LOGINลู่ฟางเซียน หลินอันเล่อหรือตอนนี้คือเถียนเหม่ยหลินวัยสิบเอ็ดกำลังนอนคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตใหม่ครั้งนี้
“คิดถึงท่านแม่ยิ่งนัก หากกลับมาอยู่ในร่างนี้เร็วขึ้นเพียงนิด ข้าคงมีโอกาสได้เจอท่านแม่อีกครั้ง” นางหวนนึกถึงชีวิตเก่าของตัวเองในตอนที่เป็นบุตรสาวเจ้าเมืองเหอผิง คนผู้เดียวที่รักนางก็คือมารดา หากแต่น่าเสียดายนักที่จู่ ๆ ล้มป่วย ไร้ทางรักษาและจากไปตั้งแต่นางยังเด็ก
คราแรกนึกเสียใจที่กลับเข้าร่างเถียนเหม่ยหลิน แต่พอนึกได้ว่าการย้อนเวลากลับมาเช่นนี้จะทำให้ได้เจอมารดาที่คิดถึงก็อดดีใจไม่ได้
ทว่า ตื่นเต้นได้ไม่นานจึงได้รู้ว่าปีนี้อยู่ในรัชศกอะไรก็กลับมาเศร้าใจอีกรอบหนึ่ง
“เฮ้อ…” นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ดูจากที่ใช้ชื่อปลอมเช่นนี้ พวกเขาคงไม่อยากให้ใครรู้กระมังว่าเด็กคนนี้คือองค์หญิงสูงศักดิ์ บางที… สวีอันอวี่ก็คงไม่รู้เช่นเดียวกัน”
เสียงฝีเท้าจากข้างนอกใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ พลันประตูบานเล็กเปิดกว้างพร้อมเสียงแหลมแสบแก้วหูอย่างเคย
“หลินอันเล่อ เจ้าจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน ไม่รู้หรือว่าต้องรีบไปทำความสะอาดหอพิธี” เผิงลู่ซินที่อายุมากกว่านางสองปีตะโกนเสียงดัง สายตากราดเกรี้ยวไม่พอใจทำเหมือนหลินอันเล่อไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง
ขณะที่คนตรงหน้าเพิ่งได้นอนนิ่งอยู่บนเตียงหลังจากทำความสะอาดห้องตัวเองได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป มิหนำซ้ำยังเจ็บแผลถูกโบยจนไม่อยากขยับตัว
หากแต่ฉิงเอ๋อร์ ศิษย์พี่ไป๋เหลียนเดินเข้ามาใกล้ก่อนที่นางจะลุกขึ้นได้ทัน เอื้อมมือคว้าหมับเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนสยายแล้วดึงรั้งไม่ออมแรง
“คิดว่าตนเองเป็นองค์หญิงจริง ๆ หรือถึงได้หยิ่งผยอง ทำตัวสูงส่ง กล้าไม่ฟังคำของพวกข้า”
“ศิษย์พี่ทั้งสอง”
หลินอันเล่อจับมือที่คิดกระชากผมตัวเองเอาไว้ เม้มปากเล็กน้อยเพราะพวกนางนิสัยเหมือนพี่น้องในชาติก่อนของตัวเอง ชอบรังแก เอาเปรียบและเกลียดชังโดยไม่มีเหตุผล
“ข้าจะรีบทำตามที่ศิษย์พี่บอกเจ้าค่ะ ขอเวลาเตรียมตัวสักนิดเถิดเพราะชุดนอนบางเบาเช่นนี้คงไม่เหมาะที่จะใส่เดินไปมาในหอศักดิ์สิทธิ์”
“…” พวกนางมองหน้ากันคิดว่าหลินอันเล่อจะโวยวายกลับมาแล้วด่ากราดว่าพวกนางเป็นคนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงจึงได้กล้าออกคำสั่งกับองค์หญิงแห่งคุนหลัน
“นอกเหนือจากทำความสะอาดหอพิธีแล้วยังมีงานอื่นรอข้าอยู่ใช่หรือไม่ หากไม่เป็นการรบกวนศิษย์พี่มากนัก โปรดช่วยบอกข้าสักนิดเถิดว่ามีสิ่งใดที่ข้าต้องทำบ้าง”
แม้ว่าตนเองจะเคยแก่เฒ่ากว่าเด็กตรงหน้าหลายสิบปี หากแต่เวลานี้กลายเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียวและไม่มีพรรคพวก ในเมื่อต่อต้านไม่ได้จึงยอมตามน้ำไปเพราะคาดเดาไว้แล้วว่าคนที่เชื่อฟังโดยไม่มีข้อโต้แย้ง สยบอยู่ใต้การควบคุมจะเอาชีวิตรอดได้นานกว่า
