تسجيل الدخولดวงความโชคดีของข้าถูกใช้หมดไปแล้วหรืออย่างไรจึงได้มาเกิดใหม่ในร่างของนายหญิงที่แม้แต่คนที่ถูกเรียกว่าปีศาจอย่างเขายังเกลียดชังและต้องพบจุดจบน่าอนาถ ข้าจะเอาตัวรอดจากเขาอย่างไรดี... คำเตือนเนื้อหาเรื่องความรุนแรง การทำร้ายร่างกายและความคิดบิดเบี้ยวของตัวละคร เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เล่มแรก Slow Burn พระเอกร้ายแต่ยังพอน่ารักอยู่บ้างเพราะเป็นวัยเด็ก
عرض المزيدหงเฟิ่ง องค์กรมือสังหารที่ดำรงตำแหน่งเงาอยู่เบื้องหลังการปกป้องและรับใช้ฮ่องเต้แคว้นคุนหลันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความจงรักภักดีได้ถูกใส่ร้ายว่าร่วมมือกับเถียนอ๋องก่อกบฏ
แม้ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาแต่เวลานี้ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้เพราะโดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดเพื่อกลับมากอบกู้ชื่อเสียงอีกครั้ง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหงเฟิ่งสามารถแตกพ่ายไร้หนทางสู้ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วข้ามคืน ซ้ำยังถูกมือสังหารบุกเข้ามาถึงฐานลับที่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคน
พวกเขาเร่งฝีเท้าไปตามถนนสายเล็กคดเคี้ยว พื้นดินส่วนใหญ่เป็นหินก้อนเล็กแหลมคมขรุขระจนยากต่อการหลบหนี ยิ่งอยู่ในป่าทึบท่ามกลางคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายจะขาดสะบั้นทันที
ฉึก!
ศรธนูลอยลิ่วปักเข้าที่กลางหลังชายผู้หนึ่งที่วิ่งมาด้วยจนล้มลง หากแต่เขาไม่แยแสรีบยันตัวลุกขึ้นแล้วยิงธนูสวนกลับไปหาฝ่ายศัตรูอย่างแม่นยำในพริบตา
“เร็วเข้า!” ชายคนนั้นตะโกนบอกพวกที่เหลือ หวังว่าทางข้างหน้าจะมีที่ซ่อนหรือตั้งหลักเพื่อรับมือ ก่อนหันไปหาหัวหน้าหงเฟิ่งแล้วยิ้มมุมปากเพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายกำลังผิดแปลกไป “ธนูอาบยาพิษขอรับ”
“ไปกับข้า” สวีจวินฉือไม่ยอมทิ้งลูกน้องผู้ภักดีของตนเอาไว้แต่อีกฝ่ายเอ่ยปากขอร้องแล้วมองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างเขา
“รีบไปขอรับ ข้าจะถ่วงเวลาให้นานที่สุด”
เจ้าตัวไม่นึกเสียดายชีวิตและยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้คนในองค์กรของตนเองรอดชีวิตมากที่สุดเพราะหวังว่าอย่างน้อยต้องมีสักคน ลากคอผู้อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้
“ท่านอา…” เด็กชายเก้าขวบเอ่ยเรียกคนตรงหน้าด้วยความสนิทสนม สายตากระวนกระวายเมื่อเห็นเขาไอจนเลือดสีดำเปรอะเปื้อนมุมปาก
“สวีอันอวี่ เสียดายที่ข้าไม่มีโอกาสได้เห็นเจ้าเติบโต” เขาเอื้อมมือลูบศีรษะเด็กน้อยที่รักเหมือนลูก “ต้องรอด เข้าใจหรือไม่”
