๑๐
ความเข้มแข็งที่เคยมี
มือเรียวแตะมุมปากตรงบริเวณที่สัมผัสได้ถึงของเหลวกลิ่นสนิมและความเจ็บแปลบ ริมฝีปากของนางเจ็บก็จริง แต่ไม่เท่ากับใจที่คล้ายโดนทุบจนละเอียดไปแล้ว ด้วยน้ำมือของคนเป็นพ่อ
“เฉินเอ๋อร์ พ่อ…ไม่ได้ตั้งใจ ใครใช้ให้เจ้ายั่วโมโหคนเก่งแบบนี้”
“คำว่าใครใช้ให้เจ้าคำนี้อีกแล้ว”
เสี่ยวเป่าสะดุ้งเพราะวันนี้เพิ่งถกประเด็นนี้กับคุณหนูไป ต่อไปนี้คำพูดนี้จะเป็นคำต้องห้ามสำหรับเกาหนี่ว์เฉิน
“ในเมื่อต้นเหตุของปัญหามาจากข้า เห็นทีข้าต้องพิจารณาตัวเองแล้วเจ้าค่ะ แต่เรื่องหนึ่งที่ข้าจะไม่พิจารณาเป็นอันขาดคือเรื่องถอนหมั้น หากท่านพ่อรู้สึกผิดกับการตบหน้าข้าเมื่อครู่ก็ช่วยดำเนินการเรื่องถอนหมั้นเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่กลัวว่าตัวเองจะเสียชื่อเสียง…ขอตัว!”
ร่างบางย่อกายคารวะบิดาโดยที่ไม่ชายตาไปมองหน้าเกาหนี่ว์อิงที่อยากอธิบาย แต่สถานการณ์ไม่เอื้อ จนกระทั่งร่างบางของน้องสาวเดินออกไปแล้ว นางถึงได้ยื่นมือไปเขย่าแขนบิดาเบา ๆ
“ท่านพ่อ หนี่ว์เฉินพูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ท่านพ่ออย่าถือสาคำพูดของนางเลยนะเจ้าคะ เรื่องถอนหมั้นอะไรนี่ ก็ไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว”
เกาอวี้หมิงเงียบ มองมือตัวเองครู่หนึ่งก่อนที่จะหันไปมองหน้าบุตรสาว
“เจ้านอนพักรักษาตัวเถิด พ่อขอตัวก่อน”
เกาหนี่ว์อิงถอนหายใจ สุดท้ายก็พยักหน้ารับ
“เจ้าค่ะ”
ดวงตาแว่วหวานมองตามแผ่นหลังบิดาไปจนสุดกระทั่งไม่เห็นเงา เสี่ยวหรานเดินออกไปส่งนายท่าน ไม่นานก็เดินกลับเข้ามาหาคุณหนูของตน
“คุณหนู ในที่สุดคุณหนูรองก็มีแววว่าจะได้ถอนหมั้นแล้วเจ้าค่ะ บ่าวยินดีกับคุณหนูด้วยนะเจ้าคะ”
ดวงตาแว่วหวานเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย ไม่พูดอันใดนอกจากมองหน้าเสี่ยวหรานด้วยสายตาเย็นชา จากสีหน้ายิ้มแย้มจึงเปลี่ยนเป็นเจี๋ยมเจี้ยม
“บ่าว…พูดอันใดผิดไปหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้ดีใจกับสิ่งที่ได้มาเพราะใครไม่อยากได้ ต่อให้ข้าจะชอบเฮ่าเทียนเกอแต่ข้าก็ไม่อยากได้เขามาเพียงเพราะนางไม่ต้องการ แต่ต้องเป็นเพราะเขาชอบข้าสุดหัวใจ ทำทุกอย่างเพื่อให้เราได้ครองรักกัน แต่นี่…ต่อไปนี้ห้ามพูดเรื่องทำนองนี้อีก โดยเฉพาะเรื่องใส่ไคล้ผู้อื่นที่เจ้าพูดกลอกหูท่านพ่อก่อนหน้าที่ท่านจะมาที่นี่”
เสี่ยวหรานเป็นคนไปเอ่ยเชิญเกาอวี้หมิงมาที่นี่ ระหว่างทางเกาหนี่ว์อิงไม่ทราบว่าสาวใช้พูดอย่างไรกับบิดา เขาถึงเข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ
“บ่าวขออภัยเจ้าค่ะคุณหนู!”
