LOGINดวงความโชคดีของข้าถูกใช้หมดไปแล้วหรืออย่างไรจึงได้มาเกิดใหม่ในร่างของนายหญิงที่แม้แต่คนที่ถูกเรียกว่าปีศาจอย่างเขายังเกลียดชังและต้องพบจุดจบน่าอนาถ ข้าจะเอาตัวรอดจากเขาอย่างไรดี... คำเตือนเนื้อหาเรื่องความรุนแรง การทำร้ายร่างกายและความคิดบิดเบี้ยวของตัวละคร เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เล่มแรก Slow Burn พระเอกร้ายแต่ยังพอน่ารักอยู่บ้างเพราะเป็นวัยเด็ก
View Moreหงเฟิ่ง องค์กรมือสังหารที่ดำรงตำแหน่งเงาอยู่เบื้องหลังการปกป้องและรับใช้ฮ่องเต้แคว้นคุนหลันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความจงรักภักดีได้ถูกใส่ร้ายว่าร่วมมือกับเถียนอ๋องก่อกบฏ
แม้ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาแต่เวลานี้ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้เพราะโดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดเพื่อกลับมากอบกู้ชื่อเสียงอีกครั้ง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหงเฟิ่งสามารถแตกพ่ายไร้หนทางสู้ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วข้ามคืน ซ้ำยังถูกมือสังหารบุกเข้ามาถึงฐานลับที่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคน
พวกเขาเร่งฝีเท้าไปตามถนนสายเล็กคดเคี้ยว พื้นดินส่วนใหญ่เป็นหินก้อนเล็กแหลมคมขรุขระจนยากต่อการหลบหนี ยิ่งอยู่ในป่าทึบท่ามกลางคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายจะขาดสะบั้นทันที
ฉึก!
ศรธนูลอยลิ่วปักเข้าที่กลางหลังชายผู้หนึ่งที่วิ่งมาด้วยจนล้มลง หากแต่เขาไม่แยแสรีบยันตัวลุกขึ้นแล้วยิงธนูสวนกลับไปหาฝ่ายศัตรูอย่างแม่นยำในพริบตา
“เร็วเข้า!” ชายคนนั้นตะโกนบอกพวกที่เหลือ หวังว่าทางข้างหน้าจะมีที่ซ่อนหรือตั้งหลักเพื่อรับมือ ก่อนหันไปหาหัวหน้าหงเฟิ่งแล้วยิ้มมุมปากเพราะสัมผัสได้ว่าร่างกายกำลังผิดแปลกไป “ธนูอาบยาพิษขอรับ”
“ไปกับข้า” สวีจวินฉือไม่ยอมทิ้งลูกน้องผู้ภักดีของตนเอาไว้แต่อีกฝ่ายเอ่ยปากขอร้องแล้วมองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างเขา
“รีบไปขอรับ ข้าจะถ่วงเวลาให้นานที่สุด”
เจ้าตัวไม่นึกเสียดายชีวิตและยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้คนในองค์กรของตนเองรอดชีวิตมากที่สุดเพราะหวังว่าอย่างน้อยต้องมีสักคน ลากคอผู้อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้
“ท่านอา…” เด็กชายเก้าขวบเอ่ยเรียกคนตรงหน้าด้วยความสนิทสนม สายตากระวนกระวายเมื่อเห็นเขาไอจนเลือดสีดำเปรอะเปื้อนมุมปาก
“สวีอันอวี่ เสียดายที่ข้าไม่มีโอกาสได้เห็นเจ้าเติบโต” เขาเอื้อมมือลูบศีรษะเด็กน้อยที่รักเหมือนลูก “ต้องรอด เข้าใจหรือไม่”
