LOGINดวงความโชคดีของข้าถูกใช้หมดไปแล้วหรืออย่างไรจึงได้มาเกิดใหม่ในร่างของนายหญิงที่แม้แต่คนที่ถูกเรียกว่าปีศาจอย่างเขายังเกลียดชังและต้องพบจุดจบน่าอนาถ ข้าจะเอาตัวรอดจากเขาอย่างไรดี... คำเตือนเนื้อหาเรื่องความรุนแรง การทำร้ายร่างกายและความคิดบิดเบี้ยวของตัวละคร เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เล่มแรก Slow Burn พระเอกร้ายแต่ยังพอน่ารักอยู่บ้างเพราะเป็นวัยเด็ก
View Moreหงเฟิ่ง องค์กรมือสังหารที่ดำรงตำแหน่งเงาอยู่เบื้องหลังการปกป้องและรับใช้ฮ่องเต้แคว้นคุนหลันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความจงรักภักดีได้ถูกใส่ร้ายว่าร่วมมือกับเถียนอ๋องก่อกบฏ
แม้ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาแต่เวลานี้ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้เพราะโดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดเพื่อกลับมากอบกู้ชื่อเสียงอีกครั้ง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหงเฟิ่งสามารถแตกพ่ายไร้หนทางสู้ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วข้ามคืน ซ้ำยังถูกมือสังหารบุกเข้ามาถึงฐานลับที่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคน
พวกเขาเร่งฝีเท้าไปตามถนนสายเล็กคดเคี้ยว พื้นดินส่วนใหญ่เป็นหินก้อนเล็กแหลมคมขรุขระจนยากต่อการหลบหนี ยิ่งอยู่ในป่าทึบท่ามกลางคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายจะขาดสะบั้นทันที
ฉึก!
ศรธนูลอยลิ่วปักเข้าที่กลางหลังชายผู้หนึ่งที่วิ่งมาด้วยจนล้มลง หากแต่เขาไม่แยแสรีบยันตัวลุกขึ้นแล้วยิงธนูสวนกลับไปหาฝ่ายศัตรูอย่างแม่นยำในพริบตา
“เร็วเข้า!” ชายคนนั้นตะโกนบอกพวกที่เหลือ หวังว่าทางข้างหน้าจะมีที่ซ่อนหรือตั้งหลักเพื่อรับมือ ก่อนหันไปหาหัวหน้าหงเฟิ่งแล้วยิ้มมุมปากเพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายกำลังผิดแปลกไป “ธนูอาบยาพิษขอรับ”
“ไปกับข้า” สวีจวินฉือไม่ยอมทิ้งลูกน้องผู้ภักดีของตนเอาไว้แต่อีกฝ่ายเอ่ยปากขอร้องแล้วมองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างเขา
“รีบไปขอรับ ข้าจะถ่วงเวลาให้นานที่สุด”
เจ้าตัวไม่นึกเสียดายชีวิตและยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้คนในองค์กรของตนเองรอดชีวิตมากที่สุดเพราะหวังว่าอย่างน้อยต้องมีสักคน ลากคอผู้อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้
“ท่านอา…” เด็กชายเก้าขวบเอ่ยเรียกคนตรงหน้าด้วยความสนิทสนม สายตากระวนกระวายเมื่อเห็นเขาไอจนเลือดสีดำเปรอะเปื้อนมุมปาก
“สวีอันอวี่ เสียดายที่ข้าไม่มีโอกาสได้เห็นเจ้าเติบโต” เขาเอื้อมมือลูบศีรษะเด็กน้อยที่รักเหมือนลูก “ต้องรอด เข้าใจหรือไม่”
เวลานั้น หนึ่งในหงเฟิ่งที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้เริ่มรู้สึกตัวว่าวิ่งหนีต่อไปไม่ไหวแล้วจึงเสียสละตนเองเป็นฝ่ายยื้อเวลาให้คนที่เหลือ คอยอยู่กับคู่หูข้างกายจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ
ดวงตาของหัวหน้าหงเฟิ่งมีแววอาลัยอาวรณ์ฉายชัด ไม่นึกเลยว่าวันเหล่านี้จะมาถึง องค์กรมือสังหารที่เคยยิ่งใหญ่โดนมือที่มองไม่เห็นไล่กวาดล้างราวกับไม่ต้องการปล่อยให้ผู้ใดรอดชีวิต
ไม่ทันได้ลังเลใจไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าที่น่าเกรงขามเริ่มเข้ามาใกล้ทุกขณะ คนที่ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อจึงเข้าซ่อนในพุ่มไม้ใหญ่ ขณะที่คนอื่น ๆ วิ่งไปตามทางข้างหน้าด้วยใจที่เคียดแค้นและต้องการสืบหาความจริง
