Se connecterยามที่เห็นว่าซูจินหลิงนิ่งเงียบไปราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง เซียวเหวินอวี่จึงคิดว่าคำพูดเมื่อครู่ที่เขาเอื้อนเอ่ยออกมารุนแรงไปหรือไม่
เขาแค่อยากเตือนสตินางเท่านั้น ว่าการกระทำของนางนั้นเป็นวิธีการที่โง่เขลายิ่งนัก และอาจทำให้ชีวิตของนางเดินทางไปพบกับจุดจบอันน่าสมเพช แต่เขาไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยให้นางเข้าใจได้อย่างไร อีกทั้งนางยังคะยั้นคะยอให้เขารับผิดชอบนาง เพราะกลัวว่าชื่อเสียงของตนเองจะเสื่อมเสีย ดังนั้นเขาจึงไม่พอใจ และได้ปฏิเสธนางไป ทั้งๆ ที่ภายในใจเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง “ข้าไม่รู้ว่าที่ท่านพี่เซียวพูดมาหมายถึงอะไร แต่ในเมื่อท่านไม่อยากรับผิดชอบข้าด้วยการแต่งงาน เช่นนั้นข้าก็จะไม่บังคับฝืนใจท่าน” เดิมทีซูจินหลิงต้องการพิชิตหัวใจของเซียวเหวินอวี่ เพราะนอกจากเห็นว่าเขาเป็นบุรุษที่หล่อเหลาและถูกใจนางยิ่งนัก แต่นางยังอยากแก้ไขเรื่องราวในอดีตที่เคยปฏิเสธเขาไปอย่างไร้เยื่อใย แต่เมื่อเห็นว่าเขาทำท่าทางเย็นชาใส่ อีกทั้งยังไม่คิดจะรับผิดชอบนาง นางก็ไม่อยากบังคับฝืนใจเขาอีกต่อไปแล้ว อย่างไรเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นเพราะนางที่ทำตัวเองทั้งนั้น หากต้องดึงคนอื่นที่เขาไม่ยินยอมมารับผิดชอบ นางคงจะเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่สุดเหมือนในชาติที่แล้ว “เพิ่งรู้ตัวหรือว่าเจ้ากำลังบังคับข้าอยู่” เซียวเหวินอวี่เอ่ยออกมาอีกครั้ง อันที่จริง เขาเองก็ไม่ได้อยากพูดจาทำร้ายจิตใจนางเท่าใดนัก เพียงแต่เมื่อเห็นหน้านาง แล้วนึกว่านางมีใจให้ชายอื่น เขาก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “ข้าขอโทษด้วยที่ใช้เรื่องนั้นมาบังคับท่าน ทั้งๆ ที่ท่านมิได้เต็มใจ และขอบคุณท่านมากที่ช่วยให้ข้ารอดพ้นจากความตายในครั้งนี้” ซูจินหลิงเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นออกมาจากใจจริง นางพอแล้วกับการที่ต้องไล่ตามหาความรักจากบุรุษที่ไม่ได้รักตน แม้ชาติก่อนนางจะรับรู้มาจากมี่เอ๋อร์ว่าเซียวเหวินอวี่นั้นรักนางมาก แต่เมื่อนางได้ย้อนอดีตกลับมา บางทีทุกสิ่งทุกอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงหัวใจของเขาด้วยเช่นกัน “ข้าไม่อยากรับคำขอบคุณของเจ้าเอาไว้ เพราะข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะช่วยเจ้าแต่แรกอยู่แล้ว” “แม้ท่านไม่เต็มใจรับ แต่ข้าอยากขอบคุณ” เซียวเหวินอวี่ที่ได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้นก็ชะงักค้างไปชั่วขณะ เพราะภาพของซูจินหลิงที่อยู่ภายในความทรงจำของเขาไม่ใช่แบบนี้ นางเป็นคนเจ้าอารมณ์ เมื่ออยากได้อะไรก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครอง แม้แต่คำขอโทษที่นางยกเลิกการหมั้นหมายกับเขา เขายังไม่เคยได้รับจากนาง ทว่าตอนนี้นางกลับเอ่ยคำขอบคุณต่อหน้าเขา อีกทั้งยังดูไม่เหมือนว่านางจะเสแสร้งแกล้งทำด้วย เหตุใดนางถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้ หรือว่านางจะตกน้ำจนสติเลอะเลือนไปแล้ว? และก่อนที่เซียวเหวินอวี่จะได้สงสัยอะไรไปมากกว่านี้ ซูจินหลิงก็เอ่ยขึ้นมาอีกคำ “ข้าขอให้ท่านเดินทางกลับชายแดนอย่างปลอดภัยนะเจ้าคะ” หลังเอ่ยประโยคนั้นจบ ซูจินหลิงจึงรีบเดินออกไปจากตรงนี้ทันที และหากว่านางหันหลังกลับมามองสักนิด นางจะเห็นว่าสายตาที่แข็งกระด้างของเซียวเหวินอวี่ในคราแรกได้เปลี่ยนแปลงไป เขามองตามแผ่นหลังบอบบางของนางด้วยสายตาอ่อนโยน บางทีหากนางคะยั้นคะยอเขามากกว่านี้อีกสักหน่อย เขาคงจะตอบตกลง เพราะหัวใจของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากนาง...ราวกับว่าคำขอนั้นของเซียวเหวินอวี่จะได้รับความยินยอมจากสวรรค์ เพราะหลังจากที่เขาสิ้นใจตายกลางสนามรบ เขาก็ย้อนเวลากลับมาก่อนซูจินหลิงหนึ่งเดือน“ท่านแม่ทัพ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เมื่อได้ยินเสียงของท่านหมอเว่ยดังขึ้นด้านข้าง เซียวเหวินอวี่จึงค่อยๆ ลืมตาตื่น ก่อนจะมองสำรวจรอบๆ ว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไป มิใช่ว่าเขาสิ้นใจตายเพราะพลาดท่าให้พวกชนเผ่าหูแล้วหรอกหรือ เหตุใดเขาถึงยังตื่นขึ้นมาในค่ายทหารแห่งนี้ได้?“เกิดอะไรขึ้นกับข้าอย่างนั้นหรือท่านหมอเว่ย?”“ท่านแม่ทัพหมดสติไปเพราะไข้ป่าขอรับ”เซียวเหวินอวี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกมึนงงยิ่งนัก เขาจะเป็นไข้ป่าไปได้อย่างไร ในเมื่อความทรงจำสุดท้ายของเขาคือกำลังยกทัพไปต่อสู้กับพวกชนเผ่าหูแล้วพลาดท่าถูกพวกนั้นทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บปางตาย“เหตุใดท่านหมอเว่ยถึงบอกว่าข้าเป็นไข้ป่า มิใช่ว่าข้าได้รับบาดเจ็บเพราะกำลังทำศึกสงครามกับพวกเผ่าหูอยู่หรอกหรือ”“สงครามอันใดกันท่านแม่ทัพ” คราวนี้เป็นโจวหมิงหยางที่เอ่ยขึ้น หลังจากได้รับแจ้งว่าท่านแม่ทัพเซียวฟื้นจากพิษไข้แล้ว เขาจึงตรงมาดูอาการของอีกฝ่ายทันที“ตอนนี้พวกเรากำลังทำสงครามกับพวกชนเผ่าหูอยู่ ข้าจำได้ว่
