Mag-log inตอนที่
[4]
ฉินฮูหยิน
คำถามที่ตรงไปตรงมาและไม่คาดฝันของสตรีแปลกหน้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างประเมิน นางไม่ใช่คนที่จะไว้ใจใครง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักกันที่จู่ ๆ ก็เข้ามาทักทายราวกับรู้จักนางเป็นอย่างดีเช่นนี้
“ฮูหยินมีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” นางถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สุภาพแต่ก็แฝงไว้ด้วยความห่างเหิน
ผู้มาใหม่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังของลั่วเฉียวฮุ่ยก็แย้มยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ไม่ได้มีท่าทีถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด
“คุณหนูไม่ต้องระวังข้าถึงเพียงนั้นก็ได้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง
“ข้าคือฉินฮูหยิน เป็นเจ้าของร้าน ‘ยงซื่อจินผิ่น’ ไม่ทราบว่าคุณหนูพอจะเคยได้ยินชื่อร้านของข้ามาบ้างหรือไม่”
‘ฉินฮูหยิน?’
ชื่อนี้ทำให้นางต้องค้นหาในความทรงจำของลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมอย่างรวดเร็ว
ใช่แล้ว!
ร้านยงซื่อจินผิ่นเป็นร้านขายเครื่องประดับ เครื่องประทินโฉมและผ้าไหมที่หรูหราและมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวง ร้านที่ลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมเคยไปจับจ่ายซื้อของอยู่บ่อยครั้งเพื่อประชันความงามกับพี่สาวต่างสายเลือด
ว่ากันว่าเจ้าของร้านแห่งนี้เป็นสตรีผู้ลึกลับและมีเส้นสายทางการค้าที่กว้างขวาง แต่กลับไม่เคยมีใครได้ยลโฉมหน้าที่แท้จริงของนางมาก่อนเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ที่แท้ฉินฮูหยินก็ไม่ได้เป็นสตรีสูงวัยอย่างที่ใครคาดคิด แต่กลับเป็นสตรีวัยกลางคนที่ค่อยไปทางอ่อนวัยมาก ๆ คนหนึ่ง
หากฉินฮูหยินล่วงรู้ความคิดของลั่วเฉียวฮุ่ยก็คงแต่ได้หัวเราะชอบใจ เพราะแท้จริงแล้วนางนั้นอายุหกสิบกว่าปีแล้ว
“ข้าลั่วเฉียวฮุ่ยเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยแนะนำตัวกลับไปตามมารยาท
“เช่นนั้นคุณหนูลั่ว…ข้าได้ยินที่ท่านขอพรในโถงก็เลยอยากถามว่า ไม่ทราบว่าท่านได้รับความไม่เป็นธรรมอันใดมาหรือ พอจะบอกข้าได้หรือไม่?” ฉินฮูหยินกลับเข้าเรื่องเดิม
ลั่วเฉียวฮุ่ยจ้องมองเข้าไปในดวงตาของฉินฮูหยิน ดวงตาคู่นั้นดูสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยปัญญา คล้ายไม่ได้มีความคิดร้ายซ่อนอยู่เพียงแต่อยากรู้จริง ๆ แต่นางนั้นยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตนเองให้คนแปลกหน้าได้รับรู้ จึงกล่าวปัดไปอย่างสุภาพ
“เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในครอบครัวเท่านั้นเจ้าค่ะ ท่านอย่าได้ใส่ใจในคำพูดลอย ๆ ของข้าเลย เช่นนั้นหากไม่มีอะไรแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ”
กล่าวจบก็คิดจะหมุนตัวจากไป ทว่าคำพูดต่อมาของฉินฮูหยินกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก
“คุณหนูลั่วการจะยืนหยัดอยู่เหนือผู้อื่นได้นั้น ลำพังแค่ความถูกต้องมันยังไม่เพียงพอหรอกนะ” ฉินฮูหยินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“หากจะอยู่เหนือผู้อื่นนั้นจะต้องแข็งแกร่งและมีเงินก่อน ไม่ว่าจะทำอันใดก็ย่อมสำเร็จ”
กล่าวจบก็เผยรอยยิ้มแล้วเดินตรงมาที่ลั่วเฉียวฮุ่ย
“สนใจมาทำการค้ากับข้าหรือไม่?”
