Masukตอนที่
[5]
จุดชนวนความสงสัย
หลังจากที่ถูกบิดาตัดเบี้ยหวัดและห้ามไม่ให้ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว ชีวิตในจวนของลั่วเฉียวฮุ่ยก็ดูเหมือนจะตกต่ำลงถึงขีดสุดในสายตาของทุกคน...ยกเว้นตัวนางเอง
หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนหรือเดือดเนื้อร้อนใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับดูสบายใจและเป็นอิสระมากขึ้นกว่าเดิม
เงินเก็บเล็กน้อยที่ลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมเคยเก็บเอาไว้ ถูกนำออกมาใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า นางไม่ได้นำไปซื้อหาอาภรณ์หรูหราหรือเครื่องประดับราคาแพงอีกต่อไป แต่กลับนำไปซื้อวัตถุดิบสดใหม่จากตลาดเพื่อนำมาทำอาหารกินเองในเรือนของนาง
ทักษะการทำอาหารที่ติดตัวมาจากโลกเก่า ทำเอาเลี่ยงซูต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่า
“คุณหนู นะ...นี่ท่านไปแอบร่ำเรียนวิชาทำอาหารเหล่านี้มาจากที่ใดกันเจ้าคะ!?” เด็กสาวถามขึ้นขณะที่กำลังซดน้ำแกงไก่ตุ๋นร้อน ๆ ที่ทั้งหอมกรุ่นและรสชาติกลมกล่อมอย่างที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต
“ข้าก็แค่...ลองทำดูเล่น ๆ น่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ พลางคีบเนื้อปลานึ่งมะนาวชิ้นโตเข้าปาก
‘แค่นี้มันยังแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้นแหละน่า’
ผู้ใดจะคาดคิดว่าสตรีที่ดูแข็งทื่อและเด็ดเดี่ยวอย่างเฮเลน เฉียน ผู้เป็นเจ้าของสถาบันการต่อสู้ชื่อดัง จะมีงานอดิเรกที่เอาไว้ผ่อนคลายจิตใจหลายอย่าง การทำอาหารก็เป็นหนึ่งในนั้น ถึงจะเรียกว่างานอดิเรกแต่ทุกอย่างที่สนใจนางล้วนเลือกลงเรียนแบบส่วนตัวด้วยความตั้งใจและจริงจังในยามที่มีเวลาว่างเสมอ
ในขณะที่สองนายบ่าวกำลังมีความสุขอยู่กับมื้ออาหารเลิศรสอยู่ก็ได้ยินสองแม่ลูกตัวร้ายอย่างสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยมาเรียกที่หน้าเรือนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง
“ฮุ่ยเออร์เป็นอย่างไรบ้าง” สวีหลิงม่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานหลังลั่วเฉียวฮุ่ยเดินออกมาพบที่หน้าเรือน
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างถึงที่สุด สวีหลิงม่านทำทีเป็นไม่สนใจท่าทางของคนตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าเพียงอยากมาบอกว่าหากเจ้าขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ใช่แล้วน้องรอง แต่จะให้ดี หากเจ้ายอมไปขอโทษท่านพ่อดี ๆ บางทีท่านอาจจะใจอ่อนยอมยกโทษให้เจ้าก็ได้นะ” ลั่วหลิงเม่ยเอ่ยขึ้นเสริมด้วยท่าทางเห็นใจ ทว่านี่ไม่ใช่การแนะนำ หากฟังดี ๆ จะรู้ว่ามันเป็นการเยาะเย้ย
ลั่วเฉียวฮุ่ยมองการแสดงละครตบตาตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชา
“ขอบคุณในความหวังดีของท่านแม่และพี่ใหญ่นะเจ้าคะ แต่ข้าสบายดี และข้าก็ไม่มีอะไรที่จะต้องขอโทษ”
กล่าวจบก็เข้าไปในเรือนเพื่อกลับไปกินอาหารของตนเองต่อ ไม่เปิดโอกาสให้พวกนางได้พูดอะไรอีก
แน่นอนว่าเรื่องนี้ได้ถูกนำกลับไปรายงานต่อลั่วฉู่หวังในรูปแบบที่ถูกบิดเบือนไปโดยสิ้นเชิง
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าเป็นห่วงฮุ่ยเออร์เหลือเกิน” สวีหลิงม่านบีบน้ำตาต่อหน้าสามี “นางยังคงดื้อรั้นและไม่ยอมสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย ข้าพยายามจะนำอาหารไปให้ แต่นางก็ไม่ยอมรับ บอกว่าสามารถดูแลตัวเองได้ ฮึก ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดของภรรยายิ่งสุมไฟแห่งความไม่พอใจที่ลั่วฉู่หวังมีต่อบุตรสาวคนรองให้มากขึ้นไปอีก
หลายวันต่อมาวังหลวงได้จัดงานเลี้ยงชมบุปผาขึ้น ซึ่งเหล่าบุปผาที่นำมาแสดงล้วนแต่เป็นบุปผาหายาก และงานนี้มักจะจัดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้มาพบปะสังสรรค์กันพร้อมชมความงดงามของเหล่าบุปผาไปพลาง แน่นอนว่าตระกูลลั่วซึ่งเป็นขุนนางขั้นสามย่อมได้รับเทียบเชิญด้วย
ลั่วฉู่หวังตั้งใจว่าจะไม่พาบุตรสาวตัวปัญหาของเขาไปด้วย ด้วยความโกรธยังไม่จางหาย แต่กระนั้นก็ถูกภรรยาห้ามไว้เสียก่อน
“ท่านพี่ หากท่านไม่พานางไปด้วยคนภายนอกจะครหานินทาได้นะเจ้าคะ ว่าท่านลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน พานางไปด้วยเถิดเจ้าค่ะอย่างน้อยก็เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเรา” สวีหลิงม่านกล่าวอย่างมีเหตุผล
นางแสร้งทำเป็นหวังดีทั้งที่จริง ๆ ไม่อยากพาลั่วเฉียวฮุ่ยไปด้วยเลยสักนิด แต่ไหน ๆ ก็ต้องพาไปแล้ว เช่นนั้นก็ต้องสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายสักหน่อย
คิดแล้วจึงนำอาภรณ์ชุดใหม่มามอบให้ลั่วเฉียวฮุ่ยด้วยตนเอง
“ฮุ่ยเออร์แม่เห็นว่าเจ้าไม่มีชุดใหม่ ๆ ใส่ไปงานเลี้ยง จึงตั้งใจตัดชุดนี้มาให้เจ้าเป็นพิเศษเลยนะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยมองอาภรณ์ในมือของตนเองในตามีประกายบางอย่าง
มันเป็นชุดสีฟ้าอมเทาที่ดูจืดชืดและไร้ชีวิตชีวาอย่างที่สุด แตกต่างจากชุดสีชมพูสดใสปักลายผีเสื้อที่งดงามราวกับภาพวาดที่แอบเห็นอีกฝ่ายเตรียมไว้ให้ลั่วหลิงเม่ยโดยสิ้นเชิง
‘คิดจะกลั่นแกล้งข้าด้วยวิธีตื้นเขินเช่นนี้หรือ’
นอกจากจะคิดกลั่นแกล้งแล้ว นี่คงกลัวว่าข้าจะไปแย่งความสนใจจากคนผู้นั้นสินะ
จ้าวซงหยวน บุตรชายของเจ้ากรมพิธีการ
ทว่านางก็แสร้งทำเป็นดีใจแล้วรับชุดนั้นมา
“ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ”
สวีหลิงม่านที่เห็นเช่นนั้นก็ลอบยิ้มอย่างสะใจ ที่แผนการของตนเองสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
และเมื่อวันงานเลี้ยงมาถึงก็พบว่าลั่วเฉียวฮุ่ยปรากฏตัวขึ้นในชุดสีฟ้าอมเทาที่ดูจืดชืดนั้นจริง ๆ!!