ทว่า พ้นจากแนวป่าเพียงหนึ่งอึดใจกลับเห็นชายชุดดำอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่งเข้าขวาง พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปะทะ ล้มศัตรูให้ได้มากที่สุดแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร คนที่จำนวนน้อยกว่าก็ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้เลย
“อันอวี่ เจ้าหนีไป” บิดาร้อนรนใจรีบตะโกนบอกบุตรชาย คิดแค่ว่าเวลานี้ต้องปกป้องสายเลือดของตัวเองให้ได้ และอีกใจหนึ่งก็ไม่รู้เลยว่าบุตรชายคนโต ฮูหยินและคนอื่น ๆ ในหงเฟิ่งเป็นตายร้ายดีอย่างไร “จำที่พ่อบอกได้หรือไม่”
เด็กน้อยพยักหน้า ตัวสั่นเทาเพราะกลัวว่าบิดาจะพ่ายแพ้ต่อคนพวกนั้น แววตาสั่นระริก กระวนกระวาย แทบก้าวขาไม่ออกด้วยซ้ำ
“ไป!”
“ท่านพ่อ!” สายตาลังเลมองไปรอบตัวจึงได้เห็นว่าคนที่รู้จักกำลังถูกศัตรูรุมล้อมไม่แพ้กับบิดาของตน วันนี้เจอเรื่องสูญเสียมามากพอแล้ว เขาไม่อยากเสียใครไปอีก “ท่านพ่อ ไปกับข้าเถอะขอรับ”
“ไม่ได้” สวีจวินฉือส่ายหน้า มือข้างขวากำดาบไว้แน่น ตวัดยั้งคมอาวุธที่ฟาดฟันลงมา ปกป้องลูกชายคนเล็กของตัวเองด้วยกำลังทั้งหมด “หนีไป นี่คือคำสั่ง!”
น้ำตาไหลอาบแก้มสวีอันอวี่ ความกลัวฝังอยู่ในใจราวกับรู้ว่าผ่านพ้นคืนนี้ไปแล้วจะไม่ได้เห็นหน้าบิดาอีก แต่คนตรงหน้ากลับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ปลอบประโลมเหมือนให้ความหวังว่าบิดาของเขาเป็นถึงผู้นำหงเฟิ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมาหาครอบครัวได้อย่างแน่นอน
เด็กน้อยพยักหน้าเบา ๆ แล้ววิ่งลัดเข้าไปในทุ่งหญ้าสูงท่วมศีรษะ จังหวะพุ่งตัวไปข้างหน้าได้ไม่ไกลจากจุดที่บิดาอยู่กลับสัมผัสได้ถึงไอสังหารรุนแรงจากศัตรูโดยเฉพาะชายที่มีรอยบากตรงปากเป็นทางยาว
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหันขวับมองไปยังเบื้องหลังภายในพริบตาจึงได้เห็นว่าฝ่ายไล่ล่าทวีจำนวนมากขึ้น พวกมันพุ่งเป้าไปยังคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
สวีอันอวี่หวั่นเกรงไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด ไม่อยากรับรู้สิ่งใดแต่ศีรษะกำลังหันไปมอง ไล่ตามเงามืดโดยไม่รู้ตัว
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
มีดเงินแวววาวของชายหน้าบากทิ่มแทงจุดสำคัญบนร่างของบิดาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนทรุดเข่าต่อหน้าศัตรู เลือดแดงฉานไหลอาบร่างพอ ๆ กับน้ำตาบุตรชายที่ร่วงหล่นเพราะไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้เลย
นอกเหนือจากนั้น หงเฟิ่งที่เหลือยังต้านแรงฝ่ายตรงข้ามไม่ไหวเพราะพิษจากคมอาวุธแล่นเข้าสู่กระแสเลือด ถูกปลิดชีวิตจนเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจไปตาม ๆ กัน
“หย่งชาง” สวีจวินฉือจำได้ว่าชายที่มีรอยบากตรงปากเป็นมือสังหารของใคร พลันสับสนไปหมดว่าเหตุใดคนของไทเฮาจึงคิดกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก
“วันนี้เจ้าพ่ายแพ้แก่ข้าจนได้” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยไม่แยแส ยิ่งเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงบุตรชายที่วิ่งหายลับไปในพงหญ้าจึงอดเย้าแหย่เพราะกระหายในความสิ้นหวังของเขาไม่ได้ “ข้าจะส่งพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกันแน่นอน”
ครั้นได้ยินเช่นนั้นจึงตะโกนเรียกสติบุตรชาย “อันอวี่ หนีไป!” แล้วคว้าอาวุธข้างกาย ยืนหยัดสู้กับศัตรูอีกครั้ง
กระนั้น เรี่ยวแรงและกำลังที่มีหายไปจนสิ้น อาการบาดเจ็บแผ่ซ่านไปทุกอณูของร่างกายจนแทบขยับตัวไม่ได้ ลมหายใจขาดห้วง จนท้ายที่สุด อาวุธในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างหนาเอนล้มจบชีวิตในทันที
“ท่านพ่อ!!!”
