Masukตอนที่
[3]
อารามหนิงเหมย
เช้าวันรุ่งก็มีขึ้นรถม้าคันเล็กที่ดูเรียบง่ายที่จอดรออยู่ที่หน้าประตูข้างของจวนตระกูลลั่ว บรรยากาศยามเช้าที่ควรจะสดใสกลับดูหม่นหมองและเยียบเย็นไปถนัดตา
เฮเลนในร่างของลั่วเฉียวฮุ่ยก้าวขึ้นรถม้าด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง หญิงสาวเหลือบมองไปยังระเบียงทางเดินของเรือนใหญ่ที่ซึ่งมีเงาร่างของสามแม่ลูกตัวร้ายยืนส่งสายตาเยาะเย้ยและสะใจมาให้นางอย่างไม่ปิดบัง ทว่านางเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยม่านรถม้าลง
‘หัวเราะไปก่อนเถิด อีกไม่นาน พวกเจ้าจะต้องร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล!’
เลี่ยงซูก้าวตามขึ้นมาบนรถม้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจและเป็นห่วงเจ้านายของตนเองจับใจ ทันทีที่รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกจากจวน ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบออกมา
“คุณหนู นายท่านช่างใจร้ายกับท่านยิ่งนัก ทั้งที่คุณหนูเพิ่งจะจมน้ำมาแท้ ๆ ร่างกายยังไม่ทันได้พักฟื้นดี แทนที่จะตามท่านหมอมาตรวจดูอาการแต่กลับลงโทษให้ท่านต้องเดินทางไกลไปยังอารามบนภูเขาเช่นนี้” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ก่อนจะเริ่มซับน้ำตาที่เริ่มไหลรินไม่วายยังระบายความอัดอั้นต่อ
“แล้วไหนจะฮูหยินกับคุณหนูใหญ่อีกเล่า แผนการของพวกนางตื้นเขินถึงเพียงนั้น เหตุใดนายท่านถึงได้มองไม่ออกกัน ฮึก ทำไมนายท่านถึงได้เชื่อแต่คำพูดของพวกนาง ไม่เคยเชื่อใจคุณหนูเลยสักครั้ง…”
ลั่วเฉียวฮุ่ยมองสาวใช้ตัวน้อยที่กำลังร้องไห้เสียใจแทนตนเองแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วยื่นมือไปลูบศีรษะของเด็กสาวเบา ๆ
“ใจเย็น ๆ ก่อนเถิดเลี่ยงซู เจ้าสบายใจได้นับจากนี้ไป ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำกับพวกเราเช่นนี้ได้อีก”
“แต่ว่า...”
“การไปอารามหนิงเหมยเจ็ดวันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก คิดเสียว่าพวกเราไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศก็แล้วกัน”
เลี่ยงซูได้แต่งุนงง แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและไม่ทุกข์ร้อนของผู้เป็นนาย นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด ดูเหมือนว่าคุณหนูของนางจะเปลี่ยนไปแล้ว
อารามหนิงเหมยตั้งอยู่บนยอดเขาที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวง เป็นสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสงบและความศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนมากมายต่างพากันเดินทางมาที่นี่เพื่อสวดมนต์ขอพรและแสวงหาความสงบทางใจ
เมื่อรถม้าของพวกนางมาถึง และผู้ดูแลได้ทราบว่านางคือคุณหนูรองแห่งจวนรองเจ้ากรมพิธีการที่ถูกบิดาส่งมาเพื่อ ‘สำนึกผิด’ พวกเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีดูแคลนอะไร เพียงแต่จัดหาเรือนพักเล็ก ๆ ที่สะอาดสะอ้านและเงียบสงบหลังหนึ่งให้พวกนางได้พักอาศัยเท่านั้น
ตลอดเจ็ดวันที่อยู่ที่นี่ลั่วเฉียวฮุ่ยไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการอ่านตำรา ฝึกฝนร่างกายเบื้องต้นเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายที่อ่อนแอหลังจากจมน้ำของร่างนี้ และเดินสำรวจไปทั่วบริเวณอาราม นางไม่ได้เข้าไปในโถงใหญ่เพื่อสวดมนต์หรือขอพรเหมือนคนอื่น ๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำเพียงแค่ยืนมองดูผู้คนจากที่ไกล ๆ ด้วยสายตาที่เรียบเฉย
นั่นเพราะนางไม่เคยเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะชีวิตที่ผ่านมาของนางได้สอนให้รู้ว่า...
มนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถกำหนดชะตากรรมของตนเองได้
จนกระทั่งในวันสุดท้ายก่อนที่พวกนางจะเดินทางกลับ...
“คุณหนูเจ้าคะ” เลี่ยงซูเอ่ยขึ้นเสียงเบานั่นทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องหันไปมองอย่างสงสัย
“คือว่า…ไหน ๆ พวกเราก็มาถึงที่นี่แล้ว เข้าไปขอพรในโถงพระสักนิดดีหรือไม่เจ้าคะ ว่ากันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อารามแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก หากเราเอ่ยคำขอพรออกมาดัง ๆ คำขอนั้นก็อาจจะเป็นจริงได้เจ้าค่ะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยมองหน้าสาวใช้ที่เต็มไปด้วยความหวังแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอ็นดู ก่อนจะยอมเดินตามเข้าไปในโถงใหญ่แต่โดยดี
ยามที่ยืนอยู่เบื้องหน้าองค์พระที่ดูเปี่ยมด้วยเมตตา นางไม่ได้คุกเข่าไม่ได้จุดธูปดังเช่นคนอื่น แต่กลับประสานมือไว้ที่เบื้องหน้าแล้วเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง ก็ขออย่าได้ลำเอียงเข้าข้างคนผิด และขอให้ข้าได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็น” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทว่าเย็นเยียบเข้าไปในใจของผู้ที่ได้ยินยิ่งนัก
หลังกล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกจากโถงพระไปทันที ทิ้งให้เลี่ยงซูและผู้คนที่อยู่ในที่นั้นต้องยืนอึ้งไปกับคำขอพรที่ไม่เหมือนใครของนาง
โดยที่ลั่วเฉียวฮุ่ยไม่รู้เลยว่าที่มุมหนึ่งของโถงพระนั้น มีสตรีสูงวัยผู้หนึ่งที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่กับหลานชายตัวน้อยและบ่าวรับใช้ ได้ยินทุกถ้อยคำที่นางกล่าวออกมาอย่างชัดเจน
“เป็นคำขอพรที่แปลกดีจริง ๆ” พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนที่รอยยิ้มที่น่าสนใจจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าสตรีผู้นั้น
ถูกชะตายิ่งนัก
ขณะที่ลั่วเฉียวฮุ่ยและเลี่ยงซูกำลังจะเดินไปขึ้นรถม้าเพื่อเดินทางกลับนั้น ที่ด้านหลังก็มีเสียงที่นุ่มนวลแต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจของใครบางคนได้เรียกพวกนางเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน...”
เมื่อกลับไปมองก็พบกับสตรีวัยกลางคนในอาภรณ์เรียบง่ายแต่ดูสง่ากำลังเดินตรงเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
“ไม่ทราบว่าท่านได้รับความไม่เป็นธรรมอันใดมาหรือ?”
คำถามที่ไม่คาดคิดของอีกฝ่ายทำเอาลั่วเฉียวฮุ่ยถึงกับขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจและระแวดระวังในเวลาเดียวกัน...
สตรีผู้นี้เป็นใครกัน?
