต้ครั้งหนึ่ง หากบอกว่าพระองค์เป็นฮ่องเต้รูปงาม ล้วนแต่เป็นความจริงทั้งสิ้น
ด้วยพระองค์นั้นอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ร่างกายกำยำสูงโปร่ง อกผายไหล่ผึ่ง เพียงแต่ยามสวมใส่อาภรณ์กลับดูซ่อนรูป มิได้ดูมีมัดกล้ามบึกบึนจนน่าหวั่นเกรงเฉกเช่นเหล่าขุนพลในกองทัพฮั่น
พระพักตร์ของโอรสสวรรค์นั้นงดงามเกลี้ยงเกลาราวหยกขาวสลักเสลา พระเนตรมังกรที่ควรจะคมดุ น่าเกรงขามเฉกเช่นพระบิดากลับมีความคมและหวานล้ำราวนัยน์ตาท้อเช่นพระมารดา หากโอรสสวรรค์ผลิยิ้มจะมองเห็นฟันขาวงดงามราวกับไข่มุกทอประกาย ยามใดสวมชุดฉลองพระองค์สีขาว กลับยิ่งดูงดงามสูงส่งประหนึ่งเทพเซียนบนสวรรค์ที่ลงมาเดินอวดโฉมเล่นให้มนุษย์ในแดนดินได้ยลโฉมเป็นบุญตา
ว่ากันว่าหากพระองค์เกิดมาเป็นสตรี คงเป็นสตรีที่สวยเทียมฟ้า งดงามล่มบ้านล่มเมืองไม่แพ้พระมารดาในวัยสะคราญซึ่งถูกยกย่องให้เป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแผ่นดินฮั่น ซ้ำยังมีกลิ่นกายหอมจนเป็นที่เลื่องลือไปทุกทิศ
ฮั่นหลิวตี้มักจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาทางสีพระพักตร์ ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ในอารมณ์กรุ่นโกรธหรือยินดี สีพระพักตร์สง่างามก็ยังราบเรียบเช่นเดียวกันเสมอ
ฮั่นหลิวตี้หรืออดีตรัชทายาทหลิวตี้ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาเมื่ออายุยี่สิบชันษา เวลานี้พระองค์อยู่ในวัยยี่สิบห้าชันษา ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ปรับปรุงการรบ การเข้ารับราชการภายในราชสำนัก รวมถึงปฏิรูปการปกครองเสียใหม่ เลือกใช้ขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลอันดีต่อราษฎร แต่ไม่เป็นผลดีต่อขุนนางกังฉิน
ฮ่องเต้ฮั่นหลิวตี้ทรงพระปรีชาสามารถทั้งด้านการเมืองและการทหาร เมื่อสองปีที่แล้วพระองค์นำทัพไปปราบพวกซยงหนูซึ่งอาศัยอยู่ทางภาคเหนือ คนกลุ่มนี้มักรวมตัวกันแล้วเข้าปล้นชิงเงินจากพ่อค้า นักเดินทาง บางครั้งลามมาถึงในเมือง และเมื่อต้นปีนี้ พระองค์ส่งสองขุนพลใหญ่นำกองทัพหลายแสนนายบุกไปตีอาณาจักรใหญ่น้อยจนนำชัยชนะกลับมาได้
ดวงตาคู่คมของฮั่นหลิวตี้มองปิ่นประดับผมโบราณชิ้นหนึ่งที่อยู่ในมือ ปิ่นชนิดนี้มีลักษณะหัวใหญ่ ประดับด้วยเพชรนิลจินดางดงามมาก แต่สายพระเนตรปลาบคมย่อมรู้ว่าเป็นเพชรแท้นิลเทียม
ปิ่นในพระหัตถ์ที่ฮั่นหลิวตี้กำลังจ้องเขม็งและหมุนไปมานั้นงดงามอ่อนช้อย อัญมณีที่ประดับอยู่นั้นล้อกับแสงเทียนจนเกิดแสงทอประกายงดงาม ฮั่นหลิวตี้จ้องมองอย่างสนพระทัย
“เรื่องนี้ทำให้ข้าสนใจนัก”
