๑๑
ตบหนึ่งครั้งเรียกสติได้ทั้งชาติ
เช้าวันต่อมาเกาหนี่ว์เฉินต้องประคบเย็นอีกครั้ง เพราะเมื่อวานร้องไห้กับแม่นมเหยาและสาวใช้คนสนิท
กอดกันกลมอยู่ครู่ใหญ่ พอหยุดร้องจากยกนั้นแล้วก็ยังมาร้องคนเดียวเงียบ ๆ
ผลก็เป็นอย่างที่เห็น พอตื่นเช้ามาตาบวมจนต้องสั่งให้สาวใช้ไปเอาน้ำแข็งมา
โดยปรกติห้องเก็บน้ำแข็งชั้นใต้ดินจะมีเพียงจวนขุนนางใหญ่เท่านั้น จวนตระกูลเกาแม้จะไม่มีอำนาจล้นฟ้า แต่ด้วยตัวสมุนไพรบางชนิดต้องเก็บเอาไว้ในที่เย็นจึงได้ลงทุนสร้างห้องเก็บน้ำแข็งขึ้นมา
หน้าร้อนเมื่อใดจวนนางก็รอด สามารถทานของหวานฤทธิ์เย็นได้สบาย
“เมื่อคืนคุณหนูแอบร้องไห้หรือเจ้าคะ”
เกาหนี่ว์เฉินชะงักการประคบ เสี่ยวเป่าเห็นเช่นนั้นก็ทราบคำตอบแล้ว
“อย่าเดามั่ว คนอย่างข้าไม่ร้องไห้พร่ำเพรื่อ”
“อ้อ~”
เสี่ยวเป่าร้องอ้อเสียงยาว เกาหนี่ว์เฉินเห็นเช่นนั้นก็ถลึงตาใส่สาวใช้ทันที
“เห็นข้าแสดงความอ่อนแอร้องไห้ออกมาก็เอาใหญ่เลยนะ อย่าลืมว่าตัวแสบก็คือตัวแสบอยู่วันยังค่ำ แม้ตบครั้งนี้จะเรียกสติได้ทั้งชาติ ความแสบของข้าก็ยังเหมือนเดิม”
เสี่ยวเป่าเชื่อ รีบเข้ามาช่วยปรนนิบัติคุณหนู
“บ่าวช่วยแต่งตัวให้เจ้าค่ะ”
เกาหนี่ว์เฉินไม่หาความสาวใช้ วันนี้นางยังคงสวมเสื้อผ้าสีสดใส ชมพูเข้มไล่มาอ่อน ชั้นในเป็นสีเข้มผ้าลื่น ชั้นนอกเนื้อไม่นิ่มเพราะเน้นปักลายเพื่อความสวยงาม ศีรษะปักปิ่นหนึ่งเล่ม ใบหน้าปัดแก้มสีชมพูบาง ๆ ริมฝีปากแต้มชาดสีผลอิงเถา
“ไม่เยอะไม่น้อย ไปเถอะ”
เมื่อตรวจความเรียบร้อยหน้ากระจกเสร็จแล้วไม่พลาดจุดใดก็เดินนำสาวใช้ออกไปหน้าเรือน
“คุณหนู งามมากเจ้าค่ะ”
แม่นมเหยาที่คุมบ่าวในเรือนทำงานอยู่หันมามองหญิงสาว ดวงตาฉายความชื่นชมอย่างจริงใจ
“แม่นมเหยาจะไม่ไปด้วยกันจริงหรือ ไปกันเยอะเผื่อใครจับผิดจะได้มีพยานเพิ่มขึ้น”
คำพูดนี้กล่าวเหมือนติดตลก แต่แววตาหญิงสาวไม่ได้ตลกตามไปด้วย
“คุณหนูก็…บ่าวไม่ไปด้วยดีกว่าเจ้าค่ะ หากนายท่านถามจะได้มีคนอยู่ตอบให้”
“ตามใจ”
เกาหนี่ว์เฉินไม่รู้สึกว่าตนทำอะไรไม่ดีไม่งาม เพราะใจนางบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ได้คิดว่าการเลี้ยงอาหารผู้มีพระคุณคือความเสื่อมเสีย
ตอนที่เดินออกมาหน้าลานเรือนใหญ่ เกาหนี่ว์เฉินชะงักเมื่อเห็นว่ามีใครกำลังเดินเข้ามาในจวน
“คุณหนู คุณชายเหรินเจ้าค่ะ มาหาคุณหนูเป็นแน่ เราเปลี่ยนใจไม่ไปกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
เสี่ยวเป่าเสนออย่างตื่นเต้น นางคือคนที่ไม่อยากให้งานเลี้ยงตอบแทนผู้มีพระคุณเกิดขึ้นที่สุด เมื่อสบโอกาสนี้แล้วก็ไม่พลาดเอ่ยโน้มน้าวอีกครั้ง
“ไม่! จะยกเลิกไม่ได้เป็นอันขาด หากเขามาหาข้า ข้าจะไม่ยอมพบเขา แต่หากเขามาหาท่านพ่อหรืออยากมาดูหน้าหนี่ว์อิงก็เชิญเลย”
“โธ่~คุณหนู”
เกาหนี่ว์เฉินไม่สนใจสีหน้าสาวใช้ ดึงตัวนางให้หลบเข้ามาที่หลังพุ่มไม้ เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปในเรือนใหญ่แล้ว นางก็จับมือสาวใช้ย่องเบาออกไปทางหน้าเรือน
“…จะไปไหน”
กึก!
