LOGIN"คุณหนูหลี่...คุณหนูหลี่เจ้าคะ..."แรงสะกิดอันอ่อนโยนจากเรียวมือบางของหนิงอัน ปลุกให้หลี่ถงถงในร่างของนางร้ายในนิยายรู้สึกตัวและค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมา
อา...ช่างเป็นสัมผัสที่อ่อนนุ่มและอ่อนโยนยิ่งนัก...กับผีน่ะสิ!!! หลี่ถงถงหันไปมองคนปลุกด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นจากเตียงแข็ง "มีสิ่งใด?"น้ำเสียงราบเรียบดังขึ้นอย่างนึกรำคาญ วันนี้เป็นวันว่างก่อนเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ หลี่ถงถงจึงอยากจะนอนพักให้เต็มที่ก่อนจะเข้าไปสู้ เพราะว่าการไปร่ำเรียนในครานี้คือเส้นทางความเป็นความตายของนาง! "คะ...คือว่า...ข้าออกไปทำอาหารมา...เห็นตั้งแต่ที่ท่านมา ท่านก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย ถ้าไม่รังเกียจ...มา...มากินด้วยกันรึไม่?"หนิงอันเอ่ยถามด้วยท่าทีหวาดๆพลางยกกล่องข้าวขนาดใหญ่ขึ้นมา นัยตาสีแดงทับทิมหลุบมองกล่องข้าวขนาดใหญ่นิ่งๆ ทำมาเยอะขนาดนี้คงจะต้องการเอามาให้ทุกคนในห้องนี้กินสินะ? หลี่ถงถงหันไปมองเตียงของสองสาวที่หายไปไหนไม่ก็อาจรู้ได้ และคาดการณ์เอาไว้ว่าสองคนนั้นคงจะปฏิเสธเป็นแน่ ตอนนี้คงเหลือแค่ข้าคนเดียวนั่นสินะ ...ทำมาเยอะขนาดนี้หากจะให้นางฝืนกินคนเดียวก็กระไรอยู่...หลี่ถงถงเอ่ยในใจ หนิงอันที่เห็นว่าอีกฝ่ายเงียบก็รู้สึกใจเสีย เพราะข้ามันคนชั้นต่ำเลยไม่มีใครอยากผูกมิตรไมตรีด้วยงั้นสินะ ท่านแม่...ดูเหมือนข้าจะไร้สหายเสียแล้ว...หนิงอันเอ่ยในใจอย่างรู้สึกเศร้าหมอง "เอาสิ" "!?"หนิงอันเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าอย่างตกใจ "หรือเจ้าไม่อยากให้ข้าได้กินแล้ว?"เมื่อเห็นท่าทีของหนิงอัน หลี่ถงถงก็เอ่ยถามอย่างสงสัย หนิงอันที่ได้ยินคำถามของหลี่ถงถงก็ส่ายหน้าไปมาอย่างแรงหลายครั้งก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างดีใจ คุณหนูหลี่...เป็นคนดีต่างจากข่าวลือจริงๆ...หนิงอันเอ่ยในใจ เมื่อเห็นใบหน้าที่อ่อนลงของสาวงามตรงหน้า หลี่ถงถงก็เบนสายตาออกห่างจากนาง นางคงคิดว่าข้าเป็นคนดีอยู่เป็นแน่ แต่ก็ช่างเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไร...หลี่ถงถงคิดในใจ "งะ...งั้นข้าจะไปหยิบตะเกียบนะเจ้าคะ..."