“ทำความสะอาดหอพิธีเสร็จแล้วก็ไปจัดเก็บหอสมุด เตรียมอาหารกลางวัน ตัดแต่งกิ่งไม้ในสวนดอกไม้ จับปลา ตักน้ำใส่ไห เตรียมน้ำอุ่นให้อาจารย์…” ฉิงเอ๋อร์สาธยายหน้าที่ที่หลินอันเล่อได้รับในแต่ละวันโดยไม่หยุดพักหายใจ
นางทนฟังมาครึ่งก้านธูปจนเริ่มง่วงนอน ไม่คิดว่าชีวิตนี้ก็ต้องทำเหมือนเดิม อยู่แต่กับงานบ้านงานเรือนราวกับเป็นบ่าวรับใช้ แต่ถึงอย่างนั้นก็คงดีกว่าถูกลงโทษจึงพยักหน้าแล้วรีบตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมลงมือทำงาน
ครั้นได้ออกไปตรงโน้นตรงนี้จึงค่อย ๆ สำรวจทิศทาง โชคดีที่ความจำเป็นเลิศจึงเดินเหินไปที่ต่าง ๆ ได้ไม่มีหลงทาง คนพวกนั้นจึงไม่เห็นช่องกลั่นแกล้งนาง
“หลินอันเล่อ เหตุใดจึงมัวแต่ชักช้า อาจารย์รอน้ำอุ่นจากเจ้าอยู่นะ” หนึ่งในศิษย์ไป๋เหลียนมาตามนางที่ห้องโถงใหญ่
“ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” นางตอบทันควัน รู้สึกว่าอย่างน้อยทำงานเป็นบ้าเป็นหลังก็ไม่มีใครมายุ่งกับตัวเองแล้ว เสร็จงานเมื่อไหร่จะได้ทำแผลทายาแล้วพักผ่อนให้เต็มที่
ตั้งแต่ก่อนรุ่งสางจนตะวันลับฟ้า หลินอันเล่อเพิ่งมีโอกาสได้นั่งพัก ร่างกายอ่อนล้าเพราะใช้แรงไปจนหมด ดวงตาสีอำพันเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วถอนหายใจ
“พรุ่งนี้ก็ต้องทำเช่นเดิมสินะ” นางพึมพำแต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักพลันนึกถึงเรื่องที่ลืมไปแล้ว “ปีนี้เถียนเหม่ยหลินอายุสิบเอ็ด เช่นนั้น…” เจ้าตัวนับนิ้วแล้วคำนวณช่วงเวลา “นางถูกสวีอันอวี่สังหารตอนอายุยี่สิบห้าที่วังหลวง หากข้าอยู่อารามไป๋เหลียนต่อไป คงจะพอเอาตัวรอดได้กระมัง”
ไม่ทันจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีก็หายไปสิ้น นางเผลอหลับไปทั้งอย่างนั้นจนกระทั่งเช้าวันต่อมา
เสียงนกจิ๊บ ๆ ปลุกหลินอันเล่อให้ตื่นจากภวังค์ ครานี้จำได้แล้วว่าหน้าที่ของตนเองมีสิ่งใดบ้างจึงเริ่มงานในวันใหม่โดยไม่รีรอ กลายเป็นว่าตั้งแต่นั้นมาก็อยู่ในอารามได้สามเดือนแล้ว ไม่มีผู้ใดหาจุดบกพร่องเพื่อลงโทษนางได้อีก นับว่าเอาตัวรอดได้เรื่องหนึ่งอย่างหวุดหวิด
“หลินอันเล่อ” เสียงตะโกนดังมาตั้งแต่หน้าประตูโถงพิธี
“เจ้าคะ”
“ช่วงสาย คนสกุลหานจะมาที่อาราม เจ้าห้ามโผล่หน้ามาเด็ดขาด” ฉิงเอ๋อร์กล่าวย้ำอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานก่อนก็บอกแล้วครั้งหนึ่ง “ข้าเห็นว่าเจ้าเริ่มเชื่อฟังบ้างแล้วจึงไม่อยากพูดมาก แต่หากทุกอย่างเป็นเพียงการเสแสร้งเพื่อฉวยโอกาสขอความช่วยเหลือจากคนสกุลหานอีก ข้าไม่รับรองหรอกนะว่าอาจารย์จะปล่อยให้เจ้าได้เห็นเดือนเห็นตะวัน”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” หลินอันเล่อพยักหน้า คาดเดาได้ว่าสกุลหานคงช่วยให้หนีออกไปจากอารามลึกลับแห่งนี้ได้ แต่นางไม่อยากทำอย่างนั้นเพราะการซ่อนตัวอยู่ที่นี่นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
