Masuk“ใช่”
นางขมวดคิ้ว “ข้าดูแลตัวเองได้”
“จ้าวเหวินฉางก็ค
“ครัวในตำหนักเจ้าค่ะ หมอเฉินเคยให้สูตรไว้”หมอเฉินเดินเข้ามา “มีปัญหา?”เยว่หลิงใช้ช้อนตักน้ำซุปเพียงเล็กน้อยใส่ถ้วยขาวอีกใบ นางดมอีกครั้ง จากนั้นแตะเพียงปลายลิ้นกับหยดที่เจือจางมากแล้วบ้วนออกทันที หมอเฉินขมวดคิ้ว“อย่าชิมของที่สงสัย!”“แค่น้อยมาก”“น้อยก็อาจเป็นอันตรายได้”เยว่หลิงไม่ได้เถียง นางหันไปถามหลันชิว “ซุปนี้เคี่ยวที่ไหน”“ครัวเล็กด้านหลังตำหนักเพคะ”“ใครยกมา”“อาเหม่ยเป็นคนยกจากครัว แล้วส่งให้ข้าตรงทางเดิน”เยว่หลิงมองถ้วยซุปอีกครั้ง “เมื่อวานกุ้ยเฟยเสวยสูตรเดียวกันหรือไม่”“เพคะ”“มีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่”ซูกุ้ยเฟยคิดเล็กน้อย “เมื่อคืนรู้สึกคลื่นไส้นิดหน่อย แต่ข้าคิดว่าเพราะอ่านเอกสารจนดึก”เยว่หลิงถามต่อทันที “ปวดท้องไหม”“เล็กน้อย”“มือชา?”ซูกุ้ยเฟยชะงัก &ldqu
“ใช่”นางขมวดคิ้ว “ข้าดูแลตัวเองได้”“จ้าวเหวินฉางก็คงคิดว่าตัวเองกลับบ้านได้”คำตอบนั้นทำให้นางเงียบ เซียวจื่อเหิงลดเสียงลง“เจ้ากำลังทำให้คนจำนวนมากสูญเสียทุกอย่าง”“เพราะพวกเขาทำผิด”“ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าหยุด”เขาสบตานาง “ข้าแค่ไม่ต้องการให้เจ้าตายก่อนเห็นพวกมันถูกลงโทษ”เยว่หลิงชะงักเล็กน้อย แต่ก่อนจะตอบ ขันทีจากตำหนักฮ่องเต้ก็เข้ามาตามเซียวจื่อเหิง“องค์รัชทายาท ฝ่าบาทเรียกเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”เซียวจื่อเหิงจึงออกไป คืนนั้น ฮ่องเต้มีพระบัญชาปลดขุนนางหลายคนออกจากตำแหน่ง โจวเหยียนถูกถอดจากสำนักตรวจการและคุมขังรอสอบสวน หานกั๋วซานถูกประกาศเป็นผู้ต้องหาหลบหนีและมีคำสั่งจับทั่วเมืองหลวงเจ้าหน้าที่กรมอาญาสองคนที่ลงนามรับรองหลักฐานโดยไม่ตรวจสอบถูกพักราชการ หัวหน้าสำนักงานจัดซื้อในวังถูกปลดระหว่างตรวจสอบเส้นทางเงิน ขุนนางอีกสามคนซึ่งมีส่วนในกระบวนการคดีเสนาบดีเสิ่นถูกสั่งห้ามออกจากเมืองและต้องส่งมอบตราประจำตำแหน่ง
ชื่อที่สองถูกจดลงไป เยว่หลิงมองเซียวจื่อเหิง คดีเริ่มแตกแขนงอย่างรวดเร็ว แต่ทุกชื่อที่ออกมาล้วนอยู่ในตำแหน่งระดับกลางถึงสูง ไม่ใช่คนที่สามารถสั่งการทั้งหมดได้ เหมือนบันไดที่ทอดขึ้นไปทีละขั้น แต่ยอดบันไดยังถูกซ่อนอยู่หลังม่านหลังการสอบสวน เซียวจื่อเหิงออกคำสั่งให้จับหานกั๋วซานและโจวเหยียนทันที ข่าวถูกปิดเงียบ ไม่ใช้หมายเรียกตามปกติ เพราะเกรงว่าจะเกิดเหตุซ้ำแบบจ้าวเหวินฉาง แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อองครักษ์ไปถึงจวนหานกั๋วซาน คนก็หายไปแล้วภายในห้องทำงานมีเตาเผาเอกสารที่ยังอุ่น กระดาษส่วนใหญ่ถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้า คนในจวนบอกว่าเขาออกไปตั้งแต่ก่อนรุ่งสาง โดยอ้างว่ามีภารกิจด่วนจากราชสำนัก ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน โจวเหยียนกลับถูกจับได้ก่อนออกจากเมือง เขาพยายามอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีตระกูลเสิ่น เพียงเข้าตรวจสำนวนตามหน้าที่ แต่เมื่อค้นรถม้ากลับพบเงินจำนวนหนึ่งที่ไม่มีที่มา พร้อมจดหมายสั้นซึ่งถูกฉีกไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือมีเพียงประโยคว่า“เรื่องของเสิ่นต้องจบก่อนฝ่าบาทฟื้น”ประโยคเดียวทำให้บรรยากาศในวังเปลี่ยนทันที เมื่อฮ่องเต้เห็นจดหมาย พระหัตถ์ที่ถือกระ
