Masukฮ่องเต้ ผู้โด่งดังในเรื่องความหื่นกระหายและไม่เคยพอเพียงกับสิ่งที่มีในวังหลัง มีสนมซ่อนตัวอยู่ในวังหลังอีกนับร้อยคน แต่คืนนี้ พระองค์กลับเปิดเผยความต้องการอย่างตรงไปตรงมา พระองค์ต้องการให้ภรรยาคนรักของแม่ทัพฉินเย่เหวินมาเป็นสนมของพระองค์อีกสักคน คำประกาศนี้ทำให้แม่ทัพฉินเย่เหวินรู้สึกเหมือนถูกฟาดฟันด้วยก้อนหินหนัก เขาไม่สามารถทนต่อความดูหมิ่นนี้ได้ เขาลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินออกจากงานเลี้ยงอย่างรวดเร็ว ดวงใจของเขาเต็มไปด้วยความเดือดดาลและความเจ็บปวด เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบภรรยาของเขากำลังรออยู่ในห้องนอน ดวงตาของเธอสว่างไสวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เธอฟังด้วยความรู้สึกบอบช้ำ แต่ความตอบสนองของเธอกลับทำให้เขาตกตะลึง ดวงตาของเธอแสดงความตื่นเต้นและความต้องการที่จะเป็นสนมของฮ่องเต้ จนเธอสั่นเทาทั้งร่าง ฉินเย่เหวินพยายามอ้อนวอนขอให้เธออยู่เคียงข้างเขา แต่ความรักที่เขามีและความเชื่อมั่นในความซื่อสัตย์ของเธอกลับถูกทำลายไปในพริบตา ภรรยาที่เขาเคยรักกลับเลือกที่จะไปเป็นสนมของฮ่องเต้ ทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี นิยายแนว NC แบบจัดเต็ม
Lihat lebih banyakKumusta si Stacey? Hon..." Hindi pa man natatapos ni Rosario ang sinasabi at nakakalapit sa asawa ay sinalubong siya ng byenan at malakas na sinampal siya. Napahawak siya sa pisngi at gulat na napatingin sa byenan. "Mom?"
Galit na dinuro ni Estacia si Rosario. "Don't you dare call me, mom, you murderer!"Napakurap-kurap si Rosario at napakunot ng noo. Hindi niya maintindihan kung bakit tinatawag siyang mamamatay tao ng byenan."Mom, please, stop. Hindi pa nga natin napapatunayan at bakit ba ang asawa ko kaagad ang pinagbibintangan niyo?" pagtatanggol ni Raiden sa asawa."Hon, ano bang sinasabi ng mommy mo?" tanong ni Rosario habang nalilitong nakatingin sa asawa."Hindi mo alam?" Napabaling si Rosario kay Estacia. "Stacey is dead because of you!" sigaw ng byenan niya at tinuro siya. Hindi makapaniwala na nakatingin si Rosario sa kanya. Hindi siya makapaniwala na patay na si Stacey. "Sinabi ng Doctor na nalason siya. Na may lason ang kinain niya! Doon pa lang ay alam kong ikaw na ang may kagagawan kaya namatay ang anak ko."Napaiyak na lang si Rosario. "Wala akong kasalanan, mom. Hindi ko magagawa na lasonin si Stacey." Tumingin si Rosario sa asawa at hinawakan ang braso nito. "Hon, maniwala ka. Hindi ko magagawang lasonin si Stacey.""Sinungaling!" sigaw ni Estacia. "Ikaw lang naman ang nagluto ng pagkain natin at ikaw lang ang may dahilan para patayin ang anak ko. Hindi ba noong isang araw ay nag-away kayo? Ikaw lang naman ang sampid sa pamamahay na ito kaya ikaw lang ang suspect!"Umiiling habang umiiyak si Rosario. "Oo, hindi po kami magkasundo ni Stacey, pero hindi ko magagawa ang pinagbibintang niyo. Hindi ko kayang gumawa ng masama sa kapwa tao ko." Hindi alam ni Rosario kung bakit nagkakaganito ang lahat. "Kung totoong may lason po ang niluto ko ay bakit si Stacey lang ang nalason? Bakit ayos lang kayong lahat?"Natahimik ang lahat sa sinabi ni