ยิ่งคนรู้ว่าเถียนเหม่ยหลินอาศัยอยู่อารามน้อยมากเท่าใด ยิ่งห่างไกลจากจุดจบน่าเวทนา
ฉิงเอ๋อร์หรี่ตามองเด็กที่ตัวเล็กกว่า “เจ้าคิดวางแผนอยู่ใช่หรือไม่”
“ข้าเพียงแค่คิดว่าจะเข้าป่าไปเก็บผลไม้สักสองสามอย่าง ศิษย์พี่อยากได้สาลี่ม่านโหรวหรือไม่เจ้าคะ”
“ม่านโหรวอย่างนั้นหรือ” ดวงตาของเผิงลู่ซินเบิกกว้างเพราะอยากกินมานานแล้ว แต่เส้นทางไปเก็บสาลี่ม่านโหรวนั้นลึกเข้าไปในป่าทึบ พวกนางเกรงกลัวอันตรายจึงไม่กล้าย่างกรายเข้าไปเก็บเสียที อดกินทั้ง ๆ ที่ต้นของมันอยู่ไม่ไกลจากอาราม
“…” ศิษย์ไป๋เหลียนมองหน้ากันแล้วถามหลินอันเล่อว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าป่านั้นอันตราย”
“หากข้าเก็บมาได้ ข้าขอกินสักผลได้หรือไม่”
เผิงลู่ซินยิ้มกว้างอยากรู้ว่าหลินอันเล่อจะเอาตัวรอดมาได้หรือไม่ พลางคิดไปว่าบางทีนางอาจหมดหนทางอยากหนีไปทางป่าทึบทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องเสี่ยงชีวิตแต่ถึงอย่างนั้นก็วางเดิมพันกับศิษย์พี่คนอื่น ๆ แล้วรอดูผลที่เกิดขึ้น
เด็กน้อยใส่ชุดทะมัดทะแมง ตรงดิ่งไปยังปากทางเข้าป่าทันที รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าเมื่อเห็นพุ่มหญ้าสีเหลืองอ่อนแซมขึ้นมาจากดินสีดำบริเวณนั้น หญ้าสีแสบตาเรียงรายเป็นแนวยาวสลับกับดอกไม้กลม ๆ สีขาวเหมือนปุยเมฆที่มักขึ้นเคียงคู่กัน
ภาพในความทรงจำผุดขึ้นมาทันใด พึมพำด้วยความโล่งใจ “ป่าพิษตันเฉียว”
ป่าทึบแห่งนี้เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์อันตรายและต้นไม้มีพิษมากมาย แต่ว่าข้างในนั้นกลับมีดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ที่ทำให้สาลี่ม่านโหรวเติบโตได้เป็นอย่างดี
ชาวบ้านบางคนชอบฝ่าเข้าไปเพื่อเก็บเกี่ยวผลของมันแต่น้อยคนนักที่จะออกมาได้ด้วยสภาพเดิมเหมือนตอนย่างเท้าเข้าไป ราคาของสาลี่ม่านโหรวจึงสูงและเป็นของล้ำค่า ผู้คนที่มีกำลังทรัพย์จ่ายได้ก็เป็นพวกฐานะดีทั้งนั้น
หากแต่ชีวิตตอนเป็นลู่ฟางเซียนได้เรียนรู้จากหมอเร่ร่อนผู้หนึ่งจึงคิดนำวิธีเดิมมาใช้ ก้มลงดึงหญ้าสีเหลืองตรงหน้าขึ้นมาหลายกำมือ ขยี้อยู่พักหนึ่งจนได้กลิ่นฉุนขึ้นจมูกแล้วทาตั้งแต่หัวจรดเท้า
หลินอันเล่อในเวลานี้เรียกได้ว่าเหลืองอร่ามทั่วทั้งตัวแต่นางนึกสนุกมากกว่าเพราะรู้ว่าวันนี้จะได้กินผลไม้ที่โปรดปราน
ก่อนที่จะเข้าไปข้างในก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางรู้วิธีเลี่ยงสัตว์อันตรายที่เกลียดกลิ่นหญ้าเหลืองแล้วแต่ยังคงต้องระวังพวกสัตว์ที่ชอบล่าเนื้อโดยไม่สนใจสิ่งใดอยู่ดี
ดวงตาสีอำพันมองไปรอบตัว เดินอย่างระมัดระวังไม่ให้มีเสียงแล้วสังเกตว่าผีเสื้อสีฟ้าครามกำลังมุ่งหน้าไปที่ใดก่อนจะเดินตามไม่ห่างพลันได้กลิ่นหอมหวานละมุนโชยมาตามสายลมจึงเร่งฝีเท้าเร็วมากกว่าเดิม
“สาลี่!!!”