ข้อเสนอที่ไม่คาดฝันทำเอาลั่วเฉียวฮุ่ยถึงกับนิ่งไป
เหตุใดนางจึงนึกถึงชาติก่อน ที่พวกมิจฉาชีพมักจะทำทีเข้ามาตีสนิทแล้วยื่นข้อเสนอแบบนี้…
ฉินฮูหยินทำทีเป็นไม่เห็นสีหน้าอันแปลกประหลาดของอีกฝ่ายก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าเห็นแววตาของท่าน แววตาที่ไม่ยอมแพ้และไม่ก้มหัวให้กับความไม่ยุติธรรมก็เลยมาเอ่ยชวนน่ะ ปกติข้าไม่ชวนใครหรอกนะ” นางกล่าวติดตลกเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“แต่ข้ารับรองได้ว่าหากมาร่วมมือกับข้า ท่านจะได้รับความยุติธรรมอย่างที่ปรารถนาเป็นแน่แท้ หากคุณหนูสนใจก็มาหาข้าที่ร้านยงซื่อจินผิ่นได้ทุกเมื่อ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยรับฟังข้อเสนอ ในใจกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก มันน่าสนใจ และนางก็รู้สึกถูกชะตากับคนผู้นี้อย่างประหลาด ทว่านางก็ยังไม่อาจไว้วางใจได้ทั้งหมด
“ข้าจะลองกลับไปคิดดูเจ้าค่ะ”
“ดี เช่นนั้นข้าจะรอฟังข่าวดีนะ”
พูดคุยกันเสร็จนางก็เดินทางกลับจวนตระกูลลั่ว ทว่าเมื่อถึงจวนนางกลับไม่ได้ตรงไปพักผ่อน เพราะต้องเผชิญหน้ากับบิดาที่ยืนรออยู่
ลั่วฉู่หวังที่เห็นบุตรสาวกลับมาจากอารามด้วยท่าทีที่ยังคงเย็นชาและไม่สำนึกผิด อารมณ์ก็คุกรุ่นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม
“เป็นอย่างไรไปอยู่อารามมาเจ็ดวันสำนึกผิดในสิ่งที่เจ้าทำลงไปแล้วหรือยัง ทีนี้ก็ไปขอโทษเม่ยเออร์กับเหวินเออร์ได้แล้ว”
ลั่วเฉียวฮุ่ยปรายตามองบิดาอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าว
“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด เหตุใดจะต้องขอโทษ”
“เจ้า!!” ลั่วฉู่หวังที่คิดว่าบุตรสาวจะสำนึกผิดแล้วได้ยินดังนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ เขาเงื้อมือขึ้นหมายจะตบหน้านางอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้นางไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว!
หมับ
ลั่วเฉียวฮุ่ยคว้าข้อมือของบิดาไว้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ก่อนจะออกแรงบีบและผลักออกไปอย่างแรง
“โอ๊ย!”
ลั่วฉู่หวังเซถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความเจ็บปวดและตกตะลึง เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าบุตรสาวที่ดูบอบบางของเขาจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงเพียงนี้
“ท่านพ่อ โปรดจำไว้ด้วยนะเจ้าคะ ว่าข้าจะไม่ยอมให้ใครมาลงไม้ลงมือกับข้าได้ตามอำเภอใจอีกเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด” ลั่วเฉียวฮุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
“ดี! ช่างดีจริง ๆ!” ลั่วฉู่หวังตวาดกลับไปด้วยความโกรธระคนเสียหน้า
“ในเมื่อเจ้าปีกกล้าขาแข็งและยังไม่สำนึกผิดเช่นนี้ เช่นนั้นต่อไปเจ้าก็จงหากินเอาเอง ไม่ต้องมากินอาหารหรือรับเบี้ยหวัดใด ๆ จากจวนนี้อีกต่อไป!!”