ตอนพิเศษที่ [3]การเริ่มต้นบทใหม่ ครึ่งปีที่ชายแดนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเฉียวฮุ่ย หรือ ชินหวางเฟย ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ทหารในค่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่ได้รับอานิสงส์จากการค้าขายที่นางริเริ่มด้วยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง มู่เซียวจวิ้นตัดสินใจพาพระชายากลับเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อให้นางได้ตรวจสอบคุณภาพการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ที่โรงงาน และถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยการกลับมาครั้งนี้ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านประตูเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของประชาชน ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหวางเฟยผู้ปราดเปรื่องที่ช่วยให้เศรษฐกิจเมืองหลวงคึกคัก สตรีหลายคนมองนางเป็นแบบอย่าง ลุกขึ้นมาทำมาหากิน สร้างคุณค่าให้ตนเอง‘พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”ทันทีที่เท้าแตะพื้นตำหนักไทเฮา ร่างเล็กขององค์ชายเก้า มู่เซียวหลิน ก็พุ่งเข้ามากอดเอวนางแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน“มาครั้งนี้จะอยู่นานไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่ ข้าคิดถึงหม้อไฟฝีมือท่าน แล้วก็คิดถึงเรื่องเล่าของท่านที่สุด"ลั่วเฉียวฮุ่ยห
ตอนพิเศษที่ [2]ความว้าวุ่นของชินอ๋อง บรรยากาศภายในค่ายทหารชายแดนที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยระเบียบวินัย บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกดดันอันน่าประหลาด ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าศึกบุกประชิดชายแดน หรือเสบียงกำลังจะขาดแคลน แต่เป็นเพราะ ‘แม่ทัพใหญ่’ ของพวกเขาต่างหาก มู่เซียวจวิ้น หรือ ชินอ๋อง แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ผู้ที่ปกติจะมีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง และมีดวงตาคมกริบที่อ่านความคิดข้าศึกได้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับเดินวนไปวนมาในกระโจมบัญชาการราวกับหนูติดจั่น เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวเหม่อมองออกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่นจนหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปม “เจ้าว่าท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป?” นายทหารหน้ากระโจมกระซิบถามเพื่อนยามผลัดเปลี่ยนเวร “ข้าจะไปรู้รึ! แต่เมื่อเช้าตอนฝึกดาบ ท่านแม่ทัพฟันหุ่นฟางขาดไปสิบตัวรวด ด้วยสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้านึกว่าข้าศึกแอบขุดอุโมงค์เข้ามาเสียอีก!” เหล่าทหารต่างแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่สุดท้ายจะจบที่คำว่า ไม่รู้ความจริงแล้วสาเหตุของเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือสตรีผู้มีนามว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’ ในกระโจมใหญ่ ชิง
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/2 เช้าวันต่อมา ณ กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองอาวุโส นำโดย แม่ทัพอาวุโสหลิน บิดาของหลินอี และเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งหน้าถมึงทึงอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นที่มีลั่วเฉียวฮุ่ยนั่งเคียงข้าง“ท่านอ๋อง กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อวานบุตรสาวกระหม่อมพ่ายแพ้ให้แก่หวางเฟย แม้กระหม่อมจะยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของพระชายา แต่การศึกสงครามมิใช่การประลองยุทธ์ของเด็กเล่นขายของ การที่ท่านอ๋องอนุญาตให้สตรีเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องยา หรือแม้แต่แจกเสื้อผ้าประหลาดๆ นั่น มันจะทำให้ทหารเสียนิสัยและอ่อนแอลง!” แม่ทัพอาวุโสหลินตบโต๊ะเสียงดัง“แม่ทัพหลิน” มู่เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่หวางเฟยทำ ล้วนเป็นประโยชน์...”“เป็นประโยชน์ประเดี๋ยวประด๋าว!” ชายชราแย้งเสียงแข็ง สายตามองเหยียดมาทางลั่วเฉียวฮุ่ย “พระชายาเป็นเพียงเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องความโหดร้ายของชายแดนและการฆ่าฟัน นางอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็นตัวถ่วง หากข้าศึกบุกมา ท่านอ๋องจ