หนิงอันวางกล่องข้าวลงบนเตียงของหลี่ถงถงก่อนจะหันหลังไปหยิบตะเกียบที่ตนเตรียมเอามายื่นให้หลี่ถงถงด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ก่อนจะชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าเป็นชนชั้นสูงอาจจะนึกรังเกียจตนอยู่ก็ได้... หลี่ถงถงหยิบตะเกียบจากมือบางของหนิงอันอย่างไม่นึกรังเกียจพลางเอ่ยออกมาเมื่อสายตาเบนเห็นโต๊ะหินอ่อนข้างนอกหน้าต่างที่อยู่ตรงสนามหญ้า"ออกไปกินข้างนอกกันเถอะ ข้าอยากนั่งกินใต้ร่มไม้" หนิงอันมองตามที่หลี่ถงถงออกไป ก่อนจะพยักหน้าตอบรับอย่างเชื่อฟัง "แต่เจ้าลงไปรอข้าก่อนได้เลยนะ ข้าเพิ่งตื่น ต้องไปล้างหน้าล้างตาก่อน"หลี่ถงถงหันไปพูดกับหนิงอันเสียงเรียบ "หืม? ระ...เรื่องนั้น... ข้าเตรียมน้ำล้างหน้ามาให้ท่านแล้วเจ้าค่ะ อยู่ตรงนี้เจ้าค่ะ!"หนิงอันหยิบอ่างใบเล็กที่มีน้ำแร่สะอาดที่ถูกตั้งไว้บนโต๊ะข้างๆเตียงของทั้งสองคนมายื่นให้หลี่ถงถง คิ้วงามเรียวของหลี่ถงถงขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าเตรียมไว้ให้ข้าทำไม? เจ้ามิใช่คนรับใช้ของข้าเสียหน่อย คราวหลังให้ข้าทำเอง เจ้าไม่ต้องมายุ่ง" หนิงอันเบิกตากว้างมองหลี่ถงถงอย่างตกใจก่อนจะวางอ่างน้ำลงที่เดิม "ขออภัยเจ้าค่ะ..." "อีกอย่างนะ ที่นี่ไม่ใช่โลกภายนอกที่ข้าจะมีอำนาจเหนือกว่าเจ้า ที่นี่คือสำนักศึกษา ศิษย์ทุกคนล้วนมีฐานะเท่าเทียมกัน เจ้าจะมาเรียกแทนข้าว่าท่านหรือแทนตนเป็นทาสผู้อื่นมันไม่ได้หรอกนะ"หลี่ถงถงเอ่ยจบก็เดินไปล้างหน้าในอ่างที่หนิงอันเตรียมเอาไว้ให้เพื่อรับน้ำใจของนาง หนิงอันมองหลี่ถงถง ขอบตาแดงผ่าวน้ำตาคลอเบ้า นี่คือครั้งแรกที่มีคนพูดเช่นนี้กับนาง ช่างเป็นความสุขที่หาใดเปรียบยิ่งนัก... เมื่อหลี่ถงถงล้างหน้าเสร็จก็เดินออกจากห้องพร้อมกับหนิงอัน โดยให้หนิงอันถือกล่องข้าว ส่วนตนถือขวดน้ำดื่มสองกระบอกเพราะไม่อยากมือว่าง "จะว่าไปคุณหนูหลี่..." "เรียกข้าว่าหลี่ถงถงเถอะ และก็ไม่ต้องพูดมีหางเสียงกับข้าก็ได้"หลี่ถงถงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ "เอ๋!? จะ...จะดีหรือเจ้าคะ...?!"หนิงอันมีท่าทีตกใจและลังเลใจเป็นอย่างมาก อืม...นางสมกับเป็นนางเอกในนิยายจริงๆ ด้วยท่าทีเช่นนี้ของนางคงจะตกเหล่าบุรุษผู้มากหน้าหลายตาให้ตกหลุมรักนางได้ง่ายๆเป็นแน่...หลี่ถงถงคิดในใจ สายตานิ่งเรียบหันไปเห็นหนิงอันมีท่าทีกังวลใจและมีท่าทีเคร่งเครียดก็เบนออกก่อนที่หลี่ถงถงจะเอ่ยออกมาเสียงเรียบ"เลิกกังวลใจไร้สาระเถอะ ข้าบอกให้เรียกได้ก็คือเรียกได้" "อา...อื้ม! ขอบคุณนะ...ละ...หลี่...หลี่ถงถง..."หนิงอันเอ่ยอย่างเกร็งๆ ใบหน้างามขึ้นสีแดงฉ่าส่องประกายความน่ารักออกมาจนใครที่เห็นก็ต่างพากันอดกุมอกซ้ายของตนไม่ได้ หลี่ถงถงมองแก้มขึ้นสีแดงชมพูของใบหน้างามนิ่งๆก่อนจะเบนหันไปทางอื่นอีกครั้ง... "เหมือนกระต่ายเลย..."เสียงราบเรียบดังออกมาจากปากของหลี่ถงถงอย่างไม่ได้ตั้งใจ "หืม?"