เข้าสู่ระบบที่นางเรียกเงินจำนวนนี้ เพราะเงินห้าร้อยหยวนสำหรับชาวบ้านถือว่ามากเลยล่ะ ซึ่งนางเชื่อว่าลูกชายไม่มีทางที่จะมีเงินจำนวนนี้ นั่นทำให้เขาจะไม่มีวันได้แยกบ้าน
หลินเม่ยเม่ยมาถึงก็พบว่าใบหน้าของสหายเต็มไปด้วยน้ำตา เธอไม่สนใจใคร แต่พุ่งตัวเข้าไปหาซูผิงเนี่ยนทันที
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมหน้าตาของเธอแทบจะดูไม่ได้เลยล่ะ” หลินเม่ยเม่ยถามขึ้นมา พร้อมกับหยิบผ้ามาเช็ดน้ำตาให้สหาย
“ก็ย่าฉันน่ะสิ จะขายฉันให้แต่งงานกับพ่อค้าเขียงหมูในเมือง เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันรักอยู่กับพี่ตู้เซียว ฉันไม่มีทางแต่งงานกับคนที่ย่าหามาให้แน่นอน”
หญิงสาวสวมกอดหลินเม่ยเม่ยคล้ายกับต้องการที่พึ่งพาแล้วพูดออกมาทั้งน้ำตา โดยมีสายตาพ่อกับแม่ของเธอ มองลูกสาวด้วยความเจ็บปวดใจที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้
“แล้วพ่อแม่เธอก็ยอมเหรอ” หลินเม่ยเม่ยขมวดคิ้วถาม
“พ่อฉันก็พยายามจะช่วยด้วยการขอแยกบ้านแล้ว แต่ย่าไม่ยอม ยกเว้นพวกเราจะทำตามที่ย่าเรียกร้องได้” ซูผิงเนี่ยนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูสิ้นหวังอย่างมาก
“ย่าของเธอเรียกร้องอะไรเหรอ” หลินเม่ยเม่ยเอ่ยถามทันที ‘ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ ฉันก็มีเพียงซูผิงเนี่ยนที่เป็นสหาย ดังนั้นวันนี้ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ฉันก็ยอมที่จะช่วยเหลือ’
เธอคิดในใจตอนที่รอคำตอบ
“ย่าต้องการเงินห้าร้อยหยวน แลกกับการแยกบ้านของพวกเรา และฉันไม่ต้องแต่งกับคนที่ย่าหาให้ แต่เธอก็รู้นี่ว่าพี่ตู้เซียวยากจนแค่ไหน เขาไม่มีเงินห้าร้อยหยวนหรอก พ่อแม่ฉันก็ไม่มีเหมือนกัน” เธอพูดอย่างหมดแรง ความรู้สึกตอนนี้คือมืดแปดด้านแล้วจริง ๆ
‘เสี่ยวฟาง ถ้าฉันแลกโสมออกมาได้ไหม ฉันไม่อยากเป็นหนี้ใคร’ ก่อนจะขอความช่วยเหลือคนอื่น หลินเม่ยเม่ยต้องการแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน จึงถามเสี่ยวฟางอยู่ในใจ
‘ได้ค่ะ ตอนนี้แต้มของเจ้านายสามารถแลกโสมได้ แต่เจ้านายคิดดีแล้วเหรอที่จะทำแบบนี้ นั่นหมายความว่าเจ้านายต้องหาของแลกเข้าระบบจำนวนไม่น้อยเลยนะ’
เสียงเสี่ยวฟางคล้ายกับจะเตือนสติเจ้านาย เพราะระบบของเธอคือระบบแลกเปลี่ยน และโสมก็มีราคาแพง หากแลกออกมาแล้ว เหรียญในระบบแทบจะไม่เหลือเลย
หลินเม่ยเม่ยได้ฟังก็ตอบกลับไปว่า ‘ฉันยอมที่จะเหนื่อย เพื่อแลกกับการให้ครอบครัวของสหายได้เป็นอิสระ สำหรับฉันแล้วใครดีมาฉันก็ดีตอบ แต่ใครร้ายมา ฉันจะเอาคืนอย่างสาสมเลยล่ะ’
‘อย่างนั้นก็แลกได้เลยค่ะ’ เสี่ยวฟางบอกอย่างเข้าใจ
แต่ก่อนที่หญิงสาวจะแลกเอาโสมออกมา กลับมีเสียงของเมิ่งเฟยเทียนดังขึ้นเสียก่อน
“เงินห้าร้อยหยวนผมยินดีจ่ายให้ แต่คุณต้องทำสัญญาแยกบ้านและตัดขาดไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก หากคุณผิดสัญญา ผมจะกลับมาเอาเรื่องด้วยตัวเอง” ชายหนุ่มพูดกับหญิงชราด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“คุณเฟยเทียน!!” หลินเม่ยเม่ยร้องออกมาเสียงหลง
เธอตกใจไม่น้อยกับสิ่งที่เขาประกาศออกมาต่อหน้าทุกคนแม้กระทั่งคนบ้านซูและตู้เซียวคนรักของซูผิงเนี่ยน ก็ตกใจไม่ต่างจากเธอ!
