Mag-log inตอนที่
[2]
กลับใจบ้าอะไรกัน
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ตื่นขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ ฮึก”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเลี่ยงซูดังไม่หยุด เด็กสาวพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลากร่างที่ไร้สติของคุณหนูของนางขึ้นมาจากสระบัวที่เย็นเยียบ ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของบ่าวรับใช้อีกคน นางก็สามารถนำร่างที่ซีดเผือดของคุณหนูขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ
เลี่ยงซูน้ำตาไหลพรากด้วยความสิ้นหวัง นางหันไปมองรอบกาย ภาพที่เห็นยิ่งทำให้หัวใจของนางเย็นเยียบลงไปอีก…
นายท่านยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ฮูหยินทำทีเป็นเข้าไปดูแลบุตรชายและบุตรสาวของตนเองที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ไม่ห่าง
ไม่มีใครเลย...
ไม่มีใครสักคนที่จะแสดงความเดือดเนื้อร้อนใจหรือเป็นห่วงคุณหนูของนางที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนี้
เลี่ยงซูปาดน้ำตา ในเมื่อไม่มีใครสนใจ นางก็จะพาคุณหนูของนางกลับไปดูแลเอง
เด็กสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแบกร่างที่เปียกโชกของลั่วเฉียวฮุ่ยขึ้นบนหลัง แล้วเดินจากไปอย่างทุลักทุเลหวังว่าในตอนที่ท่านหมอมาถึงคุณหนูของนางจะยังคงปลอดภัยดี โดยที่เลี่ยงซูไม่รู้เลยว่าร่างที่อยู่บนแผ่นหลังเล็ก ๆ ของนางนั้น บัดนี้ดวงวิญญาณที่อยู่ข้างในไม่ใช่คุณหนูคนเดิมของนางอีกต่อไปแล้ว…
“แค็ก ๆ!”
เฮเลน เฉียน ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการสำลักน้ำอย่างรุนแรง
ความรู้สึกเย็นเยียบและเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้สติของหญิงสาวกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือ...
ใบหน้าไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เธอรับเข้ามาเป็นศิษย์ เด็กหญิงที่เธอเอ็นดูราวกับน้องสาวและไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยผู้นั้นจะใช้มีดสั้นแทงเข้าที่จุดตายของเธออย่างเลือดเย็น!
ไร้ซึ่งความลังเลใด
เธอตายแล้ว...
ตายเพราะความสงสารและความไว้ใจคนผิด
แต่แล้ว...ที่นี่คือที่ไหนกัน?
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ลวดลายแปลกตา ในห้องที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคโบราณ และทันใดนั้นความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของเธอก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว
อึก!
เรื่องราวชีวิตอันน่าสมเพชของเด็กสาวที่ชื่อว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’
อืม นี่มัน…
.
.
.
บ้ามากจริง ๆ!!
หลังจากที่เฮเลนได้รับรู้ความจริงทั้งหมด ก็ได้แต่แค่นหัวเราะออกมา
‘โง่ โง่สิ้นดี!’
‘นี่มันนิสัยของนางร้ายเกรดต่ำในนิยายที่เธอเคยอ่านไม่มีผิด! ชอบทำอะไรโง่ ๆ ไร้เหตุผล’
เฮเลนนั้นรู้สึกว่าลั่วเฉียวฮุ่ยเป็นสตรีที่โง่มาก
อะไรคือการพิสูจน์ความจริงด้วยการทำร้ายตัวเองแบบนั้น?
แล้วอะไรคือการคิดจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี? ทั้งที่แต่แรกตัวเองก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย การที่เด็กคนหนึ่งจะเรียกร้องความรักและความสนใจจากบิดาของตนเองมันผิดตรงไหนกัน!?
ด้วยนิสัยเดิมของเฮเลนนั้น เธอเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นครูใหญ่ของสถาบันสอนการต่อสู้ที่โด่งดัง เธอไม่ใช่คนดีโลกสวยที่ใสสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ และเข้าใจดีว่าโลกนี้มันเต็มไปด้วยสีเทา ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดว่าการกระทำที่ดู ‘ร้ายกาจ’ ของลั่วเฉียวฮุ่ยนั้นมันจะเลวร้ายอะไรนักหนา ก็เป็นแค่เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งที่ถูกหมาป่าเจ้าเล่ห์ในคราบนางเอกคอยเล่นแง่ใส่ก็เท่านั้นเอง
เธอเกลียด...เกลียดคนเสแสร้งเป็นที่สุด! และดูเหมือนว่าสวรรค์จะเล่นตลกกับเธอ ถึงได้ส่งให้เธอต้องมาอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมแบบนี้
แต่เมื่อคิดว่าตนเองต้องกลายมาเป็นลั่วเฉียวฮุ่ยจริง ๆ ดวงตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ก็เผยความอันตรายมากขึ้น
‘เช่นนั้นต่อจากนี้ไปก็อย่าหวังเลยว่าพวกเจ้าจะได้อยู่อย่างสงบสุข ลั่วเฉียวฮุ่ยคนใหม่จะไม่กลับตัวกลับใจอะไรทั้งนั้น!!’
