LOGINจวนสกุลซู
หลังจากที่ซูจินหลิงจดจำช่วงเวลาที่นางเพิ่งย้อนเวลากลับมาได้ นางก็ยิ่งมั่นใจว่าเซียวเหวินอวี่ยังคงมีใจให้นางเหมือนในชาติก่อนไม่ผิดแน่ บางทีที่เขาแสดงท่าทางเย็นชาและพูดจาไม่ดีใส่นาง อาจเป็นเพราะนิสัยของเขาเป็นเช่นนั้นก็ได้ และเพื่อต้องการถามความจริงจากปากของเขา ว่าเขายังรักนางอยู่หรือไม่ นางจึงตัดสินใจจะเดินทางไปหาเขาที่ชายแดน ดังนั้นนางจึงอาศัยข่าวลือเสื่อมเสียของตนเองมากล่าวอ้างเพื่อให้บิดามารดายอมอนุญาตให้นางออกนอกจวน “ท่านพ่อ ท่านแม่ หลายวันมานี้ข่าวลือเสียหายของข้าแพร่กระจายออกไปไม่หยุดเลย ข้าไม่มีหน้าจะออกไปพบผู้ใดอีกแล้ว” “โถ่ หลิงเอ๋อร์ลูกแม่ เจ้าคงจะคิดมากน่าดู ร่างกายถึงได้ผ่ายผอมลงมากขนาดนี้” ซูฮูหยินเห็นร่างกายซูบผอมราวกับตรอมใจของบุตรสาว ภายในใจก็เป็นกังวลไม่น้อย แต่หารู้ไม่ว่ากว่าที่ซูจินหลิงจะทำให้ตนเองอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ นางต้องใช้ความพยายามมากขนาดไหน “เพราะข่าวลือด้านนอก ข้าถึงได้มีสภาพเป็นเช่นนี้ หากว่าข้าจะขออนุญาตพวกท่านออกไปอยู่ที่วัดประจำตระกูลสักระยะ เพื่อให้จิตใจสงบลง พวกท่านจะอนุญาตหรือไม่เจ้าคะ” ซูจินหลิงพยายามทำหน้าตาให้ตนเองดูหน้าสงสารถึงที่สุด แต่กระนั้นเจ้ากรมซูก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก “เจ้าจะไปอยู่ที่นั่นคนเดียวได้อย่างไร เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ พ่อจะให้แม่ของเจ้าไปอยู่เป็นเพื่อน” ซูฮูหยินได้ยินสามีเอ่ยบอกเช่นนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย ทว่าซูจินหลิงรีบเอ่ยคัดค้านทันที เพราะหากมารดาติดตามไปด้วย นางจะหลบหนีไปหาเซียวเหวินอวี่ที่ชายแดนได้อย่างไรเล่า แบบนี้ก็ผิดแผนหมดนะสิ… “มะ...ไม่ได้เจ้าค่ะ!” “ทำไมจะไม่ได้กัน?” “คือ...เอ่อ...จริงสิ ช่วงนี้ท่านย่าไม่ค่อยสบาย ท่านแม่คอยดูแลนางอยู่ที่จวนจะดีกว่านะเจ้าคะ อีกอย่างการเดินทางไปที่วัดประจำตระกูลก็หาได้สะดวกสบายนัก ข้าไม่อยากให้ท่านแม่ต้องไปลำบากเพราะข้า” ซูจินหลิงถึงขั้นหยิบยกอาการเจ็บป่วยของท่านย่ามาเอ่ยอ้าง เพราะก่อนหน้านี้นางมักจะได้ยินท่านย่าบ่นให้ฟังอยู่บ่อยๆ ว่าเจ็บตรงนู้นตรงนี้เพื่อให้นางไปดูแล ทว่าคนที่ถูกพาดพิงกลับเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางแข็งแรง ผิดกับที่ซูจินหลิงเอ่ยมาเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง “ข้าเนี่ยนะหรือเจ็บป่วย ยัยหนู เจ้าคิดมากไปแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่าซูโบกไม้เท้าไปมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าร่างกายของตนยังแข็งแรงดี ไม่มีส่วนไหนเจ็บป่วยให้หลานสาวต้องเป็นกังวล