เวลานั้น หนึ่งในหงเฟิ่งที่บาดเจ็บจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้เริ่มรู้สึกตัวว่าวิ่งหนีต่อไปไม่ไหวแล้วจึงเสียสละตนเองเป็นฝ่ายยื้อเวลาให้คนที่เหลือ คอยอยู่กับคู่หูข้างกายจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจ
ดวงตาของหัวหน้าหงเฟิ่งมีแววอาลัยอาวรณ์ฉายชัด ไม่นึกเลยว่าวันเหล่านี้จะมาถึง องค์กรมือสังหารที่เคยยิ่งใหญ่โดนมือที่มองไม่เห็นไล่กวาดล้างราวกับไม่ต้องการปล่อยให้ผู้ใดรอดชีวิต
ไม่ทันได้ลังเลใจไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าที่น่าเกรงขามเริ่มเข้ามาใกล้ทุกขณะ คนที่ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อจึงเข้าซ่อนในพุ่มไม้ใหญ่ ขณะที่คนอื่น ๆ วิ่งไปตามทางข้างหน้าด้วยใจที่เคียดแค้นและต้องการสืบหาความจริง
ทว่า พ้นจากแนวป่าเพียงหนึ่งอึดใจกลับเห็นชายชุดดำอาวุธครบมือกลุ่มหนึ่งเข้าขวาง พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปะทะ ล้มศัตรูให้ได้มากที่สุดแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร คนที่จำนวนน้อยกว่าก็ไม่สามารถฝ่าฟันไปได้เลย
“อันอวี่ เจ้าหนีไป” บิดาร้อนรนใจรีบตะโกนบอกบุตรชาย คิดแค่ว่าเวลานี้ต้องปกป้องสายเลือดของตัวเองให้ได้ และอีกใจหนึ่งก็ไม่รู้เลยว่าบุตรชายคนโต ฮูหยินและคนอื่น ๆ ในหงเฟิ่งเป็นตายร้ายดีอย่างไร “จำที่พ่อบอกได้หรือไม่”
เด็กน้อยพยักหน้า ตัวสั่นเทาเพราะกลัวว่าบิดาจะพ่ายแพ้ต่อคนพวกนั้น แววตาสั่นระริก กระวนกระวาย แทบก้าวขาไม่ออกด้วยซ้ำ
“ไป!”
“ท่านพ่อ!” สายตาลังเลมองไปรอบตัวจึงได้เห็นว่าคนที่รู้จักกำลังถูกศัตรูรุมล้อมไม่แพ้กับบิดาของตน วันนี้เจอเรื่องสูญเสียมามากพอแล้ว เขาไม่อยากเสียใครไปอีก “ท่านพ่อ ไปกับข้าเถอะขอรับ”
“ไม่ได้” สวีจวินฉือส่ายหน้า มือข้างขวากำดาบไว้แน่น ตวัดยั้งคมอาวุธที่ฟาดฟันลงมา ปกป้องลูกชายคนเล็กของตัวเองด้วยกำลังทั้งหมด “หนีไป นี่คือคำสั่ง!”
น้ำตาไหลอาบแก้มสวีอันอวี่ ความกลัวฝังอยู่ในใจราวกับรู้ว่าผ่านพ้นคืนนี้ไปแล้วจะไม่ได้เห็นหน้าบิดาอีก แต่คนตรงหน้ากลับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ปลอบประโลมเหมือนให้ความหวังว่าบิดาของเขาเป็นถึงผู้นำหงเฟิ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับมาหาครอบครัวได้อย่างแน่นอน
เด็กน้อยพยักหน้าเบา ๆ แล้ววิ่งลัดเข้าไปในทุ่งหญ้าสูงท่วมศีรษะ จังหวะพุ่งตัวไปข้างหน้าได้ไม่ไกลจากจุดที่บิดาอยู่กลับสัมผัสได้ถึงไอสังหารรุนแรงจากศัตรูโดยเฉพาะชายที่มีรอยบากตรงปากเป็นทางยาว
