LOGINตอนที่
[4]
ฉินฮูหยิน
คำถามที่ตรงไปตรงมาและไม่คาดฝันของสตรีแปลกหน้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างประเมิน นางไม่ใช่คนที่จะไว้ใจใครง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักกันที่จู่ ๆ ก็เข้ามาทักทายราวกับรู้จักนางเป็นอย่างดีเช่นนี้
“ฮูหยินมีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” นางถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่ก็แฝงไว้ด้วยความห่างเหิน
ผู้มาใหม่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังของลั่วเฉียวฮุ่ยก็แย้มยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ไม่ได้มีท่าทีถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด
“คุณหนูไม่ต้องระวังข้าถึงเพียงนั้นก็ได้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง
“ข้าคือฉินฮูหยิน เป็นเจ้าของร้าน ‘ยงซื่อจินผิ่น’ ไม่ทราบว่าคุณหนูพอจะเคยได้ยินชื่อร้านของข้ามาบ้างหรือไม่”
‘ฉินฮูหยิน?’
ชื่อนี้ทำให้นางต้องค้นหาในความทรงจำของลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมอย่างรวดเร็ว
ใช่แล้ว!
ร้านยงซื่อจินผิ่นเป็นร้านขายเครื่องประดับ เครื่องประทินโฉมและผ้าไหมที่หรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง ร้านที่ลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมเคยไปจับจ่ายซื้อของอยู่บ่อยครั้งเพื่อประชันความงามกับพี่สาวต่างสายเลือด
ว่ากันว่าเจ้าของร้านแห่งนี้เป็นสตรีผู้ลึกลับและมีเส้นสายทางการค้าที่กว้างขวาง แต่กลับไม่เคยมีใครได้ยลโฉมหน้าที่แท้จริงของนางมาก่อนเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ที่แท้ฉินฮูหยินก็ไม่ได้เป็นสตรีสูงวัยอย่างที่ใครคาดคิด แต่กลับเป็นสตรีวัยกลางคนที่ค่อยไปทางอ่อนวัยมาก ๆ คนหนึ่ง
หากฉินฮูหยินล่วงรู้ความคิดของลั่วเฉียวฮุ่ยก็คงแต่ได้หัวเราะชอบใจ เพราะแท้จริงแล้วนางนั้นอายุหกสิบกว่าปีแล้ว
“ข้าลั่วเฉียวฮุ่ยเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยแนะนำตัวกลับไปตามมารยาท
“เช่นนั้นคุณหนูลั่ว…ข้าได้ยินที่ท่านขอพรในโถงก็เลยอยากถามว่า ไม่ทราบว่าท่านได้รับความไม่เป็นธรรมอันใดมาหรือ พอจะบอกข้าได้หรือไม่?” ฉินฮูหยินกลับเข้าเรื่องเดิม
ลั่วเฉียวฮุ่ยจ้องมองเข้าไปในดวงตาของฉินฮูหยิน ดวงตาคู่นั้นดูสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยปัญญา คล้ายไม่ได้มีความคิดร้ายซ่อนอยู่เพียงแต่อยากรู้จริง ๆ แต่นางนั้นยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตนเองให้คนแปลกหน้าได้รับรู้ จึงกล่าวปัดไปอย่างสุภาพ
“เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในครอบครัวเท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านอย่าได้ใส่ใจในคำพูดลอย ๆ ของข้าเลย เช่นนั้นหากไม่มีอะไรแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ”
กล่าวจบก็คิดจะหมุนตัวจากไป ทว่าคำพูดต่อมาของฉินฮูหยินกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก
“คุณหนูลั่วการจะยืนหยัดอยู่เหนือผู้อื่นได้นั้น ลำพังแค่ความถูกต้องมันยังไม่เพียงพอหรอกนะ” ฉินฮูหยินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“หากจะอยู่เหนือผู้อื่นนั้นจะต้องแข็งแกร่งและมีเงินก่อน ไม่ว่าจะทำอันใดก็ย่อมสำเร็จ”
กล่าวจบก็เผยรอยยิ้มแล้วเดินตรงมาที่ลั่วเฉียวฮุ่ย
“สนใจมาทำการค้ากับข้าหรือไม่?”
