Masukหลายวันต่อมา...
หลินเม่ยเม่ยยังคงทนกล้ำกลืนอยู่ในบ้านหลังนี้ เธอตั้งใจว่าจะแอบเก็บเงินอีกสักพัก แล้วค่อยหาลู่ทางออกจากที่นี่และหย่าขาดกับชายชั่วอย่างเฉินต้าเฟย
วันนี้ทุกอย่างดูสงบเงียบไปหมด จนหลินเม่ยเม่ยแปลกใจ เพราะทุกคนในบ้านไม่ได้ตั้งท่าหาเรื่องเธอเลยสักครั้งเดียว ทุกคนต่างไปทำหน้าที่ของตัวเองซึ่งก็คือการนอนเล่น และการเดินเล่นคุยกับคนอื่น ๆ เท่านั้น เพราะตอนนี้ในหมู่บ้านไม่ได้บังคับให้ทุกคนในบ้านทำงานการเกษตรเหมือนหลายปีก่อน โดยให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคนมากกว่า ทำให้บ้านเฉินไม่มีใครเข้าทำงานการเกษตรเลยสักคนเดียว
การกินอยู่ของพวกเขา ขึ้นกับหลินเม่ยเม่ยเพียงคนเดียวเท่านั้น!
“เม่ยเม่ย วันนี้หล่อนกินอาหารที่บ้านนี่แหละ กับข้าวเหลือฉันกลัวมันจะเสีย” เลี่ยงจื่อเดินเข้ามาบอก เพราะเห็นว่าลูกสะใภ้เตรียมตัวจะไปหางานทำในเมืองแล้ว
ทันทีที่ได้ยินแม่สามีบอกแบบนั้น แม้จะแปลกใจแค่ไหน
แต่หลินเม่ยเม่ยก็ยอมทำตามแต่โดยดี โดยไม่รู้เลยว่านี่คือการมีลมหายใจครั้งสุดท้ายของเธอ“ค่ะแม่”
หลินเม่ยเม่ยตอบรับอย่างดีใจ และเริ่มกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ‘ไม่คิดว่าอาหารที่ดีแบบนี้ ฉันจะมีโอกาสได้กิน’
เธอกินไปก็คิดอยู่ในใจ
แต่ทว่าเมื่อกินไปสักพัก หญิงสาวกลับมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในท้อง ก่อนจะอดไม่ไหว ต้องสำรอกเป็นเลือดจะพุ่งออกมา พร้อมกับร่างกายร่วงหล่นจากเก้าอี้มานอนกุมท้องอยู่ที่พื้น
และนี่คือสิ่งเดียวที่เธอนึกได้ “ฉันถูกวางยาเหรอ”
“ใช่ แกถูกวางยา แต่ถึงแกรู้ก็สายไปแล้ว ใครใช้ให้วันก่อนแกมารู้ความลับของฉันกับพี่ต้าเฟยล่ะ”
ลู่เซียวซินพูดเย้ยหยันคนที่นอนกระอักเลือดอย่างไม่มีความรู้สึกผิดใด ๆ เลยแม้แต่น้อย เธอเดินเข้ามาพร้อมกับชายคนรักอย่างเฉินต้าเฟยที่มองหลินเม่ยเม่ยอย่างเย็นชา
“พะ พี่ต้า...” หลินเม่ยเม่ยอยากจะพูดออกมาว่า
‘พี่ต้าเฟยทำไมไม่หย่า แค่นี้ทุกอย่างก็จบสิ้นแล้ว จะมาทำร้ายเธอถึงขึ้นเอาชีวิตแบบนี้ทำไมกัน’ แต่เธอก็ไม่มีแรงจะพูด
“เรียกพี่ต้าเฟยทำไม” ลู่เซียวซินตวาดกลับมาทันที เพราะคิดว่าอีกฝ่ายยังอาลัยอาวรณ์ชู้รักของตนเองอยู่ ก่อนจะพูดต่ออีกว่า
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ที่แกได้ยินคือความจริง ฉันกับพี่ต้าเฟยเป็นผัวเมียกันมานานแล้วจนเรามีลูกด้วยกัน แต่เพราะพวกเราอยากมีคนมาช่วยทำงานบ้าน เลยตัดสินใจแต่งคนบ้านหลินเข้ามาอย่างไรล่ะ
ที่จริงคนที่ต้องแต่งควรจะเป็นหลินเพ่ยหราน แต่แกกลับโชคร้าย ที่ถูกแม่เลี้ยงกับน้องสาวผลักดันให้เกิดเรื่อง จนแกต้องแต่งเข้ามาแทนอย่างไรล่ะ แต่ตอนนี้แกไม่ควรจะอยู่ต่อไปเพราะแกรู้ความลับของเรา แกตายไปซะเถอะ ฮ่า ๆ”
พูดจบลู่เซียวซินก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง โดยมีสายตาของเฉินต้าเฟยมองคนที่นอนหายใจรวยรินอย่างดูถูก จากนั้นทั้งสองก็เดินควงแขนกันออกไปปล่อย ให้หลินเม่ยเม่ยอยู่กับความทรมานที่ได้รับจากยาพิษ
