LOGINพ่อค้าไปเอาถุงมาใส่ต่างหูไม่นานก็เดินออกมา เขาเอาต่างหูใส่ถุงต่อหน้าเธอ แล้วยื่นส่งให้พร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากนะ”
หลินเม่ยเม่ยเอ่ยขอบคุณพร้อมกับค้อมหัวเล็กน้อย แล้วรับเอาถุงต่างหูใส่ลงไปในถุงเงิน ที่เธอแอบซ่อนคนบ้านสามีอย่างดี
หญิงสาวเดินออกมาอย่างสุขใจ เวลานี้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้จะไม่มีเงินเหลือแล้วก็ตาม แต่ก็ยังพอเงินจ่ายค่ารถกลับเข้าหมู่บ้าน
หญิงสาวลงจากรถก็รีบเดินกลับบ้าน เพราะยังมีงานให้ทำอีกมาก แต่แล้วพอมามาถึงบ้านเฉิน กลับได้ยินเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก นั่นเพราะได้รับรู้ว่าหลานสาวของแม่สามีอย่างลู่เซียวซิน
คือภรรยาอีกคนของสามีเธอ และที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นก็คือ หลานชายที่เธอดูแลไม่ต่างจากลูกของตัวเอง เป็นลูกของทั้งสองคนนั่นเอง!!หูทั้งสองข้างของหลินเม่ยเม่ยได้ยินชัดเจน น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่รู้ตัว เพราะแม้ว่าเฉินต้าเฟยจะไม่ใช่คนดี ค่อนข้างไปทางเลวร้ายมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ ไม่ว่าการใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้จะเลวร้ายแค่ไหน เธอก็ต้องยอมอดทน เพราะแต่งเข้ามาแล้ว
หลินเม่ยเม่ยปาดน้ำตาออกจากแก้ม แล้วตั้งใจหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง แต่ทว่ากลับโดนแม่สามีเรียกไว้ แล้วมองเธออย่างไม่พอใจ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
“หล่อนไปทำอะไรมา ทำไมเพิ่งกลับมาบ้านเอาป่านนี้เนี่ย งานบ้านไม่คิดจะทำหรือยังไง” น้ำเสียงนั้นมีแต่ความตะคอกใส่
“ฉันไปซื้อของใช้ส่วนตัวมาเล็กน้อย แล้วมองหางานทำในเมืองด้วย แต่วันนี้กลับไม่มีงาน เลยทำให้กลับมาบ้านช้าค่ะแม่” หญิงสาวตอบพร้อมกับก้มหน้าหลบสายตา แสร้งทำเป็นเพิ่งเข้ามาถึงบ้าน
คนที่อยู่ในบ้านกลับตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินเสียงของแม่กำลังถกเถียงกับหลินเม่ยเม่ย จึงรีบออกมาถามอย่างฉุนเฉียว
“เกิดอะไรขึ้นแม่ ทำไมเสียงดังกันนักล่ะคนจะกลับจะนอน แล้วนี่เธอกลับมาถึงนานแล้วเหรอ” เฉินต้าเฟยแสร้งทำท่าทีงัวเงียในตอนเดินออกมาถาม เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาเพิ่งตื่นเพราะแม่ทำเสียงดัง
หลินเม่ยเม่ยยิ้มมุมปาก ก่อนจะตอบกลับด้วยท่าทีหวาดกลัวเพราะไม่ต้องการให้สามีชั่วรู้ว่า เธอได้ยินที่เขาและชู้คุยกันหมดแล้ว
“ฉันเพิ่งกลับมา อย่างไรขอตัวไปทำงานบ้านก่อนนะ”
พูดจบก็เดินเข้าบ้านไป
เมื่อกลับเข้าห้องตนเองแล้ว ก็รีบเอาต่างหูที่ซื้อมาซ่อนไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะไปทำหน้าที่ของตนเองเหมือนทุกวัน
“ฉันไม่เชื่อมันหรอกว่าเพิ่งกลับมา” ลู่เซียวซินเดินออกมาแล้วรีบพูดขึ้นกับสองแม่ลูก เธอเชื่อว่าหลินเม่ยเม่ยกลับมาพักใหญ่แล้ว และน่าจะได้ยินเรื่องที่เธอและเฉินต้าเฟยคุยกัน
“หมายความว่ายังไง” เลี่ยงจื่อหันขวับมาถามอย่างตกใจ