Rosario. Siguro naman sapat na ang sinabi niya para hindi na siya pagdudahan ng byenan."Mawalang galang na po." Napatingin silang lahat kay Anna, ang isa sa katulong sa bahay. "Si Ma'am Rosario po talaga ang naglason kay Ma'am Stacey." Napanganga si Rosario sa sinabi ni Anna. "Nakita ko po kanina na nilagyan niya ng kung ano ang pagkain ni Ma'am Stacey. Hindi ko lang sinabi kanina." Biglang umiyak ang katulong. "Hindi ko naman po inaakala na lason pala ang nilagay ni Ma'am Rosario. Hindi ko naman po inaasahan na aabot sa ganito ang galit niya kay Ma'am Stacey."Hindi makagalaw si Rosario sa kasinungalingan na pinagsasabi ng katulong. "Ano bang pinagsasabi mo diyan, Anna? Wala akong nilagay sa pagkain ni Stacey."Umiiyak na tumingin si Anna sa kanya. "Sabihin niyo na lang po ang totoo, ma'am. Hindi po ba kayo nakokonsensya sa ginawa niyo kay Ma'am Stacey?""Sinasabi ko na nga ba, eh. Ikaw ang pumatay sa anak ko!"Muling sinugod ni Estacia si Rosario at sinabunutan at pinagsasampal. Umiiyak naman siya habang humihingi ng tulong sa asawa. Pero parang bingi ang asawa niya at hindi siya tinulungan. Nakatingin lang sa malayo si Raiden habang patuloy siyang sinasaktan ng byenan."Anong nangyayari dito?" tanong ng lolo ni Raiden. "Anong kaguluhan ito?" Agad na inawat ni Gaudencio ang asawa at nilayo kay Rosario. "Bakit mo sinasaktan si Rosario, Estacia?"Natawa ng mapakla si Estacia. "Baka hindi niyo na ipagtanggol ang sampid na 'yan, papa, kapag nalaman mo ang ginawa niya." Napakunot noo ang matanda at tiningnan siya ng nagtataka. "Siya lang naman ang dahilan kung bakit wala na ang apo niyong si Stacey ngayon. Nilagyan niya ng lason ang pagkain ng apo niyo!"Nagulat ang matanda sa narinig at napatingin kay Rosario. "Totoo ba 'yon, Rosario?"Umiiling si Rosario. "Hindi po totoo 'yon, lolo. Hindi ko magagawa 'yon kay Stacey."Hinaplos ng matanda ang ulo niya. "Tahan na, apo. Tahan na."Natawa ng mapakla si Estacia nang makita ang ginawa ng ama. "Seriously, papa? Naniniwala kayo sa babaeng 'yan?" Napatiim bagang na lang si Estacia nang titigan lang siya ng ama. "No, papa! Hindi ako makakapayag na mas kakampihan mo ang mamamatay'ng tao na 'yan kaysa sa totoo mong apo!" Tumingin si Estacia sa asawa. "Tumawag ka ng pulis, Gaudecio, dahil ipapakulong natin ang babaeng 'yan at sisiguraduhin kong hindi siya makakalabas."Mas lalong naiyak si Rosario. Lumuhod siya sa harap ng byenan. "Mom, please, no. Maniwala kayo sa akin. Hindi ko magagawang saktan si Stacey." Hindi nakinig sa kanya ang byenan kaya sa asawa na naman siya lumapit. "Hon, hindi ka naman naniniwala sa kanila, 'di ba? Asawa mo ako at kilala mo ako. Hindi ko magagawa ang ibinibintang nila sa akin."Parang may kung anong tumusok sa puso ni Rosario nang hindi magsalita si Raiden at ni tapunan siya ng tingin ay hindi nito ginawa. Mukhang naniniwala ang asawa niya na siya nga ang lumason sa kapatid nito."No." Umiling-iling si Rosario. "Hindi niyo ako pwedeng ipakulong dahil wala akong kasalanan at..." hindi naituloy ni Rosario ang sasabihin."At ano?" tanong ni Estacia.Hinawakan ni Rosario ang tiyan niya habang umiiyak. "Dahil buntis ako."