ซูจินหลิงเห็นท่าว่าแผนการคราวนี้คงล่มแน่ๆ นางจึงตัดสินใจหาคนอื่นที่มิใช่มารดา ในตอนนั้น นางก็นึกถึงคนผู้หนึ่งซึ่งในชาติก่อนนางเกลียดชังมากๆ ทว่าชาตินี้นางจะไม่ทำผิดต่ออีกฝ่ายอีกแล้ว “เอาเช่นนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าจะให้จินเหยาไปอยู่ที่วัดเป็นเพื่อนข้าเอง ท่านพ่อ ท่านแม่และท่านย่าก็จะสบายใจได้แล้วใช่หรือไม่” เจ้ากรมซูได้ยินบุตรสาวเอ่ยบอกเช่นนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูจินเหยาบุตรสาวคนรองผู้นี้ของเขา แม้จะเกิดจากอนุภรรยา ทว่านางก็เป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตน บางทีนางอาจช่วยให้จิตใจของซูจินหลิงสงบลงได้ “เอาเช่นนั้นก็ได้ พ่อจะให้จินเหยาไปอยู่ที่วัดเป็นเพื่อนเจ้า” เมื่อได้รับคำอนุญาต ซูจินหลิงจึงเผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างปิดไม่มิด ทว่าภายในใจกำลังครุ่นคิดหาทางทำให้ซูจินเหยาไม่นำเรื่องที่นางจะแอบหนีไปชายแดนมารายงานบิดา สงสัยนางคงต้องติดสินบนอีกฝ่ายแล้ว…ราวกับว่าคำขอนั้นของเซียวเหวินอวี่จะได้รับความยินยอมจากสวรรค์ เพราะหลังจากที่เขาสิ้นใจตายกลางสนามรบ เขาก็ย้อนเวลากลับมาก่อนซูจินหลิงหนึ่งเดือน“ท่านแม่ทัพ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เมื่อได้ยินเสียงของท่านหมอเว่ยดังขึ้นด้านข้าง เซียวเหวินอวี่จึงค่อยๆ ลืมตาตื่น ก่อนจะมองสำรวจรอบๆ ว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไป มิใช่ว่าเขาสิ้นใจตายเพราะพลาดท่าให้พวกชนเผ่าหูแล้วหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงยังตื่นขึ้นมาในค่ายทหารแห่งนี้ได้?“เกิดอะไรขึ้นกับข้าอย่างนั้นหรือท่านหมอเว่ย?”“ท่านแม่ทัพหมดสติไปเพราะไข้ป่าขอรับ”เซียวเหวินอวี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกมึนงงยิ่งนัก เขาจะเป็นไข้ป่าไปได้อย่างไร ในเมื่อความทรงจำสุดท้ายของเขาคือกำลังยกทัพไปต่อสู้กับพวกชนเผ่าหูแล้วพลาดท่าถูกพวกนั้นทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บปางตาย“เหตุใดท่านหมอเว่ยถึงบอกว่าข้าเป็นไข้ป่า มิใช่ว่าข้าได้รับบาดเจ็บเพราะกำลังทำศึกสงครามกับพวกเผ่าหูอยู่หรอกหรือ”“สงครามอันใดกันท่านแม่ทัพ” คราวนี้เป็นโจวหมิงหยางที่เอ่ยขึ้น หลังจากได้รับแจ้งว่าท่านแม่ทัพเซียวฟื้นจากพิษไข้แล้ว เขาจึงตรงมาดูอาการของอีกฝ่ายทันที“ตอนนี้พวกเรากำลังทำสงครามกับพวกชนเผ่าหูอยู่ ข้าจำได้ว่