หนิงอันหันมองหลี่ถงถงอย่างสงสัย "..." ให้ตายเถอะ... วันต่อมา... หลี่ถงถงกับหนิงอันเร่งตื่นเช้าไปเข้าเรียน และตามคาด หลี่ถงถงได้นั่งโต๊ะหลังห้อง โดยมีร่างๆหนึ่งนั่งรอข้างๆอยู่แล้ว หลี่ถงถงมองคนที่นั่งข้างตนอย่างละเอียด รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ตาเฉี่ยวคม นัยตาสีทองที่เป็นเอกลักษณ์ของสายเลือดตระกูลฉี ตระกูลสายเลือดมังกรและผู้ได้รับพรจากมังกรมานานช้านาน ตกทอดมายังรุ่นสู่รุ่น ถึงจะหล่อบาดตาบาดใจขนาดไหน แต่ว่าเขาก็เป็นตัวร้ายที่จะสังหารข้าในอนาคต ตอนนี้ก็ควรห่างๆเข้าหน่อยดีกว่า...หลี่ถงถงหันหน้าไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงจะสานสัมพันธ์อันดีกับคนข้างกาย "เจ้า...ยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะหลี่ถงถง"จู่ๆเสียงทุ่มของบุรุษก็ดังขึ้นข้างหูของหลี่ถงถง ใบหน้าหล่อคมคายหันมองสตรีที่นั่งเท้าคางหันหน้าเลี่ยงตนอยู่ ก่อนจะหันไปมองสตรีร่างบางอันเป็นรักเดียวของตนนั่นก็คือหนิงอัน สาวงามผู้เป็นดั่งดวงใจของเขา เมื่อวานนี้ฉีหานฟงได้เห็นว่าหลี่ถงถงได้นั่งกินข้าวคุยเล่นกับหนิงอันอย่างสนิทสนม ทั้งๆที่หนิงอันกับนางชนชั้นหาได้ไกล้เคียงกันไม่ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าหลี่ถงถงนั้นมิได้สนใจฐานะของหนิงอัน ซ้ำยังผูกมิตรไมตรีต่อกันอย่างสนิทสนมไร้ความรังเกียจ ข่าวลือที่เล่าขานกันมาว่าหลี่ถงถงนั้นนิสัยแย่จิตใจทรามนั่นหาใช่เรื่องจริงไม่ ฉีหานฟงรู้ดี นางเพียงแค่เป็นคนตรงๆขวานผ่าซากเท่านั้น "..."หลี่ถงถงเงียบ เหมือนเดิมหรือ? พูดเหมือนรู้จักข้าดีอย่างนั้นแหละ...หลี่ถงถงคิดในใจ เมื่อเห็นว่าสตรีที่นั่งข้างกายไม่ตอบกลับมา ฉีหานฟงก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาที่ถูกเมินเฉย ตั้งแต่อดีตแล้วที่หลี่ถงถงมักจะหลบเลี่ยงตนเพราะไม่ชอบหน้ากัน ฉีหานฟงเองก็เช่นกัน แต่ว่าแผนการของข้าจำเป็นต้องมีเจ้า หลี่ถงถง...ฉีหานฟงเอ่ยในใจก่อนจะเอ่ยชวนอีกฝ่ายคุยอีกครั้ง "ใครๆต่างก็บอกว่าเจ้ามันชั่วร้าย เป็นอันธพาลก่อเรื่องไปทั่ว แต่ว่าข้าคิดต่างนะ เจ้าออกจะเป็นคนดีมีน้ำใจต่อผู้อื่น..." "หุบปากหน่อยมิได้รึไง?"หลี่ถงถงเอ่ยออกมาอย่างรำคาญ ฉีหานฟงหุบยิ้มลงและมองหลี่ถงถงอย่างหงุดหงิดแต่ก็ยังที่จะเอ่ยออกไปเพื่อผูกสัมพันธไมตรี "เจ้าเป็นคนดีนะ ข้าเองก็รู้ว่าเจ้า..." "ข้าบอกว่าให้หุบปากไง แค่นี้มองไม่รู้รึว่าข้าไม่อยากคุยกับเจ้า"หลี่ถงถงเอ่ยขัดคำของฉีหานฟงอย่างรู่สึกรำคาญ นี่คือก้าวแรก หากทำให้ฉีหานฟงไม่สามารถพูดคุยกับข้าได้อย่างสนิทสนม และหากข้าแสดงท่าทีเกลียดชังต่อเขา เขาก็จะไม่สามารถดึงข้าให้ไปอยู่ในแผนการของเขาได้...หลี่ถงถงเอ่ยในใจพลางเหลือบมองฉีหานฟงที่มีใบหน้ามืดครึ้มขึ้น เป็นไปได้ดี...ณ เนินเขาสูงหลังหอพักของเหล่าศิษย์นิกายเป่ยซานมีร่างหญิงสาวร่างหนึ่งกำลังทำสมาธิในท่าหกสูงบนเนินเขาหลังหอพัก โดยใช้แขนข้างเดียวในการยึดทรงตัวกับพื้นส่วนแขนอีกข้างถูกนำไปไคว้หลัง การทรงตัวที่นิ่งสงบดั่งสายน้ำ แข็งแกร่งยากจะทำได้ง่าย บรรยากาศโดยรอบโอบล้อมไปด้วยความเงียบที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ฟึบ!!! จู่ๆก็มีกระบี่เล่มหนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีร่างบางที่กำลังทำท่าหกสูง แต่ทว่าก่อนที่คมกระบี่จะมาเฉือนร่าง ร่างบางของสตรีก็พลิกหลบคมกระบี่อย่างง่ายดายอ่อนช้อย "อรุณสวัสดิ์เจ้าบ้า"หลี่ถงถงที่พลิกตัวหลบเปลี่ยนท่าเป็นนั่งขัดสมาธิเงยหน้าขึ้นเอ่ยทักทายคนที่หมายจะเอาชีวิตของตนด้วยน้ำเสียงสดใส "ชิ!"ฉีหานฟงสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ใส่หลี่ถงถงก่อนจะฟันกระบี่ไปที่ร่างของนางอีกครั้ง แต่ผลก็ออกมาเช่นเดิม "เกือบแล้วนะอีกนิด วันพรุ่งนี้ก็มาพยายามด้วยกันอีกนะสหาย"หลี่ถงถงตีลังกาหลบอย่างสวยงามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทีสงบ "..."ฉีหานฟงเงียบพลางมองร่างของหลี่ถงที่ตอนนี้สวมชุดสีขาวไม่หนาไม่บางจนเกินไป แต่เหงื่อที่ไหลออกมาจากร่างกายของนางเป็นจำนวนมากจากการออกกำลังกายทำให้ชุดสีขาวของนางเปียกโชก เนื้อผ้า
"ถงถง เจ้าก็ไม่ดื่มหรือ?"ฟางซูมองหลี่ถงถงที่เอาแต่กินอาหารไม่สนใจแตะสุราเลย ทำให้ชายหนุ่มนักปราชญ์เกิดความสงสัย "ตอนนี้อยู่ในช่วงอดของข้าน่ะ เจ้าดื่มเลย"หลี่ถงถงตอบพลางยกน้ำเปล่าขึ้นดื่มดับกระหาย "งั้นเหลือแค่ข้ากับฟางซูงั้นสินะที่ดื่ม"หนิงอันกล่าวอย่างรู้สึกเสียดายที่ดื่มกันแค่สองคนในสี่คน "...จะว่าไปช่วงนี้ข้าได้ยินข่าวลือว่ามีคนพบเห็นปีศาจออกมาเคลื่อนไหวใกล้ๆนิกายด้วยล่ะ"ฟางซูเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางยกสุราขึ้นมาดื่ม "ปีศาจหรือ?"อวี้ซือเหลียงหันไปถามฟางซูอย่างตกใจ "ใช่ ในข่าวลือบอกว่าเมื่อวันก่อนมีศิษย์สาขาอักขระอาคมสามคนที่กำลังกลับมาจากทำภารกิจ แล้วบังเอิญพบกับปีศาจประเภทเผ่าพันธ์เงาทมิฬกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวมาทางฝั่งของนิกาย มีจำนวนประมาณหลายสิบตน ทั้งสามคนนั้นจึงรีบไปแจ้งผู้อาวุโสของนิกาย ทางผู้อาวุโสจึงได้เร่งออกไปตรวจสอบแต่กลับไม่พบร่องรอยอะไรเลย"ฟางซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "ศิษย์พวกนั้นอาจจะกุเรื่องขึ้นมาก็ได้มิใช่รึ?"หนิงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย "ข้าว่าก็อาจจะเป็นไปได้"ฟางซูพยักหน้าตอบรับคำของหนิงอัน "เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องท