พระองค์จะไม่สนใจเครื่องประดับชิ้นนี้เลยหากเมื่อคืนก่อนไม่มีคนร้ายลอบเข้ามาในตำหนักที่ประทับแล้วทำปิ่นชิ้นนี้ตกไว้ คนร้ายแต่งกายมิดชิดคล้ายจะเป็นผู้ชายบุกเข้ามาถึงห้องพระบรรทม แต่มันดันทำปิ่นที่เป็นเครื่องประดับของสตรีหล่นไว้ มันหนีการไล่ล่าของเหล่าองครักษ์เสื้อแพรไปได้ นับว่าเป็นสุดยอดฝีมือ แต่ที่น่าตลกคือมันทำปิ่นชิ้นนี้ตก
ท่าทางสูงส่งของโอรสสวรรค์คล้ายไม่แยแส แต่ในพระทัยเต็มไปด้วยความสงสัย
***‘ใครกันลอบเข้ามาในตำหนักส่วนพระองค์’***
***‘คนร้ายเป็นใคร เกี่ยวอะไรกับปิ่นนี้’***
***‘จุดมุ่งหมายของมันคืออะไร ลอบฆ่าพระองค์หรือไม่’***
“เว่ยกงกง เจ้าไปสั่งให้คนเตรียมม้าและเสบียงให้พร้อม ข้าจะเดินทาง เรื่องการเดินทางครั้งนี้ข้าไม่ต้องการให้ใครรู้ เข้าใจหรือไม่”
“ฝ่าบาทจะเสด็จเป็นการส่วนพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่น่าถาม ข้าสั่งให้ปิดเป็นความลับ ย่อมต้องการให้การเดินทางครั้งนี้เงียบที่สุด ห้ามแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ ผู้ใดรู้เรื่องนี้ ข้าจะตัดหูเจ้าซะ เว่ยกงกง”
แม้พระพักตร์จะงดงามราวกับอิสตรี แต่เว่ยกงกงรู้ว่าโอรสสวรรค์เป็นฮ่องเต้เฉียบขาดมากที่สุดพระองค์หนึ่ง ถ้าเอ่ยจะตัดหู นั่นคือตัดจริง
เว่ยกงกงรู้สึกขนลุกเมื่อลอบเห็นมุมปากที่ผลิยิ้มงดงามปานกลีบเหมยเปื้อนเลือด
&&&&&&&&&&
แม้เป็นช่วงฤดูหนาวที่อากาศค่อนข้างเย็น เมฆหนาทึบ แต่เสียงสวบสาบย่ำไปบนใบไม้แห้งราวกับไม่กลัวหนาวดังขึ้นเป็นระยะ เสียงหัวเราะของเด็กหญิงชายหลายคนในจวนวิ่งไล่จับผีเสื้อกันสนุกสนาน ในขณะที่ผู้รับใช้ภายในจวนต่างเร่งมือทำความสะอาดเรือน
หนึ่งในเสียงหัวเราะนั้นคือ ซารัง เด็กหญิงตัวน้อยอายุสี่ขวบเศษ ซารังมีเลือดครึ่งหนึ่งเป็นชาวฮั่นและเลือดครึ่งหนึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาวอาณาจักรโชซ็อนโบราณ เด็กหญิงมีใบ
หน้างดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
ซารังช่างพูดช่างเจรจา น่าเอ็นดูนัก เสียดายที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเยาว์ แม่ของซารังไม่เคยทิ้งนางไปหลายวันแบบนี้ ข่าวล่าสุดที่ได้รับมาทำให้ผู้ที่อุปการะเด็กน้อยปวดใจนัก และยังไม่รู้ว่าจะหาทางบอกซารังน้อยยังไง
จางหยูเฟย ธิดาคนงามคนเดียวของอดีตท่านแม่ทัพจางจิ้นเหอเดินนำขบวนสาวใช้ที่ถือถาดไม้ตามมา บนถาดของสาวใช้แต่ละคนมีเข่งไม้ไผ่สาน ในนั้นบรรจุหมั่นโถวร้อนๆ และซาลาเปารสเลิศ
ขณะที่เด็กหญิงซารังยังเล่นสนุกกับเพื่อนโดยไม่รู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น เมื่อดวงตาสุกใสเป็นประกายเหลือบไปเห็นขบวนของจางหยูเฟย ซารังตัวน้อยรู้ดีว่าวันนี้คงได้กินของอร่อยจนพุงกาง เด็กหญิงลอบยิ้มแอบเลียริมฝีปาก ค่อยๆ เดินเข้ามาหานายสาวแล้วยอบตัวคารวะ
“คารวะคุณหนูเจ้าค่ะ”
ตามที่มารดาเคยพร่ำสอนให้ทำตัวเป็นเด็กดี เชื่อฟังผู้ใหญ่ทุกคนในจวนนี้ เพราะคนที่นี่มีบุญคุณต่อพวกนางสองแม่ลูกยิ่งนัก
“ลุกขึ้นเถอะซารัง”
จางหยูเฟยทรุดกายอ้อนแอ้นงดงามปานเทพธิดานั่งลงบนเก้าอี้ นิ้วเรียวขาวสะอาดลูบไล้ไปตามกรอบหน้าของเด็กน้อย แล้วดึงสองแก้มขาวอมชมพูราวกับซาลาเปาของซารังเบาๆ เป็นการหยอกเย้า
“ซารัง เจ้ามีซาลาเปาแล้วสองลูก ข้าให้เจ้าลูกเดียวคงพอ” จางหยูเฟยส่งยิ้มอ่อนโยน
เจิ้นเทียนพูดไม่ออก เขาปล่อยปะละเลยลูกเมีย หรือใครบางคนใช้ให้เขาทำงานจนหัวหมุน ต้องพลัดพรากจากลูกเมีย “ข้าจะเป็นผู้ตัดสินเรื่องนี้เอง” ฮ่องเต้ลุกขึ้นจากบัลลังก์และเดินลงมาจ้องมองคนทั้งสาม แล้วมาหยุดตรงหน้าซารังน้อย “เจ้ามีอะไรจะพูดกับข้าอีกหรือไม่ ซารังน้อย” พอเห็นท่าทางดุดันเอาจริงของโอรสสวรรค์ ซารังน้อยที่ร่าเริงสดใสกลับตัวสั่นงันงก เจิ้นเทียนและยอนฮวาสงสารลูกสาวนัก “ท่านพี่ฮ่องเต้
”เป็นประเทศที่เจริญมากในยุคของหม่อมฉันเพคะ อาณาจักรโซซ็อนโบราณ ในอนาคตก็รวมเป็นหนึ่งในประเทศเกาหลี มันยากที่จะเชื่อ ถ้าหม่อมฉันจะบอกว่าหม่อมฉันมาจากอนาคต สิ่งที่หม่อมฉันเคยแนะนำฮองเฮาไป ทั้งเรื่องภาษา วิธีทำการค้า หม่อมฉันนำความรู้มาจากอนาคต”ทั้งสองพระองค์หันไปมองหน้ากัน เจิ้นเทียนใจคอไม่ดี เขาเกรงว่าฮ่องเต้และฮองเฮาจะไม่ทรงเชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นและสั่งลงโทษยอนฮวาฐานให้การเท็จ เขาเองก็ไม่อยากเชื่อ แต่นางให้เขาดูหลายสิ่งหลายอย่าง และเล่าให้ฟังว่านางคือตำรวจหญิงที่บิดามารดาเสียชีวิตแล้ว นางลาพักร้อนเดินทางมาเที่ยวประเทศเกาหลีใต้เพราะอยากมาตามรอยซีรีย์เกาหลี จากนั้นลิขิตสวรรค์ก็พานางมาที่นี่หลังจากฟังคนทั้งสอง ฮั่นหลิวตี้กวาดตามองหญิงสาวปริศนา “พวกเจ้ามีอะไรจะพูดอีก” นับดาวนึกถึงปิ่นอันนั้นที่ฮองเฮาเคยมอบให้นาง “ปิ่นอันนั้นที่ฮองเฮาเคยประทานให้หม่อมฉัน ซึ่งหม่อมฉันพกติดตัวไว้ตลอด ข้อแรก เพราะเป็นน้ำใจจากสตรีที่งดงามทั้งกายและใจมอบให้ ข้อที่สอง
รวมทั้งเรื่องที่เจิ้นเทียนหาหลักฐานมาได้ว่าผู้ที่คิดกบฏต่อพระองค์คืออ๋องเจ็ด น้องชายต่างพระมารดา อ๋องเจ็ดผู้นี้ร่วมมือกับชาวเผ่าซยงหนูจะโค่นล้มราชวงศ์ฮั่นเพื่อสร้างราชวงศ์ใหม่ โอรสสวรรค์ก็ทำเพียงแค่ริบสมบัติคืนกลับคลังหลวง และเนรเทศคนในตำหนักอ๋องเจ็ดให้ไปใช้แรงงานที่ชายแดนตลอดชีวิตแทนการประหารหลังจากพระองค์ว่าราชการในท้องพระโรงเสร็จเรียบร้อย เหล่าขุนนางต่างกราบบังคมทูลลา ท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยขุนนางเวลานี้เหลือเพียงองครักษ์เจิ้นเทียนซึ่งต้องเข้ารายงานเรื่องการสอบสวนยอนฮวา หญิงสาวที่บุกเข้าไปในห้องบรรทมเฉินเจิ้นเทียนไม่เคยรู้สึกประหม่าเช่นนี้มาก่อน หากฝ่าบาทไม่เชื่อเรื่องที่เขารายงาน แล้วตัดสินพระทัยลงโทษเมียของเขาแล้วจะทำเช่นไร แม้เขาเป็นคนสนิทของฝ่าบาท แต่เขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์จะตัดสินใจอย่างไร หากตัดสินประหารชีวิต เขาก็ยินดีแลกศีรษะกับนาง เพราะต้นเหตุที่ยอนฮวาลอบเข้าหวังหลวง แล้วหลงเข้าไปในตำหนักใหญ่ก็เพราะมาตามหาเขา“เจิ้นเทียน คดีหญิงสาวชาวโชซ็อนโบราณที่ฮองเฮาเคยเลี้ยงดูไว้ ที่ลอบเข้าไปในห้องบรรทมของข้า คดีนี้เจ้าไต่สวนไปถึงไหนแล้ว”&ldq
ตำหนักไคซินฮั่นหลิวตี้เหยียดยิ้มกว้างเมื่อเห็นนางกำนัลกำลังเข้ามาประคองฮองเฮาที่กำลังอาเจียน ไม่ใช่เพราะว่าเห็นนางป่วยแล้วพระสวามีอย่างพระองค์จะมีความสุข แต่ช่วงนี้พระนางเสวยอะไรเข้าไปก็จะอาเจียนออกมา หมอหลวงรายงานว่าเป็นเรื่องปกติ พระนางกำลังตั้งพระครรภ์ สร้างความปลื้มปีติให้แก่ฮั่นหลิวตี้ยิ่งนัก แต่พอนึกได้ว่าผู้ที่จะมาจุติในครรภ์เป็นใคร***‘อนาคตข้าต้องปวดหัวแน่’***หลังจากที่เง็กเซียนฮ่องเต้ลงมายังโลกมนุษย์เพื่อสั่งสอนลูกเขยจอมเกเร ก่อนกลับขึ้นไปบนวิมานชั้นฟ้า ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ได้แย้มพรายให้พระองค์เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ***“เทพสงคราม เร็วๆ นี้ เทพเหวินไถ น้องชายของเจ้ากำลังจะลงมาจุติ เจ้าเตรียมรับมือเอาไว้เถิด”******“หือ?! เจ้าเทพดื้อด้านเหวินไถ นั่นกำลังจะตกสวรรค์ตามข้ามาอีกคนหรือ”***ฮั่นหลิวตี้จำเรื่องราวในอดีตได้ว่าพระองค์เคยจุติเป็นเทพสงคราม แต่มักพาทหารสวรรค์ออกรบกับพวกมาร ไล่ล่าปีศาจ จนสวรรค์ปั่นป่วน ดังนั้นจึงถูกองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ลงโทษ
เฉินเจิ้นเทียนดึงมือเรียวมากุมเอาไว้ “เจ้ารู้หรือไม่ ข้าไม่เคยนอนหลับได้เป็นสุขเลยสักคืน ก็เพราะคิดถึงแต่เจ้า ไม่คิดว่าสวรรค์จะคืนเจ้ากลับมา”“ก็ใครกันใจร้าย บอกให้ข้ารอ ข้าก็รอ แต่ท่านไม่กลับมา”“ใครบอกเจ้าว่าข้าไม่กลับไป
***‘จ้องหม่อมฉันขนาดนี้ จะโบยตีบนเตียงหรือไง’***จางหยูเฟยก้มซ่อนใบหน้าแล้วผ่อนลมหายใจ นางไม่อยากถูกจับความรู้สึกไม่พอใจได้“ฝ่าบาท เมื่อครู่หม่อมฉันตกใจจึงเผลอเสียมารยาท ขอพระราชทานอภัยเพคะ” นางกัดฟันตอบ หากไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเองกับซารังแล้วละก
ฮั่นหลิวตี้เอื้อมพระหัตถ์มาจับคางมนของนางให้สบพระเนตร“มองหน้าข้าสิ เข้าใจข้าบ้างหรือยัง”นางเข้าใจแต่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “หม่อมฉันไร้สติปัญญา ฟังที่ฝ่าบาทตรัสไม่เข้าใจ” นางว่าแล้วทำท่าเอียงคอมองอย่างมีจริตจะกร้าน นางไม่อยากให้ถูกจับได้ว่าชิงชังเขานัก
“ชามีปัญหาอะไรหรือเปล่า เจ้าทำสีหน้าตกใจ หรือไม่ชอบให้ป้อนด้วยถ้วย ข้าจะได้ป้อนด้วย...”จางหยูเฟยรีบเงยหน้าขึ้นจากภวังค์“ชาไม่มีปัญหาเพคะ หม่อมฉันแค่รู้สึกว่าชารสชาติดีเหลือเกิน ถ้าจะหาชิมชาชนิดนี้คงลำบาก ชาดีเช่นนี้คงมีแต่ในวัง”ฮั่นหลิวตี้อมยิ้ม อยา