เจ้าตัวเผลอตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจกระโดดโลดเต้นรีบวิ่งไปยังลานสาลี่ม่านโหรวทันใด ก่อนจะรีบปิดปากสงบสติ ดวงตาสีอำพันจับจ้องผลไม้สีทองลูกอวบอิ่มที่มีอยู่เต็มต้นพลางหันซ้ายหันขวาแล้วปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ทันใด
“กินก่อนดีกว่า”
นางไม่รอช้ากลัวว่ากลับไปที่อารามจะโดนศิษย์สำนักแย่งกินจนหมดเพราะพวกเขาชอบกลั่นแกล้ง เชื่อถือสิ่งใดไม่ได้จึงตัดปัญหาด้วยการกินเสียตั้งแต่อยู่ตรงนี้ อิ่มเมื่อใดค่อยกลับอารามไป๋เหลียน
ระหว่างนั้นนึกเรื่องหนึ่งออก สงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เคยได้ยินชื่ออารามไป๋เหลียนมาก่อน แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกจึงปล่อยผ่านไปแล้วเพลิดเพลินกับผลไม้ที่อยู่ตรงหน้า อ้าปากกัดสาลี่เต็มคำ สัมผัสรสหวานละมุนพลางมองท้องฟ้าสีครามอย่างสบายอารมณ์แทบลืมไปแล้วว่าต้องกลับไปจุดเทียนร้อยเล่มในโถงพิธีก่อนตะวันตกดิน
ครั้นออกมาจากป่าพิษได้โดยไร้รอยขีดข่วนกลับยิ้มกว้างมากกว่าเดิมเพราะถือว่าเป็นเรื่องน่าพอใจยิ่งนักที่ดวงความโชคดีจากชาติอดีตติดตัวมายังชีวิตนี้ด้วย
ดังนั้นแล้ว นางจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าดวงความโชคดีจะทำให้หนีพ้นจากอันตรายใด ๆ ทั้งปวงไปได้โดยที่ไม่รู้เลยว่าอีกไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม รถม้าของใครบางคนกำลังมุ่งหน้ามาที่อารามไป๋เหลียนและคนที่อยู่ข้างในนั้นแทบอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นเจ้าของใบหน้างดงาม ดวงตาสีอำพันและเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนที่ครั้งหนึ่งหันมายิ้มให้เขาอย่างสดใส
บุรุษผู้นั้นมองออกไปนอกรถม้าพลันได้เห็นอารามสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล พึมพำเสียงทุ้มต่ำ อารมณ์ยินดีปรี่ล้น
“เหม่ยหลินของข้า วันนี้จะได้เจอเจ้าเสียที”
------
สวัสดีค่ะ เรื่อง นายหญิงแสนรักของตัวร้าย อัปเดตทุกวันเวลา 18:00 น. จนจบเรื่องค่ะ
ขอยคุณนักอ่านที่แวะมานะคะ
หลายวันต่อมาซือหยางจัดการสะสางงานที่คั่งค้างไว้จนเสร็จสิ้นจึงฝากฝังเรื่องที่เหลือกับสวีซือหมิงและเถียนลู่คง ขอให้พวกเขาช่วยกันดูแลวังหลวงแห่งนี้เป็นการชั่วคราว อ้างว่าช่วงนี้ทำแต่งานหลวงจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาแม้อยากเดินทางไปหมู่บ้านชิวหรงกับลู่ฟางเซียนเพียงลำพังมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อาจหลบพ้นจากสายตาของหงเฟิ่ง หลิวกวางและองครักษ์ไท่หยางที่คอยอารักขาพวกเขาได้เลยแต่กระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าคนทั้งคู่ต้องการสิ่งใดจึงคอยวางกำลังอารักขาอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จะทำได้“เจ้าเคยนั่งพิงใต้ต้นไม้ตรงโน้นเพราะหมดแรงด้วย” ลู่ฟางเซียนชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือ “พอข้าเดินหนีเจ้าก็ตะโกนเรียกเสียงดัง”“เหตุใดจึงจำแต่เรื่องน่าอายของข้าเล่า” ซือหยางทำหน้ามุ่ย รู้แล้วว่าในอดีตที่เคยความจำเสื่อมทำตัวไม่ดีสักเท่าใด พลางยื่นมือให้นางจับแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าค่อย ๆ เดินจะได้ไม่ลื่นล้ม”ไม่ว่าจะเดินไปทางใด ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นึกถึงคราใดก็อดหัวเราะขบขันไม่ได้เพราะใครเล่าจะรู้ว่าวันห
สามเดือนต่อมาบรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงแคว้นคุนหลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาผู้ปกครองบัลลังก์โดยมิได้นัดหมาย หากแต่ราชทูตแคว้นม่านเหลียนยังคงทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนเป็นอย่างดีสวีซือหมิงรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วอดกลั้นขำไม่ได้ขณะที่เหลียงซิ่วหรานกลายเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ถอนหายใจเล็กน้อย รู้ว่าเหตุใดซือหยางจึงแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่แขกผู้มาเยือน“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมเดินทางมาที่หนิงหวงครานี้เพื่อสานไมตรีกับราชวงศ์สกุลสวี” บุรุษผู้มีดวงตาสีแดงโกเมนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความกดดันให้อีกฝ่ายรับข้อเสนอ“…” ดวงตาสองสีเย็นชา สีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะติดอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกินกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ในใจนึกถึงใบหน้าฮองเฮาผู้เป็นที่รัก พยายามประคองสติตนเองเอาไว้ให้มั่นเพราะกลัวว่าโวยวายเอาแต่ใจจะถูกนางเรียกไปตักเตือน“องค์หญิงซือคงเซียนเอ๋อร์เป็นถึงพระธิดาอง
ยามซวีมาถึงท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีดาวสองดวงเคียงข้างกันเหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสบอกไม่มีผิดเพี้ยน สายลมเย็นพัดแผ่วเบาผ่านหน้าต่างตำหนักโอ่อ่าแห่งนี้ กลิ่นเทียนหอมจาง ๆ ลอยทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกภวังค์ฝันดีดวงตาสองสีมองหญิงสาวในชุดบางเบา ยิ้มมุมปากพึงพอใจที่ช่วงเวลาของการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที ห้าปีหลังจากแต่งงานช่างเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน เกือบพลัดพรากกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายโชคชะตาหวนพัดให้พวกเขาได้กลับมาพบกันนับเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนักหญิงสาวอันเป็นที่รักเยื้องกรายเดินเข้ามาหาด้วยความเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อยามถูกจ้องไม่วางตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่มีความสงสัยอยู่หนึ่งอย่างที่ค้างคาใจจึงหยุดยืนนิ่งงันชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นสบประสานสายตาคนตรงหน้าซือหยางหรี่ตาเล็กน้อยอยากรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือต้องการถ่วงเวลาแกล้งให้เขาอดใจไม่ไหว“ไม่ดีเลย… ข้ารอมาห้าปีแล้วยังใจร้ายกับข้าอีกหรือ” เขาไม่รอให้นางเดินมาหาถึงเตียงนอน แต่เป็นฝ่ายอุ้มร่างบางมาแทน ค่อย ๆ วางลงอย่างอ่อนโยนแล้วหอมแก้มเหมือนอย่างเคย