สามแม่ลูกที่แอบยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลต่างก็พากันลอบยิ้มอย่างสะใจ โดยเฉพาะลั่วฉู่เหวินที่รีบกลับมาจากสำนักศึกษาเพื่อมาดูฉากนี้โดยเฉพาะก็มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าลั่วเฉียวฮุ่ยกลับไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังเรือนของตนเองอย่างสง่างาม
เมื่อกลับมาถึงเรือนก็นั่งลงแล้วครุ่นคิดถึงคำพูดของฉินฮูหยินอีกครั้ง
‘หากจะอยู่เหนือผู้อื่นนั้นจะต้องแข็งแกร่งและมีเงินก่อน ไม่ว่าจะทำอันใดก็ย่อมสำเร็จ’
เป็นจริงดังที่อีกฝ่ายว่า
แต่ก่อนที่นางจะตัดสินใจร่วมมือกับฉินฮูหยิน นางจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่าสตรีผู้นี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับมารดาเลี้ยงอย่างสวีหลิงม่านมิเช่นนั้นนางอาจจะต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับนางมารร้ายนั่นอีกก็เป็นได้หากไม่ตรวจสอบดี ๆ
“เลี่ยงซู” เอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทก่อนจะสั่งการ
“ข้ามีเรื่องอยากจะให้เจ้าไปสืบมาให้ข้าอย่างลับ ๆ”
ตอนพิเศษที่ [3]การเริ่มต้นบทใหม่ ครึ่งปีที่ชายแดนผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ลั่วเฉียวฮุ่ย หรือ ชินหวางเฟย ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ทหารในค่าย แต่ยังรวมถึงชาวบ้านที่ได้รับอานิสงส์จากการค้าขายที่นางริเริ่มด้วยเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง มู่เซียวจวิ้นตัดสินใจพาพระชายากลับเมืองหลวงชั่วคราว เพื่อให้นางได้ตรวจสอบคุณภาพการผลิตรองเท้ารุ่นใหม่ที่โรงงาน และถือโอกาสเยี่ยมเยียนครอบครัวด้วยการกลับมาครั้งนี้ แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง รถม้าของชินอ๋องเคลื่อนผ่านประตูเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับของประชาชน ไม่ใช่ในฐานะแม่ทัพผู้เกรียงไกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงหวางเฟยผู้ปราดเปรื่องที่ช่วยให้เศรษฐกิจเมืองหลวงคึกคัก สตรีหลายคนมองนางเป็นแบบอย่าง ลุกขึ้นมาทำมาหากิน สร้างคุณค่าให้ตนเอง‘พี่สะใภ้! ท่านกลับมาแล้ว!”ทันทีที่เท้าแตะพื้นตำหนักไทเฮา ร่างเล็กขององค์ชายเก้า มู่เซียวหลิน ก็พุ่งเข้ามากอดเอวนางแน่น ใบหน้าจิ้มลิ้มเงยขึ้นมองด้วยแววตาออดอ้อน“มาครั้งนี้จะอยู่นานไหมพ่ะย่ะค่ะ อยู่กับข้านาน ๆ ได้หรือไม่ ข้าคิดถึงหม้อไฟฝีมือท่าน แล้วก็คิดถึงเรื่องเล่าของท่านที่สุด"ลั่วเฉียวฮุ่ยห
ตอนพิเศษที่ [2]ความว้าวุ่นของชินอ๋อง บรรยากาศภายในค่ายทหารชายแดนที่เคยเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยระเบียบวินัย บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกดดันอันน่าประหลาด ไม่ใช่เป็นเพราะว่าข้าศึกบุกประชิดชายแดน หรือเสบียงกำลังจะขาดแคลน แต่เป็นเพราะ ‘แม่ทัพใหญ่’ ของพวกเขาต่างหาก มู่เซียวจวิ้น หรือ ชินอ๋อง แม่ทัพใหญ่แห่งแดนเหนือ ผู้ที่ปกติจะมีใบหน้าเรียบเฉยดุจรูปสลักน้ำแข็ง และมีดวงตาคมกริบที่อ่านความคิดข้าศึกได้ทะลุปรุโปร่ง ทว่าหลายวันมานี้ เขากลับเดินวนไปวนมาในกระโจมบัญชาการราวกับหนูติดจั่น เดี๋ยวถอนหายใจ เดี๋ยวเหม่อมองออกไปทางนั้นทีทางนี้ทีเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วมุ่นจนหว่างคิ้วแทบจะผูกเป็นปม “เจ้าว่าท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป?” นายทหารหน้ากระโจมกระซิบถามเพื่อนยามผลัดเปลี่ยนเวร “ข้าจะไปรู้รึ! แต่เมื่อเช้าตอนฝึกดาบ ท่านแม่ทัพฟันหุ่นฟางขาดไปสิบตัวรวด ด้วยสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ข้านึกว่าข้าศึกแอบขุดอุโมงค์เข้ามาเสียอีก!” เหล่าทหารต่างแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก่อนที่สุดท้ายจะจบที่คำว่า ไม่รู้ความจริงแล้วสาเหตุของเรื่องนี้มีเพียงหนึ่งเดียว... นั่นคือสตรีผู้มีนามว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’ ในกระโจมใหญ่ ชิง
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/2 เช้าวันต่อมา ณ กระโจมบัญชาการหลัก บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะจุดไฟติด เมื่อเหล่าแม่ทัพนายกองอาวุโส นำโดย แม่ทัพอาวุโสหลิน บิดาของหลินอี และเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้ราชวงศ์มาตั้งแต่สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน นั่งหน้าถมึงทึงอยู่ฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายคือชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นที่มีลั่วเฉียวฮุ่ยนั่งเคียงข้าง“ท่านอ๋อง กระหม่อมได้ยินว่าเมื่อวานบุตรสาวกระหม่อมพ่ายแพ้ให้แก่หวางเฟย แม้กระหม่อมจะยอมรับในฝีมือการต่อสู้ของพระชายา แต่การศึกสงครามมิใช่การประลองยุทธ์ของเด็กเล่นขายของ การที่ท่านอ๋องอนุญาตให้สตรีเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องยา หรือแม้แต่แจกเสื้อผ้าประหลาดๆ นั่น มันจะทำให้ทหารเสียนิสัยและอ่อนแอลง!” แม่ทัพอาวุโสหลินตบโต๊ะเสียงดัง“แม่ทัพหลิน” มู่เซียวจวิ้นเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งที่หวางเฟยทำ ล้วนเป็นประโยชน์...”“เป็นประโยชน์ประเดี๋ยวประด๋าว!” ชายชราแย้งเสียงแข็ง สายตามองเหยียดมาทางลั่วเฉียวฮุ่ย “พระชายาเป็นเพียงเป็นเพียงดรุณีในห้องหอ จะไปรู้อะไรเรื่องความโหดร้ายของชายแดนและการฆ่าฟัน นางอยู่ที่นี่มีแต่จะเป็นตัวถ่วง หากข้าศึกบุกมา ท่านอ๋องจ
ตอนพิเศษที่ [1]พระชายาชินอ๋องไม่ถูกยอมรับ 1/1อันว่าหากถึงชายแดนเหนือ สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ก็คงไม่พ้นสายลมกระโชกแรงที่มักจะพัดพาเอาฝุ่นสีเหลืองขุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ค่ายทหารแดนเหนือนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อนดั่งไฟ เดี๋ยวหนาวเหน็บจนกระดูกสั่นสะท้าน ช่างแตกต่างจากความเจริญและความสะดวกสบายในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงขบวนรถม้าของชินอ๋องมู่เซียวจวิ้นเคลื่อนตัวผ่านประตูค่ายไม้อย่างยิ่งใหญ่ เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเกราะกระทบกันดังกึกก้อง ด้วยทหารหลายพันนายที่ประจำการกำลังรอรับผู้สูงศักดิ์ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ต่างยืนตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบุรุษผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยความเคารพศรัทธา ทว่าเมื่อสายตาเหล่านั้นเลื่อนไปยังรถม้าคันหรูที่แล่นตามหลังมา แววตาของพวกเขากลับแปรเปลี่ยนไป“ได้ยินว่าหวางเฟยผู้นี้เป็นคุณหนูในห้องหอที่เอาแต่ใจยิ่งนัก” ทหารนายหนึ่งกระซิบกับสหาย“ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น ว่ากันว่าชื่อเสียงในเมืองหลวงของนางฉาวโฉ่นัก ร้ายกาจกับครอบครัว ทุบตีพี่น้อง แถมยังทำตัวเป็นแม่ค้าหน้าเลือด” อีกคนตอบกลับพลางส่ายหน้า “สตรีเช่นนี้จะมาทนอ