สวีหลิงม่านยิ่งมีความสุขจนแทบจะหัวเราะออกมา
นอกจากนั้นอีกฝ่ายยังไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาให้งดงามเหมือนเช่นเคยทำเพียงแค่รวบผมขึ้นอย่างง่าย ๆ ท่าทางในตอนนี้ดูราวกับเป็นสาวใช้ที่ติดตามมามากกว่าจะเป็นคุณหนูของตระกูลใด
ภาพของลั่วเฉียวฮุ่ยเมื่อไปยืนเทียบกับลั่วหลิงเม่ยที่งดงามเปล่งประกายราวกับเทพธิดา มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เรื่องนี้สร้างความพึงพอใจให้กับสองแม่ลูกเป็นอย่างยิ่ง
และเมื่อเข้าไปในงานเลี้ยงสายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่ความงดงามของลั่วหลิงเม่ยไม่มีใครสนใจคุณหนูรองที่ดูจืดชืดเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเรื่องนี้กลับเป็นสิ่งที่ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องการ และเมื่อสายตาเห็นว่าเป็นผู้ใดที่กำลังเดินเข้ามาหานางอยู่ไกล ๆ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น
มาช่วยทำให้แผนการของข้าสำเร็จเร็ว ๆที
คุณหนูจาง จางอี้เฟิน สตรีปากร้ายที่เป็นคู่ปรับเก่าของลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิม เดินตรงเข้ามาหาอย่างมีจุดประสงค์บางอย่าง
“ตายจริง! คุณหนูรองลั่ว อาภรณ์ของเจ้าในวันนี้ช่างดูไม่เจริญหูเจริญตาเอาเสียเลยนะ ไม่ทราบว่าไปขุดอาภรณ์เก่าเก็บผืนนี้มาจากร้านใดกันหรือ” กล่าวเสียงดังราวกับต้องการให้ผู้อื่นได้ยินพลางหัวเราะเยาะ ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียว หลายคนรอคอยที่จะได้ชมเรื่องสนุก
ทว่าแทนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยจะเกรี้ยวกราดกลับไปเหมือนเช่นเคย นางกลับแสร้งทำเป็นเบิกตากว้างด้วยความใสซื่อ
“หืม? อาภรณ์ของข้าไม่สวยหรือ” นางกล่าวพลางก้มลงมองชุดของตัวเอง
“แต่นี่เป็นอาภรณ์ที่ท่านแม่ของข้าตั้งใจเตรียมมาให้ข้าโดยเฉพาะเลยนะ ท่านแม่บอกว่าสั่งตัดมาพร้อมกันกับของพี่ใหญ่เลย แต่ว่านางคงจะเห็นว่าข้าเหมาะกับสีเรียบ ๆ ถึงได้เลือกชุดนี้ให้กระมัง”
“…..”
คำพูดที่ดูใสซื่อของหญิงสาวคล้ายจะไม่มีอะไร แต่ทว่าในเหล่ากลุ่มชนชั้นสูงที่มักจะพบเจอกับเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ ล้วนเข้าใจในทันที
จากนั้นสายตาของทุกคนในงานก็จับจ้องลั่วเฉียวฮุ่ยและลั่วหลิงเม่ย พลางมองอาภรณ์ของสองพี่น้องสลับกันไปมา
อาภรณ์ของผู้หนึ่งงดงามเปล่งประกายราวกับผ้าทอจากสรวงสวรรค์ส่วนอีกคน…กลับดูจืดชืดและเรียบง่ายราวกับผ้าของบ่าวรับใช้!
นี่น่ะหรือที่เรียกว่าตั้งใจทำให้?