สามปีต่อมาภัยอันตรายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ฮองเฮาแห่งคุนหลันแม้เพียงคืบ นับเป็นผลจากการที่ซือหยางร่วมมือกับหลิวกวางวางกองกำลังทั่วแผ่นดิน คอยจับตามองทุกพื้นที่ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเถียนลู่คงได้รับหน้าที่ดูแลวังหลวงเป็นการชั่วคราวร่วมกับสวีซือหมิงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยงาน แต่ละวันภาวนาให้พี่เขยกลับมาเร็วไวเพื่อที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ให้สมกับลำบากตรากตรำมาหลายปีร่างกายที่เคยต้องพิษหายดีเป็นปลิดทิ้งเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเจียงจื่อซวนที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนัก ชื่อเสียงบารมีกว้างไกลจนถึงขั้นมีทุนเปิดร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงและสร้างโรงหมอเพื่อคนอนาถาทั่วแคว้นคุนหลันเขตชายแดนทางตอนเหนือมีกองทัพเมืองฮุ่ยผิงของแม่ทัพหานหลี่ต้านทานผู้บุกรุกจากแคว้นม่านเหลียน ต่อให้เมืองเหอผิงและอวี่โจวถูกฝ่ายฉินหมิงยึดไปแล้วก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งใด ๆในเมื่อฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่อยากเห็นสองแคว้นรบราฆ่าฟันจนชาวเมืองเดือดร้อน สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจึงตกลงร่วมกันปกครองสองเมือง
หนึ่งเดือนต่อมาขบวนเสด็จของรัชทายาทได้มาถึงวังหลวงแคว้นคุนหลัน บรรยากาศยามนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มองไปทางซ้ายมีตัวแทนแม่ทัพเมืองเทียนอวิ๋นมารออยู่ ทางด้านขวาเป็นแม่ทัพหลี่หมิงฮ่าวและหน่วยซิงอวี่แคว้นฉินหมิง ใกล้ ๆ กันนั้นคือผู้อาวุโสกับองครักษ์แคว้นไท่หยางอันเป็นดินแดนลึกลับทางตอนใต้ขุนนางคุนหลันที่รอดชีวิตต่างพากันดีใจที่องค์รัชทายาทยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่กระนั้นกลับกังวลเพราะรู้ว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทว่า ดวงตาทุกคู่ได้เห็นองค์หญิงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งว่านับจากนี้จะมีเชื้อพระวงศ์ของปฐมกษัตริย์ครองบัลลังก์แผ่นดินนี้อย่างแน่นอนหากแต่มองไปยังข้างกายของนางกลับพบชายหนุ่มรูปงามที่แฝงไอสังหารเหี้ยมโหด สีหน้าไม่สบอารมณ์ยามต้องพบเจอผู้คนมากมาย ดวงตาสองสีแข็งกร้าวราวกับประกาศศักดา ย้ำให้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับสวีอันอวี่นั้นเป็นความจริงหงเฟิ่งก้าวออกมาสู่แสงสว่าง ไม่ยอมเป็นเงารับใช้ราชวงศ์สกุลเถียนอีกต่อไป ขุนนางน้อยใหญ่และข้าราชบริพารกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งหวาดกลัวและมองไม่เห
