Masukตอนที่
[2]
กลับใจบ้าอะไรกัน
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ตื่นขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ ฮึก”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเลี่ยงซูดังไม่หยุด เด็กสาวพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลากร่างที่ไร้สติของคุณหนูของนางขึ้นมาจากสระบัวที่เย็นเยียบ ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของบ่าวรับใช้อีกคน นางก็สามารถนำร่างที่ซีดเผือดของคุณหนูขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ
เลี่ยงซูน้ำตาไหลพรากด้วยความสิ้นหวัง นางหันไปมองรอบกาย ภาพที่เห็นยิ่งทำให้หัวใจของนางเย็นเยียบลงไปอีก…
นายท่านยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ฮูหยินทำทีเป็นเข้าไปดูแลบุตรชายและบุตรสาวของตนเองที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ไม่ห่าง
ไม่มีใครเลย...
ไม่มีใครสักคนที่จะแสดงความเดือดเนื้อร้อนใจหรือเป็นห่วงคุณหนูของนางที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนี้
เลี่ยงซูปาดน้ำตา ในเมื่อไม่มีใครสนใจ นางก็จะพาคุณหนูของนางกลับไปดูแลเอง
เด็กสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแบกร่างที่เปียกโชกของลั่วเฉียวฮุ่ยขึ้นบนหลัง แล้วเดินจากไปอย่างทุลักทุเลหวังว่าในตอนที่ท่านหมอมาถึงคุณหนูของนางจะยังคงปลอดภัยดี โดยที่เลี่ยงซูไม่รู้เลยว่าร่างที่อยู่บนแผ่นหลังเล็ก ๆ ของนางนั้น บัดนี้ดวงวิญญาณที่อยู่ข้างในไม่ใช่คุณหนูคนเดิมของนางอีกต่อไปแล้ว…
“แค็ก ๆ!”
เฮเลน เฉียน ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการสำลักน้ำอย่างรุนแรง
ความรู้สึกเย็นเยียบและเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้สติของหญิงสาวกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือ...
ใบหน้าไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เธอรับเข้ามาเป็นศิษย์ เด็กหญิงที่เธอเอ็นดูราวกับน้องสาวและไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยผู้นั้นจะใช้มีดสั้นแทงเข้าที่จุดตายของเธออย่างเลือดเย็น!
ไร้ซึ่งความลังเลใด
เธอตายแล้ว...
ตายเพราะความสงสารและความไว้ใจคนผิด
แต่แล้ว...ที่นี่คือที่ไหนกัน?
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ลวดลายแปลกตา ในห้องที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคโบราณ และทันใดนั้นความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของเธอก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว
อึก!
เรื่องราวชีวิตอันน่าสมเพชของเด็กสาวที่ชื่อว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’
อืม นี่มัน…
.
.
.
บ้ามากจริง ๆ!!
หลังจากที่เฮเลนได้รับรู้ความจริงทั้งหมด ก็ได้แต่แค่นหัวเราะออกมา
‘โง่ โง่สิ้นดี!’
‘นี่มันนิสัยของนางร้ายเกรดต่ำในนิยายที่เธอเคยอ่านไม่มีผิด! ชอบทำอะไรโง่ ๆ ไร้เหตุผล’
เฮเลนนั้นรู้สึกว่าลั่วเฉียวฮุ่ยเป็นสตรีที่โง่มาก
อะไรคือการพิสูจน์ความจริงด้วยการทำร้ายตัวเองแบบนั้น?
แล้วอะไรคือการคิดจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี? ทั้งที่แต่แรกตัวเองก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย การที่เด็กคนหนึ่งจะเรียกร้องความรักและความสนใจจากบิดาของตนเองมันผิดตรงไหนกัน!?
ด้วยนิสัยเดิมของเฮเลนนั้น เธอเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นครูใหญ่ของสถาบันสอนการต่อสู้ที่โด่งดัง เธอไม่ใช่คนดีโลกสวยที่ใสสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ และเข้าใจดีว่าโลกนี้มันเต็มไปด้วยสีเทา ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดว่าการกระทำที่ดู ‘ร้ายกาจ’ ของลั่วเฉียวฮุ่ยนั้นมันจะเลวร้ายอะไรนักหนา ก็เป็นแค่เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งที่ถูกหมาป่าเจ้าเล่ห์ในคราบนางเอกคอยเล่นแง่ใส่ก็เท่านั้นเอง
เธอเกลียด...เกลียดคนเสแสร้งเป็นที่สุด! และดูเหมือนว่าสวรรค์จะเล่นตลกกับเธอ ถึงได้ส่งให้เธอต้องมาอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมแบบนี้
แต่เมื่อคิดว่าตนเองต้องกลายมาเป็นลั่วเฉียวฮุ่ยจริง ๆ ดวงตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ก็เผยความอันตรายมากขึ้น
‘เช่นนั้นต่อจากนี้ไปก็อย่าหวังเลยว่าพวกเจ้าจะได้อยู่อย่างสงบสุข ลั่วเฉียวฮุ่ยคนใหม่จะไม่กลับตัวกลับใจอะไรทั้งนั้น!!’