เขาเผลอร้องลั่นทั้ง ๆ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ ไม่ทันได้ก้าวขาทำสิ่งใดจึงถูกศรธนูพุ่งเฉียดแขนไป เด็กชายกัดฟันจำคำสั่งเสียของบิดาได้ เวลานี้เหลือเพียงเขาเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ล้างมลทินให้หงเฟิ่ง หนทางเดียวคือต้องรอดจึงลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิตโดยมีมือสังหารตามมาติด ๆ
หย่งชางที่เหลือคิดกำจัดบุตรชายหัวหน้าหงเฟิ่งตามคำสั่งของชายหน้าบากผู้เป็นหัวหน้ามือสังหาร พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ฝีเท้ากระทบพื้นดังกระหึ่มลั่นสร้างความหวาดหวั่นให้เด็กน้อยเป็นอย่างยิ่ง
สวีอันอวี่เร่งฝีเท้าไปข้างหน้า หอบหายใจ ก้าวเท้าไปโดยไม่รู้เลยว่าอีกเพียงสิบก้าวคือเหวลึกที่รอดูดกลืนวิญญาณของเขา
“!!!”
ดวงตาสั่นระริกมองไปเบื้องล่าง ปลายเท้าสัมผัสได้ว่าดินร่วนลื่นไถลลงไปได้โดยง่ายจึงถอยกลับทันควัน ถอนหายใจเฮือกใหญ่คิดวิ่งไปทางอื่นแต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะหย่งชางไล่ตามมา เมื่อเห็นว่าเป้าหมายสุดท้ายในค่ำคืนนี้ไร้หนทางหนีจึงไม่รอช้ารีบขว้างมีดคู่ประจำกายหมายปลิดลมหายใจ
เด็กน้อยเคยฝึกวิชาพื้นฐานของตระกูลมาบ้างจึงเอี้ยวตัวหลบได้ทัน หากแต่ทางตรงนั้นทั้งมืดและคับแคบ ใจจดจ่อกับการหลบอาวุธจึงพลั้งพลาดเหยียบอากาศว่างเปล่าเสียการทรงตัวร่วงหล่นสู่ก้นเหวไปโดยปริยาย
คนพวกนั้นเข้ามาดูใกล้ ๆ คาดคะเนความสูงและพื้นที่โดยรอบแล้วยิ้มมุมปากเพราะรู้ว่าไม่มีผู้ใดรอดจากเหวนรกแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนจึงรีบวิ่งกลับไปยังจุดเดิมที่เพิ่งกำจัดหงเฟิ่ง
“อาจารย์ ทำอย่างไรต่อขอรับ”
หนึ่งในมือสังหารหย่งชางเอ่ยถามคนหน้าบากเพราะแผนจัดการหงเฟิ่งเรียบร้อยแล้ว ยืนยันได้ว่ากลุ่มคนที่หนีมาจากฐานลับในหุบเขาเยว่เทียน ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตอย่างแน่นอน
“ตรวจดูให้แน่ใจ อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”
“ขอรับ”
ศิษย์ที่สั่งสอนมากับมือรับคำแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ส่วนเขามุ่งหน้าไปที่แห่งหนึ่งในวังหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์
ตำหนักอวี้เหยา
“หงเฟิ่งล้มแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายหน้าบากรายงานด้วยน้ำเสียงที่ดูสนุกสนานและตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อได้เห็นว่าเงาเคียงบัลลังก์ตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีก่อนถูกกำจัดอย่างง่ายดาย
“ดี” อีกฝ่ายยิ้มมุมปากเพราะแผนสำเร็จไปหนึ่งขั้น เมื่อใดกำจัดเงาที่มีอยู่แต่เดิมได้แล้ว หย่งชางจะกลายเป็นเงาขึ้นมาแทนที่ ไม่ว่าจะชักนำคนผู้นั้นอย่างไรก็ยิ่งง่ายกว่าเดิม
“ฝ่าบาทจะทรงยอมรับหย่งชางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เขาถามคนตรงหน้าด้วยความสงสัยเพราะเดิมทีหงเฟิ่งเป็นองค์กรที่รับใช้เชื้อพระวงศ์สกุลเถียนมาเนิ่นนาน
“เสด็จพี่จะทำอันใดได้”
เถียนซีเย่ พระอนุชาของฮ่องเต้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพราะรู้ว่าพี่ชายไม่มีทางเลือกอื่นใด และอย่างน้อยหย่งชางก็เป็นมือสังหารที่สืบทอดจากฝั่งมารดา นับว่าเชื่อใจได้มากกว่าผู้ใดในเวลานี้