สองเท้าชะงักกึกสะดุ้งโหยงที่เสียงคุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็ทราบว่าเป็นเสียงของเหรินเฮ่าเทียน
“ข้าถามว่าไปไหน”
ไม่พอเสียงนี้ยังชัดเจนยิ่งขึ้นเพราะเดินเข้ามาใกล้!
“เฮ่าเทียนเกอ”
สุดท้ายเกาหนี่ว์เฉินก็จำต้องหันไปมองด้านหลัง ย่อกายลงคารวะเขาตามมารยาท สีหน้าเรียบเฉยต่างจากหัวใจที่สั่นระรัวเพราะไม่อยากให้เขาขวางการนัดหมายในครั้งนี้
เพียงแค่มองตอนดีดฉินยังขนาดนั้น ไม่ต้องพูดถึงตอนเลี้ยงอาหารในวันนี้
เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดเกาหนี่ว์เฉิน นิ่งไว้อย่าลน
“ไปหอเฟิ่งหวงเจ้าค่ะ”
“ไปทำอะไร”
คำถามห้วน ๆ ของคู่หมั้นหนุ่มทำหญิงสาวคิ้วกระตุกยิก ๆ สถานที่นางบอกได้ แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงนั้น นางไม่คิดจะเผยออกไป
หากข้าแสดงท่าทางว่าอยากไปมากเกินไป ฮ่าวเทียนเกอจะต้องสงสัยจนแอบตามมาแน่ หรือจะแสดงเป็นหญิงสาวผู้อยู่ในห้วงความรักดี
คิดได้เช่นนั้นก็ทำเลย!
“เฮ่าเทียนเกออยากตามข้าไปหรือเจ้าคะ หรือว่าจะชดเชยให้ข้าที่ครั้งก่อนเบี้ยวนัด”
เหรินฮ่าวเทียนขนลุกเมื่อเห็นดวงตาหวานเยิ้มของหญิงสาว สุดท้ายเขาก็หันหลังให้นางโดยทิ้งประโยคนี้เอาไว้
“เอาไว้ก่อน วันนี้ข้ามีธุระกับท่านอา”
เกาหนี่ว์เฉินอยากมั่นใจว่าเขาจะไม่ตามตนไปจริง ๆ เมื่อเขาเดินไปไกลแล้ว ท่าทางของสตรีที่จมอยู่ในห้วงรักก็สลายไป แม้แต่เสี่ยวเป่ายังตามไม่ทัน
“คุณหนูได้สติแล้วจริงหรือเจ้าคะ โดนตบหนึ่งทีไม่อยู่ในห้วงรักอีกแล้วหรือ”
เกาหนี่ว์เฉินไม่ตอบคำถามสาวใช้ เดินนำนางออกไปขึ้นรถม้า เหรินเฮ่าเทียนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องหันมามองหญิงสาวก็เห็นเพียงหลังไหว ๆ ของนาง
“เป็นไปได้อย่างไร ปรกติหากข้าปฏิเสธนางจะไม่ยอมไปเพื่อประชดมิใช่หรือ”
เหรินเฮ่าเทียนตั้งคำถาม เท้าใหญ่เตรียมเปลี่ยนทิศทางจะเดินตามคู่หมั้นไป
“เฮ่าเทียน”
ทว่าเสียงเกาอวี้หมิงรั้งเขาเอาไว้เสียก่อน ชายหนุ่มถึงได้เดินเข้าไปในเรือนใหญ่ทำการคารวะเจ้าของจวนด้วยความเคารพ
“คารวะท่านอาขอรับ”
“ไม่ต้องมากพิธี ไหนว่ามีเรื่องจะสนทนากับอา เมื่อครู่คิดจะไปที่ใดหรือ”