ข้อเสนอที่ไม่คาดฝันทำเอาลั่วเฉียวฮุ่ยถึงกับนิ่งไป
เหตุใดนางจึงนึกถึงชาติก่อน ที่พวกมิจฉาชีพมักจะทำทีเข้ามาตีสนิทแล้วยื่นข้อเสนอแบบนี้…
ฉินฮูหยินทำทีเป็นไม่เห็นสีหน้าอันแปลกประหลาดของอีกฝ่ายก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าเห็นแววตาของท่าน แววตาที่ไม่ยอมแพ้และไม่ก้มหัวให้กับความไม่ยุติธรรมก็เลยมาเอ่ยชวนน่ะ ปกติข้าไม่ชวนใครหรอกนะ” นางกล่าวติดตลกเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“แต่ข้ารับรองได้ว่าหากมาร่วมมือกับข้า ท่านจะได้รับความยุติธรรมอย่างที่ปรารถนาเป็นแน่แท้ หากคุณหนูสนใจก็มาหาข้าที่ร้านยงซื่อจินผิ่นได้ทุกเมื่อ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยรับฟังข้อเสนอ ในใจกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก มันน่าสนใจ และนางก็รู้สึกถูกชะตากับคนผู้นี้อย่างประหลาด ทว่านางก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้ทั้งหมด
“ข้าจะลองกลับไปคิดดูเจ้าค่ะ”
“ดี เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดีนะ”
พูดคุยกันเสร็จนางก็เดินทางกลับจวนตระกูลลั่ว ทว่าเมื่อถึงจวนนางกลับไม่ได้ตรงไปพักผ่อน เพราะต้องเผชิญหน้ากับบิดาที่ยืนรออยู่
ลั่วฉู่หวังที่เห็นบุตรสาวกลับมาจากอารามด้วยท่าทีที่ยังคงเย็นชาและไม่สำนึกผิด อารมณ์ก็คุกรุ่นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
“เป็นอย่างไรไปอยู่อารามมาเจ็ดวันสำนึกผิดในสิ่งที่เจ้าทำลงไปแล้วหรือยัง ทีนี้ก็ไปขอโทษเม่ยเออร์กับเหวินเออร์ได้แล้ว”
ลั่วเฉียวฮุ่ยปรายตามองบิดาอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าว
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดจะต้องขอโทษ”
“เจ้า!!” ลั่วฉู่หวังที่คิดว่าบุตรสาวจะสำนึกผิดแล้วได้ยินดังนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้านางอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้นางไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว!
หมับ
ลั่วเฉียวฮุ่ยคว้าข้อมือของบิดาไว้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ก่อนจะออกแรงบีบและผลักออกไปอย่างแรง
“โอ๊ย!”
ลั่วฉู่หวังเซถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึง เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าบุตรสาวที่ดูบอบบางของเขาจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงเพียงนี้
“ท่านพ่อ โปรดจำไว้ด้วยนะเจ้าคะ ว่าข้าจะไม่ยอมให้ใครมาลงไม้ลงมือกับข้าได้ตามอำเภอใจอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
“ดี! ช่างดีจริง ๆ!” ลั่วฉู่หวังตวาดกลับไปด้วยความโกรธระคนเสียหน้า
“ในเมื่อเจ้าปีกกล้าขาแข็งและยังไม่สำนึกผิดเช่นนี้ เช่นนั้นต่อไปเจ้าก็จงหากินเอาเอง ไม่ต้องมากินอาหารหรือรับเบี้ยหวัดใด ๆ จากจวนนี้อีกต่อไป!!”
สามแม่ลูกที่แอบยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลต่างก็พากันลอบยิ้มอย่างสะใจ โดยเฉพาะลั่วฉู่เหวินที่รีบกลับมาจากสำนักศึกษาเพื่อมาดูฉากนี้โดยเฉพาะก็มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าลั่วเฉียวฮุ่ยกลับไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังเรือนของตนเองอย่างสง่างาม
เมื่อกลับมาถึงเรือนก็นั่งลงแล้วครุ่นคิดถึงคำพูดของฉินฮูหยินอีกครั้ง
‘หากจะอยู่เหนือผู้อื่นนั้นจะต้องแข็งแกร่งและมีเงินก่อน ไม่ว่าจะทำอันใดก็ย่อมสำเร็จ’
เป็นจริงดังที่อีกฝ่ายว่า
แต่ก่อนที่นางจะตัดสินใจร่วมมือกับฉินฮูหยิน นางจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับมารดาเลี้ยงอย่างสวีหลิงม่านมิเช่นนั้นนางอาจจะต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับนางมารร้ายนั่นอีกก็เป็นได้หากไม่ตรวจสอบดี ๆ
“เลี่ยงซู” เอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทก่อนจะสั่งการ
“ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าไปสืบมาให้ข้าอย่างลับ ๆ”
ตอนที่ [14]เซียวจวิ้น ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เรือนฟู่เฉิงเพื่อดูแลกิจการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็ไปมาหาสู่ที่จวนตระกูลฉินเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับฉินฮูหยินอยู่เสมอ นางแทบจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปใกล้เรือนใหญ่ของจวนตระกูลลั่วเลยหากไม่จำเป็น เมื่อกลับมาถึงจวนในตอนค่ำ นางก็จะตรงกลับไปยังเรือนของตนเองทันทีการที่นางเข้า ๆ ออก ๆ จวนอยู่ทุกวันแน่นอนว่าย่อมอยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดาอย่างลั่วฉู่หวังแต่เขาก็ทำได้เพียงแค่สงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะซักถามอะไรให้มากความ ในความคิดของเขา บุตรสาวคนรองก็คงจะยังทำตัวเหลวไหลออกไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ไร้สาระเหมือนเช่นเคย‘เมื่อไรจะรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ...’ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา พลางหันไปมองภาพของภรรยาและบุตรสาวคนโตที่กำลังนั่งเย็บปักถักร้อยกันอยู่ที่ศาลากลางสวนด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ‘ดูสิ เม่ยเออร์ช่างเพียบพร้อมและเป็นกุลสตรีที่งดงาม ลั่วเฉียวฮุ่ยช่างเทียบไม่ติดจริง ๆ’โดยเขาไม่รู้เลยว่าบุตรสาวที่เขาตราหน้าว่าไร้สาระนั้น บัดนี้ได้กลายเป็น คหบดีหญิงผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลคน
ตอนที่ [13]สินค้าใหม่ ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวของลั่วเฉียวฮุ่ยคืนนั้น มันได้จุดประกายไฟแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ‘รองเท้ากันน้ำ กันหิมะ ทนทาน สำหรับทหาร...’ใช่แล้ว! รองเท้าสำหรับทหาร!!มันอาจจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับนางที่ในอดีตคือ เฮเลน เฉียน อดีตครูฝึกสอนการต่อสู้และการเอาตัวรอด นางรู้ดีว่าอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายในสนามฝึกได้เลยทีเดียวในโลกก่อนตอนที่นางยังเป็นเพียงนักเรียนการต่อสู้ นางต้องเข้ารับการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและทารุณมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเดินเท้าในป่ารกชัฏที่เต็มไปด้วยโคลน การปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน ไปจนถึงการฝึกซ้อมท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ประสบการณ์เหล่านั้นได้สอนให้นางต้องรู้จักดัดแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์ของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...รองเท้าคืนนั้นลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการขลุกอยู่กับกองกระดาษและพู่กัน เพื่อร่างภาพแบบรองเท้าหุ้มข้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่นางต้องการ มันจะต้องทำจากหนังที่เหนียวและทนทาน
ตอนที่ [12]ยิ่งกว่าครอบครัว เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านข้างรถม้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องเปิดม่านไปดู แล้วก็พบกับร่างของสตรีวัยกลางคนที่คุ้นเคย ท่านป้าเสวียน บ่าวรับใช้คนสนิทของฉินฮูหยินนั่นเอง“ท่านป้าเสวียน มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยเอ่ยทักทายด้วยความประหลาดใจเสวียนหงยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง แตกต่างจากรอยยิ้มของคนในจวนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเพิ่งจะจากมาโดยสิ้นเชิง“พอดีว่านายหญิงให้ข้าน้อยไปหาคุณหนูที่เรือนฟู่เฉิงน่ะเจ้าค่ะ แต่เมื่อไปถึงคนงานที่นั่นกลับบอกว่าคุณหนูได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว ข้าน้อยจึงลองออกมาตามหาดู โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”“ฉินฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?” ลั่วเฉียวฮุ่ยค่อนข้างจะนอบน้อมต่อสตรีผู้นี้เป็นพิเศษ เพราะนางรู้ดีว่าเสวียนหงไม่ได้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดา แต่คือคนที่ฉินฮูหยินให้ความไว้วางใจมากผู้หนึ่ง“เรื่องนั้น...ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” เสวียนหงส่ายหน้าเบา ๆ“นายหญิงเพียงแค่สั่งให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวนให้ได้ ท่านบอกว่ามี ‘เรื่องสำคัญ’ จะพูดคุยด้วย เช่นนั้นตามข้าไปที่จวนจะด