“เช่นนั้นเถียนอ๋องจะเป็นอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อู๋เซี่ยเหวิน” บุรุษสูงศักดิ์เอ่ยเรียกนามคนตรงหน้า “รุ่งสางคงได้ยินคำสั่งประหารจากเสด็จพี่กระมัง” เถียนซีเย่ยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับรู้ทุกอย่างล่วงหน้า ไม่เกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้นแล้วคิดดำเนินการแผนต่อไป
เช้าวันต่อมา
คำสั่งประหารเถียนอ๋องเป็นอันรู้โดยทั่วกัน ผู้คนในวังหลวงต่างกระซิบกระซาบด้วยความสงสัย
“เหตุใดเถียนอ๋องต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า พำนักอยู่ที่นอกวังหลวงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ” นางกำนัลพูดกับคนข้างกาย ไม่เข้าใจเหตุผลที่พระโอรสองค์โตของอดีตฮ่องเต้ก่อกบฏเลยแม้แต่น้อย
“นั่นสิ” หญิงสาวอีกคนถอนหายใจเพราะคนวงในเล่ากันว่าอดีตฮ่องเต้รักและหวงแหนเถียนอ๋องมากที่สุดจึงไม่อยากให้พัวพันเรื่องราวในวังหลวง กลัวว่าวันหนึ่งจะถูกลอบสังหารแต่วันนี้เขากลับเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
“ท่านอ๋องทรงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ครองบัลลังก์กระมัง” หญิงสาวอีกคนครุ่นคิดว่านั่นอาจเป็นสาเหตุ “หรือว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังกันนะ”
“ใครกัน” เพื่อนอีกสองคนอยากรู้ไม่แพ้กัน “แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้ว หงเฟิ่งก็ถูกกำจัดด้วยไม่ใช่หรือ เช่นนั้น... ผู้ใดจะกลายเป็นเงาให้ฝ่าบาทเล่า”
“หย่งชางอย่างไรล่ะ”
“…” คนที่เหลือมองหน้ากันไม่อยากคาดเดาแต่ก็พูดออกมา “เจ้าคิดว่าหย่งชางกำจัดหงเฟิ่งอย่างนั้นหรือ”
“อย่าเสียงดังไป อันตราย” พวกนางรู้ดีว่าคนเหล่านั้นเหี้ยมโหดไม่แพ้ผู้ใดจึงต่างคนต่างเงียบปากไม่พูดถึงสิ่งที่จะเป็นภัยต่อตัวเองแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกฟากหนึ่งไม่ไกลจากที่ที่นางกำนัลยืนอยู่ สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของเหรินไทเฮากำลังจับจ้องไปที่พระโอรสองค์เล็ก คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด
เถียนซีเย่หันมามองพระมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่มีปิดบังจนทำให้อีกฝ่ายหน้าซีดเซียวด้วยความกลัวพระโอรสของตัวเองในทันใด
“ปีศาจ” นางพึมพำ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาและรู้สึกเสียใจมากเหลือเกินที่คลอดคนประหลาดวิปริตเช่นนั้นออกมา
หากแต่เถียนซีเย่รับรู้ได้ว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดมองว่าเขาเป็นคนผู้หนึ่งที่มีความรู้สึกรัก เกลียดและเจ็บปวดยามถูกผลักไสจึงไม่แยแสสิ่งใดเช่นกัน พลางทำมือนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่พระมารดาให้ปิดปากตัวเองเอาไว้ให้ดี