หลังจากที่หวังเจียเหอ ฮ่องเต้ ประสบความเจ็บป่วยอย่างหนัก องค์ฮองเฮาหลี่หวงซินได้ตัดสินใจทุบกำแพงที่แยกตำหนักส่วนตัวของนางกับจวนของแม่ทัพฉินเย่เหวิน และสร้างพื้นที่ร่วมกันใหม่ ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย นางได้แปลงตำหนักของนางให้กลายเป็นสถานที่ที่คล้ายหลุดออกจากโลกภายนอกพื้นที่ในตำหนักของนางถูกปกคลุมด้วยความลับและความเย้ายวนใจ ไม่มีข้อบังคับทางศีลธรรมมาขวางกั้น ความหลงใหลและความปรารถนาของนางกับแม่ทัพหนุ่มจึงถูกปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ทุกวัน แม่ทัพฉินเย่เหวินจะมอบความเร่าร้อนและความพึงพอใจให้แก่องค์ฮองเฮาอย่างดุเดือด นางร้องครวญครางด้วยความสุขจนเต็มอิ่มเสียงครางจากองค์ฮองเฮาดังขึ้น "ท่านแม่ทัพ แรงอีก แรงอีก ข้าเสียวจนข้าจะไม่ไหวอยู่แล้ว" นางร้องออกมาด้วยความรู้สึกอันร้อนแรงและเต็มไปด้วยความพอใจในขณะที่ภาพความรักอันร้อนแรงเผยออกมา ภายในตำหนักที่เปล่าเปลือยแห่งนี้ นางสนมจากตำหนักผีเสื้อยืนอยู่ด้วยความหลงใหลและชื่นชม การมองดูฉากนี้ราวกับเป็นการแสดงถึงความงดงามและอารมณ์ที่พลุ่งพล่านนางสนมราวกับถูกดึงดูดด้วยเสน่ห์อันล้ำลึกของฉากที่พวกนางเฝ้าดู ร่างกายของพวกนางทั้งหมดรวม 100 ชีวิต นุ่งน้อยห่
หลังจากที่หวังเจียเหอ ฮ่องเต้ล้มป่วยและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตำหนักผีเสื้อซึ่งเคยเป็นสวนสวรรค์ของพระองค์ก็ขาดคนดูแล สถานที่นี้เต็มไปด้วยนางสนมร้อยกว่าคนที่มีลีลาในการร่วมรักที่สุดแสนจะร้อนแรงพวกนางถูกรวบรวมมาจากทั่วทั้งแผ่นดินไม่ว่าจะผิวพรรณหน้าตารวมไปถึงความหื่นกระหายของพวกนางนั้นนับว่าเป็นหนึ่งแม่ทัพฉินเย่เหวินได้เชิญนางสนมทั้งหมดให้ย้ายมาอยู่กับตนชายหนุ่มผู้มีพลังอำนาจมากที่สุดภายในเมืองหลวงแห่งนี้นั้นเป็นเขามีหรือที่พวกนางนั้นจะตอบปฏิเสธจวนของท่านแม่ทัพในยามนี้นั้นเปรียบเสมือนสวรรค์บนดินที่ไม่ว่าผู้ใดต่างก็อยากที่จะมาเยือนสักครั้งในกลุ่มนางสนมมีซูเหม่ยฉิงซึ่งเป็นอดีตภรรยาคนรักของแม่ทัพ ฉินเย่เหวิน นางได้กลับมาด้วยความเต็มใจเพื่อรับหน้าที่ในการดูแลแม่ทัพและรับผิดชอบในการให้ความสุขทางกายแก่เขา ซูเหม่ยฉิงมีลีลาที่เร่าร้อนและประสบการณ์อันลึกซึ้งจากอดีตที่ผ่านมา ความรักและราคะที่เคยมีต่อกันทำให้เธอเต็มใจและพร้อมที่จะรับภาระหนักในการรองรับความต้องการของชายผู้เป็นอดีตสามีของเธอคืนนี้ ซูเหม่ยฉิงได้เตรียมตัวอย่างดีด้วยการสวมใส่ชุดนอนบางเบาที่เผยให้เห็นรูปร่างอันเย้ายวนใจของเธออย่า
แม่ทัพฉินเย่เหวินได้สร้างผลงานที่น่าจดจำอีกครั้งด้วยการปราบจอมโจรที่มีชื่อเสียง จึงได้รับการเลื่อนขั้นจากตำแหน่งแม่ทัพเป็น "แม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง" การเลื่อนขั้นนี้เกิดขึ้นด้วยการสนับสนุนจากองฮองเฮาหลี่หวงซิน ซึ่งไม่เพียงแค่ให้การสนับสนุนด้านตำแหน่ง แต่ยังมอบจวนแม่ทัพหลังใหม่ที่มีขนาดใหญ่โตและกว้างขวางยิ่งกว่าเดิมจวนใหม่ของแม่ทัพฉินเย่เหวินตั้งอยู่ใกล้กับตำหนักขององฮองเฮาหลี่หวงซิน นางให้เหตุผลว่าการมีเขาใกล้ชิดจะทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น เพราะเขาสามารถคอยปกป้องเธอและลูกได้ตลอดเวลา ความใกล้ชิดนี้ยังแสดงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งฮ่องเต้เองก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจใด ๆ ต่อการเลื่อนขั้นและการมอบจวนใหม่ของแม่ทัพฉินเย่เหวิน เนื่องจากเขาตระหนักถึงความสำคัญและความสามารถของแม่ทัพหนุ่มในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของราชสำนักในช่วงกลางดึกของคืนหนึ่ง องฮองเฮาหลี่หวงซินได้แอบลอบเข้ามาภายในจวนหลังใหม่ของแม่ทัพฉินเย่เหวิน ความรู้สึกของนางที่ไม่อาจต้านทานความต้องการในใจ ทำให้นางตัดสินใจเดินทางจากตำหนักของตนไปยังจวนใหม่ของแม่ทัพหนุ่ม ซึ่งอยู่ห่างจากตำหนักของนางเพียงไม่กี่ก้าวค่ำคืนนี้ช