“ฉันคิดว่ามันคงจะกลับมานานแล้ว และน่าจะรู้เรื่องของฉันกับพี่ต้าเฟยแล้ว แต่มันน่าจะแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แบบนี้พวกเราเก็บมันไว้ไม่ได้แล้วนะป้า เพราะหากวันไหนมันเกิดบ้าขึ้นมา แล้วเอาเรื่องที่ฉันเป็นเมียพี่ต้าเฟยและมีหลานให้บ้านเฉินไปร้องเรียนกับทางการ แบบนั้นแล้วพี่ต้าเฟยกับฉันคงถูกแห่ประจานรอบเมือง และถูกส่งไปทำงานในที่ทุรกันดารแน่นอน”
ลู่เซียวซินพูดสิ่งที่เธอคาดคิดไว้ออกมาให้ทั้งสองได้รับรู้
พูดถึงเรื่องนี้เธอมีท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่เธอต้องการคือเป็นภรรยาที่ถูกต้องของบ้านเฉิน จึงยุยงให้กำจัดหลินเม่ยเม่ยให้หายไปจากโลกใบนี้สองแม่ลูกบ้านเฉินได้ฟังแล้วก็นิ่งอึ้งไป เพราะหากเรื่องของ
ลู่เซียวซินกับลูกหลุดออกไป บ้านเฉินอาจจะต้องมีความผิดไปด้วย“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้ว” หลินเม่ยเม่ยน้องครางออกมาอย่างอดไม่ไหว เธอยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อให้มือของเขากระแทกได้อย่างสะดวก เธอกำลังเหมือนถูกดึงขึ้นไปที่สูง ๆ แล้วปล่อยลงมาอย่างรวดเร็วซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบตับ ๆ ตับ ๆ ตับ ๆเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เกิดจากฝ่ามือหนากระแทกใส่เนินเนื้อของหญิงสาวดังลั่นห้อง โดยที่เมิ่งเฟยเทียนไม่สนใจว่ามันจะเล็ดลอดออกไป เพราะห้องนี้เขาได้ทำขึ้นใหม่เพื่อเป็นห้องหอโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่ใครจะได้ยินเสียงที่เขาหวงแหน....เสียงครางอย่างมีความสุขของภรรยาที่รัก“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้วค่ะ” หลินเม่ยเม่ยครางออกมาสุดเสียง ก่อนที่เธอจะยกสะโพกสูงขึ้นอีก แล้วปลดปล่อยน้ำออกมาจากกายสาว เธอกระตุกตัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงมาอย่างหมดแรง เธอเหมือนเพิ่งไปวิ่งทางไกลมา ทั้งที่เธอไม่ได้ไปไหนเลย“แฮะ ๆ” หลินเม่ยเม่ยนอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ มือของเธอถูกทิ้งลงที่ข้างกายอย่างหมดแรง“ตอนนี้น้องคงพร้อมที่จะเป็นภรรยาของพี่แล้วนะ” เมิ่งเฟยเทียนที่ดึงมือออกจากร่องเสียวก็กระซิบบอกภรรยาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เขาจูบเธออีกครั้ง เริ่มจากอ่อนโยนและดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ มือหนาดึงกางเกงออกจากกายเพื่อปล่อยแก่นก
คืนเข้าหอที่หอมหวาน Nc+เมิ่งเฟยเทียนเดินเข้ามาก็พบว่าภรรยาของตนเองนั่นอยู่ที่บนเตียง และส่งสายตามาที่เขาด้วยสายตาที่ลังเลเล็กน้อย เขาเดินไปรินเหล้ามงคลอย่างตั้งใจ เมื่อเสร็จแล้วก็ยกถาดเหล้ามงคลเดินมาหาหลินเม่ยเม่ย ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน“เม่ยเม่ย เรามาดื่มเหล้ามงคลกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับยกจอกสุรามงคลให้เธอ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยตอบกลับและรับเหล้าไปดื่มพร้อมกัน ก่อนจะวางลง แล้วชายหนุ่มเดินไปวางที่โต๊ะแล้วเดินมานั่งข้างๆ เธอ“ตอนนี้เราก็แต่งงานอย่างถูกต้องกันแล้ว เรามาตกลงกันก่อนดีหรือเปล่า” ชายหนุ่มเริ่มพูดก่อน เพราะก่อนจะแต่งงานทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้ศึกษากันเหมือนคู่อื่น ๆ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยยังคงตอบกลับเพียงสั้นๆ เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร“ก่อนอื่นต่อไปเม่ยเม่ยเรียกพี่ว่าพี่เฟยเทียนก็พอ และเราจะอยู่กันอย่างคู่สามีภรรยาทั่วไป จะไม่มีการอยู่แบบแต่งงานในนามหรือแต่งงานบังหน้า เราจะอยู่กันอย่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เกื้อกูลกัน มีลูกด้วยกัน เม่ยเม่ยว่าแบบนี้ดีไหม” ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครแบบนี้มาก่อน“ค่ะ พี่เฟยเทียน” หลินเม่ยเม่ยตอบรับเบา ๆ และเรียกอีกฝ่ายอย่างท
ประกายตาของเมิ่งเฟยเทียนมีความโหดเหี้ยมฉายออกมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ปรับมาเป็นปกติ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับไม่ยิ้มเลย แล้วพูดเสียงขึ้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังอย่างชัด ๆ ว่า“ในเมื่อของหมั้นนี้ผมยกให้เจ้าสาว ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าเธอต้องการจะเอาไปที่ไหน ก็แล้วแต่เธอ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง หากใครไม่เชื่อฟังก็ถือว่าอยากมีปัญหากับผม และตอนนี้ใกล้จะได้ฤกษ์เข้าพิธีแล้ว ดังนั้นเราสองคนขอตัวไปที่ตระกูลเมิ่งก่อน”พูดจบเขาก็ส่งสายตาให้ลูกน้องเอาของหมั้นทุกอย่างกลับไป ก่อนจะยื่นแขนไปให้เจ้าสาวตนเองหลินเม่ยเม่ยเอาแขนมาคล้องกับแขนสามี แล้วเดินตามเขาออกมาขึ้นรถ โดยมีครอบครัวของสหายติดตามมาด้วย เนื่องจากเธอต้องการพาพวกเขาไปเป็นญาติของเจ้าสาว เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวอย่างเมิ่งเฟยเทียนเมื่อรถของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเครื่องขบวนออกไปแล้ว คนบ้านเฉินก็แทบจะไม่อยากอยู่ต่อ แต่เลี่ยงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับคนบ้านหลิน “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่า พวกเธอทั้งสองคนจะสั่งสอนลูกสาวได้ดีซะขนาดนี้ ฉันเป็นแม่สามีแท้ ๆ ยังไม่คิดจะไว้หน้ากันเลย หากบ้านเฉินของเราไม่มีความดี อย่างนั้นก็ควรให้ล
ความจริงที่แสนเจ็บปวดหลินเม่ยเม่ยได้ยินก็หันมามองสองแม่ลูกอย่างไม่พอใจ ต่อให้ไม่อยากมีเรื่องในวันมงคลของตัวเอง แต่เมื่อเห็นสองคนนี้อยากได้อยากมีของคนอื่น และไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัว เธอจึงได้พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน“พวกเธอทั้งสองคนมีสิทธิ์อะไรถึงมาพูดแบบนี้ ในเมื่อข้าวของพวกนี้ บ้านสามีเป็นคนมอบให้ฉันเป็นของหมั้น ดังนั้นฉันจะเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากของพวกเธอหรอก” หญิงสาวไม่คิดจะไว้หน้าใครอีกแล้ว ต่อให้หญิงสูงวัยคนนี้จะมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของเธอก็ตาม“เธอพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าต่อให้เธอจะแต่งงานไปแล้ว ก็ควรจะมีบ้านเดิมไว้ให้หนุนหลัง หากเธอไม่ทิ้งของไว้ อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน นั่นเพราะฉันและพ่อของเธอจะไม่หนุนหลังเธอที่แต่งออกไปแล้วแน่นอน” เจียงซื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโห เธอไม่คิดว่าลูกติดของสามี จะไม่ไว้หน้าเธอต่อหน้าคนมากมายแบบนี้“เมื่อฉันเลือกที่จะแต่งงานออกไปแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะให้บ้านเดิมมาหนุนหลังหรอก อีกอย่างเธอสองแม่ลูกลืมไปหรือเปล่าว่า ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง จะคอยกลับมาแต่บ้านเดิม ม