หลายวันต่อมาซือหยางจัดการสะสางงานที่คั่งค้างไว้จนเสร็จสิ้นจึงฝากฝังเรื่องที่เหลือกับสวีซือหมิงและเถียนลู่คง ขอให้พวกเขาช่วยกันดูแลวังหลวงแห่งนี้เป็นการชั่วคราว อ้างว่าช่วงนี้ทำแต่งานหลวงจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาแม้อยากเดินทางไปหมู่บ้านชิวหรงกับลู่ฟางเซียนเพียงลำพังมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อาจหลบพ้นจากสายตาของหงเฟิ่ง หลิวกวางและองครักษ์ไท่หยางที่คอยอารักขาพวกเขาได้เลยแต่กระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าคนทั้งคู่ต้องการสิ่งใดจึงคอยวางกำลังอารักขาอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จะทำได้“เจ้าเคยนั่งพิงใต้ต้นไม้ตรงโน้นเพราะหมดแรงด้วย” ลู่ฟางเซียนชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือ “พอข้าเดินหนีเจ้าก็ตะโกนเรียกเสียงดัง”“เหตุใดจึงจำแต่เรื่องน่าอายของข้าเล่า” ซือหยางทำหน้ามุ่ย รู้แล้วว่าในอดีตที่เคยความจำเสื่อมทำตัวไม่ดีสักเท่าใด พลางยื่นมือให้นางจับแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าค่อย ๆ เดินจะได้ไม่ลื่นล้ม”ไม่ว่าจะเดินไปทางใด ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นึกถึงคราใดก็อดหัวเราะขบขันไม่ได้เพราะใครเล่าจะรู้ว่าวันห
สามเดือนต่อมาบรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงแคว้นคุนหลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาผู้ปกครองบัลลังก์โดยมิได้นัดหมาย หากแต่ราชทูตแคว้นม่านเหลียนยังคงทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนเป็นอย่างดีสวีซือหมิงรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วอดกลั้นขำไม่ได้ขณะที่เหลียงซิ่วหรานกลายเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ถอนหายใจเล็กน้อย รู้ว่าเหตุใดซือหยางจึงแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่แขกผู้มาเยือน“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมเดินทางมาที่หนิงหวงครานี้เพื่อสานไมตรีกับราชวงศ์สกุลสวี” บุรุษผู้มีดวงตาสีแดงโกเมนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความกดดันให้อีกฝ่ายรับข้อเสนอ“…” ดวงตาสองสีเย็นชา สีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะติดอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกินกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ในใจนึกถึงใบหน้าฮองเฮาผู้เป็นที่รัก พยายามประคองสติตนเองเอาไว้ให้มั่นเพราะกลัวว่าโวยวายเอาแต่ใจจะถูกนางเรียกไปตักเตือน“องค์หญิงซือคงเซียนเอ๋อร์เป็นถึงพระธิดาอง
ยามซวีมาถึงท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีดาวสองดวงเคียงข้างกันเหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสบอกไม่มีผิดเพี้ยน สายลมเย็นพัดแผ่วเบาผ่านหน้าต่างตำหนักโอ่อ่าแห่งนี้ กลิ่นเทียนหอมจาง ๆ ลอยทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกภวังค์ฝันดีดวงตาสองสีมองหญิงสาวในชุดบางเบา ยิ้มมุมปากพึงพอใจที่ช่วงเวลาของการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที ห้าปีหลังจากแต่งงานช่างเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน เกือบพลัดพรากกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายโชคชะตาหวนพัดให้พวกเขาได้กลับมาพบกันนับเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนักหญิงสาวอันเป็นที่รักเยื้องกรายเดินเข้ามาหาด้วยความเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อยามถูกจ้องไม่วางตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่มีความสงสัยอยู่หนึ่งอย่างที่ค้างคาใจจึงหยุดยืนนิ่งงันชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นสบประสานสายตาคนตรงหน้าซือหยางหรี่ตาเล็กน้อยอยากรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือต้องการถ่วงเวลาแกล้งให้เขาอดใจไม่ไหว“ไม่ดีเลย… ข้ารอมาห้าปีแล้วยังใจร้ายกับข้าอีกหรือ” เขาไม่รอให้นางเดินมาหาถึงเตียงนอน