เวลานั้น หนึ่งในหงเฟิ่งที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้เริ่มรู้สึกตัวว่าวิ่งหนีต่อไปไม่ไหวแล้วจึงเสียสละตนเองเป็นฝ่ายยื้อเวลาให้คนที่เหลือ คอยอยู่กับคู่หูข้างกายจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ
ดวงตาของหัวหน้าหงเฟิ่งมีแววอาลัยอาวรณ์ฉายชัด ไม่นึกเลยว่าวันเหล่านี้จะมาถึง องค์กรมือสังหารที่เคยยิ่งใหญ่โดนมือที่มองไม่เห็นไล่กวาดล้างราวกับไม่ต้องการปล่อยให้ผู้ใดรอดชีวิต
ไม่ทันได้ลังเลใจไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าที่น่าเกรงขามเริ่มเข้ามาใกล้ทุกขณะ คนที่ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อจึงเข้าซ่อนในพุ่มไม้ใหญ่ ขณะที่คนอื่น ๆ วิ่งไปตามทางข้างหน้าด้วยใจที่เคียดแค้นและต้องการสืบหาความจริง
ทว่า พ้นจากแนวป่าเพียงหนึ่งอึดใจกลับเห็นชายชุดดำอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่งเข้าขวาง พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปะทะ ล้มศัตรูให้ได้มากที่สุดแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร คนที่จำนวนน้อยกว่าก็ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้เลย
“อันอวี่ เจ้าหนีไป” บิดาร้อนรนใจรีบตะโกนบอกบุตรชาย คิดแค่ว่าเวลานี้ต้องปกป้องสายเลือดของตัวเองให้ได้ และอีกใจหนึ่งก็ไม่รู้เลยว่าบุตรชายคนโต ฮูหยินและคนอื่น ๆ ในหงเฟิ่งเป็นตายร้ายดีอย่างไร “จำที่พ่อบอกได้หรือไม่”
เด็กน้อยพยักหน้า ตัวสั่นเทาเพราะกลัวว่าบิดาจะพ่ายแพ้ต่อคนพวกนั้น แววตาสั่นระริก กระวนกระวาย แทบก้าวขาไม่ออกด้วยซ้ำ
“ไป!”
“ท่านพ่อ!” สายตาลังเลมองไปรอบตัวจึงได้เห็นว่าคนที่รู้จักกำลังถูกศัตรูรุมล้อมไม่แพ้กับบิดาของตน วันนี้เจอเรื่องสูญเสียมามากพอแล้ว เขาไม่อยากเสียใครไปอีก “ท่านพ่อ ไปกับข้าเถอะขอรับ”
“ไม่ได้” สวีจวินฉือส่ายหน้า มือข้างขวากำดาบไว้แน่น ตวัดยั้งคมอาวุธที่ฟาดฟันลงมา ปกป้องลูกชายคนเล็กของตัวเองด้วยกำลังทั้งหมด “หนีไป นี่คือคำสั่ง!”
น้ำตาไหลอาบแก้มสวีอันอวี่ ความกลัวฝังอยู่ในใจราวกับรู้ว่าผ่านพ้นคืนนี้ไปแล้วจะไม่ได้เห็นหน้าบิดาอีก แต่คนตรงหน้ากลับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ปลอบประโลมเหมือนให้ความหวังว่าบิดาของเขาเป็นถึงผู้นำหงเฟิ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมาหาครอบครัวได้อย่างแน่นอน
เด็กน้อยพยักหน้าเบา ๆ แล้ววิ่งลัดเข้าไปในทุ่งหญ้าสูงท่วมศีรษะ จังหวะพุ่งตัวไปข้างหน้าได้ไม่ไกลจากจุดที่บิดาอยู่กลับสัมผัสได้ถึงไอสังหารรุนแรงจากศัตรูโดยเฉพาะชายที่มีรอยบากตรงปากเป็นทางยาว