เพราะถ้าว่ากันตามจริงแล้วลั่วเฉียวฮุ่ยคนเก่านั้นนางตายไปแล้ว เพราะมีคนผลักดันให้นางต้องไปสู่ความตาย ดังนั้นจะมามัวญาติดีต่อกันอะไรกันอีก ฝันไปเถอะ!
ในขณะที่เฮเลนกำลังครุ่นคิดถึงแผนการเอาคืนอยู่นั้น เลี่ยงซูก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่แห้งสนิท
“คุณหนูเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถิดเจ้าค่ะเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” ดวงตาของสาวรับใช้ยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้ โชคดีนักที่คุณหนูฟื้นขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าท่านหมอจะมาถึงเมื่อไร หรือจะมาถึงหรือไม่ เพราะอาจจะถูกใครบางคนขัดขวางไว้เสียก่อน
หลังจากที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยหมอก็ยังไม่มาทว่ากลับเป็นบ่าวรับใช้จากเรือนใหญ่ที่มาแทน
“คุณหนูรองเจ้าคะ นายท่านเรียกให้ไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยคนใหม่ยกยิ้มมุมปาก
‘ดี ข้าก็กำลังอยากจะไปเจอหน้าพวกเสแสร้งอยู่พอดี’
เมื่อหญิงสาวก้าวเข้าไปในเรือนใหญ่ ร่างบางก็กวาดสายตามองทุกคนด้วยแววตาที่เย็นชาและอ่านไม่ออก โดยเฉพาะสามแม่ลูกตัวดีที่กำลังส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้อย่างไม่ปิดบัง
ลั่วฉู่หวังที่เห็นบุตรสาวเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นไปอีก เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าเรื่องทั้งหมดในวันนี้เป็นเพียงแผนการเรียกร้องความสนใจของลั่วเฉียวฮุ่ยเท่านั้น!
“ลั่วเฉียวฮุ่ยเจ้าสำนึกผิดแล้วหรือยังกับสิ่งที่ทำลงไปในวันนี้!” เขาตวาดถามเสียงดังลั่น
ลั่วเฉียวฮุ่ยปรายตามองบุรุษวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของร่างนี้ด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด
“ทำผิดอะไร ข้าทำอะไรผิด คนที่ผิด...มิใช่ว่ากำลังยืนอยู่ตรงหน้าท่านพ่อหรอกหรือเจ้าคะ?” กล่าวพลางเหลือบมองไปยังสองพี่น้องที่กำลังแสร้งยืนทำหน้าซีดอยู่ข้าง ๆ มารดาของตนเอง
“นี่เจ้าไม่ยอมรับผิดแล้วยังกล้ามาป้ายความผิดให้ผู้อื่นอีกหรือ เม่ยเออร์กับเหวินเออร์เกือบจะต้องตายในสระบัวก็เพราะเจ้ารู้หรือไม่!!”
“แต่พวกเขาก็ไม่ตายมิใช่หรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยสวนกลับทันควันก่อนจะคิดในใจอย่างเยือกเย็น
‘คนที่ตายไปแล้วคือลั่วเฉียวฮุ่ยต่างหาก!!’
“เจ้า!!” ลั่วฉู่หวังชี้หน้าบุตรสาวด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธ
“ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าคนอย่างเจ้าจะกลับตัวกลับใจได้จริง ๆ หรือ ที่แท้มันก็เป็นแค่คำโกหกหลอกลวงหาได้มีความจริงใจไม่!” เขาหอบหายใจอย่างแรง ก่อนจะตัดสินลงโทษบุตรสาว
“ดี ในเมื่อตอนนี้เจ้ายังไม่สำนึกผิด เช่นนั้นก็จงไปสำนึกผิดที่อารามหนิงเหมยเป็นเวลาเจ็ดวัน ไม่มีการผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น!!”