“หากชาติหน้ามีจริง ฉันสัญญาว่าจะไม่อ่อนแอจนทำให้ชีวิตต้องจบอย่างอนาถแบบนี้อีก และหากฉันย้อนเวลากลับไปได้ ไม่ว่าใครที่ทำให้ฉันตกอยู่ในสภาพนี้ ฉันจะเอาคืนพวกมันทุกคน”
หลินเม่ยเม่ยพยายามพูดออกมา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
จากนั้นก็ค่อย ๆ หยิบถุงเงินที่ซ่อนเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อออกมา ซึ่งในนั้นมีต่างหูที่เพิ่งซื้อมา
หญิงสาวใช้แรงเฮือกสุดท้ายหยิบต่างหูมาใส่ให้กับตัวเอง เธอยิ้มออกมาอย่างดีใจ ‘อย่างน้อยก่อนตาย ฉันก็มีโอกาสได้ใส่ต่างหูคู่นี้’เธอคิดและยิ้มอยู่ในใจอย่างมีความสุข
ทว่าเธอมีความสุขไม่นานก็สำลักเลือดออกมาอีกสองสามครั้ง แล้วก็แน่นิ่งไป
“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้ว” หลินเม่ยเม่ยน้องครางออกมาอย่างอดไม่ไหว เธอยกสะโพกขึ้นสูงเพื่อให้มือของเขากระแทกได้อย่างสะดวก เธอกำลังเหมือนถูกดึงขึ้นไปที่สูง ๆ แล้วปล่อยลงมาอย่างรวดเร็วซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบตับ ๆ ตับ ๆ ตับ ๆเสียงเนื้อกระทบเนื้อที่เกิดจากฝ่ามือหนากระแทกใส่เนินเนื้อของหญิงสาวดังลั่นห้อง โดยที่เมิ่งเฟยเทียนไม่สนใจว่ามันจะเล็ดลอดออกไป เพราะห้องนี้เขาได้ทำขึ้นใหม่เพื่อเป็นห้องหอโดยเฉพาะ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่ใครจะได้ยินเสียงที่เขาหวงแหน....เสียงครางอย่างมีความสุขของภรรยาที่รัก“อ่าร์สสสส ไม่ไหวแล้วค่ะ” หลินเม่ยเม่ยครางออกมาสุดเสียง ก่อนที่เธอจะยกสะโพกสูงขึ้นอีก แล้วปลดปล่อยน้ำออกมาจากกายสาว เธอกระตุกตัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวลงมาอย่างหมดแรง เธอเหมือนเพิ่งไปวิ่งทางไกลมา ทั้งที่เธอไม่ได้ไปไหนเลย“แฮะ ๆ” หลินเม่ยเม่ยนอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบ มือของเธอถูกทิ้งลงที่ข้างกายอย่างหมดแรง“ตอนนี้น้องคงพร้อมที่จะเป็นภรรยาของพี่แล้วนะ” เมิ่งเฟยเทียนที่ดึงมือออกจากร่องเสียวก็กระซิบบอกภรรยาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่เขาจูบเธออีกครั้ง เริ่มจากอ่อนโยนและดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ มือหนาดึงกางเกงออกจากกายเพื่อปล่อยแก่นก
คืนเข้าหอที่หอมหวาน Nc+เมิ่งเฟยเทียนเดินเข้ามาก็พบว่าภรรยาของตนเองนั่นอยู่ที่บนเตียง และส่งสายตามาที่เขาด้วยสายตาที่ลังเลเล็กน้อย เขาเดินไปรินเหล้ามงคลอย่างตั้งใจ เมื่อเสร็จแล้วก็ยกถาดเหล้ามงคลเดินมาหาหลินเม่ยเม่ย ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน“เม่ยเม่ย เรามาดื่มเหล้ามงคลกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับยกจอกสุรามงคลให้เธอ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยตอบกลับและรับเหล้าไปดื่มพร้อมกัน ก่อนจะวางลง แล้วชายหนุ่มเดินไปวางที่โต๊ะแล้วเดินมานั่งข้างๆ เธอ“ตอนนี้เราก็แต่งงานอย่างถูกต้องกันแล้ว เรามาตกลงกันก่อนดีหรือเปล่า” ชายหนุ่มเริ่มพูดก่อน เพราะก่อนจะแต่งงานทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้ศึกษากันเหมือนคู่อื่น ๆ“ค่ะ” หลินเม่ยเม่ยยังคงตอบกลับเพียงสั้นๆ เพื่อรอดูว่าอีกฝ่ายจะว่าอย่างไร“ก่อนอื่นต่อไปเม่ยเม่ยเรียกพี่ว่าพี่เฟยเทียนก็พอ และเราจะอยู่กันอย่างคู่สามีภรรยาทั่วไป จะไม่มีการอยู่แบบแต่งงานในนามหรือแต่งงานบังหน้า เราจะอยู่กันอย่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เกื้อกูลกัน มีลูกด้วยกัน เม่ยเม่ยว่าแบบนี้ดีไหม” ชายหนุ่มพูดอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยพูดกับใครแบบนี้มาก่อน“ค่ะ พี่เฟยเทียน” หลินเม่ยเม่ยตอบรับเบา ๆ และเรียกอีกฝ่ายอย่างท
ประกายตาของเมิ่งเฟยเทียนมีความโหดเหี้ยมฉายออกมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเดียวเท่านั้นก็ปรับมาเป็นปกติ เขายิ้มมุมปากเล็กน้อย แต่ทว่าสายตากลับไม่ยิ้มเลย แล้วพูดเสียงขึ้นดัง ๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังอย่างชัด ๆ ว่า“ในเมื่อของหมั้นนี้ผมยกให้เจ้าสาว ถ้าอย่างนั้นไม่ว่าเธอต้องการจะเอาไปที่ไหน ก็แล้วแต่เธอ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง หากใครไม่เชื่อฟังก็ถือว่าอยากมีปัญหากับผม และตอนนี้ใกล้จะได้ฤกษ์เข้าพิธีแล้ว ดังนั้นเราสองคนขอตัวไปที่ตระกูลเมิ่งก่อน”พูดจบเขาก็ส่งสายตาให้ลูกน้องเอาของหมั้นทุกอย่างกลับไป ก่อนจะยื่นแขนไปให้เจ้าสาวตนเองหลินเม่ยเม่ยเอาแขนมาคล้องกับแขนสามี แล้วเดินตามเขาออกมาขึ้นรถ โดยมีครอบครัวของสหายติดตามมาด้วย เนื่องจากเธอต้องการพาพวกเขาไปเป็นญาติของเจ้าสาว เพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวอย่างเมิ่งเฟยเทียนเมื่อรถของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวเครื่องขบวนออกไปแล้ว คนบ้านเฉินก็แทบจะไม่อยากอยู่ต่อ แต่เลี่ยงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับคนบ้านหลิน “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่า พวกเธอทั้งสองคนจะสั่งสอนลูกสาวได้ดีซะขนาดนี้ ฉันเป็นแม่สามีแท้ ๆ ยังไม่คิดจะไว้หน้ากันเลย หากบ้านเฉินของเราไม่มีความดี อย่างนั้นก็ควรให้ล
ความจริงที่แสนเจ็บปวดหลินเม่ยเม่ยได้ยินก็หันมามองสองแม่ลูกอย่างไม่พอใจ ต่อให้ไม่อยากมีเรื่องในวันมงคลของตัวเอง แต่เมื่อเห็นสองคนนี้อยากได้อยากมีของคนอื่น และไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัว เธอจึงได้พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าเหมือนกัน“พวกเธอทั้งสองคนมีสิทธิ์อะไรถึงมาพูดแบบนี้ ในเมื่อข้าวของพวกนี้ บ้านสามีเป็นคนมอบให้ฉันเป็นของหมั้น ดังนั้นฉันจะเอาไปไว้ที่ไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากของพวกเธอหรอก” หญิงสาวไม่คิดจะไว้หน้าใครอีกแล้ว ต่อให้หญิงสูงวัยคนนี้จะมีฐานะเป็นแม่เลี้ยงของเธอก็ตาม“เธอพูดอย่างนั้นก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าต่อให้เธอจะแต่งงานไปแล้ว ก็ควรจะมีบ้านเดิมไว้ให้หนุนหลัง หากเธอไม่ทิ้งของไว้ อย่าหาว่าพวกเราใจร้ายก็แล้วกัน นั่นเพราะฉันและพ่อของเธอจะไม่หนุนหลังเธอที่แต่งออกไปแล้วแน่นอน” เจียงซื่อพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโห เธอไม่คิดว่าลูกติดของสามี จะไม่ไว้หน้าเธอต่อหน้าคนมากมายแบบนี้“เมื่อฉันเลือกที่จะแต่งงานออกไปแล้ว ฉันก็ไม่คิดจะให้บ้านเดิมมาหนุนหลังหรอก อีกอย่างเธอสองแม่ลูกลืมไปหรือเปล่าว่า ลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง จะคอยกลับมาแต่บ้านเดิม ม