“ใครสั่งเจ้า”เฉินเหวินซูส่ายหน้าอย่างตื่นกลัว “กระหม่อม…กระหม่อมไม่กล้า”“เจ้ากล้าปลอมทะเบียนคดีกบฏ แต่ไม่กล้าพูดชื่อคนสั่ง?”“พวกเขารู้ว่าลูกชายกระหม่อมเรียนที่ใด รู้ว่ามารดากระหม่อมพักอยู่ที่ไหน”เสียงเขาเริ่มแตก “พวกเขาบอกว่าถ้ากระหม่อมไม่ทำ ทั้งครอบครัวจะหายไปก่อนรุ่งเช้า”ฮ่องเต้ตรัส “เอกสารถูกนำมาให้เจ้าหลังจากเสนาบดีเสิ่นถูกจับแล้วใช่หรือไม่”เฉินเหวินซูหลับตา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที“ใช่พ่ะย่ะค่ะ”เซียวจื่อเหิงถาม “ใครเป็นคนนำมา”ชายคนนั้นเงียบอีกครั้ง คราวนี้ฮ่องเต้ตรัสชัด“ครอบครัวเจ้าจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเรา ตั้งแต่นาทีนี้ไม่มีผู้ใดแตะต้องพวกเขาได้”เฉินเหวินซูเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอ เขามองรอบห้อง เหมือนยังกลัวว่าเงาของคนที่บังคับตนจะอยู่ตรงไหนสักแห่ง สุดท้ายเขาก็โขกศีรษะลงอีกครั้ง“กระหม่อมยอมพูดทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”เสียงของเขาสั่นจนแทบฟัง
จากนั้นหยดน้ำอุ่น เอกสารจริงแทบไม่ให้กลิ่นผิดปกติ แต่เศษจากเอกสารต้องสงสัยมีกลิ่นควันบาง ๆ ชัดขึ้นเมื่อถูกน้ำอุ่น อาลักษณ์สูดกลิ่นแล้วขมวดคิ้ว“เหมือนควันไม้”เยว่หลิงพยักหน้า “หากเอกสารถูกเก็บในช่องลับตามที่กล่าวตั้งแต่เขียนเสร็จ เหตุใดกระดาษจึงมีร่องรอยควันมากกว่ากระดาษในห้องทำงานฉบับอื่น”ขุนนางกรมอาญารีบตอบ “อาจเคยอยู่ใกล้เตาไฟก่อนนำไปเก็บ”“เป็นไปได้” เยว่หลิงกล่าวอีกครั้ง “แต่เมื่อรวมกับสีคล้ำที่ไม่เป็นธรรมชาติ การโก่งของเส้นใย และหมึกที่ดูถูกเขียนหลังจากกระดาษผ่านความร้อนแล้ว ความเป็นไปได้นั้นลดลง”ฮ่องเต้มองเอกสาร “เจ้าหมายความว่า คนทำใช้กระดาษเก่าจริง แล้วทำให้มันดูเก่ากว่าเดิมก่อนเขียนข้อความปลอม?”“หม่อมฉันคิดเช่นนั้นเพคะ”“แล้วตราของเสนาบดีเสิ่น?”เยว่หลิงตอบ “อาจใช้ตราจริงประทับภายหลัง”คำพูดเดียวทำให้ขุนนางหลายคนเงียบ นั่นหมายความว่าคนทำต้องเข้าถึงตราของเสนาบดีเสิ่นจริง คดีไม่ได้เบาลง กลับอันตรา
“ข้าขอน้ำสะอาดสามถ้วย น้ำเปรี้ยวอ่อนหนึ่งถ้วย น้ำด่างอ่อนจากเถ้าไม้หนึ่งถ้วย และผ้าขาวละเอียด”หมอเฉินมองนาง “จะทำเหมือนตอนตรวจพระโอสถหรือ”“คล้ายกัน แต่คราวนี้ไม่ได้มองหาพิษ”นางขอให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้เตรียมทุกอย่างต่อหน้าพยาน จากนั้นขอเอกสารตัวอย่างที่ไม่สำคัญซึ่งเขียนด้วยหมึกหลวงในวันต่าง ๆ กัน เยว่หลิงไม่ได้แตะเอกสารหลักก่อน นางทดลองกับตัวอย่างก่อนเสมอ“หมึกเมื่อเขียนใหม่ กาวที่ผสมอยู่ยังมีสภาพแตกต่างจากหมึกที่แห้งและผ่านเวลาเป็นเดือน”อาลักษณ์ถาม “ต่างอย่างไร”“ข้าไม่อาจบอกว่าเปลี่ยนไปเท่ากันทุกชนิด แต่การยึดเกาะ การซึม และการตอบสนองต่อน้ำอาจไม่เหมือนกัน”นางตัดกระดาษตัวอย่างส่วนที่อนุญาตให้ตัดเป็นชิ้นเล็กมาก แล้วแตะน้ำปริมาณเท่ากันบนแนวหมึก หมึกใหม่กว่าบางฉบับมีสีดำจางออกมาบนผ้าเร็วกว่า เอกสารเก่าที่ผ่านเวลานาน สีซึมออกมาน้อยกว่า แต่ไม่ใช่ทุกฉบับ เยว่หลิงจึงเตือนทันที“อย่าเพิ่งสรุปจากการทดลองนี้เพียงอย่างเดียว หมึกต่างรุ่นอาจให้ผลต่างกัน”