เพราะถ้าว่ากันตามจริงแล้วลั่วเฉียวฮุ่ยคนเก่านั้นนางตายไปแล้ว เพราะมีคนผลักดันให้นางต้องไปสู่ความตาย ดังนั้นจะมามัวญาติดีต่อกันอะไรกันอีก ฝันไปเถอะ!
ในขณะที่เฮเลนกำลังครุ่นคิดถึงแผนการเอาคืนอยู่นั้น เลี่ยงซูก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่แห้งสนิท
“คุณหนูเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถิดเจ้าค่ะเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” ดวงตาของสาวรับใช้ยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้ โชคดีนักที่คุณหนูฟื้นขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าท่านหมอจะมาถึงเมื่อไร หรือจะมาถึงหรือไม่ เพราะอาจจะถูกใครบางคนขัดขวางไว้เสียก่อน
หลังจากที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยหมอก็ยังไม่มาทว่ากลับเป็นบ่าวรับใช้จากเรือนใหญ่ที่มาแทน
“คุณหนูรองเจ้าคะ นายท่านเรียกให้ไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยคนใหม่ยกยิ้มมุมปาก
‘ดี ข้าก็กำลังอยากจะไปเจอหน้าพวกเสแสร้งอยู่พอดี’
เมื่อหญิงสาวก้าวเข้าไปในเรือนใหญ่ ร่างบางก็กวาดสายตามองทุกคนด้วยแววตาที่เย็นชาและอ่านไม่ออก โดยเฉพาะสามแม่ลูกตัวดีที่กำลังส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้อย่างไม่ปิดบัง
ลั่วฉู่หวังที่เห็นบุตรสาวเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นไปอีก เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าเรื่องทั้งหมดในวันนี้เป็นเพียงแผนการเรียกร้องความสนใจของลั่วเฉียวฮุ่ยเท่านั้น!
“ลั่วเฉียวฮุ่ยเจ้าสำนึกผิดแล้วหรือยังกับสิ่งที่ทำลงไปในวันนี้!” เขาตวาดถามเสียงดังลั่น
ลั่วเฉียวฮุ่ยปรายตามองบุรุษวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของร่างนี้ด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด
“ทำผิดอะไร ข้าทำอะไรผิด คนที่ผิด...มิใช่ว่ากำลังยืนอยู่ตรงหน้าท่านพ่อหรอกหรือเจ้าคะ?” กล่าวพลางเหลือบมองไปยังสองพี่น้องที่กำลังแสร้งยืนทำหน้าซีดอยู่ข้าง ๆ มารดาของตนเอง
“นี่เจ้าไม่ยอมรับผิดแล้วยังกล้ามาป้ายความผิดให้ผู้อื่นอีกหรือ เม่ยเออร์กับเหวินเออร์เกือบจะต้องตายในสระบัวก็เพราะเจ้ารู้หรือไม่!!”
“แต่พวกเขาก็ไม่ตายมิใช่หรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยสวนกลับทันควันก่อนจะคิดในใจอย่างเยือกเย็น
‘คนที่ตายไปแล้วคือลั่วเฉียวฮุ่ยต่างหาก!!’
“เจ้า!!” ลั่วฉู่หวังชี้หน้าบุตรสาวด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธ
“ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าคนอย่างเจ้าจะกลับตัวกลับใจได้จริง ๆ หรือ ที่แท้มันก็เป็นแค่คำโกหกหลอกลวงหาได้มีความจริงใจไม่!” เขาหอบหายใจอย่างแรง ก่อนจะตัดสินลงโทษบุตรสาว
“ดี ในเมื่อตอนนี้เจ้ายังไม่สำนึกผิด เช่นนั้นก็จงไปสำนึกผิดที่อารามหนิงเหมยเป็นเวลาเจ็ดวัน ไม่มีการผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น!!”