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหันขวับมองไปยังเบื้องหลังภายในพริบตาจึงได้เห็นว่าฝ่ายไล่ล่าทวีจำนวนมากขึ้น พวกมันพุ่งเป้าไปยังคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล
สวีอันอวี่หวั่นเกรงไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด ไม่อยากรับรู้สิ่งใดแต่ศีรษะกำลังหันไปมอง ไล่ตามเงามืดโดยไม่รู้ตัว
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
มีดเงินแวววาวของชายหน้าบากทิ่มแทงจุดสำคัญบนร่างของบิดาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนทรุดเข่าต่อหน้าศัตรู เลือดแดงฉานไหลอาบร่างพอ ๆ กับน้ำตาบุตรชายที่ร่วงหล่นเพราะไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้เลย
นอกเหนือจากนั้น หงเฟิ่งที่เหลือยังต้านแรงฝ่ายตรงข้ามไม่ไหวเพราะพิษจากคมอาวุธแล่นเข้าสู่กระแสเลือด ถูกปลิดชีวิตจนเหลือแต่ร่างไร้ลมหายใจไปตาม ๆ กัน
“หย่งชาง” สวีจวินฉือจำได้ว่าชายที่มีรอยบากตรงปากเป็นมือสังหารของใคร พลันสับสนไปหมดว่าเหตุใดคนของไทเฮาจึงคิดกำจัดพวกเขาให้สิ้นซาก
“วันนี้เจ้าพ่ายแพ้แก่ข้าจนได้” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยไม่แยแส ยิ่งเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นห่วงบุตรชายที่วิ่งหายลับไปในพงหญ้าจึงอดเย้าแหย่เพราะกระหายในความสิ้นหวังของเขาไม่ได้ “ข้าจะส่งพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกันแน่นอน”
ครั้นได้ยินเช่นนั้นจึงตะโกนเรียกสติบุตรชาย “อันอวี่ หนีไป!” แล้วคว้าอาวุธข้างกาย ยืนหยัดสู้กับศัตรูอีกครั้ง
กระนั้น เรี่ยวแรงและกำลังที่มีหายไปจนสิ้น อาการบาดเจ็บแผ่ซ่านไปทุกอณูของร่างกายจนแทบขยับตัวไม่ได้ ลมหายใจขาดห้วง จนท้ายที่สุด อาวุธในมือร่วงหล่นลงพื้น ร่างหนาเอนล้มจบชีวิตในทันที
“ท่านพ่อ!!!”
เขาเผลอร้องลั่นทั้ง ๆ ที่หลบซ่อนตัวอยู่ ไม่ทันได้ก้าวขาทำสิ่งใดจึงถูกศรธนูพุ่งเฉียดแขนไป เด็กชายกัดฟันจำคำสั่งเสียของบิดาได้ เวลานี้เหลือเพียงเขาเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ล้างมลทินให้หงเฟิ่ง หนทางเดียวคือต้องรอดจึงลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิตโดยมีมือสังหารตามมาติด ๆ
หย่งชางที่เหลือคิดกำจัดบุตรชายหัวหน้าหงเฟิ่งตามคำสั่งของชายหน้าบากผู้เป็นหัวหน้ามือสังหาร พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ฝีเท้ากระทบพื้นดังกระหึ่มลั่นสร้างความหวาดหวั่นให้เด็กน้อยเป็นอย่างยิ่ง
สวีอันอวี่เร่งฝีเท้าไปข้างหน้า หอบหายใจ ก้าวเท้าไปโดยไม่รู้เลยว่าอีกเพียงสิบก้าวคือเหวลึกที่รอดูดกลืนวิญญาณของเขา
“!!!”