เมื่อเขากล่าวจบสามแม่ลูกก็ลอบส่งสายตาให้กันด้วยความสะใจ
เพราะการถูกส่งไปอยู่อารามนั้นคือการลงโทษที่น่าอับอายสำหรับคุณหนูในห้องหอ ดังนั้น ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องรู้สึกอับอายมากเป็นแน่
ทว่าผู้ที่ถูกลงโทษกลับไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ไปก็ไปสิ”
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนใหญ่ไปทันที ทิ้งให้ลั่วฉู่หวังต้องยืนโกรธจนตัวสั่นและทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านหลัง
เขาที่หวังว่าบุตรสาวที่ได้ยินบทลงโทษจะอ้อนวอนเขาแล้วไปขอโทษทุกคน แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะแข็งข้อเช่นเดิม ดูท่าว่าลั่วเฉียวฮุ่ยจะนิสัยเสียจนกู่ไม่กลับแล้วจริง
ตอนที่ [14]เซียวจวิ้น ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เรือนฟู่เฉิงเพื่อดูแลกิจการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็ไปมาหาสู่ที่จวนตระกูลฉินเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับฉินฮูหยินอยู่เสมอ นางแทบจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปใกล้เรือนใหญ่ของจวนตระกูลลั่วเลยหากไม่จำเป็น เมื่อกลับมาถึงจวนในตอนค่ำ นางก็จะตรงกลับไปยังเรือนของตนเองทันทีการที่นางเข้า ๆ ออก ๆ จวนอยู่ทุกวันแน่นอนว่าย่อมอยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดาอย่างลั่วฉู่หวังแต่เขาก็ทำได้เพียงแค่สงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะซักถามอะไรให้มากความ ในความคิดของเขา บุตรสาวคนรองก็คงจะยังทำตัวเหลวไหลออกไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ไร้สาระเหมือนเช่นเคย‘เมื่อไรจะรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ...’ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา พลางหันไปมองภาพของภรรยาและบุตรสาวคนโตที่กำลังนั่งเย็บปักถักร้อยกันอยู่ที่ศาลากลางสวนด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ‘ดูสิ เม่ยเออร์ช่างเพียบพร้อมและเป็นกุลสตรีที่งดงาม ลั่วเฉียวฮุ่ยช่างเทียบไม่ติดจริง ๆ’โดยเขาไม่รู้เลยว่าบุตรสาวที่เขาตราหน้าว่าไร้สาระนั้น บัดนี้ได้กลายเป็น คหบดีหญิงผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลคน
ตอนที่ [13]สินค้าใหม่ ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวของลั่วเฉียวฮุ่ยคืนนั้น มันได้จุดประกายไฟแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ‘รองเท้ากันน้ำ กันหิมะ ทนทาน สำหรับทหาร...’ใช่แล้ว! รองเท้าสำหรับทหาร!!มันอาจจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับนางที่ในอดีตคือ เฮเลน เฉียน อดีตครูฝึกสอนการต่อสู้และการเอาตัวรอด นางรู้ดีว่าอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายในสนามฝึกได้เลยทีเดียวในโลกก่อนตอนที่นางยังเป็นเพียงนักเรียนการต่อสู้ นางต้องเข้ารับการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและทารุณมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเดินเท้าในป่ารกชัฏที่เต็มไปด้วยโคลน การปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน ไปจนถึงการฝึกซ้อมท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ประสบการณ์เหล่านั้นได้สอนให้นางต้องรู้จักดัดแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์ของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...รองเท้าคืนนั้นลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการขลุกอยู่กับกองกระดาษและพู่กัน เพื่อร่างภาพแบบรองเท้าหุ้มข้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่นางต้องการ มันจะต้องทำจากหนังที่เหนียวและทนทาน
ตอนที่ [12]ยิ่งกว่าครอบครัว เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านข้างรถม้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องเปิดม่านไปดู แล้วก็พบกับร่างของสตรีวัยกลางคนที่คุ้นเคย ท่านป้าเสวียน บ่าวรับใช้คนสนิทของฉินฮูหยินนั่นเอง“ท่านป้าเสวียน มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยเอ่ยทักทายด้วยความประหลาดใจเสวียนหงยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง แตกต่างจากรอยยิ้มของคนในจวนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเพิ่งจะจากมาโดยสิ้นเชิง“พอดีว่านายหญิงให้ข้าน้อยไปหาคุณหนูที่เรือนฟู่เฉิงน่ะเจ้าค่ะ แต่เมื่อไปถึงคนงานที่นั่นกลับบอกว่าคุณหนูได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว ข้าน้อยจึงลองออกมาตามหาดู โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”“ฉินฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?” ลั่วเฉียวฮุ่ยค่อนข้างจะนอบน้อมต่อสตรีผู้นี้เป็นพิเศษ เพราะนางรู้ดีว่าเสวียนหงไม่ได้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดา แต่คือคนที่ฉินฮูหยินให้ความไว้วางใจมากผู้หนึ่ง“เรื่องนั้น...ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” เสวียนหงส่ายหน้าเบา ๆ“นายหญิงเพียงแค่สั่งให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวนให้ได้ ท่านบอกว่ามี ‘เรื่องสำคัญ’ จะพูดคุยด้วย เช่นนั้นตามข้าไปที่จวนจะด