“แต่เงินจำนวนไม่น้อยเลยนะครับ” ซูเผิงพ่อของซูผิงเนี่ยนพูดขึ้นมากับเมิ่งเฟยเทียน
“ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อคุณเม่ยเม่ยอยากจะช่วยพวกคุณ
ซึ่งเธอคือผู้มีพระคุณของแม่ผม ดังนั้นเรื่องนี้ผมยินดีช่วยเหลือพวกคุณครับ” ชายหนุ่มตอบออกมาอย่างจริงจังหญิงชราได้ยินว่าจะเงินห้าร้อยหยวนก็ดีใจมาก นางจึงเร่งให้ลูกชายคนโตไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมา เพื่อทำหนังสือตัดขาด โดยมีเมิ่งเฟยเทียนเป็นพยาน
หลังจากแยกบ้านแล้ว คนบ้านรองซูจึงย้ายไปอยู่บ้านตู้และหลังจากนั้นสามวัน ซูผิงเนี่ยนและตู้เซียวก็แต่งงานกันอย่างถูกต้อง
“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้ว” หลินเม่ยเม่ยน้องครางออกมาอย่างอดไม่ไหว เธอยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อให้มือของเขากระแทกได้อย่างสะดวก เธอกำลังเหมือนถูกดึงขึ้นไปที่สูง ๆ แล้วปล่อยลงมาอย่างรวดเร็วซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบตับ ๆ ตับ ๆ ตับ ๆเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เกิดจากฝ่ามือหนากระแทกใส่เนินเนื้อของหญิงสาวดังลั่นห้อง โดยที่เมิ่งเฟยเทียนไม่สนใจว่ามันจะเล็ดลอดออกไป เพราะห้องนี้เขาได้ทำขึ้นใหม่เพื่อเป็นห้องหอโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่ใครจะได้ยินเสียงที่เขาหวงแหน....เสียงครางอย่างมีความสุขของภรรยาที่รัก“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้วค่ะ” หลินเม่ยเม่ยครางออกมาสุดเสียง ก่อนที่เธอจะยกสะโพกสูงขึ้นอีก แล้วปลดปล่อยน้ำออกมาจากกายสาว เธอกระตุกตัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงมาอย่างหมดแรง เธอเหมือนเพิ่งไปวิ่งทางไกลมา ทั้งที่เธอไม่ได้ไปไหนเลย“แฮะ ๆ” หลินเม่ยเม่ยนอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ มือของเธอถูกทิ้งลงที่ข้างกายอย่างหมดแรง“ตอนนี้น้องคงพร้อมที่จะเป็นภรรยาของพี่แล้วนะ” เมิ่งเฟยเทียนที่ดึงมือออกจากร่องเสียวก็กระซิบบอกภรรยาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เขาจูบเธออีกครั้ง เริ่มจากอ่อนโยนและดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ มือหนาดึงกางเกงออกจากกายเพื่อปล่อยแก่นก
คืนเข้าหอที่หอมหวาน Nc+เมิ่งเฟยเทียนเดินเข้ามาก็พบว่าภรรยาของตนเองนั่นอยู่ที่บนเตียง และส่งสายตามาที่เขาด้วยสายตาที่ลังเลเล็กน้อย เขาเดินไปรินเหล้ามงคลอย่างตั้งใจ เมื่อเสร็จแล้วก็ยกถาดเหล้ามงคลเดินมาหาหลินเม่ยเม่ย ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน“เม่ยเม่ย เรามาดื่มเหล้ามงคลกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับยกจอกสุรามงคลให้เธอ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยตอบกลับและรับเหล้าไปดื่มพร้อมกัน ก่อนจะวางลง แล้วชายหนุ่มเดินไปวางที่โต๊ะแล้วเดินมานั่งข้างๆ เธอ“ตอนนี้เราก็แต่งงานอย่างถูกต้องกันแล้ว เรามาตกลงกันก่อนดีหรือเปล่า” ชายหนุ่มเริ่มพูดก่อน เพราะก่อนจะแต่งงานทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้ศึกษากันเหมือนคู่อื่น ๆ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยยังคงตอบกลับเพียงสั้นๆ เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร“ก่อนอื่นต่อไปเม่ยเม่ยเรียกพี่ว่าพี่เฟยเทียนก็พอ และเราจะอยู่กันอย่างคู่สามีภรรยาทั่วไป จะไม่มีการอยู่แบบแต่งงานในนามหรือแต่งงานบังหน้า เราจะอยู่กันอย่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เกื้อกูลกัน มีลูกด้วยกัน เม่ยเม่ยว่าแบบนี้ดีไหม” ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครแบบนี้มาก่อน“ค่ะ พี่เฟยเทียน” หลินเม่ยเม่ยตอบรับเบา ๆ และเรียกอีกฝ่ายอย่างท
ประกายตาของเมิ่งเฟยเทียนมีความโหดเหี้ยมฉายออกมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ปรับมาเป็นปกติ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับไม่ยิ้มเลย แล้วพูดเสียงขึ้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังอย่างชัด ๆ ว่า“ในเมื่อของหมั้นนี้ผมยกให้เจ้าสาว ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าเธอต้องการจะเอาไปที่ไหน ก็แล้วแต่เธอ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง หากใครไม่เชื่อฟังก็ถือว่าอยากมีปัญหากับผม และตอนนี้ใกล้จะได้ฤกษ์เข้าพิธีแล้ว ดังนั้นเราสองคนขอตัวไปที่ตระกูลเมิ่งก่อน”พูดจบเขาก็ส่งสายตาให้ลูกน้องเอาของหมั้นทุกอย่างกลับไป ก่อนจะยื่นแขนไปให้เจ้าสาวตนเองหลินเม่ยเม่ยเอาแขนมาคล้องกับแขนสามี แล้วเดินตามเขาออกมาขึ้นรถ โดยมีครอบครัวของสหายติดตามมาด้วย เนื่องจากเธอต้องการพาพวกเขาไปเป็นญาติของเจ้าสาว เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวอย่างเมิ่งเฟยเทียนเมื่อรถของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเครื่องขบวนออกไปแล้ว คนบ้านเฉินก็แทบจะไม่อยากอยู่ต่อ แต่เลี่ยงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับคนบ้านหลิน “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่า พวกเธอทั้งสองคนจะสั่งสอนลูกสาวได้ดีซะขนาดนี้ ฉันเป็นแม่สามีแท้ ๆ ยังไม่คิดจะไว้หน้ากันเลย หากบ้านเฉินของเราไม่มีความดี อย่างนั้นก็ควรให้ล
ความจริงที่แสนเจ็บปวดหลินเม่ยเม่ยได้ยินก็หันมามองสองแม่ลูกอย่างไม่พอใจ ต่อให้ไม่อยากมีเรื่องในวันมงคลของตัวเอง แต่เมื่อเห็นสองคนนี้อยากได้อยากมีของคนอื่น และไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัว เธอจึงได้พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน“พวกเธอทั้งสองคนมีสิทธิ์อะไรถึงมาพูดแบบนี้ ในเมื่อข้าวของพวกนี้ บ้านสามีเป็นคนมอบให้ฉันเป็นของหมั้น ดังนั้นฉันจะเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากของพวกเธอหรอก” หญิงสาวไม่คิดจะไว้หน้าใครอีกแล้ว ต่อให้หญิงสูงวัยคนนี้จะมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของเธอก็ตาม“เธอพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าต่อให้เธอจะแต่งงานไปแล้ว ก็ควรจะมีบ้านเดิมไว้ให้หนุนหลัง หากเธอไม่ทิ้งของไว้ อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน นั่นเพราะฉันและพ่อของเธอจะไม่หนุนหลังเธอที่แต่งออกไปแล้วแน่นอน” เจียงซื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโห เธอไม่คิดว่าลูกติดของสามี จะไม่ไว้หน้าเธอต่อหน้าคนมากมายแบบนี้“เมื่อฉันเลือกที่จะแต่งงานออกไปแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะให้บ้านเดิมมาหนุนหลังหรอก อีกอย่างเธอสองแม่ลูกลืมไปหรือเปล่าว่า ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง จะคอยกลับมาแต่บ้านเดิม ม