ตอนที่ [36]สตรีร้ายกาจที่ได้ดี (ตอนจบ) หลังจากคืนเข้าหออันแสนหวาน สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพัฒนาความสัมพันธ์และทำความรู้จักกันอย่างเต็มที่ก่อนที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเขาจะต้องออกเดินทางกลับไปยังชายแดนส่วนทางด้านของจวนตระกูลลั่วนั้น ยามนี้ต่างก็ตกอยู่ในความเงียบเหงาและสิ้นหวัง...ลั่วเฉียวฮุ่ยได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่านางจะไม่ขอกลับไปยุ่งเกี่ยวกับบิดาและครอบครัวจอมปลอมนั้นอีกต่อไปบิดาพยายามจะส่งคนมาขอเข้าพบนางเพื่อกล่าวคำขอโทษ แต่ก็สายไปเสียแล้ว สายเกินกว่าที่ทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ทุกวันลั่วฉู่หวังได้แต่นั่งจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเสียใจอยู่แต่ในห้องหนังสือเพราะภาพในอดีตไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของเขาไม่หยุด...ภาพของภรรยาคนแรก มารดาผู้ให้กำเนิดลั่วเฉียวฮุ่ย...สตรีผู้มาจากครอบครัวพ่อค้าที่คอยให้การสนับสนุนเขามาโดยตลอดจนทำให้เขาได้มีวันนี้ แต่เป็นเขาเองที่เป็นคนตามืดบอดหลงลืมบุญคุณ ดังที่ไทเฮาได้ตรัสไว้ไม่มีผิด เขายังมีหน้าไปดูถูกอาชีพค้าขายของบุตรสาว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เคยได้รับการช่วยเหลือมาจากอาชีพนี้มาถึงตอนนี้ต่อให้บุตรสาวจะ
ตอนที่ [35]ชินหวางเฟยนางวาดขาเตะเข้าที่ชายคนแรกที่พุ่งเข้ามาอย่างเต็มแรง จนมันกระเด็นไปชนกับพวกเดียวกันล้มลงราวกับใบไม้ร่วง เหลือเพียงคนสุดท้ายที่ได้รับแรงเตะน้อยที่สุด นางก็จัดการถีบเข้าไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายจนกระเด็น ก่อนจะใช้สันมือสับเข้าไปที่ท้ายทอยจนสลบไป!ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดจนแม้กระทั่งองครักษ์เงาของชินอ๋องที่แอบคุ้มกันอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ทันจะได้เข้ามาช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว!ส่วนลั่วหลิงเม่ยได้แต่อ้าปากค้าง ‘นะ นี่...นังนี่ มันเก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือ’ทว่ายังไม่ทันจะได้ตั้งสติ ร่างของนางก็ถูกลั่วเฉียวฮุ่ยถีบเข้าที่ท้องจนหงายหลังล้มลงไป!“นี่ยังไม่สาสมกับที่เจ้าและมารดาของเจ้าผลักดันผู้หนึ่งให้ไปถึงความตาย สตรีเจ้ามารยาเช่นเจ้าไม่สมควรที่จะได้มีชีวิตมาถึงวันนี้ด้วยซ้ำ” ลั่วเฉียวฮุ่ยพูดขึ้นก่อนจะนึกแค้นเคืองแทนลั่วเฉียวฮุ่ยคนก่อน จึงชกเข้าที่หน้าของลั่วหลิงเม่ยหลายครั้ง จนใบหน้าอีกฝ่ายปูดบวมขยายวงกว้างขึ้น ลั่วหลิงเม่ยพยายามขัดขืนแต่ไม่สำเร็จด้วยสู้เรี่ยวแรงอีกฝ่ายไม่ได้ สาวรับใช้ของลั่วหลิงเม่ยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ก็อยากจะเข้ามาช่วยผู้เป็นนายแต่เมื่อเจอสายตาขอ