ตอนที่ [11]ไม่เคยสำคัญ หนึ่งเดือนผ่านไป...กิจการค้าระหว่างลั่วเฉียวฮุ่ยและฉินฮูหยินรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นอย่างไม่มีหยุดยั้ง สินค้าทุกชิ้นที่นางคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสบู่หอม เครื่องหอมแบบน้ำหรือกระเป๋าสารพัดประโยชน์ล้วนต่างก็กลายเป็นของยอดนิยมที่เหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงต้องมีไว้ในครอบครองคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามามากมายจนหญิงสาวและคนงานที่เรือนฟู่เฉิงแทบจะผลิตกันไม่ทัน ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น นางจะต้องดูแลทั้งควบคุมคุณภาพการผลิต การคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ และวางแผนรูปแบบการขายร่วมกับฉินฮูหยิน ทุกวันทำงานหนักเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กระนั้นกลับเป็นความเหนื่อยที่เต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจนั่นเพราะนางไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเพียงคนเดียว แต่เหล่าคนงานที่นางว่าจ้างมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่เคยไม่มีแม้แต่งานจะทำ บัดนี้พวกเขากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยนางให้ผลตอบแทนแก่พวกเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ มอบทั้งค่าจ้างที่สูงกว่าปกติ ไหนจะอาหารครบทุกมื้อและที่พักที่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เหล่าลูกจ้างต่างก็พากันซาบซึ้งใจและทำงานให้นางอย่างถวายห
ตอนที่ [10]พังมาพังกลับ หลังจากที่จัดการเรื่องเรือนฟู่เฉิงแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่และคัดเลือกคนงานที่ไว้ใจได้เรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็กลับมาทุ่มเทให้กับการผลิตสินค้าชุดใหม่ต่อทันที ด้วยกำลังคนที่เพิ่มขึ้นและสถานที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม ก็ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน สินค้าชุดใหม่ก็ถูกส่งไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นจนเต็มคลังสินค้าและเมื่อจัดการเรื่องงานจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง ‘บัญชีแค้น’ ส่วนตัวกันเสียทีนางรอคอยจังหวะที่เหมาะสมและในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับข่าวจากสายที่แอบวางไว้ในจวนว่าวันนี้บิดาของนางติดงานสำคัญต้องค้างคืนอยู่ที่นอกเมืองหลายวัน น้องชายตัวแสบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนสองแม่ลูกตัวดีก็มีแผนที่จะออกไปเลือกซื้อผ้าไหมที่ตลาดวันนี้ทางสะดวก!!ช่างเป็นวันที่เหมาะสมกับการ ‘ลงมือ’ ครั้งใหญ่เสียจริงลั่วเฉียวฮุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรอจนกระทั่งรถม้าของสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเคลื่อนตัวออกจากจวนไปแล้ว จึงได้เริ่มต้นแผนการของนางทันที!โดยบอกให้เลี่ยงซูอยู่เฝ้าเรือนไว้ ส่วนตนเองก็ได้ใช้ ทัก
ตอนที่ [9]แหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่ หลังจากที่จับจ่ายซื้อวัตถุดิบจนเต็มรถม้าแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็เดินทางกลับมายังจวนตระกูลลั่วด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปเริ่มต้นผลิตสินค้าชุดใหม่ สินค้าที่จะนำพาความร่ำรวยและอิสรภาพมาสู่ชีวิตของนางแต่แล้วหลังจากที่นางแอบนำของเหล่านั้นเข้าประตูด้านข้างก่อนจะนำไปที่เรือนของตนเอง ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเรือนของตนเองเข้ามารอยยิ้มที่เคยสดใสก็พลันแข็งค้างไป...ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เรียกได้ว่าคือความพินาศย่อยยับ!เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในเรือนถูกรื้อค้นออกมาจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น โต๊ะเครื่องแป้งถูกผลักจนล้มคว่ำ เสื้อผ้าที่พับไว้อย่างดีถูกดึงออกมาขยี้จนยับยู่ยี่และที่เลวร้ายที่สุด คือโอ่งดินเผาใบเล็กที่นางใช้เก็บสมุนไพรหายากบางชนิด บัดนี้มันได้แตกละเอียดกลายเป็นเศษดินเผาไปเสียแล้ว!“คุณหนู!!” เลี่ยงซูที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กัน!”เลี่ยงซูกำลังจะวิ่งออกไปเพื่อตามหาคนมาสอบสวน แต่กลับถูกลั่วเฉียวฮุ่ยยกมือ