หลินเพ่ยหรานเองก็มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงครอบครัวสามีของเธอ ทุกคนได้แต่อิจฉาที่งานแต่งครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร ดูเหมือนว่าเจ้าบ่าวจะใส่ใจเจ้าสาวมาก เนื่องจากคิดว่าทุกอย่างในงานวันนี้ คือสิ่งที่ตระกูลเมิ่งจัดหามาให้เจ้าสาวแต่แค้นใจไปก็เท่านั้น เพราะทำอะไรไม่ได้ งานแต่งยังคงดำเนินต่อไป โดยคนบ้านเฉินต่างก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่เลิศรสส่วนหลินเม่ยเม่ยเวลานี้เตรียมตัวเสร็จแล้ว แต่ยังอยู่ภายในห้องส่วนตัวของเธอ เพราะต้องรอเจ้าบ่าวมารับก่อน ถึงจะออกไปได้หลังจากที่กุ้ยเจียงฟางจัดการแต่งตัวและหวีผมให้เจ้าสาวเสร็จแล้ว ก็รีบออกมาช่วยงานด้านนอก ภายในห้องนี้จึงเหลือเพียงเจ้าสาวและสหายอย่างซูผิงเนี่ยนเท่านั้น“เมื่อคืนฉันกลัวเหลือเกินว่าน้องสาวของเธอเกิดบ้าขึ้นมา แล้วมาเล่นงานเธอ จนไม่มีงานแต่งในวันนี้” ซูผิงเนี่ยนพูดขึ้นเบา ๆ“เธอก็คิดเยอะไป ไม่เกิดเรื่องอะไรก็ดีแล้ว” หลินเม่ยเม่ยบอกสหายกลับไป ที่เธอนิ่งนอนใจได้นั้น เป็นเพราะเสี่ยวฟางบอกอย่างไรล่ะว่าฝ่ายนั้นยังคงทำอะไรเธอไม่ได้ แต่ก็ยังมีความตื่นเต้นในการที่จะได้แต่งงานมากกว่า เลยทำให้ต้องนั่งพูดคุยกัน จนไม่มีใครแทบจะได้นอน‘แต่ก็น่าแปลก เพรา
งานแต่งที่ยิ่งใหญ่ส่วนทางด้านเมิ่งเฟยเทียน ถึงแม้วันนี้เขาจะมาทำงานตามปกติ และในขณะที่ลาดตระเวนอยู่ในเมืองนั้น แต่ใจของชายหนุ่มก็คิดถึงแต่ใบหน้าของใครบางคน ที่จะมาเป็นเจ้าสาวของตนเองในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่ลูกน้องคนสนิทจะเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วรายงานบางอย่างให้เขารับรู้เมื่อชายหนุ่มได้รับฟังสิ่งที่คนสนิทรายงาน ใบหน้าเขาก็ย่นคิ้วอย่างไม่รู้ตัว พร้อมออกคำสั่งเบา ๆ กลับไป เพื่อให้อีกฝ่ายไปจัดการตามที่เขาสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องที่เหลือเดินลาดตระเวนต่อเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นขณะที่เมิ่งเฟยเทียนกำลังเดินลาดตระเวนอยู่นั้น เขาก็ได้เจอกับชายคนหนึ่งกำลังถูกชายฉกรรจ์หลายคนกำลังรุมทำร้าย จึงเดินเข้าไปดูและห้ามปรามตามหน้าที่“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกนายทำอะไรกัน” เมิ่งเฟยเทียนส่งเสียออกไป และคิ้วขมวดทันทีเมื่อเห็นใครบางคน จากนั้นเขาก็กัดกรามพร้อมกับแสดงความเคียดแค้นออกมา ก่อนจะปรับสีหน้าให้มาเป็นเรียบเฉยตามปกติ“เอ่อ ไม่มีอะไรครับผู้หมวดเมิ่ง พวกเราแค่หยอกล้อกัน” หนึ่งในชายฉกรรจ์รีบพูดขึ้นมา และได้พยายามเอาร่างกายบังไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายมองเห็นคนที่เขากำลังซ้อมและทำร้ายอยู่“ที่นี่คือที่สาธารณะ จะทำอะไรก็หลบเ