ตอนที่ [11]ไม่เคยสำคัญ หนึ่งเดือนผ่านไป...กิจการค้าระหว่างลั่วเฉียวฮุ่ยและฉินฮูหยินรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นอย่างไม่มีหยุดยั้ง สินค้าทุกชิ้นที่นางคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสบู่หอม เครื่องหอมแบบน้ำหรือกระเป๋าสารพัดประโยชน์ล้วนต่างก็กลายเป็นของยอดนิยมที่เหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงต้องมีไว้ในครอบครองคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามามากมายจนหญิงสาวและคนงานที่เรือนฟู่เฉิงแทบจะผลิตกันไม่ทัน ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น นางจะต้องดูแลทั้งควบคุมคุณภาพการผลิต การคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ และวางแผนรูปแบบการขายร่วมกับฉินฮูหยิน ทุกวันทำงานหนักเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กระนั้นกลับเป็นความเหนื่อยที่เต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจนั่นเพราะนางไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเพียงคนเดียว แต่เหล่าคนงานที่นางว่าจ้างมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่เคยไม่มีแม้แต่งานจะทำ บัดนี้พวกเขากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยนางให้ผลตอบแทนแก่พวกเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ มอบทั้งค่าจ้างที่สูงกว่าปกติ ไหนจะอาหารครบทุกมื้อและที่พักที่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เหล่าลูกจ้างต่างก็พากันซาบซึ้งใจและทำงานให้นางอย่างถวายห
ตอนที่ [10]พังมาพังกลับ หลังจากที่จัดการเรื่องเรือนฟู่เฉิงแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่และคัดเลือกคนงานที่ไว้ใจได้เรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็กลับมาทุ่มเทให้กับการผลิตสินค้าชุดใหม่ต่อทันที ด้วยกำลังคนที่เพิ่มขึ้นและสถานที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม ก็ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน สินค้าชุดใหม่ก็ถูกส่งไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นจนเต็มคลังสินค้าและเมื่อจัดการเรื่องงานจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง ‘บัญชีแค้น’ ส่วนตัวกันเสียทีนางรอคอยจังหวะที่เหมาะสมและในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับข่าวจากสายที่แอบวางไว้ในจวนว่าวันนี้บิดาของนางติดงานสำคัญต้องค้างคืนอยู่ที่นอกเมืองหลายวัน น้องชายตัวแสบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนสองแม่ลูกตัวดีก็มีแผนที่จะออกไปเลือกซื้อผ้าไหมที่ตลาดวันนี้ทางสะดวก!!ช่างเป็นวันที่เหมาะสมกับการ ‘ลงมือ’ ครั้งใหญ่เสียจริงลั่วเฉียวฮุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรอจนกระทั่งรถม้าของสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเคลื่อนตัวออกจากจวนไปแล้ว จึงได้เริ่มต้นแผนการของนางทันที!โดยบอกให้เลี่ยงซูอยู่เฝ้าเรือนไว้ ส่วนตนเองก็ได้ใช้ ทัก
ตอนที่ [9]แหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่ หลังจากที่จับจ่ายซื้อวัตถุดิบจนเต็มรถม้าแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็เดินทางกลับมายังจวนตระกูลลั่วด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปเริ่มต้นผลิตสินค้าชุดใหม่ สินค้าที่จะนำพาความร่ำรวยและอิสรภาพมาสู่ชีวิตของนางแต่แล้วหลังจากที่นางแอบนำของเหล่านั้นเข้าประตูด้านข้างก่อนจะนำไปที่เรือนของตนเอง ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเรือนของตนเองเข้ามารอยยิ้มที่เคยสดใสก็พลันแข็งค้างไป...ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เรียกได้ว่าคือความพินาศย่อยยับ!เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในเรือนถูกรื้อค้นออกมาจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น โต๊ะเครื่องแป้งถูกผลักจนล้มคว่ำ เสื้อผ้าที่พับไว้อย่างดีถูกดึงออกมาขยี้จนยับยู่ยี่และที่เลวร้ายที่สุด คือโอ่งดินเผาใบเล็กที่นางใช้เก็บสมุนไพรหายากบางชนิด บัดนี้มันได้แตกละเอียดกลายเป็นเศษดินเผาไปเสียแล้ว!“คุณหนู!!” เลี่ยงซูที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กัน!”เลี่ยงซูกำลังจะวิ่งออกไปเพื่อตามหาคนมาสอบสวน แต่กลับถูกลั่วเฉียวฮุ่ยยกมือ