ในชีวิตก่อน ย้อนกลับไปตอนที่ซูจินหลิงยังไม่เคยได้พบกับกงจวิน วันนั้นนางจดจำได้ว่านางกำลังเดินทางไปเยี่ยมท่านยายที่ต่างเมือง เพราะท่านยายบ่นว่าคิดถึงนาง ท่านแม่จึงให้นางนำของฝากไปเยี่ยมท่านยาย เพื่อให้ท่านยายได้คลายความคิดถึงลงบ้างแม้จะไม่เต็มใจไปสักเท่าใด เพราะนางขี้เกียจเดินทาง อีกทั้งบ้านของท่านยายยังอยู่นอกเมืองหลวง ไม่ค่อยมีความเจริญรุ่งเรืองให้ได้เห็นเท่าใดนัก ทว่าซูจินหลิงก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจของท่านแม่ นางจึงได้เดินทางไปหาท่านยายตามคำสั่งของท่านแม่ด้วยความไม่เต็มใจยังไม่ทันจะได้เดินทางไปถึงจุดหมาย รถม้าของนางก็เกิดอาการแปลกๆ คนขับรถม้าไม่สามารถบังคับทิศทางรถม้าให้วิ่งไปตามเส้นทางปกติได้ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ซูจินหลิงที่นั่งอยู่ภายในรถม้าเป็นอย่างยิ่ง“มี่เอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับรถม้าของพวกเรา!” ซูจินหลิงหันไปถามสาวใช้ข้างกายด้วยความตื่นตระหนก ภายในใจคิดว่านางจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดมี่เอ๋อร์ชะโงกหน้าออกไปถามคนขับรถม้า ก่อนจะได้ความมาบอกคุณหนูของตน“คุณหนู คนขับรถม้าบอกว่า จู่ๆ ม้าก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขากำลังพยายามบังคับม้าอยู่เจ้าค่
เซียวเหวินอวี่โน้มตัวลงไปประกบริมฝีปากแดงระเรื่อของซูจินหลิงอีกครั้ง ความหอมหวานภายในโพลงปากของนางทำให้เขาต้องสอดปลายลิ้นร้อนเข้าไปกวาดชิมด้วยความหื่นกระหายจนนางหอบหายใจแทบไม่ทัน“พะ…พอก่อนเจ้าค่ะ ข้าหายใจไม่ออก” ซูจินหลิงใช้มือยั้งอกแกร่งของสามีเอาไว้ ก่อนที่นางจะสิ้นใจตายเพราะจุมพิตที่เขามอบให้ช่างเร่าร้อนและหนักหน่วงเสียเหลือเกินเซียวเหวินอวี่ที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับรสจูบของซูจินหลิงจำต้องผละริมฝีปากออกมาตามคำร้องขอของนางอย่างอ้อยอิ่ง แต่กระนั้นก็ยังโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปซุกไซ้ต้นคอขาวเนียนของภรรยา ยิ่งเขาได้สัมผัสเรือนร่างของนางมากเท่าใด อารมณ์กำหนัดก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นเท่านั้น หากจะให้เขาหยุดตอนนี้เกรงว่าจะไม่ทันเสียแล้ว“จินหลิง อะ…อื้ม”ไม่เพียงซุกไซ้แค่ลำคอขาวเนียนเท่านั้น ทว่ายามนี้เขากลับไล่เลียปลายลิ้นต่ำลงมาเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่ปลายยอดประทุมถันที่กำลังตั้งชูชันด้วยความเสียวซ่านของภรรยา และอดไม่ได้ที่จะใช้ริมฝีปากขบเม้มเม็ดบัวสีชมพูที่กำลังล่อตาล่อใจ จนนางเผลอร้องครางออกมาด้วยความเสียวกระสัน“อ๊ะ…ท่านพี่เซียว”ซูจินหลิงแอ่นหน้าอกขึ้นเพราะรู้สึกเสียวซ่านเหลือเก