ในชีวิตก่อน ย้อนกลับไปตอนที่ซูจินหลิงยังไม่เคยได้พบกับกงจวิน วันนั้นนางจดจำได้ว่านางกำลังเดินทางไปเยี่ยมท่านยายที่ต่างเมือง เพราะท่านยายบ่นว่าคิดถึงนาง ท่านแม่จึงให้นางนำของฝากไปเยี่ยมท่านยาย เพื่อให้ท่านยายได้คลายความคิดถึงลงบ้างแม้จะไม่เต็มใจไปสักเท่าใด เพราะนางขี้เกียจเดินทาง อีกทั้งบ้านของท่านยายยังอยู่นอกเมืองหลวง ไม่ค่อยมีความเจริญรุ่งเรืองให้ได้เห็นเท่าใดนัก ทว่าซูจินหลิงก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจของท่านแม่ นางจึงได้เดินทางไปหาท่านยายตามคำสั่งของท่านแม่ด้วยความไม่เต็มใจยังไม่ทันจะได้เดินทางไปถึงจุดหมาย รถม้าของนางก็เกิดอาการแปลกๆ คนขับรถม้าไม่สามารถบังคับทิศทางรถม้าให้วิ่งไปตามเส้นทางปกติได้ สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ซูจินหลิงที่นั่งอยู่ภายในรถม้าเป็นอย่างยิ่ง“มี่เอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับรถม้าของพวกเรา!” ซูจินหลิงหันไปถามสาวใช้ข้างกายด้วยความตื่นตระหนก ภายในใจคิดว่านางจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาดมี่เอ๋อร์ชะโงกหน้าออกไปถามคนขับรถม้า ก่อนจะได้ความมาบอกคุณหนูของตน“คุณหนู คนขับรถม้าบอกว่า จู่ๆ ม้าก็เกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขากำลังพยายามบังคับม้าอยู่เจ้าค่
เซียวเหวินอวี่โน้มตัวลงไปประกบริมฝีปากแดงระเรื่อของซูจินหลิงอีกครั้ง ความหอมหวานภายในโพลงปากของนางทำให้เขาต้องสอดปลายลิ้นร้อนเข้าไปกวาดชิมด้วยความหื่นกระหายจนนางหอบหายใจแทบไม่ทัน“พะ…พอก่อนเจ้าค่ะ ข้าหายใจไม่ออก” ซูจินหลิงใช้มือยั้งอกแกร่งของสามีเอาไว้ ก่อนที่นางจะสิ้นใจตายเพราะจุมพิตที่เขามอบให้ช่างเร่าร้อนและหนักหน่วงเสียเหลือเกินเซียวเหวินอวี่ที่กำลังเคลิบเคลิ้มกับรสจูบของซูจินหลิงจำต้องผละริมฝีปากออกมาตามคำร้องขอของนางอย่างอ้อยอิ่ง แต่กระนั้นก็ยังโน้มใบหน้าหล่อเหลาลงไปซุกไซ้ต้นคอขาวเนียนของภรรยา ยิ่งเขาได้สัมผัสเรือนร่างของนางมากเท่าใด อารมณ์กำหนัดก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นเท่านั้น หากจะให้เขาหยุดตอนนี้เกรงว่าจะไม่ทันเสียแล้ว“จินหลิง อะ…อื้ม”ไม่เพียงซุกไซ้แค่ลำคอขาวเนียนเท่านั้น ทว่ายามนี้เขากลับไล่เลียปลายลิ้นต่ำลงมาเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่ปลายยอดประทุมถันที่กำลังตั้งชูชันด้วยความเสียวซ่านของภรรยา และอดไม่ได้ที่จะใช้ริมฝีปากขบเม้มเม็ดบัวสีชมพูที่กำลังล่อตาล่อใจ จนนางเผลอร้องครางออกมาด้วยความเสียวกระสัน“อ๊ะ…ท่านพี่เซียว”ซูจินหลิงแอ่นหน้าอกขึ้นเพราะรู้สึกเสียวซ่านเหลือเก