"ถงถง ข้าสอบผ่านแล้วนะ! ท่านอาจารย์ให้รางวัลที่สามารถผ่านเป็นคู่แรกได้ด้วย!!!"หนิงอันยกถังหูลู่(ผลไม้เคลือบน้ำตาล)ขึ้นมาและยื่นให้หลี่ถงถงหนึ่งไม้ "เจ้าเก่งยิ่งนัก สมกับเป็นอันอัน"หลี่ถงถงลูบศีรษะของหนิงอันอย่างอ่อนโยนพลางระบายยิ้มออกมา "แล้วพวกเจ้าจะไปสอบยามใดหรือถงถง"อวี้ซือเหลียงถามหลี่ถงถงอย่างสงสัย พลางหันไปมองฉีหานฟงที่ยืนอยู่เงียบๆข้างๆ "ข้าเรียนรู้ได้ช้า คงอีกสามวันจึงจะไปได้" เมื่อได้ยินหลี่ถงถงกล่าวหนิงอันก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่ถงถงอย่างสงสัย เรียนรู้ช้าหรือ? "จริงด้วยสิ ฟางซูฝากบอกว่าวันนี้จะพาพวกเราไปเดินเล่นในย่านการค้าของนิกาย มีใครอยากไปบ้าง?"หลี่ถงถงถามเงยหน้าทุกคน "ข้าไปๆ!"หนิงอันเป็นคนแรกที่ยกมือตอบคนแรกด้วยน้ำเสียงที่ดังสดใส "ข้าไปด้วย"อวี้ซือเหลียงพยักหน้าพลางยิ้มน้อยๆเมื่อเห็นท่าทีสดใสของหนิงอัน "เจ้าล่ะ?"หลี่ถงถงหันไปถามฉีหานฟงที่ยืนมองตนเงียบๆ ชายหนุ่มมองหลี่ถงถงด้วยสายตาเย็นชา ยามนี้นางยังทำตัวเป็นปกติได้อีกงั้นหรือ? เมื่อเห็นว่าฉีหานฟงไม่ตอบ ทั้งสามก็มองฉีหานฟงอย่างสงสัย หลี่ถงถงเลิกคิ้วก่อนจะค่อยๆแสยะยิ้มออกมา อะไรเนี่ย? เขาเป็นคนเก็บความรู้สึกของตั
สมกับเป็นเหล่าอัจฉริยะซะจริงๆ...หลี่ถงถงมองภาพที่ทุกคนกำลังร่ายรำกระบวนท่าได้อย่างชำนาญภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วยาม แม้ฟางซูและหนิงอันจะดูยังเก้ๆกังๆอยู่แต่ก็ถือว่าดีแล้วสำหรับการฝึกครั้งแรก อยู่ท่ามกลางอัจฉริยะเช่นนี้ทำเอาลำบากใจไม่น้อยเลยนะเนี่ย...หลี่ถงเอ่ยในใจพลางเปลี่ยนกระบวนท่าร่ายรำ "ดูเหมือนจะง่ายกว่าที่คิดเลยนะ..."หนิงอันเอ่ยพลางยิ้มร่าออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะเปลี่ยนกระบวนท่าไปอีกหนึ่งกระบวน ดูเหมือนนางจะมีพรสวรรค์ไม่น้อยหน้าใครเลย... "ข้าก็ว่าเช่นนั้น"ฟางซูเอ่ยต่อจากหนิงอันด้วยใบหน้าปลื้มปริ่ม อวี้ซือเหลียงเองก็พยักหน้าตอบรับเบาๆ ส่วนฉีหานฟงก็พยักหน้าตั้งแต่ที่หนิงอันกล่าวแล้ว "ดูเหมือนว่าจะมีข้าเพียงคนเดียวที่คิดว่ามันยากนะเนี่ย..."หลี่ถงถงแสร้งทำเป็นว่าตนไม่สามารถร่ายรำกระบวนท่าได้ เพื่อชีวิตที่ไม่เป็นจุดเด่น ข้าจะต้องทำตัวอ่อนแอเข้าไว้...หลี่ถงถงเอ่ยในใจ "ข้าจะช่วยนะถงถง!"หนิงอันหันมากล่าวกับหลี่ถงถงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลี่ถงถงมองหนิงอันด้วยสายตาเรียบเฉยพลางพยักหน้ารับน้ำใจนางเบาๆ ...สมกับเป็นนางเอกนิยายจริงๆ ทั้งห้าร่วมกันฝึกฝนเช่นนี้กันทุกวัน
"...การต่อสู้ พละกำลังถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ว่าก็ต้องควบคู่ไปพร้อมกับปัญญา แม้สาขาของเราจะเน้นไปที่การต่อสู้ไม่อาจไปเทียบเคียงกับสาขาที่เน้นความละเอียดอ่อนอย่างสาขาอื่น แต่พวกเราก็ต้องหัดที่จะอ่อนน้อมไม่แข็งทื่อจนเกินไป""พลังลมปราณภายในกายของทุกคนต้องใช้สมองในการขับเคลื่อนพลัง หากพวกเจ้าไม่หัดควบคุมอารมณ์ของตัวเองพวกเจ้าก็จะไม่สามารถควบคุมพลังลมปราณได้""การที่ข้าได้ให้พวกเจ้านำแท่งเหล็กไปหัก ก็เพื่อให้พวกเจ้าเรียนรู้ในสิ่งพวกนี้ คนที่สามารถหักแท่งเหล็กนี้ได้จะต้องสามารถควบคุมพลังปราณของตนได้ควบคู่ไปกับพลังกาย""คนที่สามารถหักแท่งเหล็กได้จงนำแท่งเหล็กที่ถูกหักมาส่งคืนให้กับข้า ส่วนคนที่ยังทำไม่ได้ก็จงนำเอาไปฝึกฝนต่อเสีย"ท่านอาจารย์กล่าวจบทุกคนก็รีบทำตามที่ท่านบอกทันที หลี่ถงถงเดินนำแท่งเหล็กที่หักไปวางในกล่องไม้หน้าชั้นเรียนพร้อมคนในห้องแต่ในระหว่างที่ถอยหลังออกจะเดินหันกลับเข้าที่ ก็บังเอิญชนเข้ากับแผ่นอกหนาของคนคนหนึ่งจากด้านหลังโดยไม่ได้ตั้งใจ มือหนาของคนข้างหลังจับแขนของหลี่ถงถงเพื่อพยุงรับหลี่ถงถงอย่างเบามือก่อนจะเอ่ยถามคนชนเสียงอ่อนนุ่ม "ไม่เป็นอะไรนะแม่นา
หลายวันต่อมา... หลี่ถงถงที่เอาแต่อ่านตำรามาตลอดหลายวันลืมเรื่องที่ว่าตนจะเข้าห้องเรียนเพื่อไปสำรวจคนในห้องไปเลย วันนี้เป็นวันรวมตัวของศิษย์ทุกคนในสาขา เพื่อไปทำแบบทดสอบและรับบทเรียนบทใหม่จากท่านอาจารย์ "ถงถงเราไปกันเถอะ"หนิงอันหันมาเอ่ยกับสหายที่เพิ่งจัดที่นอนเสร็จ "อืม" ทั้งสองเร่งฝีเท้าเดินไปที่ห้องเรียนด้วยความเร็วเพราะใกล้จะเข้าเรียนสายแล้ว ให้ตายเถอะ! ไม่น่าตื่นสายเลยเรา หลี่ถงถงเอ่ยในใจ เมื่อมาถึงห้องเรียนหลี่ถงถงก็รีบวิ่งปรี่ตรงไปที่โต๊ะเรียนของตนทันที ด้านข้างมีฉีหานฟงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว "มาสายขนาดนี้ คงมัวแต่นอนอืดอยู่สินะ"ชายหนุ่มปากกล้าเอ่ยแขวะหญิงสาวทันทีที่เห็นว่านางมาถึง"ก็ดีกว่าคนตื่นเร็วแต่ลืมมารยาทเอาไว้ในฝันนั่นแหละ"หลี่ถงถงเอ่ยตอบโต้กลับอย่างไม่คิดยอมแพ้ "ปากเก่งจริงนะ" "ก็น้อยกว่าเจ้าแล้วกัน" ตั้งแต่วันนั้นในป่า ฉีหานฟงก็ได้ลืมนิสัยสุภาพและเผยนิสัยที่แท้จริงของตนออกมาให้ข้าได้เห็น คงเป็นเพราะข้ารู้เนื้อแท้ของเขาแล้ว เขาจึงไม่คิดที่จะเก็บมารยาทของตัวเองต่อหน้าของข้า ซึ่งมันก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ที่เมื่อทุกทีที่เจอหน้ากันเขาก็มักจะพูดจาแดกดันหาเร