ในที่สุดวันแต่งงานของซูจินหลิงกับเซียวเหวินอวี่ก็มาถึง หน้าจวนสกุลซูถูกประดับประดาไปด้วยผ้าแดงมงคล เจ้ากรมซู ซูฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าซูต่างมีสีหน้าชื่นบานเพราะวันนี้บุตรสาวและหลานสาวคนโตของพวกเขาจะออกเรือนแล้วซูจินหลิงสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสด ด้านข้างยังมีซูจินเหยากับมี่เอ๋อร์คอยประคองอยู่ไม่ห่าง หลังจากที่เหตุการณ์ในวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะได้ผ่านพ้นไป กงจวินได้ขอร้องบิดาของเขามาหมั้นหมายซูจินเหยาให้กับตน ตอนนี้พวกเขาทั้งสองจึงไม่ต้องหลบซ่อนเพื่อไปพบกันอีกแล้ว อีกทั้งซูจินหลิงยังยินดีกับน้องสาวที่อีกไม่นานจะได้แต่งงานกับกงจวิน ความเกลียดชังในชาติก่อนที่ซูจินหลิงเคยมีต่อซูจินเหยา และความรักที่เคยมีให้กับกงจวิน บัดเดี๋ยวนี้นางไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นหลงเหลืออีกแล้ว นอกจากความห่วงใยที่นางมีให้กับพวกเขาทั้งสองคนยามนี้เซียวเหวินอวี่ขี่ม้ามารอรับซูจินหลิงที่หน้าประตูจวนแล้ว ข้างกายของเขายังมีรองแม่ทัพโจวกับท่านหมอเว่ยที่ติดตามมารอรับเจ้าสาวด้วยเจ้ากรมซูตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหลริน จากนั้นจึงหันไปฝากฝังเซียวเหวินอวี่ให้ดูแลบุตรสาวของตน“เหวินอวี่ จากนี้ไปลุงฝากหลิงเอ๋อร์กับเจ้าด้วยนะ”“
ซูจินหลิงนั่งอยู่ในศาลากลางสระบัวของจวนสกุลซู หลังจากที่รู้ข่าวการตายของเซวียเยว่อิง นางก็อดรู้สึกเวทนาอีกฝ่ายมิได้ เพราะจุดจบของเซวียเยว่อิงคือตายเพราะความรักเหมือนกับนางในชาติที่แล้วหากไม่ได้ย้อนอดีตกลับมา นางเองก็คงจะหลงมัวเมากับบุรุุษที่ไม่เคยรักนาง และคงจะเจ็บปวดจากความรักไม่มีสิ้นสุด แต่ในเมื่อสวรรค์เมตตา นางจะรักษาความรักที่เซียวเหวินอวี่มอบให้เป็นอย่างดี ตลอดชีวิตนี้จะไม่ทำให้เขาต้องเสียใจเพราะนางเด็ดขาด“คิดอะไรอยู่หรือ” เซียวเหวินอวี่โอบกอดร่างของซูจินหลิงจากทางด้านหลัง อีกไม่กี่วัน งานแต่งงานของพวกเขาก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว ดังนั้นเซียวเหวินอวี่จึงมาที่จวนสกุลซูเพื่อปรึกษาเรื่องการแต่งงานเกือบทุกวันทว่าความเป็นจริง เขาคิดถึงซูจินหลิงจนทนไม่ไหวจึงได้หาข้ออ้างมาพบนางต่างหากซูจินหลิงหันกลับไปมองเซียวเหวินอวี่ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากำลังคิดว่าวันนี้จะทำอะไรให้ท่านพี่เซียวทานดี มาหาข้าแต่เช้าตรู่ขนาดนี้คงจะยังไม่ได้ทานอะไรมาแน่ๆ” “เอ่อ…ข้าทานอาหารมาจากจวนแล้ว เจ้าคิดเรื่องอื่นดีกว่า อย่างเช่นวันแต่งงานของพวกเรา เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรให้เป็นพิเศษหรือไม่”ซู