หลินเพ่ยหรานเองก็มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวสามีของเธอ ทุกคนได้แต่อิจฉาที่งานแต่งครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร ดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะใส่ใจเจ้าสาวมาก เนื่องจากคิดว่าทุกอย่างในงานวันนี้ คือสิ่งที่ตระกูลเมิ่งจัดหามาให้เจ้าสาวแต่แค้นใจไปก็เท่านั้น เพราะทำอะไรไม่ได้ งานแต่งยังคงดำเนินต่อไป โดยคนบ้านเฉินต่างก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เลิศรสส่วนหลินเม่ยเม่ยเวลานี้เตรียมตัวเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเธอ เพราะต้องรอเจ้าบ่าวมารับก่อน ถึงจะออกไปได้หลังจากที่กุ้ยเจียงฟางจัดการแต่งตัวและหวีผมให้เจ้าสาวเสร็จแล้ว ก็รีบออกมาช่วยงานด้านนอก ภายในห้องนี้จึงเหลือเพียงเจ้าสาวและสหายอย่างซูผิงเนี่ยนเท่านั้น“เมื่อคืนฉันกลัวเหลือเกินว่าน้องสาวของเธอเกิดบ้าขึ้นมา แล้วมาเล่นงานเธอ จนไม่มีงานแต่งในวันนี้” ซูผิงเนี่ยนพูดขึ้นเบา ๆ“เธอก็คิดเยอะไป ไม่เกิดเรื่องอะไรก็ดีแล้ว” หลินเม่ยเม่ยบอกสหายกลับไป ที่เธอนิ่งนอนใจได้นั้น เป็นเพราะเสี่ยวฟางบอกอย่างไรล่ะว่าฝ่ายนั้นยังคงทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ก็ยังมีความตื่นเต้นในการที่จะได้แต่งงานมากกว่า เลยทำให้ต้องนั่งพูดคุยกัน จนไม่มีใครแทบจะได้นอน‘แต่ก็น่าแปลก เพรา
งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ส่วนทางด้านเมิ่งเฟยเทียน ถึงแม้วันนี้เขาจะมาทำงานตามปกติ และในขณะที่ลาดตระเวนอยู่ในเมืองนั้น แต่ใจของชายหนุ่มก็คิดถึงแต่ใบหน้าของใครบางคน ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของตนเองในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วรายงานบางอย่างให้เขารับรู้เมื่อชายหนุ่มได้รับฟังสิ่งที่คนสนิทรายงาน ใบหน้าเขาก็ย่นคิ้วอย่างไม่รู้ตัว พร้อมออกคำสั่งเบา ๆ กลับไป เพื่อให้อีกฝ่ายไปจัดการตามที่เขาสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องที่เหลือเดินลาดตระเวนต่อเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่เมิ่งเฟยเทียนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่นั้น เขาก็ได้เจอกับชายคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์หลายคนกำลังรุมทำร้าย จึงเดินเข้าไปดูและห้ามปรามตามหน้าที่“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกนายทำอะไรกัน” เมิ่งเฟยเทียนส่งเสียออกไป และคิ้วขมวดทันทีเมื่อเห็นใครบางคน จากนั้นเขาก็กัดกรามพร้อมกับแสดงความเคียดแค้นออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้มาเป็นเรียบเฉยตามปกติ“เอ่อ ไม่มีอะไรครับผู้หมวดเมิ่ง พวกเราแค่หยอกล้อกัน” หนึ่งในชายฉกรรจ์รีบพูดขึ้นมา และได้พยายามเอาร่างกายบังไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นคนที่เขากำลังซ้อมและทำร้ายอยู่“ที่นี่คือที่สาธารณะ จะทำอะไรก็หลบเ