ดวงตาสั่นระริกมองไปเบื้องล่าง ปลายเท้าสัมผัสได้ว่าดินร่วนลื่นไถลลงไปได้โดยง่ายจึงถอยกลับทันควัน ถอนหายใจเฮือกใหญ่คิดวิ่งไปทางอื่นแต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะหย่งชางไล่ตามมา เมื่อเห็นว่าเป้าหมายสุดท้ายในค่ำคืนนี้ไร้หนทางหนีจึงไม่รอช้ารีบขว้างมีดคู่ประจำกายหมายปลิดลมหายใจ
เด็กน้อยเคยฝึกวิชาพื้นฐานของตระกูลมาบ้างจึงเอี้ยวตัวหลบได้ทัน หากแต่ทางตรงนั้นทั้งมืดและคับแคบ ใจจดจ่อกับการหลบอาวุธจึงพลั้งพลาดเหยียบอากาศว่างเปล่าเสียการทรงตัวร่วงหล่นสู่ก้นเหวไปโดยปริยาย
คนพวกนั้นเข้ามาดูใกล้ ๆ คาดคะเนความสูงและพื้นที่โดยรอบแล้วยิ้มมุมปากเพราะรู้ว่าไม่มีผู้ใดรอดจากเหวนรกแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนจึงรีบวิ่งกลับไปยังจุดเดิมที่เพิ่งกำจัดหงเฟิ่ง
“อาจารย์ ทำอย่างไรต่อขอรับ”
หนึ่งในมือสังหารหย่งชางเอ่ยถามคนหน้าบากเพราะแผนจัดการหงเฟิ่งเรียบร้อยแล้ว ยืนยันได้ว่ากลุ่มคนที่หนีมาจากฐานลับในหุบเขาเยว่เทียน ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตอย่างแน่นอน
“ตรวจดูให้แน่ใจ อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว”
“ขอรับ”
ศิษย์ที่สั่งสอนมากับมือรับคำแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน ส่วนเขามุ่งหน้าไปที่แห่งหนึ่งในวังหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์
ตำหนักอวี้เหยา
“หงเฟิ่งล้มแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ชายหน้าบากรายงานด้วยน้ำเสียงที่ดูสนุกสนานและตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อได้เห็นว่าเงาเคียงบัลลังก์ตั้งแต่อดีตหลายร้อยปีก่อนถูกกำจัดอย่างง่ายดาย
“ดี” อีกฝ่ายยิ้มมุมปากเพราะแผนสำเร็จไปหนึ่งขั้น เมื่อใดกำจัดเงาที่มีอยู่แต่เดิมได้แล้ว หย่งชางจะกลายเป็นเงาขึ้นมาแทนที่ ไม่ว่าจะชักนำคนผู้นั้นอย่างไรก็ยิ่งง่ายกว่าเดิม
“ฝ่าบาทจะทรงยอมรับหย่งชางจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ” เขาถามคนตรงหน้าด้วยความสงสัยเพราะเดิมทีหงเฟิ่งเป็นองค์กรที่รับใช้เชื้อพระวงศ์สกุลเถียนมาเนิ่นนาน
“เสด็จพี่จะทำอันใดได้”
เถียนซีเย่ พระอนุชาของฮ่องเต้กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพราะรู้ว่าพี่ชายไม่มีทางเลือกอื่นใด และอย่างน้อยหย่งชางก็เป็นมือสังหารที่สืบทอดจากฝั่งมารดา นับว่าเชื่อใจได้มากกว่าผู้ใดในเวลานี้
“เช่นนั้นเถียนอ๋องจะเป็นอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อู๋เซี่ยเหวิน” บุรุษสูงศักดิ์เอ่ยเรียกนามคนตรงหน้า “รุ่งสางคงได้ยินคำสั่งประหารจากเสด็จพี่กระมัง” เถียนซีเย่ยิ้มเจ้าเล่ห์ราวกับรู้ทุกอย่างล่วงหน้า ไม่เกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้นแล้วคิดดำเนินการแผนต่อไป
เช้าวันต่อมา
คำสั่งประหารเถียนอ๋องเป็นอันรู้โดยทั่วกัน ผู้คนในวังหลวงต่างกระซิบกระซาบด้วยความสงสัย
“เหตุใดเถียนอ๋องต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า พำนักอยู่ที่นอกวังหลวงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วไม่ใช่หรือ” นางกำนัลพูดกับคนข้างกาย ไม่เข้าใจเหตุผลที่พระโอรสองค์โตของอดีตฮ่องเต้ก่อกบฏเลยแม้แต่น้อย