เสี่ยวหรานคุกเข่าลงพื้นดังตุบ มารดาส่งสัญญาณให้นางทำเช่นนี้ก่อนที่จะเป็นคนช่วยกล่อมคุณหนู
“คุณหนูให้อภัยนางเถิดเจ้าค่ะ เสี่ยวหรานยังเด็ก ไม่รู้ความ การสื่อสารผิดพลาดจนทำให้ความหมายเพี้ยนไป ต้องโทษนมที่สั่งสอนนางไม่ดี”
เวลาที่สองแม่ลูกอยู่ด้วยกันน้อยนักเมื่อเทียบกับเวลาที่แม่นมเฝิงใช้ดูแลเกาหนี่ว์อิง ความหมายของประโยคตอนท้ายคือ เพราะแม่นมเฝิงใช้เวลาดูแลเกาหนี่ว์อิง ทุ่มเทสรรพกำลังจนไม่มีเวลาอบรมบุตรของตนเอง
เกาหนี่ว์อิงที่เข้าใจความหมายนี้แล้วก็ถอนหายใจ ท่าทางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด มือเรียวโบกให้ทั้งสองออกไปจากเรือนนอนของนาง
“จะไปทำอะไรกันก็ไปเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“ขอบคุณคุณหนูที่เมตตานางเจ้าค่ะ”
แม่นมเฝิงกล่าวขอบคุณเจ้านายแล้วเดินเข้าไปดึงตัวบุตรสาวให้ลุกขึ้นยืนแล้วพากันเดินออกไปจากเรือนนอนของเกาหนี่ว์อิง ส่วนคนเป็นเจ้าของห้องนั้นตีหน้าเครียด จิตใจไม่สงบที่เห็นบิดากับน้องสาวทะเลาะกัน
“มีกันอยู่เพียงสองพี่น้อง ข้าชนะเจ้าแล้วข้าได้อะไร ในเมื่อสุดท้ายเราก็ต้องย้ายออกจากจวนอยู่บ้านสามีสักวันอยู่ดี บ่าวชั้นต่ำสุดท้ายก็เป็นบ่าวชั้นต่ำอยู่วันยังค่ำ หากข้าพาพวกเจ้าไปบ้านสามีด้วยมีอยู่สองทาง ไม่พากันรุ่งเรืองโดยที่มีศัตรูรายล้อมก็พากันล่มจมเพราะความชั่ว”
เกาหนี่ว์อิงถอนหายใจเบา ๆ หลับตาลงปิดการรับรู้เรื่องราวทุกอย่าง
กอปรกับเมื่อครู่ดื่มยาลงไปถึงได้รู้สึกง่วงงุนไม่น้อย นอนหลับไปทั้งที่ในใจมีแต่เรื่องกลัดกลุ้ม
“ค่อยคิดก็แล้วกัน วันนี้ขอนอนเอาแรงก่อน”
ณ เรือนเยว่เลี่ยง
ยามนี้เกาอวี้หมิงยืนอยู่หน้าเรือนบุตรสาวคนเล็กไม่เดินเข้าไปด้านใน ดวงตาหลุบมองมือตัวเองที่พลั้งมือตบนางเมื่อครู่ มือคู่นี้ที่เขาช่วยยื้อชีวิตคนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่กลับใช้มันทำร้ายบุตรสาว
“นายท่าน เหตุใดไม่เข้าไปด้านในขอรับ”
พ่อบ้านซวีไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่อยู่ในเรือนหานเย่ เอ่ยถามนายท่านของตนที่ยืนนิ่งมองมือตัวเองอยู่หน้ารั้วประตูวงจันทร์ที่กั้นเรือนหลังออกจากเรือนส่วนหน้า
“พ่อบ้านซวี เมื่อครู่ข้าเพิ่งใช้มือข้างนี้ตบหน้าเฉินเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าข้ายังมีสิทธิ์เดินเข้าไปในเรือนเยว่เลี่ยงหรือไม่ ข้ารู้สึกผิดต่อนาง แต่ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปหา”
พ่อบ้านซวีแสดงสีหน้าหนักใจทันที แสดงทัศนะตามความเห็นของตน
“ความเห็นของข้าน้อยคือ ควรเข้าไปขอรับ”
“นางคงโกรธข้ามาก ถึงขนาดพูดเรื่องถอนหมั้น”
พ่อบ้านซวีในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดนายท่านไม่รับความคิดเห็นของเขามาตัดสินใจทั้งยังไม่กล้าเข้าไปด้านใน
รู้สึกผิดจนไม่กล้าเผชิญหน้า ใครว่าน้ำหนักคุณหนูในใจนายท่านต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แท้จริงแล้วไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณหนูใหญ่เลย
“ข้าไม่อยากให้นางถอนหมั้นกับเฮ่าเทียน นี่เป็นสิ่งเดียวที่ข้าจะทำให้มารดาของนางได้ ทำให้ความประสงค์ของนางเป็นจริง หากข้าทำให้การหมั้นหมายนี้ล้มเหลว ข้าจะมีหน้าไปพบมารดานางในปรโลกได้อย่างไร”
ชัดเจนแล้ว ทั้งคุณหนูรองทั้งฟู่เหรินต่างก็ยังมีน้ำหนักในใจนายท่าน
“เช่นนั้น…นายท่านคิดตัดสินใจอย่างไรขอรับ”
เมื่อเสนอความคิดแล้วเขาไม่รับ พ่อบ้านซวีจึงตัดสินใจถามความเห็นตามตรง
“เฮ้อ~เอาไว้ก่อนเถิด!”