“ไป…ไม่ได้ไปที่ใดขอรับ”
เหรินเฮ่าเทียนเปลี่ยนใจไม่พูดไปตามตรง
เกาอวี้หมิงเองก็ไม่ได้ขัด ผายมือเชิญชายหนุ่มเข้าไปสนทนากันด้านใน พ่อบ้านซวีให้เด็กยกขนมและน้ำชามาให้แขก เมื่อปรนนิบัติทั้งสองเสร็จแล้วก็โบกมือไล่สาวใช้ออกไปให้เหลือเขาเป็นผู้ดูแลเจ้านายเพียงคนเดียว
“เฮ่าเทียนมีอันใดจะสนทนากับอาเช่นนั้นหรือ กล่าวมาได้เลย อาเองก็มีเรื่องจะสนทนากับเจ้าเช่นกัน”
“เช่นนั้นท่านอาเชิญกล่าวก่อน”
“เป็นเรื่องส่วนตัวเท่านั้น วันนี้เจ้ามาขอคำปรึกษาเจ้าควรเป็นฝ่ายได้พูดก่อน”
เหรินเฮ่าเทียนเห็นทีว่าการเถียงกันแบบนี้จะยิ่งทำให้ไม่มีใครได้กล่าวอันใดจึงยกเรื่องงานมาพูด เกี่ยวกับโรคที่เขาเพิ่งได้รับมา
สนทนาหาวิธีการรักษากว่าสองเค่อถึงได้ข้อสรุปโดยที่เกาอวี้หมิงไม่คิดถามนามของผู้ป่วยเพราะเป็นกฎของหมอที่ต้องรักษาความลับของผู้ป่วย
“ขอบคุณท่านอาสำหรับคำแนะนำ เห็นทีนอกจากรักษาไปตามอาการแล้วก็คงต้องปรับเทียบยา”
“ฝังเข็มช่วยได้ไม่มาก นี่คือข้อจำกัดของวิชาแพทย์ที่เรามีแล้ว”
“ขอรับท่านอา”
เกาอวี้หมิงจิบชาแก้กระหาย ดูชายหนุ่มที่กำลังจดบันทึกลงในสมุดเช่นคนคงแก่เรียน เขาถามคำถามเรื่องสมุนไพรอีกไม่กี่คำถามก็วางมือ
“รบกวนเรื่องงานท่านอามานานแล้ว เมื่อครู่ท่านอาอยากสนทนาเรื่องใดกับข้าหรือ”
เกาอวี้หมิงยกชาขึ้นจิบอีกครั้ง เรื่องการรักษาเขาสามารถพูดได้ลื่นไหล แต่พอจะเข้าเรื่องส่วนตัวกลับติด ๆ ขัด ๆ
“คือว่า…”
“ท่านอามีอันใดจะพูดกับข้ากล่าวมาตามตรงเถิดขอรับ ระหว่างเราไม่มีเรื่องส่วนตัวใดที่พูดไม่ได้”
เมื่อชายหนุ่มกล่าวเช่นนั้น เกาอวี้หมิงก็ถอนหายใจเบา ๆ ที่เคยเรียบเรียงคำพูดไว้ก่อนหน้านี้ พออยู่สถานการณ์จริงก็พูดไม่ออก
“อาอยากพูดเรื่องของเจ้ากับเฉินเอ๋อร์”
ท่าทางของชายหนุ่มเกร็งขึ้นเพราะคิดว่าเกาอวี้หมิงจะพูดเรื่องงานแต่งงาน
“เมื่อวานเฉินเอ๋อร์พูดเรื่องการถอนหมั้นด้วยท่าทางจริงจัง เจ้าเห็นว่าอย่างไร”
…!!!
ถอดหมั้น
เหรินเฮ่าเทียนร่างแข็งทื่อ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดเอาไว้ ยิ่งไม่คิดว่าคนที่พูดเรื่องถอนหมั้นขึ้นมาจะเป็นหญิงสาวที่เพิ่งแสดงท่าทีหลงใหลเขาเมื่อครู่