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหันขวับมองไปยังเบื้องหลังภายในพริบตาจึงได้เห็นว่าฝ่ายไล่ล่าทวีจำนวนมากขึ้น พวกมันพุ่งเป้าไปยังคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
สวีอันอวี่หวั่นเกรงไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด ไม่อยากรับรู้สิ่งใดแต่ศีรษะกำลังหันไปมอง ไล่ตามเงามืดโดยไม่รู้ตัว
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
มีดเงินแวววาวของชายหน้าบากทิ่มแทงจุดสำคัญบนร่างของบิดาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนทรุดเข่าต่อหน้าศัตรู เลือดแดงฉานไหลอาบร่างพอ ๆ กับน้ำตาบุตรชายที่ร่วงหล่นเพราะไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้เลย
นอกเหนือจากนั้น หงเฟิ่งที่เหลือยังต้านแรงฝ่ายตรงข้ามไม่ไหวเพราะพิษจากคมอาวุธแล่นเข้าสู่กระแสเลือด ถูกปลิดชีวิตจนเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจไปตาม ๆ กัน
“หย่งชาง” สวีจวินฉือจำได้ว่าชายที่มีรอยบากตรงปากเป็นมือสังหารของใคร พลันสับสนไปหมดว่าเหตุใดคนของไทเฮาจึงคิดกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก
“วันนี้เจ้าพ่ายแพ้แก่ข้าจนได้” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยไม่แยแส ยิ่งเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงบุตรชายที่วิ่งหายลับไปในพงหญ้าจึงอดเย้าแหย่เพราะกระหายในความสิ้นหวังของเขาไม่ได้ “ข้าจะส่งพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกันแน่นอน”
ครั้นได้ยินเช่นนั้นจึงตะโกนเรียกสติบุตรชาย “อันอวี่ หนีไป!” แล้วคว้าอาวุธข้างกาย ยืนหยัดสู้กับศัตรูอีกครั้ง
กระนั้น เรี่ยวแรงและกำลังที่มีหายไปจนสิ้น อาการบาดเจ็บแผ่ซ่านไปทุกอณูของร่างกายจนแทบขยับตัวไม่ได้ ลมหายใจขาดห้วง จนท้ายที่สุด อาวุธในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างหนาเอนล้มจบชีวิตในทันที
“ท่านพ่อ!!!”
เขาเผลอร้องลั่นทั้ง ๆ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ ไม่ทันได้ก้าวขาทำสิ่งใดจึงถูกศรธนูพุ่งเฉียดแขนไป เด็กชายกัดฟันจำคำสั่งเสียของบิดาได้ เวลานี้เหลือเพียงเขาเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ล้างมลทินให้หงเฟิ่ง หนทางเดียวคือต้องรอดจึงลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิตโดยมีมือสังหารตามมาติด ๆ
หย่งชางที่เหลือคิดกำจัดบุตรชายหัวหน้าหงเฟิ่งตามคำสั่งของชายหน้าบากผู้เป็นหัวหน้ามือสังหาร พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ฝีเท้ากระทบพื้นดังกระหึ่มลั่นสร้างความหวาดหวั่นให้เด็กน้อยเป็นอย่างยิ่ง
สวีอันอวี่เร่งฝีเท้าไปข้างหน้า หอบหายใจ ก้าวเท้าไปโดยไม่รู้เลยว่าอีกเพียงสิบก้าวคือเหวลึกที่รอดูดกลืนวิญญาณของเขา
“!!!”