“นั่นสิ” หญิงสาวอีกคนถอนหายใจเพราะคนวงในเล่ากันว่าอดีตฮ่องเต้รักและหวงแหนเถียนอ๋องมากที่สุดจึงไม่อยากให้พัวพันเรื่องราวในวังหลวง กลัวว่าวันหนึ่งจะถูกลอบสังหารแต่วันนี้เขากลับเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
“ท่านอ๋องทรงคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ครองบัลลังก์กระมัง” หญิงสาวอีกคนครุ่นคิดว่านั่นอาจเป็นสาเหตุ “หรือว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังกันนะ”
“ใครกัน” เพื่อนอีกสองคนอยากรู้ไม่แพ้กัน “แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้ว หงเฟิ่งก็ถูกกำจัดด้วยไม่ใช่หรือ เช่นนั้น... ผู้ใดจะกลายเป็นเงาให้ฝ่าบาทเล่า”
“หย่งชางอย่างไรล่ะ”
“…” คนที่เหลือมองหน้ากันไม่อยากคาดเดาแต่ก็พูดออกมา “เจ้าคิดว่าหย่งชางกำจัดหงเฟิ่งอย่างนั้นหรือ”
“อย่าเสียงดังไป อันตราย” พวกนางรู้ดีว่าคนเหล่านั้นเหี้ยมโหดไม่แพ้ผู้ใดจึงต่างคนต่างเงียบปากไม่พูดถึงสิ่งที่จะเป็นภัยต่อตัวเองแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อีกฟากหนึ่งไม่ไกลจากที่ที่นางกำนัลยืนอยู่ สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นของเหรินไทเฮากำลังจับจ้องไปที่พระโอรสองค์เล็ก คิ้วเรียวขมวดมุ่นไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด
เถียนซีเย่หันมามองพระมารดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่มีปิดบังจนทำให้อีกฝ่ายหน้าซีดเซียวด้วยความกลัวพระโอรสของตัวเองในทันใด
“ปีศาจ” นางพึมพำ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับเขาและรู้สึกเสียใจมากเหลือเกินที่คลอดคนประหลาดวิปริตเช่นนั้นออกมา
หากแต่เถียนซีเย่รับรู้ได้ว่าในวังหลวงแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดมองว่าเขาเป็นคนผู้หนึ่งที่มีความรู้สึกรัก เกลียดและเจ็บปวดยามถูกผลักไสจึงไม่แยแสสิ่งใดเช่นกัน พลางทำมือนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญลักษณ์ข่มขู่พระมารดาให้ปิดปากตัวเองเอาไว้ให้ดี
ค่ำคืนนั้น โจรป่าถูกกลุ่มคนในสกุลหวังวางแผนอย่างแยบยลล่อลวงเข้ามาติดกับเกือบทั้งยวง บางคนถูกกำราบจนสิ้นชื่อ ขณะที่บางคนอาการร่อแร่ปางตาย สายตามองมายังเด็กชายที่เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองชื่อหวังอี้หลุน“ไอ้เด็กเวร!” เขาสบถลั่นรู้ตัวว่าพลาดพลั้งเพราะไม่คิดว่าเด็กน้อยที่ถูกทุบตี กระทืบซ้ำทุกวี่วันจะกล้าขัดคำสั่งแล้วตลบหลังพวกเขา “น่าจะฆ่าตั้งแต่ตอนนั้น อ๊าก!!!”ไม่ทันที่เขาได้พูดสิ่งใดไปมากกว่านั้น ชีวิตที่เหลืออยู่ก็ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาหวังอี้หลุน“ตกใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ” ชายหน้าบากที่แนะนำตัวว่าชื่ออู๋เซี่ยเหวินถามไถ่ผู้เป็นหลานชาย “สิ่งที่มันทำกับบิดามารดาเจ้า ยังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ”“…”“เฮ้อ…” เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วโอบกอดเด็กน้อยตรงหน้าเอาไว้ ลอบยิ้มมุมปากเพราะรู้สึกถูกชะตา ข้าจะแจ้งทหารให้ไปช่วยคนที่เหลือ ส่วนเจ้า… จะกลับไปพร้อมข้าหรือไม่”“…”“เจ้ายังมีพี่ชายอีกคนนะ”เมื่อได้สร้างเรื่องโกหกหนึ่งเรื่องแล้ว อู๋เซี่ยเหวินก็แสดงละครต่อเพื่อโน้มน้าวใจให้เด็กน้อยยอมกลับไปที่ฐานลับของหย่งชางด้วยความเต็มใจเพราะอยากสร้างมือสังหารใต้อำนาจของตัวเองจึงหยิบเรื่องครอบครัวมาล่อ ปั้นแต่งเรื่องราว