ร่างสมส่วนหมุนตัวเดินจากไป เขาในตอนนี้ยังไม่กล้าเผชิญหน้านางจริง ๆ
ทางด้านในห้องนอนเรือนเยว่เลี่ยง…
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไปเอาน้ำแข็งจากเรือนครัวมาเจ้าค่ะ ประคบหน้าหน่อยนะเจ้าคะ”
เกาหนี่ว์เฉินหันหลังให้สาวใช้ปฏิเสธไม่ประคบ เสี่ยวเป่าเห็นเช่นนั้นก็มองหน้ามารดาให้ช่วยเกลี้ยกล่อมอีกที
“คุณหนูเจ้าคะ ประคบหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะเจอเรื่องร้ายอันใดมาก็ต้องรักษาหน้าให้งามก่อนนะเจ้าคะ”
เกาหนี่ว์เฉินยกมือขึ้นจับใบหน้า แม่นมเหยาเริ่มมีกำลังใจที่จะเกลี้ยกล่อมต่อ
“พรุ่งนี้ต้องไปตามนัดคุณชายรองสุ่ย หากคุณชายรองเห็นหน้าคุณหนูมีรอยบวมตบจะอธิบายว่าอย่างไรเจ้าคะ นายท่านตบ บอกไปเช่นนี้ไม่งามกระมัง”
คุณชายรองสุ่ย นัดพรุ่งนี้
เกาหนี่ว์เฉินผุดลุกขึ้นมานั่งในทันที เสี่ยวเป่าดีใจจนเนื้อเต้น ขยับเข้าไปใกล้เตรียมประคบเย็นให้คุณหนู
“ลืมไปเลยว่าพรุ่งนี้มีนัด หรือข้าจะยกเลิกนัดดี”
แม้จะถามความเห็นแม่นมและสาวใช้เช่นนั้น แต่มือเกาหนี่ว์เฉินกลับยื่นมาแย่งลูกประคบที่ใส่น้ำแข็งแล้วพันรอบเอาไว้แตะแก้มตัวเองเบา ๆ
“หากยกเลิก ผู้มีพระคุณอาจจะมองคุณหนูในแง่ลบนะเจ้าคะ คุณหนูพูดเองมิใช่หรือ หากคุณชายรองสุ่ยไม่ยกเลิกนัด เรื่องการหมั้นหมายต้องพิจารณาใหม่แล้ว หากคุณหนูเป็นคนยกเลิกนัดเสียเอง…”
“พอแล้ว! ข้าเข้าใจแล้ว หากใครจะเป็นคนยกเลิกนัด คน ๆ นั้นต้องไม่ใช่ข้า…ขอกระจกเล็กหน่อย!”
เสี่ยวเป่ารีบไปยกกระจกเล็กที่มีน้ำหนักอยู่ประมาณหนึ่งมาให้คุณหนู ถือค้างเอาไว้ตอนที่เกาหนี่ว์เฉินกำลังประคบใบหน้าด้วยความทะนุถนอม
“ซี๊ด~หน้างาม ๆ ของข้าที่เฝ้าทะนุถนอมมานานยังไม่กล้าถูแรงแต่โดนท่านพ่อตบเสียแล้ว”
แม่นมเหยาเป็นห่วงความรู้สึกคุณหนูยิ่งนัก
“คุณหนูโกรธนายท่านหรือไม่เจ้าคะ”
เกาหนี่ว์เฉินเหลือบตามองแม่นมเหยา
“จะบอกให้ข้าไม่โกรธท่านพ่อหรือ”
“หาไม่! นายท่านสมควรโดนโกรธที่สุดเจ้าค่ะ ทั้งชาตินี้นมขอเลือกข้างคุณหนู หากนายท่านเป็นศัตรูกับคุณหนู นมก็จะเป็นโล่ป้องกันศัตรูให้”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความจริงใจนี้พาซึ้ง!
เกาหนี่ว์เฉินมองหน้าแม่นมเหยาดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ดวงตาร้อนผ่าวจนน้ำตาไหลหยดลงอาบใบหน้า
ที่พยายามเข้มแข็งมาตลอดโดนพังทลายเพราะดวงตาคู่นั้นของแม่นมเหยา
“แม่นม…”
เกาหนี่ว์เฉินพูดไม่ออก เพียงแค่หญิงสูงวัยเดินเข้ามาใกล้ นางก็ยื่นแขนไปสวมกอดร่างท้วม เสี่ยวเป่าที่เห็นคุณหนูร้องไห้ก็ถือวิสาสะกอดนางจากด้านหลัง
“ฮือ~คุณหนู” กลายเป็นแข่งกันร้องไห้แล้ว!