ในที่สุดวันแต่งงานของซูจินหลิงกับเซียวเหวินอวี่ก็มาถึง หน้าจวนสกุลซูถูกประดับประดาไปด้วยผ้าแดงมงคล เจ้ากรมซู ซูฮูหยินและฮูหยินผู้เฒ่าซูต่างมีสีหน้าชื่นบานเพราะวันนี้บุตรสาวและหลานสาวคนโตของพวกเขาจะออกเรือนแล้วซูจินหลิงสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสด ด้านข้างยังมีซูจินเหยากับมี่เอ๋อร์คอยประคองอยู่ไม่ห่าง หลังจากที่เหตุการณ์ในวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะได้ผ่านพ้นไป กงจวินได้ขอร้องบิดาของเขามาหมั้นหมายซูจินเหยาให้กับตน ตอนนี้พวกเขาทั้งสองจึงไม่ต้องหลบซ่อนเพื่อไปพบกันอีกแล้ว อีกทั้งซูจินหลิงยังยินดีกับน้องสาวที่อีกไม่นานจะได้แต่งงานกับกงจวิน ความเกลียดชังในชาติก่อนที่ซูจินหลิงเคยมีต่อซูจินเหยา และความรักที่เคยมีให้กับกงจวิน บัดเดี๋ยวนี้นางไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นหลงเหลืออีกแล้ว นอกจากความห่วงใยที่นางมีให้กับพวกเขาทั้งสองคนยามนี้เซียวเหวินอวี่ขี่ม้ามารอรับซูจินหลิงที่หน้าประตูจวนแล้ว ข้างกายของเขายังมีรองแม่ทัพโจวกับท่านหมอเว่ยที่ติดตามมารอรับเจ้าสาวด้วยเจ้ากรมซูตื้นตันใจจนน้ำตาแทบไหลริน จากนั้นจึงหันไปฝากฝังเซียวเหวินอวี่ให้ดูแลบุตรสาวของตน“เหวินอวี่ จากนี้ไปลุงฝากหลิงเอ๋อร์กับเจ้าด้วยนะ”“
ซูจินหลิงนั่งอยู่ในศาลากลางสระบัวของจวนสกุลซู หลังจากที่รู้ข่าวการตายของเซวียเยว่อิง นางก็อดรู้สึกเวทนาอีกฝ่ายมิได้ เพราะจุดจบของเซวียเยว่อิงคือตายเพราะความรักเหมือนกับนางในชาติที่แล้วหากไม่ได้ย้อนอดีตกลับมา นางเองก็คงจะหลงมัวเมากับบุรุุษที่ไม่เคยรักนาง และคงจะเจ็บปวดจากความรักไม่มีสิ้นสุด แต่ในเมื่อสวรรค์เมตตา นางจะรักษาความรักที่เซียวเหวินอวี่มอบให้เป็นอย่างดี ตลอดชีวิตนี้จะไม่ทำให้เขาต้องเสียใจเพราะนางเด็ดขาด“คิดอะไรอยู่หรือ” เซียวเหวินอวี่โอบกอดร่างของซูจินหลิงจากทางด้านหลัง อีกไม่กี่วัน งานแต่งงานของพวกเขาก็จะถูกจัดขึ้นแล้ว ดังนั้นเซียวเหวินอวี่จึงมาที่จวนสกุลซูเพื่อปรึกษาเรื่องการแต่งงานเกือบทุกวันทว่าความเป็นจริง เขาคิดถึงซูจินหลิงจนทนไม่ไหวจึงได้หาข้ออ้างมาพบนางต่างหากซูจินหลิงหันกลับไปมองเซียวเหวินอวี่ ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ข้ากำลังคิดว่าวันนี้จะทำอะไรให้ท่านพี่เซียวทานดี มาหาข้าแต่เช้าตรู่ขนาดนี้คงจะยังไม่ได้ทานอะไรมาแน่ๆ” “เอ่อ…ข้าทานอาหารมาจากจวนแล้ว เจ้าคิดเรื่องอื่นดีกว่า อย่างเช่นวันแต่งงานของพวกเรา เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรให้เป็นพิเศษหรือไม่”ซู