เมื่อเขากล่าวจบสามแม่ลูกก็ลอบส่งสายตาให้กันด้วยความสะใจ
เพราะการถูกส่งไปอยู่อารามนั้นคือการลงโทษที่น่าอับอายสำหรับคุณหนูในห้องหอ ดังนั้น ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องรู้สึกอับอายมากเป็นแน่
ทว่าผู้ที่ถูกลงโทษกลับไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ไปก็ไปสิ”
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนใหญ่ไปทันที ทิ้งให้ลั่วฉู่หวังต้องยืนโกรธจนตัวสั่นและทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านหลัง
เขาที่หวังว่าบุตรสาวที่ได้ยินบทลงโทษจะอ้อนวอนเขาแล้วไปขอโทษทุกคน แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะแข็งข้อเช่นเดิม ดูท่าว่าลั่วเฉียวฮุ่ยจะนิสัยเสียจนกู่ไม่กลับแล้วจริง
ตอนพิเศษที่ [3]การเริ่มต้นบทใหม่ ครึ่งปีที่ชายแดนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเฉียวฮุ่ย หรือ ชินหวางเฟย ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ทหารในค่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่ได้รับอานิสงส์จากการค้าขายที่นางริเริ่มด้วยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง มู่เซียวจวิ้นตัดสินใจพาพระชายากลับเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อให้นางได้ตรวจสอบคุณภาพการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ที่โรงงาน และถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยการกลับมาครั้งนี้ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านประตูเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของประชาชน ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหวางเฟยผู้ปราดเปรื่องที่ช่วยให้เศรษฐกิจเมืองหลวงคึกคัก สตรีหลายคนมองนางเป็นแบบอย่าง ลุกขึ้นมาทำมาหากิน สร้างคุณค่าให้ตนเอง‘พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”ทันทีที่เท้าแตะพื้นตำหนักไทเฮา ร่างเล็กขององค์ชายเก้า มู่เซียวหลิน ก็พุ่งเข้ามากอดเอวนางแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน“มาครั้งนี้จะอยู่นานไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่ ข้าคิดถึงหม้อไฟฝีมือท่าน แล้วก็คิดถึงเรื่องเล่าของท่านที่สุด"ลั่วเฉียวฮุ่ยห
ตอนพิเศษที่ [2]ความว้าวุ่นของชินอ๋อง บรรยากาศภายในค่ายทหารชายแดนที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยระเบียบวินัย บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกดดันอันน่าประหลาด ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าศึกบุกประชิดชายแดน หรือเสบียงกำลังจะขาดแคลน แต่เป็นเพราะ ‘แม่ทัพใหญ่’ ของพวกเขาต่างหาก มู่เซียวจวิ้น หรือ ชินอ๋อง แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ผู้ที่ปกติจะมีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง และมีดวงตาคมกริบที่อ่านความคิดข้าศึกได้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับเดินวนไปวนมาในกระโจมบัญชาการราวกับหนูติดจั่น เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวเหม่อมองออกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่นจนหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปม “เจ้าว่าท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป?” นายทหารหน้ากระโจมกระซิบถามเพื่อนยามผลัดเปลี่ยนเวร “ข้าจะไปรู้รึ! แต่เมื่อเช้าตอนฝึกดาบ ท่านแม่ทัพฟันหุ่นฟางขาดไปสิบตัวรวด ด้วยสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้านึกว่าข้าศึกแอบขุดอุโมงค์เข้ามาเสียอีก!” เหล่าทหารต่างแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่สุดท้ายจะจบที่คำว่า ไม่รู้ความจริงแล้วสาเหตุของเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือสตรีผู้มีนามว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’ ในกระโจมใหญ่ ชิง
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/2 เช้าวันต่อมา ณ กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองอาวุโส นำโดย แม่ทัพอาวุโสหลิน บิดาของหลินอี และเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งหน้าถมึงทึงอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นที่มีลั่วเฉียวฮุ่ยนั่งเคียงข้าง“ท่านอ๋อง กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อวานบุตรสาวกระหม่อมพ่ายแพ้ให้แก่หวางเฟย แม้กระหม่อมจะยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของพระชายา แต่การศึกสงครามมิใช่การประลองยุทธ์ของเด็กเล่นขายของ การที่ท่านอ๋องอนุญาตให้สตรีเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องยา หรือแม้แต่แจกเสื้อผ้าประหลาดๆ นั่น มันจะทำให้ทหารเสียนิสัยและอ่อนแอลง!” แม่ทัพอาวุโสหลินตบโต๊ะเสียงดัง“แม่ทัพหลิน” มู่เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่หวางเฟยทำ ล้วนเป็นประโยชน์...”“เป็นประโยชน์ประเดี๋ยวประด๋าว!” ชายชราแย้งเสียงแข็ง สายตามองเหยียดมาทางลั่วเฉียวฮุ่ย “พระชายาเป็นเพียงเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องความโหดร้ายของชายแดนและการฆ่าฟัน นางอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็นตัวถ่วง หากข้าศึกบุกมา ท่านอ๋องจ