แต่เป็นฝ่ายอุ้มร่างบางมาแทน ค่อย ๆ วางลงอย่างอ่อนโยนแล้วหอมแก้มเหมือนอย่างเคย
สามปีต่อมาภัยอันตรายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ฮองเฮาแห่งคุนหลันแม้เพียงคืบ นับเป็นผลจากการที่ซือหยางร่วมมือกับหลิวกวางวางกองกำลังทั่วแผ่นดิน คอยจับตามองทุกพื้นที่ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเถียนลู่คงได้รับหน้าที่ดูแลวังหลวงเป็นการชั่วคราวร่วมกับสวีซือหมิงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยงาน แต่ละวันภาวนาให้พี่เขยกลับมาเร็วไวเพื่อที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ให้สมกับลำบากตรากตรำมาหลายปีร่างกายที่เคยต้องพิษหายดีเป็นปลิดทิ้งเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเจียงจื่อซวนที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนัก ชื่อเสียงบารมีกว้างไกลจนถึงขั้นมีทุนเปิดร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงและสร้างโรงหมอเพื่อคนอนาถาทั่วแคว้นคุนหลันเขตชายแดนทางตอนเหนือมีกองทัพเมืองฮุ่ยผิงของแม่ทัพหานหลี่ต้านทานผู้บุกรุกจากแคว้นม่านเหลียน ต่อให้เมืองเหอผิงและอวี่โจวถูกฝ่ายฉินหมิงยึดไปแล้วก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งใด ๆในเมื่อฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่อยากเห็นสองแคว้นรบราฆ่าฟันจนชาวเมืองเดือดร้อน สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจึงตกลงร่วมกันปกครองสองเมือง
กลิ่นหอมของต้นหญ้าลอยมาพร้อมสายลมเย็นสบายยามสายของวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบจนรู้สึกอยากหลับฝันให้เนิ่นนานมากกว่านี้หากแต่ซือหยางจำได้ว่าเขาไม่ควรนอนเอ้อระเหยแล้วตื่นเสียทีจึงค่อย ๆ ลืมตา ภาพตรงหน้าเลือนรางแต่ยังพอมองออกได้ว่าตัวเองกำลังเห็นสิ่ง
เวลานั้น ซือหยางมีเป้าหมายหนึ่งเดียวเพื่อไปให้ถึงคนในดวงใจ นางจะยังอยู่หรือไม่เอาไว้เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญหน้าในคราวหลัง พลันเรียกสติตัวเองกลับมาแล้วปะทะกับหย่งชางระดับสูงไม่มีปรานีกระบี่เงินคู่กายฟาดฟันเต็มแรงเสียจนอีกฝ่ายเซไปข้างหนึ่ง ไอสังหารแผ่กระจายข่ม
ช่วงสายวันต่อมาพี่ใหญ่ต้วนแห่งหลิวกวางหน่วยสามสั่งลูกน้องบุกวังหลวงแคว้นคุนหลันในคราวเดียว จัดการหย่งชางที่จับเหรินไทเฮาและขุนนางเป็นตัวประกันเสียงอาวุธปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เลือดแดงฉานสาดกระเซ็นเหมือนคราที่หย่งชางบุกช่วยเถียนซีเย่หลบหนีจากคุกใ
ช่วงเวลานั้น ลู่ฟางเซียนไม่รู้จะทำอย่างไรจนน้ำตารื้นคุกเข่าตรงหน้าเสิ่นเว่ยหมิง ทั้ง ๆ ที่เขาจะเอาตัวรอดไปคนเดียวก็ได้แต่กลับไม่ยอมปล่อยนางไว้เพียงลำพัง“ข้าควรทำอย่างไรดีหรือ…” ร่างบางร้องไห้สะอื้นและชายหนุ่มก็รู้ดีว่าวันนี้ต้องมาถึง เหลือบมองหรูอี้แวบหนึ่ง