ดวงตาสั่นระริกมองไปเบื้องล่าง ปลายเท้าสัมผัสได้ว่าดินร่วนลื่นไถลลงไปได้โดยง่ายจึงถอยกลับทันควัน ถอนหายใจเฮือกใหญ่คิดวิ่งไปทางอื่นแต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะหย่งชางไล่ตามมา เมื่อเห็นว่าเป้าหมายสุดท้ายในค่ำคืนนี้ไร้หนทางหนีจึงไม่รอช้ารีบขว้างมีดคู่ประจำกายหมายปลิดลมหายใจ
เด็กน้อยเคยฝึกวิชาพื้นฐานของตระกูลมาบ้างจึงเอี้ยวตัวหลบได้ทัน หากแต่ทางตรงนั้นทั้งมืดและคับแคบ ใจจดจ่อกับการหลบอาวุธจึงพลั้งพลาดเหยียบอากาศว่างเปล่าเสียการทรงตัวร่วงหล่นสู่ก้นเหวไปโดยปริยาย
คนพวกนั้นเข้ามาดูใกล้ ๆ คาดคะเนความสูงและพื้นที่โดยรอบแล้วยิ้มมุมปากเพราะรู้ว่าไม่มีผู้ใดรอดจากเหวนรกแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนจึงรีบวิ่งกลับไปยังจุดเดิมที่เพิ่งกำจัดหงเฟิ่ง
“อาจารย์ ทำอย่างไรต่อขอรับ”
หนึ่งในมือสังหารหย่งชางเอ่ยถามคนหน้าบากเพราะแผนจัดการหงเฟิ่งเรียบร้อยแล้ว ยืนยันได้ว่ากลุ่มคนที่หนีมาจากฐานลับในหุบเขาเยว่เทียน ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตอย่างแน่นอน
“ตรวจดูให้แน่ใจ อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”
“ขอรับ”
ศิษย์ที่สั่งสอนมากับมือรับคำแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ส่วนเขามุ่งหน้าไปที่แห่งหนึ่งในวังหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์
ตำหนักอวี้เหยา
“หงเฟิ่งล้มแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายหน้าบากรายงานด้วยน้ำเสียงที่ดูสนุกสนานและตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อได้เห็นว่าเงาเคียงบัลลังก์ตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีก่อนถูกกำจัดอย่างง่ายดาย
“ดี” อีกฝ่ายยิ้มมุมปากเพราะแผนสำเร็จไปหนึ่งขั้น เมื่อใดกำจัดเงาที่มีอยู่แต่เดิมได้แล้ว หย่งชางจะกลายเป็นเงาขึ้นมาแทนที่ ไม่ว่าจะชักนำคนผู้นั้นอย่างไรก็ยิ่งง่ายกว่าเดิม
“ฝ่าบาทจะทรงยอมรับหย่งชางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เขาถามคนตรงหน้าด้วยความสงสัยเพราะเดิมทีหงเฟิ่งเป็นองค์กรที่รับใช้เชื้อพระวงศ์สกุลเถียนมาเนิ่นนาน
“เสด็จพี่จะทำอันใดได้”
เถียนซีเย่ พระอนุชาของฮ่องเต้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพราะรู้ว่าพี่ชายไม่มีทางเลือกอื่นใด และอย่างน้อยหย่งชางก็เป็นมือสังหารที่สืบทอดจากฝั่งมารดา นับว่าเชื่อใจได้มากกว่าผู้ใดในเวลานี้
“เช่นนั้นเถียนอ๋องจะเป็นอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อู๋เซี่ยเหวิน” บุรุษสูงศักดิ์เอ่ยเรียกนามคนตรงหน้า “รุ่งสางคงได้ยินคำสั่งประหารจากเสด็จพี่กระมัง” เถียนซีเย่ยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับรู้ทุกอย่างล่วงหน้า ไม่เกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้นแล้วคิดดำเนินการแผนต่อไป