ต่อมาเสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นหนาหู ทว่าครั้งนี้เป้าหมายของการนินทาได้เปลี่ยนไปแล้ว
“นี่...พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? นางบอกว่ามารดาเลี้ยงเป็นคนเตรียมชุดนี้ให้”
“ข้าก็ได้ยิน ช่างน่าสงสารคุณหนูรองนัก ได้ยินมาว่าลั่วฮูหยินรักใคร่เอ็นดูลูกเลี้ยงดุจลูกในไส้ ที่แท้ก็เป็นแค่เรื่องจอมปลอมหรือนี่”
“ดูสายตานางสิ...ช่างน่าเวทนานัก ต้องถูกกดขี่ข่มเหงเพียงใดกันถึงได้มีสภาพเช่นนี้”
มุมปากของลั่วเฉียวฮุ่ยขยับขึ้นเล็กน้อย
แผนการของนางได้ผลเกินคาด เพียงแค่ยอมลดตัวลงมาแต่งตัวให้ดูน่าสงสารแล้วใช้คำพูดที่ใสซื่อเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถทำลายภาพลักษณ์ ‘มารดาเลี้ยงผู้แสนดี’ ที่สวีหลิงม่านพยายามสร้างมานานหลายปีลงได้อย่างย่อยยับ!
สวีหลิงม่านที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดได้แต่กัดฟันกรอดพลางจ้องมองลูกเลี้ยงตัวแสบด้วยสายตาที่แทบจะลุกเป็นไฟ
‘นังสารเลวลั่วเฉียวฮุ่ย!!’
หลังจากทิ้งชนวนลูกใหญ่ไว้ให้ทุกคนได้ขบคิดกันแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวายนั้นทันที หญิงสาวเดินไปยังมุมสงบในสวนบุปผาเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ งานนี้เลี่ยงซูไม่ได้มาด้วย ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
ระหว่างที่นั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง สายตาของนางก็มองลอดผ่านพุ่มไม้ไปก่อนจะได้เห็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจหนึ่งเข้าพอดี ทันใดนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง
ตอนที่ [14]เซียวจวิ้น ช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เรือนฟู่เฉิงเพื่อดูแลกิจการที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือไม่ก็ไปมาหาสู่ที่จวนตระกูลฉินเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับฉินฮูหยินอยู่เสมอ นางแทบจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปใกล้เรือนใหญ่ของจวนตระกูลลั่วเลยหากไม่จำเป็น เมื่อกลับมาถึงจวนในตอนค่ำ นางก็จะตรงกลับไปยังเรือนของตนเองทันทีการที่นางเข้า ๆ ออก ๆ จวนอยู่ทุกวันแน่นอนว่าย่อมอยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดาอย่างลั่วฉู่หวังแต่เขาก็ทำได้เพียงแค่สงสัยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะซักถามอะไรให้มากความ ในความคิดของเขา บุตรสาวคนรองก็คงจะยังทำตัวเหลวไหลออกไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ไร้สาระเหมือนเช่นเคย‘เมื่อไรจะรู้จักโตเป็นผู้ใหญ่เสียทีนะ...’ เขาได้แต่ถอนหายใจอย่างระอา พลางหันไปมองภาพของภรรยาและบุตรสาวคนโตที่กำลังนั่งเย็บปักถักร้อยกันอยู่ที่ศาลากลางสวนด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ‘ดูสิ เม่ยเออร์ช่างเพียบพร้อมและเป็นกุลสตรีที่งดงาม ลั่วเฉียวฮุ่ยช่างเทียบไม่ติดจริง ๆ’โดยเขาไม่รู้เลยว่าบุตรสาวที่เขาตราหน้าว่าไร้สาระนั้น บัดนี้ได้กลายเป็น คหบดีหญิงผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลคน
ตอนที่ [13]สินค้าใหม่ ความคิดที่แวบเข้ามาในหัวของลั่วเฉียวฮุ่ยคืนนั้น มันได้จุดประกายไฟแห่งการสร้างสรรค์ครั้งใหม่ของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ‘รองเท้ากันน้ำ กันหิมะ ทนทาน สำหรับทหาร...’ใช่แล้ว! รองเท้าสำหรับทหาร!!มันอาจจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับนางที่ในอดีตคือ เฮเลน เฉียน อดีตครูฝึกสอนการต่อสู้และการเอาตัวรอด นางรู้ดีว่าอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะชี้เป็นชี้ตายในสนามฝึกได้เลยทีเดียวในโลกก่อนตอนที่นางยังเป็นเพียงนักเรียนการต่อสู้ นางต้องเข้ารับการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและทารุณมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งการเดินเท้าในป่ารกชัฏที่เต็มไปด้วยโคลน การปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน ไปจนถึงการฝึกซ้อมท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ประสบการณ์เหล่านั้นได้สอนให้นางต้องรู้จักดัดแปลงและปรับปรุงอุปกรณ์ของตนเองให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...รองเท้าคืนนั้นลั่วเฉียวฮุ่ยใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการขลุกอยู่กับกองกระดาษและพู่กัน เพื่อร่างภาพแบบรองเท้าหุ้มข้อที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่นางต้องการ มันจะต้องทำจากหนังที่เหนียวและทนทาน
ตอนที่ [12]ยิ่งกว่าครอบครัว เสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านข้างรถม้า ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องเปิดม่านไปดู แล้วก็พบกับร่างของสตรีวัยกลางคนที่คุ้นเคย ท่านป้าเสวียน บ่าวรับใช้คนสนิทของฉินฮูหยินนั่นเอง“ท่านป้าเสวียน มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยเอ่ยทักทายด้วยความประหลาดใจเสวียนหงยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มที่ดูจริงใจและไม่เสแสร้ง แตกต่างจากรอยยิ้มของคนในจวนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเพิ่งจะจากมาโดยสิ้นเชิง“พอดีว่านายหญิงให้ข้าน้อยไปหาคุณหนูที่เรือนฟู่เฉิงน่ะเจ้าค่ะ แต่เมื่อไปถึงคนงานที่นั่นกลับบอกว่าคุณหนูได้เดินทางกลับไปก่อนแล้ว ข้าน้อยจึงลองออกมาตามหาดู โชคดีจริง ๆ ที่ได้พบท่านที่นี่”“ฉินฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?” ลั่วเฉียวฮุ่ยค่อนข้างจะนอบน้อมต่อสตรีผู้นี้เป็นพิเศษ เพราะนางรู้ดีว่าเสวียนหงไม่ได้เป็นเพียงบ่าวรับใช้ธรรมดา แต่คือคนที่ฉินฮูหยินให้ความไว้วางใจมากผู้หนึ่ง“เรื่องนั้น...ข้าน้อยเองก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ” เสวียนหงส่ายหน้าเบา ๆ“นายหญิงเพียงแค่สั่งให้ข้ามาเชิญคุณหนูไปที่จวนให้ได้ ท่านบอกว่ามี ‘เรื่องสำคัญ’ จะพูดคุยด้วย เช่นนั้นตามข้าไปที่จวนจะด
ตอนที่ [11]ไม่เคยสำคัญ หนึ่งเดือนผ่านไป...กิจการค้าระหว่างลั่วเฉียวฮุ่ยและฉินฮูหยินรุ่งเรืองเฟื่องฟูขึ้นอย่างไม่มีหยุดยั้ง สินค้าทุกชิ้นที่นางคิดค้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสบู่หอม เครื่องหอมแบบน้ำหรือกระเป๋าสารพัดประโยชน์ล้วนต่างก็กลายเป็นของยอดนิยมที่เหล่าสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงต้องมีไว้ในครอบครองคำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามามากมายจนหญิงสาวและคนงานที่เรือนฟู่เฉิงแทบจะผลิตกันไม่ทัน ทำให้ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นั่น นางจะต้องดูแลทั้งควบคุมคุณภาพการผลิต การคิดค้นสินค้าใหม่ ๆ และวางแผนรูปแบบการขายร่วมกับฉินฮูหยิน ทุกวันทำงานหนักเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กระนั้นกลับเป็นความเหนื่อยที่เต็มไปด้วยความสุขและความภาคภูมิใจนั่นเพราะนางไม่ได้ร่ำรวยขึ้นเพียงคนเดียว แต่เหล่าคนงานที่นางว่าจ้างมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนยากจนที่เคยไม่มีแม้แต่งานจะทำ บัดนี้พวกเขากลับมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยนางให้ผลตอบแทนแก่พวกเขาอย่างสมน้ำสมเนื้อ มอบทั้งค่าจ้างที่สูงกว่าปกติ ไหนจะอาหารครบทุกมื้อและที่พักที่ปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เหล่าลูกจ้างต่างก็พากันซาบซึ้งใจและทำงานให้นางอย่างถวายห
ตอนที่ [10]พังมาพังกลับ หลังจากที่จัดการเรื่องเรือนฟู่เฉิงแหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่และคัดเลือกคนงานที่ไว้ใจได้เรียบร้อยแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็กลับมาทุ่มเทให้กับการผลิตสินค้าชุดใหม่ต่อทันที ด้วยกำลังคนที่เพิ่มขึ้นและสถานที่ที่กว้างขวางกว่าเดิม ก็ทำให้การผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพียงไม่นาน สินค้าชุดใหม่ก็ถูกส่งไปยังร้านยงซื่อจินผิ่นจนเต็มคลังสินค้าและเมื่อจัดการเรื่องงานจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องสะสาง ‘บัญชีแค้น’ ส่วนตัวกันเสียทีนางรอคอยจังหวะที่เหมาะสมและในที่สุดโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับข่าวจากสายที่แอบวางไว้ในจวนว่าวันนี้บิดาของนางติดงานสำคัญต้องค้างคืนอยู่ที่นอกเมืองหลายวัน น้องชายตัวแสบก็ไปเรียนที่สำนักศึกษา ส่วนสองแม่ลูกตัวดีก็มีแผนที่จะออกไปเลือกซื้อผ้าไหมที่ตลาดวันนี้ทางสะดวก!!ช่างเป็นวันที่เหมาะสมกับการ ‘ลงมือ’ ครั้งใหญ่เสียจริงลั่วเฉียวฮุ่ยยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นางรอจนกระทั่งรถม้าของสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยเคลื่อนตัวออกจากจวนไปแล้ว จึงได้เริ่มต้นแผนการของนางทันที!โดยบอกให้เลี่ยงซูอยู่เฝ้าเรือนไว้ ส่วนตนเองก็ได้ใช้ ทัก
ตอนที่ [9]แหล่งผลิตสินค้าแห่งใหม่ หลังจากที่จับจ่ายซื้อวัตถุดิบจนเต็มรถม้าแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็เดินทางกลับมายังจวนตระกูลลั่วด้วยความรู้สึกที่กระตือรือร้นและเต็มไปด้วยพลัง นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้กลับไปเริ่มต้นผลิตสินค้าชุดใหม่ สินค้าที่จะนำพาความร่ำรวยและอิสรภาพมาสู่ชีวิตของนางแต่แล้วหลังจากที่นางแอบนำของเหล่านั้นเข้าประตูด้านข้างก่อนจะนำไปที่เรือนของตนเอง ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเรือนของตนเองเข้ามารอยยิ้มที่เคยสดใสก็พลันแข็งค้างไป...ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของนาง เรียกได้ว่าคือความพินาศย่อยยับ!เพราะข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นในเรือนถูกรื้อค้นออกมาจนกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น โต๊ะเครื่องแป้งถูกผลักจนล้มคว่ำ เสื้อผ้าที่พับไว้อย่างดีถูกดึงออกมาขยี้จนยับยู่ยี่และที่เลวร้ายที่สุด คือโอ่งดินเผาใบเล็กที่นางใช้เก็บสมุนไพรหายากบางชนิด บัดนี้มันได้แตกละเอียดกลายเป็นเศษดินเผาไปเสียแล้ว!“คุณหนู!!” เลี่ยงซูที่เดินตามเข้ามาทีหลังถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กัน!”เลี่ยงซูกำลังจะวิ่งออกไปเพื่อตามหาคนมาสอบสวน แต่กลับถูกลั่วเฉียวฮุ่ยยกมือ







