Masukช่วงเดือนธันวาคม อากาศหนาวเย็นลบสิบองศา ร่างบางในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนขาดถอนหายใจเป็นไอควัน นางเดินเท้าโดยไร้จุดหมายไปสักพัก เจอม้านั่งริมทางเดิน จึงเปิดกระเป๋าเอาเสื้อคลุมกันหนาวตัวเก่าออกมาสวม พลันนึกถึงคุณนายเจ้าของอพาร์ทเม้นริมชานเมืองอย่างไรอีกฝ่ายก็น่าจะให้โอกาส คนเช่าประวัติดีเช่นนางหากไม่ป่วยไข้ ไม่คิดจะค้างค่าเช่าหรือหายไปเฉย ๆ อยู่แล้ว ห้องนางไม่เคยพาเพื่อนมามั่วสุมดื่มสุรา ไม่ใช่ผัวเมียทะเลาะกันเสียงดังเหมือนบางห้อง เรื่องเสียงก็เงียบเชียบ นางพักอาศัยอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุด!‘คงต้องไปรบกวนพี่จือจือแล้วล่ะ ค่อยกลับไปทำงานกับเถ้าแก่ ขอเบิกเงินล่วงหน้ามาจ่ายค่ามัดจำห้อง หารกับรูมเมทที่ร้านอาหารก็น่าจะประหยัดไปได้อีก คุณนายหลี่คงไม่ใช่ผู้ใหญ่ใจร้าย’ตอนนี้ไม่มีที่ซุกหัวนอน นางตั้งใจจะกลับไปบ้านเด็กกำพร้าขอพึ่งใบบุญสักสองสามวัน คงต้องถามพี่จือจือโดยตรงพี่จือจืออายุสามสิบห้าปี เป็นพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ เป็นลูกสาวเจ้าของสถานสงเคราะห์ ครอบครัวก็มีฐานะ ใครมีเรื่องเดือดร้อน มีพี่สาวคนนี้ให้ความช่วยเหลือแต่ไม่มีมือถือนี่สิ!หญิงสาวตรวจดูของในกระเป๋าเดินทาง เหลือเสื้อผ้าไม่กี่ชุด
ใครเล่าจะคิดว่าบิดาเป็นผู้วางยาบุตรสาว! แถมส่งตำราผสานจิตใจให้กลืนดวงวิญญาณของคนหนึ่ง ในวันที่เยว่ฉีเขียนตำราพิษไปพอสมควร ตำราพิษของนางเปรียบเสมือนการใช้อาวุธเคมีในสงคราม สังหารทุกชีวิตสิ้นไท่ซือจิ่วไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร เขาพยายามเกลี้ยกล่อมเยว่ฉีสารพัดจนทะเลาะวิวาทกันใหญ่โต พูดเท่าไรนางก็ไม่ยอมฟัง“ผู้คนตายแล้วฟื้น ทุกสิ่งรอบกายแสนง่ายดาย ไม่ลำบากเหมือนที่นี่ ขนาดเดินทางข้ามแคว้นยังใช้เวลาไม่ถึงก้านธูป ชีวิตสุขสบาย นางจะได้บ้านหลังใหญ่ แต่งงานกับเศรษฐี เอ... มี... ม้าเหล็กด้วยหรือ? วิ่งเร็วมาก...”“อามู่... อนาคตของนาง... มีชีวิตที่ดีมากหรือ? นางเคยพูดกับข้าว่าอยากเรียนหนังสือ... นางจะเปิดร้านยาเล็ก ๆ ริมชานเมือง ช่วยเหลือผู้ยากไร้”“ดวงชะตาไม่แน่นอนขอรับ คำทำนายข้า หากผิดเพี้ยนไปก็จะเป็นอันตรายกับตัวข้าและท่านยาย ข้าแบกรับสิ่งที่จะตามมาไม่ไหว ขออภัยท่านแม่ทัพขอรับ...” อามู่ก้มหน้ามองพื้น คิดว่าตนพูดมากเกินไป แต่อีกใจก็ลังเล ในเมื่อตัวเขากับท่านยายจะไม่ต้องลำบากในกระท่อมซอมซ่อ กินอาหารเหลือทิ้งจากโรงเตี๊ยมอีก ท่านหมอเทวดาผู้นี้เป็นคนดี วันนี้เป็นวันแห่งวาสนาซึ่งเขาเฝ้ารอมาเนิ่นนา
ทว่ากรงเล็บปีศาจลูบไล้แก้มน้อย ให้ความรู้สึกน่าสยดสยอง ทำอามู่เกือบร้องไห้ออกมา เด็กชายก้มมองมือที่กำแน่นจนรู้สึกเจ็บ กระทั่งท่านแม่ทัพรับปากเป็นมั่นเหมาะ“ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเจ้ากับท่านยายเจ้า พูดมา...”อามู่กลืนน้ำลายลงคอ แม้ทำนายดวงชะตาตนมิได้ ก็พอคาดเดาได้ว่าหากทำให้ปีศาจโมโหเข้าคงชะตาขาด! เขาชำเลืองมองท่านยายเอาแต่ร้องไห้ ขอความเมตตาให้หลานน้อย อย่างไรก็เป็นแค่เด็กไม่ประสีประสา เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“หนึ่งดวงจิตมีสองร่างมิได้ นางมาจากอีกช่วงเวลา เป็นเรื่องยากจะเข้าใจ ท่านลองนับจากวันพรุ่งนี้ไปอีกหลายหมื่นวัน อีกนับพันปี การแพทย์ยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่ากองทัพต้าเหลียง ไม่ว่าโรคอะไรก็รักษาได้ พวกเขามีกองทัพหมอเทวดา แค่มีเงินก็รักษาได้ หมอเทวดาเต็มไปหมด”“อื้ม... นับว่าเจ้ากล้าหาญมาก เจ้าเด็กน้อย”“นะ... นางไม่อยู่ที่นี่แล้ว... ท่านจะไม่ไปตามนางหรือขอรับ ขืนชักช้า เดี๋ยวนางจะลืมท่านเอานะ... รีบไปเถิด ท่านแม่ทัพอย่าเสียเวลากับเด็กโง่เขลา ปากไม่มีหูรูดอย่างข้าเลย...”เจี้ยนหยู่หัวเราะด้วยเสียงปีศาจ เอามือกำรอบคอเด็กชายที่เริ่มสะอื้นไห้ ท่านยายเกาะขาพลทห
‘ฮึ! พวกเจ้ารู้จักแม่ทัพของข้าน้อยไป’แม้ว่านางจะตั้งครรภ์ ใช่ละเลยหน้าที่ภรรยาเสียเมื่อไร สามีของนางก็ไม่ใช่คนเข้าหาง่ายดาย ต่อให้เขาเคยมอบคำสัตย์ภักดีต่อหน้าฝ่าบาทและราชสำนักว่าจะไม่ทำร้ายคนต้าเหลียง นางเชื่อว่าเขาไม่ลังเลใจที่จะกำจัดผู้ไม่หวังดีแน่เหม่ยฉีจัดการงานในเรือนแล้วจะไปพบสามี นางรู้สึกเวียนหัว ก้มมองพื้นที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ‘ชีพจรกลับมาแล้ว!’‘น่าจะฟื้นนะครับหมอกู้!’‘ปาฏิหาริย์จริง ๆ เตรียมห้องผ่าตัดเร็วเข้า’ร่างโงนเงนพลันล้มลงกับพื้น สาวใช้วิ่งเข้ามาประคองคุณหนู โลกก็มืดดำไป...---------กระโจมแม่ทัพวันนี้ค่อนข้างเอิกเกริก องครักษ์คนสนิทรับตะกร้าอาหารจากบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพนำมาฝากพวกเขา แจ้งว่าฮูหยินแม่ทัพเจี้ยนหยู่เป็นผู้คุมงานครัวด้วยตนเอง วันนี้มีคนแย่งหมั่นโถวของท่านแม่ทัพไปกิน ทว่าไม่มีใครโดนลงโทษด้วยอารมณ์อย่างเมื่อหลายวันก่อน มีคนถูกให้ออกไปวิ่งรอบกำแพงเมืองเพื่อฝึกฝนร่างกาย บ้างก็หาบน้ำแทนบ่าวมาเติมให้เต็มถังที่วางเรียงรายนับสิบ ถังน้ำใบใหญ่เหล่านี้สะดวกต่อการใช้ประโยชน์ของกองทัพ เพราะระหว่างฝึกฝนอย่างหนัก อย่างไรเสียพวกเขาก็ต้องใช้น้ำข้างกระโจมแม่ทัพใหญ่จ้องแผ
“เมื่อก่อนตอนเจ้ายังเป็นเด็กสาวตัวน้อย เจ้ารักษาคำพูด กล้าทำเรื่องเสี่ยงตายเพื่อช่วยเหลือข้า เจ้าทำให้ข้าเศร้าเสียใจ ตอนที่ข้าเกือบเสียเจ้าไป ตอนนี้ข้ามองเห็นเจ้าในความฝัน ในยามตื่น เจ้าว่าไม่ยุติธรรม แต่ดูเจ้าสิ เจ้ารู้ทุกเรื่องของข้า ระหว่างเจ้ากับฝ่าบาทมีความลับสำคัญมิอาจแพร่งพราย หากท่านพ่อไม่บอกข้า คงไม่มีทางรู้เรื่องตำราพิษนั่น”“ข้าต่างหากที่ควรโกรธ ท่านแม่ทัพมีใจให้เยว่ฉี ท่านผูกพันกับนาง วันแรกที่ข้ารู้สำนึกในร่างของเยว่ฉี แววตาของท่านไม่ลังเลที่จะปลิดชีพข้า”“ข้าเข้าใจเจ้าผิดไป ข้าจำได้แล้วว่าเด็กสาวในวันนั้นคือเจ้า เหม่ยฉี ถ้าหากว่าเจ้ายังไม่หายโกรธ ขอให้เจ้าลงโทษข้าได้ตามใจชอบ เจ้าจะตีข้า จะกักขังข้า หรือเจ้าจะไปขอแส้ไฟจากฝ่าบาทมาตีข้า”“ท่านเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ข้ารักท่านถึงเพียงนี้ จะกล้าเงื้อมือตีสามีได้อย่างไร”“ข้าคงเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ อย่างเจ้าว่า” ไม่พูดเปล่า สามีก้มลงจูบซอกคอนาง จับจูบนางไปทั่วจนเรือนกายรุ่มร้อนของนางสั่นระริก นางไม่ปรามสามี ก้มหน้าลงบอกเจ้าก้อนแป้งในท้องว่าบิดามารดารักใคร่กันเป็นเรื่องดี สองมือโอบรอบคอบุรุษที่กอดตอบนางอย่างนิ่มนวล--------เหม่ยฉีร้อ
ฮูหยินรับปากอย่างว่าง่าย พอตั้งสติได้ นางขอโทษสามีและเจ้าก้อนแป้ง เอามือลูบหน้าท้องผ่านเสื้อสีขาว ครู่นั้นมืออุ่นร้อนจับกุมมือของนาง เขาก้มหน้าลงพูดจากับหน้าท้องแบนราบ อายุครรภ์สองเดือนกว่า ๆ“ดูสิ ท่านแม่ของเจ้าชวนข้าทะเลาะอีกแล้ว จนข้าต้องดุนางให้ดูแลเจ้าดี ๆ ข้ารับรองว่าเจ้าจะปลอดภัยแน่ ลูกน้อยของข้า” เสียงหัวเราะดังจากริมฝีปากที่ปรากฏเขี้ยวคม สามีเงยหน้าขึ้นถามภรรยา “ถ้าเจ้าจะอนุญาตข้า... ขอตั้งชื่อลูกคนแรกของเราได้หรือไม่? ฮูหยิน”“ข้าตามใจใต้เท้าเจ้าค่ะ”ใบหน้าเอียงอายของนางเกือบทำให้สามีอดใจไม่ไหว เขาตั้งใจจะลุกไปนอนอีกห้องหนึ่ง ฉับพลันนั้นสองมือทรงพลังคว้าลำคอแกร่ง นางดึงบุรุษร่างกำยำ บังคับให้เขาโน้มใบหน้าลงประทับจุมพิตอ่อนหวาน---------------เจี้ยนหยู่ไม่กล้ารบกวนฮูหยินมากนัก ถึงนางจะเป็นฝ่ายเข้าหาเขาอย่างเร่าร้อน ผิดจากค่ำคืนดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของสามีภรรยา นางผล็อยหลับไปแค่สิ้นสุดยกแรก จากวันนั้นนางก็ใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนไปกับการพักผ่อนธรรมดาบุรุษย่อมเกิดความสงสัยตั้งแต่วันที่เขาไปพบนางถึงฉางอันแล้ว ในเมื่อการเดินทางข้ามแคว้นในรถม้าของผู้ดีมีสกุลคงไม่ลำบากขนาดนั้น