เช้าวันต่อมา
คำสั่งประหารเถียนอ๋องเป็นอันรู้โดยทั่วกัน ผู้คนในวังหลวงต่างกระซิบกระซาบด้วยความสงสัย
“เหตุใดเถียนอ๋องต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า พำนักอยู่ที่นอกวังหลวงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ” นางกำนัลพูดกับคนข้างกาย ไม่เข้าใจเหตุผลที่พระโอรสองค์โตของอดีตฮ่องเต้ก่อกบฏเลยแม้แต่น้อย
“นั่นสิ” หญิงสาวอีกคนถอนหายใจเพราะคนวงในเล่ากันว่าอดีตฮ่องเต้รักและหวงแหนเถียนอ๋องมากที่สุดจึงไม่อยากให้พัวพันเรื่องราวในวังหลวง กลัวว่าวันหนึ่งจะถูกลอบสังหารแต่วันนี้เขากลับเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
“ท่านอ๋องทรงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ครองบัลลังก์กระมัง” หญิงสาวอีกคนครุ่นคิดว่านั่นอาจเป็นสาเหตุ “หรือว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังกันนะ”
“ใครกัน” เพื่อนอีกสองคนอยากรู้ไม่แพ้กัน “แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้ว หงเฟิ่งก็ถูกกำจัดด้วยไม่ใช่หรือ เช่นนั้น... ผู้ใดจะกลายเป็นเงาให้ฝ่าบาทเล่า”
“หย่งชางอย่างไรล่ะ”
“…” คนที่เหลือมองหน้ากันไม่อยากคาดเดาแต่ก็พูดออกมา “เจ้าคิดว่าหย่งชางกำจัดหงเฟิ่งอย่างนั้นหรือ”
“อย่าเสียงดังไป อันตราย” พวกนางรู้ดีว่าคนเหล่านั้นเหี้ยมโหดไม่แพ้ผู้ใดจึงต่างคนต่างเงียบปากไม่พูดถึงสิ่งที่จะเป็นภัยต่อตัวเองแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกฟากหนึ่งไม่ไกลจากที่ที่นางกำนัลยืนอยู่ สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของเหรินไทเฮากำลังจับจ้องไปที่พระโอรสองค์เล็ก คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด
เถียนซีเย่หันมามองพระมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่มีปิดบังจนทำให้อีกฝ่ายหน้าซีดเซียวด้วยความกลัวพระโอรสของตัวเองในทันใด
“ปีศาจ” นางพึมพำ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาและรู้สึกเสียใจมากเหลือเกินที่คลอดคนประหลาดวิปริตเช่นนั้นออกมา
หากแต่เถียนซีเย่รับรู้ได้ว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดมองว่าเขาเป็นคนผู้หนึ่งที่มีความรู้สึกรัก เกลียดและเจ็บปวดยามถูกผลักไสจึงไม่แยแสสิ่งใดเช่นกัน พลางทำมือนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่พระมารดาให้ปิดปากตัวเองเอาไว้ให้ดี