แม่ทัพฉินเย่เหวินจ้องมองเรือนร่างของนางโจรสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ร่างกายของเขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ท่อนเนื้อแข็งผงาดขึ้นมาด้วยความปรารถนา เขารู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่กำลังแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ความคิดในใจเต็มไปด้วยภาพของนางที่ชัดเจนทุกอณู เนื้อหนังของนางที่อ่อนนุ่มและโค้งเว้าอย่างน่าหลงใหลทำให้เขาแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้บรรยากาศรอบกายเริ่มเปลี่ยนแปลง กลิ่นอายแห่งราคะค่อยๆ ลอยปกคลุมทั่วบริเวณ ความต้องการในใจของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ทวีความรุนแรงขึ้น เขารู้ดีว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้คือความพึงพอใจอย่างสุดขีดในเรือนร่างของนาง และไม่อาจหลบหนีจากเสน่ห์ที่นางมีต่อเขาได้เลยร่างกายของจอมโจรสาวเริ่มสั่นเทาด้วยความรู้สึกที่เธอไม่อาจควบคุมได้ เปลวไฟแห่งราคะกำลังลุกไหม้ไปทั่วร่างของเธอ หลังจากที่ดื่มชาที่มีส่วนผสมปลุกอารมณ์เข้าไป ความร้อนรุ่มก็เริ่มแผ่กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย สายตาของเธอพร่ามัวด้วยแรงปรารถนา หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกจากอก ความคิดที่เคยเข้มแข็งและมุ่งมั่นของเธอถูกแทนที่ด้วยความต้องการที่รุนแรง เธอรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตั
แม่ทัพ ฉินเย่เหวิน ถือเป็นบุคคลที่ทั้งอาณาจักรต้องจับตามอง ด้วยวัยเพียง 25 ปี เขาก็สามารถไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งแม่ทัพที่ทรงอำนาจได้อย่างรวดเร็ว ความสำเร็จของเขาไม่ใช่เพียงเพราะความสามารถในการต่อสู้หรือการนำทัพเท่านั้น แต่ยังมาจากความสามารถในการตอบสนองและเข้าใจความต้องการของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นก
ในห้องหรูหราและอบอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเครื่องหอมชั้นสูง แสงจันทร์สาดส่องผ่านม่านผ้าไหมบางเบาที่ปลิวไหวตามลมเย็นยามค่ำคืน สะท้อนให้เห็นเงาของเรือนร่างหญิงสาวที่บอบบางงดงาม องค์ฮองเฮาหลี่หวงซินนอนทอดร่างบนแท่นบรรทม ดวงตางามซึ่งเคยเต็มไปด้วยความเย็นชาและเศร้าสร้อยบัดนี้กลับเปล่งประกายไปด้วยความหลง
การทดสอบสุดท้ายของแม่ทัพฉินเย่เหวินเป็นการพิสูจน์ทักษะและความสามารถที่เขาได้ฝึกฝน หลังจากที่เรียนรู้ศาสตร์แห่งการร่วมรักจนถึงขั้นสูงสุด ท่านจ้าวลัทธิลัทธิเพลิงกามารมณ์จึงได้เตรียมสาวงามผู้หนึ่งไว้เพื่อเป็นการทดสอบครั้งนี้สาวงามที่ถูกเลือกเป็นสาวกของลัทธิ เพลิงกามารมณ์ อายุราว 30 กว่าปี มีผิวสีแทนท
การฝึกแรกของแม่ทัพ ฉินเย่เหวิน คือการฝึกความแข็งแกร่งเพื่อที่จะให้ตัวของเขานั้นมีอะไรกับสาวงามได้นานยิ่งกว่าเดิม ฉินเย่เหวิน จะต้องผูกเชือกไว้กับท่อนเนื้อที่อยู่ตรงกลางระหว่างขาของเขามันจะถูกผูกกับก้อนหินที่มีขนาดไม่น้อยเลยเขาจะต้องผูกมันไว้อย่างงั้นแล้วจะต้องเดินไปข้างหน้าให้ได้หนึ่งร้อยก้าว ฮึก