ช่วงสายของวันต่อมาสายลมเย็นพัดเอื่อย ระลอกคลื่นน้ำทะเลเคลื่อนกระทบชายฝั่งสาดกระเซ็น ท้องฟ้าไร้เมฆฝนนับว่าอากาศดีเหมาะกับการหาปลาเป็นอย่างยิ่ง “นั่นอะไรน่ะ” เสียงของชายชราที่มาตกปลาแถวนั้นเอ่ยถามคนที่มาด้วยกันพลางหยีตามองสิ่งที่สายน้ำพัดเกยฝั่ง ก่อนเดินไปดูใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้จึงพบว่าเป็นร่างของเด็กชายผู้หนึ่งนอนหงาย ใบหน้าซีดเซียวราวกับไร้ชีวิต“ตายแล้วรึ” ชายชราอีกคนขมวดคิ้ว ค่อย ๆ เข้าใกล้ร่างที่นอนนิ่งแล้วอังจมูกตรวจลมหายใจ “ยังไม่ตาย! เขายังไม่ตาย”“มา ๆ ช่วยกันพาขึ้นฝั่งก่อน” เขาบอกคนตรงหน้าแล้วหามหัวท้ายพลันตะโกนบอกกลุ่มชายหนุ่มที่กำลังเดินมาทางนี้ให้ช่วยแบกไปหาหมอยาในหมู่บ้านแม้ร่างกายของเด็กชายไม่มีรอยบาดแผลมากมายแต่เขากลับหลับลึกเกือบห้าวันราวกับไม่อยากตื่นขึ้นมาจนใครต่อใครคิดว่าอีกไม่นานคงจากไปอย่างสงบกระนั้น พวกคนที่ช่วยเหลือก็ยังหวังว่าเขาจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ เจ้าตัวตกอยู่ในภวังค์ไม่รู้ตัวเลยว่าหมู่บ้านแห่งนี้กำลังเกิดหายนะครั้งใหญ่ ผู้คนตะโกนเอะอะโวยวาย ร้องไห้ระงมและคมอาวุธกระทบกันดังลั่นไปถึงท้ายหมู่บ้านที่เด็กชายพักรักษาตัวอยู่เสียงเหล่านั้นทำให้เข
หงเฟิ่ง องค์กรมือสังหารที่ดำรงตำแหน่งเงาอยู่เบื้องหลังการปกป้องและรับใช้ฮ่องเต้แคว้นคุนหลันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความจงรักภักดีได้ถูกใส่ร้ายว่าร่วมมือกับเถียนอ๋องก่อกบฏแม้ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาแต่เวลานี้ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้เพราะโดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดเพื่อกลับมากอบกู้ชื่อเสียงอีกครั้งไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหงเฟิ่งสามารถแตกพ่ายไร้หนทางสู้ได้ในเวลาไม่ถึงชั่วข้ามคืน ซ้ำยังถูกมือสังหารบุกเข้ามาถึงฐานลับที่อาศัยมานานหลายชั่วอายุคนพวกเขาเร่งฝีเท้าไปตามถนนสายเล็กคดเคี้ยว พื้นดินส่วนใหญ่เป็นหินก้อนเล็กแหลมคมขรุขระจนยากต่อการหลบหนี ยิ่งอยู่ในป่าทึบท่ามกลางคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะหากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายจะขาดสะบั้นทันทีฉึก!ศรธนูลอยลิ่วปักเข้าที่กลางหลังชายผู้หนึ่งที่วิ่งมาด้วยจนล้มลง หากแต่เขาไม่แยแสรีบยันตัวลุกขึ้นแล้วยิงธนูสวนกลับไปหาฝ่ายศัตรูอย่างแม่นยำในพริบตา“เร็วเข้า!” ชายคนนั้นตะโกนบอกพวกที่เหลือ หวังว่าทางข้างหน้าจะมีที่ซ่อนหรือตั้งหลักเพื่อรับมือ ก่อนหันไปหาหัวหน้าหงเฟิ่งแล้วยิ้มมุมปากเพร