ครั้นลู่ฟางเซียนได้สติก็รีบไปดูอาการหลิวฮวาเหลียน สงสารที่นางต้องตกอยู่ในชะตาเดียวกันกับตัวเองเพราะฝีมือของหลี่หยางอินเจียงจื่อซวนตรวจอาการของบุตรสาว สีหน้ายังคงตื่นตระหนกเพราะไม่คิดว่านางจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ขณะที่หลิวอิงลู่กับเจียงเมิ่งฉียืนนิ่งตะลึงงันราวกับสติมลายหายไปท่านหมอถอนหายใจเฮือกใหญ่รีบรักษาบาดแผลเป็นการด่วน ส่วนคนร้ายอย่างหลี่หยางอินถูกสวีซือหมิงซ้อมจนสลบคามือรอไต่สวนทันทีที่ฟื้นซือหยางมองหลี่หยางอินราวกับวางแผนจัดการคนที่สร้างบาดแผลให้ลู่ฟางเซียน แม้ไม่รู้ว่าเขาทำอันใดกับนางไว้บ้างเพราะอีกฝ่ายไม่เคยเล่าให้ฟังแต่ในใจก็นึกโกรธขึ้นมา คิดไปต่าง ๆ นานาว่าจะเหมือนอย่างที่เขาทำกับหลิวฮวาเหลียนหรือไม่หากเป็นอย่างที่คิดก็จะเอามีดแทงคนผู้นั้นเป็นพันเป็นหมื่นครั้งให้สาสมกับที่ทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของลู่ฟางเซียนผ่านไปห้าวันแล้ว หลิวฮวาเหลียนยังไม่ฟื้นเพราะบาดแผลสาหัสนัก ทุกคนผลัดกันมาเฝ้าไม่ว่างเว้น หวังให้นางฟื้นในเร็ววันหลิวอิงลู่เห็นท่าทีหวาดกลัวของลู่ฟางเซียนจึงอยากรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกับนางหรือไม่
วันต่อมาซือหยางยังคงตัวติดกับลู่ฟางเซียนเหมือนเป็นเงา ไม่ว่านางจะขยับไปทางไหน เดินไปที่ใดย่อมเห็นชายร่างสูงใหญ่ หนวดเครารกรุงรังยืนอยู่ข้างกายสีหน้าบอกบุญไม่รับทำเอาใครหลายคนไม่กล้าเข้าใกล้ เวลาเดินอยู่ในตลาดทุกคนก็พร้อมใจกันหลีกทางให้เป็นวงกว้าง “เจ้าอยากกินแกงจืดสาหร่ายกระดูกหมูหรือไม่” ลู่ฟางเซียนรู้ว่าเป็นของโปรดของเขา เมื่อก่อนแค่ได้ยินว่านางจะทำให้ทาน ดวงตาสองสีเป็นประกายลุกวาว น้ำลายสอแต่ยามนี้ไม่อยากอาหารเสียอย่างนั้น“ข้าป้อน…” เสียงหวานยังเอ่ยไม่จบดี“กิน… ข้าหิวแล้ว” เจ้าตัวตอบทันควัน ไม่รอช้าโอบเอวบางเดินเข้าไปในร้าน “ข้ากินสองชามได้หรือไม่”“เฮ้อ…” หญิงสาวเห็นสีหน้าเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่าทีเปลี่ยนไปจากไม่กี่วันก่อนมากเพียงนี้ แต่พอชายหนุ่มได้ยินเสียงถอนหายใจกลับเข้าใจผิด“ข้ากินแค่ชามเดียวก็ได้”“แค่ชามเดียวจะไปอิ่มได้อย่างไร” นางพูดจบก็สั่งแกงจืดมาสามชามพร้อมข้าวร้อน ๆ สองถ้วยเพราะคนตรงหน้าชอบกินกับมากกว่าข้าวในใจไม่ได้คิดจะป้อนคนตัวโตอย่างที่พูด แต่กลับกลา
หลังจากนั้น สองพี่น้อง ลู่ฟางเซียน รวมถึงครอบครัวของหมอเจียงก็เข้าไปพูดคุยกันอย่างลับ ๆ ในห้อง คนที่รู้เรื่องราวดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสวีซือหมิง เขาจึงเป็นฝ่ายเล่าความหลังเพื่อให้คนที่เหลือปะติดปะต่อเรื่องราวได้เมื่อสิบปีก่อน หวังอวี่หลินพาสวีซือหมิงไปเยี่ยมเยียนสหายที่ต่างเมือง โดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าชะตาชีวิตของตัวเองกำลังพลิกผันถูกหย่งชางตามล่าจนเกือบเอาตัวไม่รอดเคราะห์ยังดีที่ได้พบเจียงจื่อซวนกับหลิวอิงลู่ผ่านมาแถวนั้นพอดีจึงช่วยเอาไว้โดยซ่อนในรถม้าหย่งชางที่แสร้งว่าเป็นทหารตรวจการไม่ตกหลุมพรางเพราะได้รับคำสั่งให้สังหารหงเฟิ่งทุกคน ไม่เว้นกระทั่งเด็กและสตรีจึงชักดาบออกมาคิดเสือกแทงร่างที่อาการบาดเจ็บสาหัสให้ตายในทันทีเจียงจื่อซวนห้ามเอาไว้ก่อนโดยอ้างว่าพวกเขาติดโรคระบาดจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้หลันซี เวลานี้ใครเข้าใกล้เกินหนึ่งก้าวล้วนแล้วแต่เสี่ยงติดโรคอย่างแน่นอน พลันแกล้งกระแอมไอออกมาเป็นเลือด ย้ำเตือนให้หย่งชางได้รู้ว่าตัวเขาเองก็อาจจะไม่รอดเช่นเดียวกัน พลางไล่ให้คนพวกนั้นให้รีบไปหาสมุนไพรตัวหนึ่งมากินก่อนจะสายเกินไป