ครั้นกอดแนบแน่นอยู่พักหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาต้องสะสางความสงสัยอีกอย่างที่คิดไม่ตกมาตั้งแต่เมื่อครู่ซือหยางชี้ไปที่ไม้กระบองด้านหลังแล้วถามว่า “เหตุใดจึงถือมันไว้… เจ้าคิดทำสิ่งใดตอนข้าหลับอยู่หรือ”ลู่ฟางเซียนยิ้มกว้างเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไว้ว่าอย่าประมาทจึงตอบไปตามตรง “เจ้าฟื้นมาคราใดชอบจำข้าไม่ได้… กันไว้ดีกว่าแก้”“…”ชายหนุ่มอมยิ้มเพราะพอจะคาดเดาคำตอบได้ เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้นจริง แต่นับจากนี้ไปคงไม่มีวันเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างนั้นอีกแล้วครานี้จำได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนาง ไม่ว่าอดีตหรือยามนี้… ทุกเรื่องราวฝังลึกในใจไม่มีวันลืมเลือนอีกแล้ว หากแต่ไม่อาจบอกได้ว่าความทรงจำในอดีตตอนเป็นซือหยางวัยยี่สิบห้ากลับมาครบถ้วน นั่นเพราะตอนนั้นเขาปิดบังว่าดวงตาข้างสีน้ำเงินเข้มยังคงบอดสนิทเหมือนอีกข้างทั้งที่มองเห็นหญิงสาวนามว่าลู่ฟางเซียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าแสนอ่อนโยน กระทั่งทุกสัดส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนเร้นใต้อาภรณ์ พลันหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด“ซือหยาง… ยังปวดหัวตัวร้
ซ่งไป๋อวี้ บุตรสาวคนเดียวของใต้เท้าซ่งได้รับการเลี้ยงดูต่างจากคุณหนูสกุลอื่น ๆ ในเซียวเหอ บิดามารดาและบ่าวรับใช้ต่างคอยเอาใจ ต้องการสิ่งใดหาให้ไม่เคยขาดและไม่ว่าจะทำอันใดผิดพลาดไปก็คอยให้ท้ายจนนางมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ ดังนั้นการกระทำที่นางแสดงออกล้วนมีเหตุที่มา
จวนสกุลซ่ง ตำบลเซียวเหอซ่งจินเหลียง ชายวัยกลางคนผู้มั่งคั่งพลิกชีวิตตัวเองจากยาจกกลายเป็นเศรษฐีเพราะมีเส้นสายค้าขายเทียนหอมคลายกังวลกับราชสำนักผ่านเถียนซีเย่ในช่วงที่เขาร่ำเรียนจริยธรรมอยู่ที่อารามอันจิ้งสองสามวันก่อน เขาได้รับจดหมายแจ้งว่าเถียนซีเย่จะเข้
หลินอันเล่อแบกสาลี่ม่านโหรวเต็มตะกร้ามาจนถึงอารามได้อย่างปลอดภัย หอบหายใจเหนื่อยอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงของศิษย์ไป๋เหลียน“เจ้า… หลินอันเล่อ...”“เจ้าคะ”“เจ้าคือองค์หญิงเถียนเหม่ยหลินจริงหรือ” เผิงลู่ซ
คืนเดียวกันจู่ ๆ พายุลูกใหญ่พัดถล่มเมืองเป่ยหลิงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เม็ดฝนโปรยปรายลงมาเบื้องล่างราวกับฟ้ารั่ว สายลมหนาวพัดประตูหน้าต่างกระทบขอบเสียงดังปึงปังหากแต่เด็กหญิงที่นอนหลับใหลยังคงไม่รู้ตัวว่าเกิดอันใดขึ้น แม้ว่าฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างดังลั่นหรือน้ำฝนหยดผ่านรูหลังคาร่วงหล่นโดนใบหน้าจนเปี