เพียงชั่วข้ามคืน ข่าวอื้อฉาวของเซวียเยว่อิงกับองค์ชายรองก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่เพียงเซวียเยว่อิงที่เสียใจจนแทบคลั่ง ทว่าหนานจื่อซวินเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เหตุใดสตรีที่เขาสุขสมด้วยทั้งคืนและคิดว่าเป็นซูจินหลิงถึงกลับกลายเป็นญาติผู้น้องของเขาไปได้มีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ?“งามหน้า งามหน้านัก!” เซวียกุ้ยเฟยที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากอาการสลบเริ่มขว้างปาข้าวของในตำหนักใส่บุตรชายเพียงคนเดียวด้วยความไม่พอใจ หนานจื่อซวินเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา เมื่อคืนเพราะเมามายจนขาดสติ เขาถึงได้สายตาพร่าเลือนมองเห็นเซวียเยว่อิงเป็นซูจินหลิง ยามนี้เขาจึงไม่มีคำพูดใดอธิบายให้มารดาฟัง นอกจากต้องอดทนให้นางระบายโทสะใส่จนกว่าจะพอใจ“เจ้าไม่รู้เลยหรือว่านั่นคือน้องสาวของเจ้า!”หากรู้เขาจะยอมมีอะไรกับนางหรือ…“เงียบทำไม ตอบข้ามา เหตุใดเจ้าถึงไปอยู่ที่นั่นได้”เมื่อเห็นว่าบุตรชายนั่งเงียบไม่ยอมตอบอะไร โทสะของเซวียกุ้ยเฟยก็ยิ่งพุ่งกระฉูด“ก็ข้า…” หนานจื่อซวินไม่กล้าบอกมารดาว่าเขาอยากได้ซูจินหลิงมาเป็นชายา เขาถึงได้ไปที่นั่นและกระทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ทว่ายังไม่ทันที่เซวียกุ้ยเฟย
หลังจากที่ขอร้องบิดามารดาได้สำเร็จ ซูจินหลิงจึงตรงไปหาซูจินเหยาที่เรือนนอนของอีกฝ่ายทันที เพราะนางต้องการเจรจาบางอย่าง หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นางต้องการติดสินบนซูจินเหยา“พะ…พี่ใหญ่ ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?”ยามที่เห็นว่าพี่สาวมาปรากฏตัวที่เรือนของตนเอง ซูจินเหยาก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เพราะนา
อีกด้านหนึ่ง เซียวเหวินอวี่กำลังเดินทางกลับชายแดน ขณะกำลังควบขี่อาชาไปตามเส้นทางอันคุ้นเคย รองแม่ทัพโจวก็เข้ามาพูดคุยบางอย่างกับเขา “ท่านแม่ทัพ ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ซู”รองแม่ทัพโจวหรือ โจวหมิงหยาง รู้สึกขัดใจยิ่งนักที่ท่านแม่ทัพเซียวปฏิเสธการแต่งงา
หลังจากกลับมาถึงเรือนนอน ซูจินหลิงจึงนึกถึงชีวิตในชาติก่อนของตนเอง ในยามนั้นทำไมกงจวินถึงได้ยอมกระโดดน้ำลงไปช่วยนาง แล้วทำไมยามนี้ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนแปลงไปเสียหมดพอนึกไปนึกมา ซูจินหลิงก็เหมือนจะจดจำอะไรบางอย่างได้เลือนราง หลังจากที่กงจวินช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ ข้างกายของเขายังมีน้องสาวต่างมารดาของ
ยามที่เห็นว่าซูจินหลิงนิ่งเงียบไปราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เซียวเหวินอวี่จึงคิดว่าคำพูดเมื่อครู่ที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมารุนแรงไปหรือไม่ เขาแค่อยากเตือนสตินางเท่านั้น ว่าการกระทำของนางนั้นเป็นวิธีการที่โง่เขลายิ่งนัก และอาจทำให้ชีวิตของนางเดินทางไปพบกับจุดจบอันน่าสมเพชแต่เขาไม่รู้ว่าควรจะเอ่ย