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/1อันว่าหากถึงชายแดนเหนือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คงไม่พ้นสายลมกระโชกแรงที่มักจะพัดพาเอาฝุ่นสีเหลืองขุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ค่ายทหารแดนเหนือนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนดั่งไฟ เดี๋ยวหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน ช่างแตกต่างจากความเจริญและความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงขบวนรถม้าของชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นเคลื่อนตัวผ่านประตูค่ายไม้อย่างยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ด้วยทหารหลายพันนายที่ประจำการกำลังรอรับผู้สูงศักดิ์ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ต่างยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยความเคารพศรัทธา ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นเลื่อนไปยังรถม้าคันหรูที่แล่นตามหลังมา แววตาของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไป“ได้ยินว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ใจยิ่งนัก” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับสหาย“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ว่ากันว่าชื่อเสียงในเมืองหลวงของนางฉาวโฉ่นัก ร้ายกาจกับครอบครัว ทุบตีพี่น้อง แถมยังทำตัวเป็นแม่ค้าหน้าเลือด” อีกคนตอบกลับพลางส่ายหน้า “สตรีเช่นนี้จะมาทนอ
ตอนที่ [36]สตรีร้ายกาจที่ได้ดี (ตอนจบ) หลังจากคืนเข้าหออันแสนหวาน สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพัฒนาความสัมพันธ์และทำความรู้จักกันอย่างเต็มที่ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาจะต้องออกเดินทางกลับไปยังชายแดนส่วนทางด้านของจวนตระกูลลั่วนั้น ยามนี้ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบเหงาและสิ้นหวัง...ลั่วเฉียวฮุ่ยได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่านางจะไม่ขอกลับไปยุ่งเกี่ยวกับบิดาและครอบครัวจอมปลอมนั้นอีกต่อไปบิดาพยายามจะส่งคนมาขอเข้าพบนางเพื่อกล่าวคำขอโทษ แต่ก็สายไปเสียแล้ว สายเกินกว่าที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ทุกวันลั่วฉู่หวังได้แต่นั่งจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเสียใจอยู่แต่ในห้องหนังสือเพราะภาพในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขาไม่หยุด...ภาพของภรรยาคนแรก มารดาผู้ให้กำเนิดลั่วเฉียวฮุ่ย...สตรีผู้มาจากครอบครัวพ่อค้าที่คอยให้การสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนทำให้เขาได้มีวันนี้ แต่เป็นเขาเองที่เป็นคนตามืดบอดหลงลืมบุญคุณ ดังที่ไทเฮาได้ตรัสไว้ไม่มีผิด เขายังมีหน้าไปดูถูกอาชีพค้าขายของบุตรสาว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยได้รับการช่วยเหลือมาจากอาชีพนี้มาถึงตอนนี้ต่อให้บุตรสาวจะ
ตอนที่ [35]ชินหวางเฟยนางวาดขาเตะเข้าที่ชายคนแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มแรง จนมันกระเด็นไปชนกับพวกเดียวกันล้มลงราวกับใบไม้ร่วง เหลือเพียงคนสุดท้ายที่ได้รับแรงเตะน้อยที่สุด นางก็จัดการถีบเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนกระเด็น ก่อนจะใช้สันมือสับเข้าไปที่ท้ายทอยจนสลบไป!ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนแม้กระทั่งองครักษ์เงาของชินอ๋องที่แอบคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ทันจะได้เข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว!ส่วนลั่วหลิงเม่ยได้แต่อ้าปากค้าง ‘นะ นี่...นังนี่ มันเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ทว่ายังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ร่างของนางก็ถูกลั่วเฉียวฮุ่ยถีบเข้าที่ท้องจนหงายหลังล้มลงไป!“นี่ยังไม่สาสมกับที่เจ้าและมารดาของเจ้าผลักดันผู้หนึ่งให้ไปถึงความตาย สตรีเจ้ามารยาเช่นเจ้าไม่สมควรที่จะได้มีชีวิตมาถึงวันนี้ด้วยซ้ำ” ลั่วเฉียวฮุ่ยพูดขึ้นก่อนจะนึกแค้นเคืองแทนลั่วเฉียวฮุ่ยคนก่อน จึงชกเข้าที่หน้าของลั่วหลิงเม่ยหลายครั้ง จนใบหน้าอีกฝ่ายปูดบวมขยายวงกว้างขึ้น ลั่วหลิงเม่ยพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จด้วยสู้เรี่ยวแรงอีกฝ่ายไม่ได้ สาวรับใช้ของลั่วหลิงเม่ยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็อยากจะเข้ามาช่วยผู้เป็นนายแต่เมื่อเจอสายตาขอ