หลินเพ่ยหรานเองก็มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวสามีของเธอ ทุกคนได้แต่อิจฉาที่งานแต่งครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร ดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะใส่ใจเจ้าสาวมาก เนื่องจากคิดว่าทุกอย่างในงานวันนี้ คือสิ่งที่ตระกูลเมิ่งจัดหามาให้เจ้าสาวแต่แค้นใจไปก็เท่านั้น เพราะทำอะไรไม่ได้ งานแต่งยังคงดำเนินต่อไป โดยคนบ้านเฉินต่างก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เลิศรสส่วนหลินเม่ยเม่ยเวลานี้เตรียมตัวเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเธอ เพราะต้องรอเจ้าบ่าวมารับก่อน ถึงจะออกไปได้หลังจากที่กุ้ยเจียงฟางจัดการแต่งตัวและหวีผมให้เจ้าสาวเสร็จแล้ว ก็รีบออกมาช่วยงานด้านนอก ภายในห้องนี้จึงเหลือเพียงเจ้าสาวและสหายอย่างซูผิงเนี่ยนเท่านั้น“เมื่อคืนฉันกลัวเหลือเกินว่าน้องสาวของเธอเกิดบ้าขึ้นมา แล้วมาเล่นงานเธอ จนไม่มีงานแต่งในวันนี้” ซูผิงเนี่ยนพูดขึ้นเบา ๆ“เธอก็คิดเยอะไป ไม่เกิดเรื่องอะไรก็ดีแล้ว” หลินเม่ยเม่ยบอกสหายกลับไป ที่เธอนิ่งนอนใจได้นั้น เป็นเพราะเสี่ยวฟางบอกอย่างไรล่ะว่าฝ่ายนั้นยังคงทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ก็ยังมีความตื่นเต้นในการที่จะได้แต่งงานมากกว่า เลยทำให้ต้องนั่งพูดคุยกัน จนไม่มีใครแทบจะได้นอน‘แต่ก็น่าแปลก เพรา
งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ส่วนทางด้านเมิ่งเฟยเทียน ถึงแม้วันนี้เขาจะมาทำงานตามปกติ และในขณะที่ลาดตระเวนอยู่ในเมืองนั้น แต่ใจของชายหนุ่มก็คิดถึงแต่ใบหน้าของใครบางคน ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของตนเองในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วรายงานบางอย่างให้เขารับรู้เมื่อชายหนุ่มได้รับฟังสิ่งที่คนสนิทรายงาน ใบหน้าเขาก็ย่นคิ้วอย่างไม่รู้ตัว พร้อมออกคำสั่งเบา ๆ กลับไป เพื่อให้อีกฝ่ายไปจัดการตามที่เขาสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องที่เหลือเดินลาดตระเวนต่อเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่เมิ่งเฟยเทียนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่นั้น เขาก็ได้เจอกับชายคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์หลายคนกำลังรุมทำร้าย จึงเดินเข้าไปดูและห้ามปรามตามหน้าที่“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกนายทำอะไรกัน” เมิ่งเฟยเทียนส่งเสียออกไป และคิ้วขมวดทันทีเมื่อเห็นใครบางคน จากนั้นเขาก็กัดกรามพร้อมกับแสดงความเคียดแค้นออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้มาเป็นเรียบเฉยตามปกติ“เอ่อ ไม่มีอะไรครับผู้หมวดเมิ่ง พวกเราแค่หยอกล้อกัน” หนึ่งในชายฉกรรจ์รีบพูดขึ้นมา และได้พยายามเอาร่างกายบังไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นคนที่เขากำลังซ้อมและทำร้ายอยู่“ที่นี่คือที่สาธารณะ จะทำอะไรก็หลบเ




![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