เพียงชั่วข้ามคืน ข่าวอื้อฉาวของเซวียเยว่อิงกับองค์ชายรองก็โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง ไม่เพียงเซวียเยว่อิงที่เสียใจจนแทบคลั่ง ทว่าหนานจื่อซวินเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เหตุใดสตรีที่เขาสุขสมด้วยทั้งคืนและคิดว่าเป็นซูจินหลิงถึงกลับกลายเป็นญาติผู้น้องของเขาไปได้มีอะไรผิดพลาดอย่างนั้นหรือ?“งามหน้า งามหน้านัก!” เซวียกุ้ยเฟยที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาจากอาการสลบเริ่มขว้างปาข้าวของในตำหนักใส่บุตรชายเพียงคนเดียวด้วยความไม่พอใจ หนานจื่อซวินเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา เมื่อคืนเพราะเมามายจนขาดสติ เขาถึงได้สายตาพร่าเลือนมองเห็นเซวียเยว่อิงเป็นซูจินหลิง ยามนี้เขาจึงไม่มีคำพูดใดอธิบายให้มารดาฟัง นอกจากต้องอดทนให้นางระบายโทสะใส่จนกว่าจะพอใจ“เจ้าไม่รู้เลยหรือว่านั่นคือน้องสาวของเจ้า!”หากรู้เขาจะยอมมีอะไรกับนางหรือ…“เงียบทำไม ตอบข้ามา เหตุใดเจ้าถึงไปอยู่ที่นั่นได้”เมื่อเห็นว่าบุตรชายนั่งเงียบไม่ยอมตอบอะไร โทสะของเซวียกุ้ยเฟยก็ยิ่งพุ่งกระฉูด“ก็ข้า…” หนานจื่อซวินไม่กล้าบอกมารดาว่าเขาอยากได้ซูจินหลิงมาเป็นชายา เขาถึงได้ไปที่นั่นและกระทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ทว่ายังไม่ทันที่เซวียกุ้ยเฟย
หลังจากที่ขอร้องบิดามารดาได้สำเร็จ ซูจินหลิงจึงตรงไปหาซูจินเหยาที่เรือนนอนของอีกฝ่ายทันที เพราะนางต้องการเจรจาบางอย่าง หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นางต้องการติดสินบนซูจินเหยา“พะ…พี่ใหญ่ ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ?”ยามที่เห็นว่าพี่สาวมาปรากฏตัวที่เรือนของตนเอง ซูจินเหยาก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เพราะนา
จวนสกุลซูหลังจากที่ซูจินหลิงจดจำช่วงเวลาที่นางเพิ่งย้อนเวลากลับมาได้ นางก็ยิ่งมั่นใจว่าเซียวเหวินอวี่ยังคงมีใจให้นางเหมือนในชาติก่อนไม่ผิดแน่ บางทีที่เขาแสดงท่าทางเย็นชาและพูดจาไม่ดีใส่นาง อาจเป็นเพราะนิสัยของเขาเป็นเช่นนั้นก็ได้และเพื่อต้องการถามความจริงจากปากของเขา ว่าเขายังรักนางอยู่หรือไม่
อีกด้านหนึ่ง เซียวเหวินอวี่กำลังเดินทางกลับชายแดน ขณะกำลังควบขี่อาชาไปตามเส้นทางอันคุ้นเคย รองแม่ทัพโจวก็เข้ามาพูดคุยบางอย่างกับเขา “ท่านแม่ทัพ ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ซู”รองแม่ทัพโจวหรือ โจวหมิงหยาง รู้สึกขัดใจยิ่งนักที่ท่านแม่ทัพเซียวปฏิเสธการแต่งงา
หลังจากกลับมาถึงเรือนนอน ซูจินหลิงจึงนึกถึงชีวิตในชาติก่อนของตนเอง ในยามนั้นทำไมกงจวินถึงได้ยอมกระโดดน้ำลงไปช่วยนาง แล้วทำไมยามนี้ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนแปลงไปเสียหมดพอนึกไปนึกมา ซูจินหลิงก็เหมือนจะจดจำอะไรบางอย่างได้เลือนราง หลังจากที่กงจวินช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ ข้างกายของเขายังมีน้องสาวต่างมารดาของ