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/1อันว่าหากถึงชายแดนเหนือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คงไม่พ้นสายลมกระโชกแรงที่มักจะพัดพาเอาฝุ่นสีเหลืองขุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ค่ายทหารแดนเหนือนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนดั่งไฟ เดี๋ยวหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน ช่างแตกต่างจากความเจริญและความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงขบวนรถม้าของชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นเคลื่อนตัวผ่านประตูค่ายไม้อย่างยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ด้วยทหารหลายพันนายที่ประจำการกำลังรอรับผู้สูงศักดิ์ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ต่างยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยความเคารพศรัทธา ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นเลื่อนไปยังรถม้าคันหรูที่แล่นตามหลังมา แววตาของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไป“ได้ยินว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ใจยิ่งนัก” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับสหาย“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ว่ากันว่าชื่อเสียงในเมืองหลวงของนางฉาวโฉ่นัก ร้ายกาจกับครอบครัว ทุบตีพี่น้อง แถมยังทำตัวเป็นแม่ค้าหน้าเลือด” อีกคนตอบกลับพลางส่ายหน้า “สตรีเช่นนี้จะมาทนอ
ตอนที่ [36]สตรีร้ายกาจที่ได้ดี (ตอนจบ) หลังจากคืนเข้าหออันแสนหวาน สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพัฒนาความสัมพันธ์และทำความรู้จักกันอย่างเต็มที่ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาจะต้องออกเดินทางกลับไปยังชายแดนส่วนทางด้านของจวนตระกูลลั่วนั้น ยามนี้ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบเหงาและสิ้นหวัง...ลั่วเฉียวฮุ่ยได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่านางจะไม่ขอกลับไปยุ่งเกี่ยวกับบิดาและครอบครัวจอมปลอมนั้นอีกต่อไปบิดาพยายามจะส่งคนมาขอเข้าพบนางเพื่อกล่าวคำขอโทษ แต่ก็สายไปเสียแล้ว สายเกินกว่าที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ทุกวันลั่วฉู่หวังได้แต่นั่งจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเสียใจอยู่แต่ในห้องหนังสือเพราะภาพในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขาไม่หยุด...ภาพของภรรยาคนแรก มารดาผู้ให้กำเนิดลั่วเฉียวฮุ่ย...สตรีผู้มาจากครอบครัวพ่อค้าที่คอยให้การสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนทำให้เขาได้มีวันนี้ แต่เป็นเขาเองที่เป็นคนตามืดบอดหลงลืมบุญคุณ ดังที่ไทเฮาได้ตรัสไว้ไม่มีผิด เขายังมีหน้าไปดูถูกอาชีพค้าขายของบุตรสาว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยได้รับการช่วยเหลือมาจากอาชีพนี้มาถึงตอนนี้ต่อให้บุตรสาวจะ
ตอนที่ [35]ชินหวางเฟยนางวาดขาเตะเข้าที่ชายคนแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มแรง จนมันกระเด็นไปชนกับพวกเดียวกันล้มลงราวกับใบไม้ร่วง เหลือเพียงคนสุดท้ายที่ได้รับแรงเตะน้อยที่สุด นางก็จัดการถีบเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนกระเด็น ก่อนจะใช้สันมือสับเข้าไปที่ท้ายทอยจนสลบไป!ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนแม้กระทั่งองครักษ์เงาของชินอ๋องที่แอบคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ทันจะได้เข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว!ส่วนลั่วหลิงเม่ยได้แต่อ้าปากค้าง ‘นะ นี่...นังนี่ มันเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ทว่ายังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ร่างของนางก็ถูกลั่วเฉียวฮุ่ยถีบเข้าที่ท้องจนหงายหลังล้มลงไป!“นี่ยังไม่สาสมกับที่เจ้าและมารดาของเจ้าผลักดันผู้หนึ่งให้ไปถึงความตาย สตรีเจ้ามารยาเช่นเจ้าไม่สมควรที่จะได้มีชีวิตมาถึงวันนี้ด้วยซ้ำ” ลั่วเฉียวฮุ่ยพูดขึ้นก่อนจะนึกแค้นเคืองแทนลั่วเฉียวฮุ่ยคนก่อน จึงชกเข้าที่หน้าของลั่วหลิงเม่ยหลายครั้ง จนใบหน้าอีกฝ่ายปูดบวมขยายวงกว้างขึ้น ลั่วหลิงเม่ยพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จด้วยสู้เรี่ยวแรงอีกฝ่ายไม่ได้ สาวรับใช้ของลั่วหลิงเม่ยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็อยากจะเข้ามาช่วยผู้เป็นนายแต่เมื่อเจอสายตาขอ