ลู่ฟางเซียนยังคงไม่รับรู้สิ่งใด นางมุ่งมั่นจะออกไปจากห้องนี้ให้ได้ หากแต่คนข้างกายโอบร่างบางเอาไว้แน่นเสียจนไม่อาจขยับเพียงหนึ่งคืบขณะที่อีกคนเพิ่งรู้สึกตัวว่านางตัดสินใจบางอย่างไปแล้ว จึงว้าวุ่นใจพลางคิดว่าใบหน้านี้... เถียนเหม่ยหลินหากคนที่อยู่ข้างในนั้นเป็นลู่ฟางเซียนหากเขาปล่อยนางไปเพราะเกลียดเถียนเหม่ยหลินหากไม่ได้เจอนางอีกแล้ว…สิ่งใดจะทรมานใจตัวเองมากกว่ากันกระนั้น คำตอบย่อมประจักษ์แจ้งว่าถ้าต้องพรากจากคนในอ้อมกอด… ห่างจากลู่ฟางเซียนของเขา ย่อมทรมานยิ่งกว่าและหากเขายังคงยึดติดกับภาพในอดีตที่หลอกหลอน อาจทำให้เสียนางไปตลอดกาลแม้เวลานี้ยังไม่มั่นใจว่าคนตรงหน้าใช่ลู่ฟางเซียนหรือไม่ เขาก็อยากจะเชื่อ… ไม่ว่าอย่างไรจะพยายามเชื่อให้ได้หรือหากถูกเถียนเหม่ยหลินเสแสร้งแกล้งว่ารักเขาเหมือนคราก่อน คงต้องยอมให้นางหลอกจริง ๆเขาปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าครานี้ หลงรักตัวตนที่อยู่ตรงหน้า ผู้ที่ตั้งชื่อให้เขาว่า ซือหยาง เสียงพึมพำเอ
หวังอี้หลุนกลับไปยังฐานลับที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเลี่ยงเกอ พวกหย่งชางวุ่นวายและตกอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดจากการโดนบุกรุกถึงถิ่น มิหนำซ้ำนายหญิงยังหายตัวไป สืบเสาะจากผู้ใดไม่ได้เลยอู๋เซี่ยเหวินพุ่งตัวมาหาหวังอี้หลุนทันทีที่พบหน้า โพล่งถามเสียงดัง “เจอนายหญิงห
ชีวิตของพวกเขาสามคนยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่าย หวังอี้ชิงตามติดฟางเหม่ยหลินทุกฝีก้าว แม้ว่าตอนที่อยู่ในจวนสกุลซ่งจะมีหย่งชางคนอื่น ๆ แฝงตัวเข้ามาคุ้มครองนางตามคำสั่งของเถียนซีเย่อยู่แล้วก็ตามส่วนหวังอี้หลุนอาศัยจังหวะที่นายหญิงออกไปข้างนอกจวน รู้ว่าผู้ติดตามเพียง
ฟางเหม่ยหลินมองภาพชุลมุนตรงหน้า พลันเห็นแล้วว่าฝีมือของพวกเขาทั้งสองเก่งกาจไม่แพ้กันแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าไปช่วยเด็กชายคนนั้นอย่างไร อีกทั้งยังสังเกตเห็นว่าทั้งคู่เหมือนรู้จักกัน“เหตุใดท่านพี่จึงเข้ามาขวางข้า” หวังอี้หลุนเอ่ยถามพี่ชายที่ไม่ยอมปล่อยมีดคู
บรรยากาศในจวนสกุลซ่งเหมือนป่าช้าเข้าไปทุกที ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด ใต้เท้าซ่งคิดหนักเพื่อหาทางรอดให้กับครอบครัวของตัวเอง หนีห่างจากความตายที่คืบคลานเข้ามา“องค์ชาย… กระหม่อมไม่กล้าทูลในตอนแรกเพราะคิดว่าองค์หญิงเป็นเพียงหลานสาวนางกำนัล เร











