Masukจวนสกุลซ่ง ตำบลเซียวเหอ
ซ่งจินเหลียง ชายวัยกลางคนผู้มั่งคั่งพลิกชีวิตตัวเองจากยาจกกลายเป็นเศรษฐีเพราะมีเส้นสายค้าขายเทียนหอมคลายกังวลกับราชสำนักผ่านเถียนซีเย่ในช่วงที่เขาร่ำเรียนจริยธรรมอยู่ที่อารามอันจิ้ง
สองสามวันก่อน เขาได้รับจดหมายแจ้งว่าเถียนซีเย่จะเข้ามาพบเพื่อพูดคุยเรื่องบางอย่าง พาลเข้าใจไปว่าอีกฝ่ายมีช่องทางฝากฝังให้ญาติของตนได้รับคัดเลือกทำงานใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ในวังหลวงหรือกระทั่งได้เป็นสนมคนสำคัญ
หากแต่องค์ชายเก้าเข้ามาพบเพียงเพื่อพูดคุยเรื่องเทียนหอมที่จะใช้ในงานพระราชพิธีฤดูร้อนช่วงสองเดือนข้างหน้าจึงอยากให้ใต้เท้าซ่งจัดเตรียมข้าวของให้พร้อม
แม้ยอดขายในครั้งนี้อู้ฟู่แต่เจ้าตัวไม่พอใจอยู่แค่นั้นเพราะต้องการอำนาจที่มากกว่าเดิมเพื่อขยายกิจการและเกี่ยวดองกับสายเลือดผู้ปกครองแคว้นคุนหลัน
“ฟางเหม่ยหลินเป็นหลานสาวของนางกำนัลที่เคยเลี้ยงดูข้าเมื่อเยาว์วัย ก่อนจากไปด้วยโรคภัยจึงฝากฝังให้ข้าดูแล”
เถียนซีเย่แนะนำให้ทุกคนในจวนสกุลซ่งรู้จักเถียนเหม่ยหลิน สีหน้าของนางไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะเพิ่งฟื้นจากอาหารเป็นพิษก่อนหน้านี้
“…” ใต้เท้านั่งนิ่งรอฟังส่วนที่สำคัญพลางครุ่นคิดในใจ
“ข้าไม่ทันได้ตอบแทนที่นางช่วยเหลือข้ามาตลอดจึงทำได้แค่รับเด็กคนนี้มาอยู่ด้วย” ชายหนุ่มอธิบายที่มาที่ไปของคนข้างกาย “ข้าตั้งใจว่าจะเลี้ยงดูเป็นอย่างดีแต่เวลานี้งานในราชสำนักล้นมือ ครั้นจะให้เข้าไปอยู่ที่ตำหนักของข้าก็เกรงว่าจะเกิดข่าวลือแปลก ๆ ออกไป”
“ข่าวลือ…” ชายวัยกลางคนทวนคำพูดแล้วยิ้มมุมปาก ไม่คิดฟังสิ่งที่เหลือจากนั้นเพราะอยู่นอกเหนือความต้องการของตัวเอง ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการฝากเด็กคนนี้เอาไว้ เขาก็จะรับฝากแต่แลกกับการให้สกุลซ่งเข้าร่วมงานเลี้ยงที่วังหลวงด้วย
“ไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่หรอก หากท่านต้องการเช่นนั้นข้าจะใส่ชื่อเป็นแขกในงานดีหรือไม่”
“ขอบพระทัยองค์ชาย” เขายิ้มแย้มคิดว่าแผนใกล้ชิดรัชทายาทผ่านไปอีกขั้นแต่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกเถียนซีเย่ควบคุมทุกอย่างเอาไว้
“เช่นนั้น องค์ชายอย่าทรงกังวลพระทัยไปเลย กระหม่อมจะดูแลนางเป็นอย่างดี”
ครั้นพวกเขาจัดเตรียมห้องส่วนตัวให้เถียนเหม่ยหลินเรียบร้อยแล้วก็ปล่อยให้อาหลานอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง เบื้องหลังนั้นมีสายตาของฮูหยินซ่งมองด้วยความสงสัยว่าเหตุใดองค์ชายจึงประคบประหงมหลานสาวนางกำนัลดีเพียงนี้
“ท่านพี่ ข้าว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล” นางเอ่ยกับสามี อยากรู้อยากเห็นไปหมด
“ข้าก็คิดอย่างที่เจ้าคิด ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้พานางมาอยู่จวนของข้า” ซ่งจินเหลียงขมวดคิ้วแล้วยักไหล่ “ช่างเถอะ… อย่างน้อยพวกเราก็น่าจะเข้าไปงานเลี้ยงได้ ย่อมดีแล้วไม่ใช่หรือ”
“อืม… ข้าไปเตรียมผ้าตัดชุดดีกว่า ไป๋อวี้ลูกสาวเราจะต้องสวยที่สุดในงาน”
ความคิดในใจของพวกเขาโลดเต้นอยากให้ถึงวันนั้นเต็มที ทั้งยังเพ้อฝันหวานไปถึงขั้นได้เห็นบุตรสาวยืนอยู่เคียงข้างองค์รัชทายาทแล้วตนเองก็ได้เป็นบิดาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้คนให้ความเคารพ นับหน้าถือตาและจะได้ข่มพวกคนที่เคยดูถูกว่าเขาเป็นพวกไม่มีหัวนอนปลายเท้าให้สะใจ
เรือนบุปผา
แม้ว่าองค์ชายเก้าทำตัวแสนดี คอยดูแลประคบประหงม ถามไถ่อาการด้วยความเป็นห่วงแต่เวลาที่เถียนเหม่ยหลินมองดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นกลับรู้สึกว่าความคิดเดิมปรากฏขึ้นทุกครั้ง สายตาของเขาที่ทำเอาขนลุกชันและสะอิดสะเอียน ยังไม่พร้อมที่จะอยู่ใกล้เขาสักเท่าใดนัก
นางจึงหยิบเอาเรื่องร่างกายที่ยังไม่ฟื้นตัวดีมาเป็นเกราะกำบัง แกล้งป่วยต่ออีกนานหลายวันแต่กระนั้นเถียนซีเย่ก็ไม่คิดอะไรมากความในเวลานี้
“เจ้าจำได้หรือไม่ว่าข้าบอกเรื่องใดไปบ้าง” เขาเอ่ยถามหลานสาว เน้นย้ำว่าต้องทำตัวอย่างไรยามอยู่ที่แห่งนี้เพียงลำพัง
“เสด็จอาตรัสว่าจะให้ใครรู้ว่าหม่อมฉันเป็นใครไม่ได้ เวลาอยู่ที่นี่… หม่อมฉันคือฟางเหม่ยหลิน หลานสาวนางกำนัลที่เคยดูแลเสด็จอาเพคะ”
“ดีมาก…” มือหนาเอื้อมลูบผมเปียของคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบา “เจ้าอยู่ที่นี่ในฐานะแขก หากต้องการสิ่งใดไม่ต้องเกรงใจพวกเขาทั้งสิ้น”
เถียนซีเย่ตกลงกับซ่งจินเหลียงว่าหลานสาวจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เหมือนเป็นเจ้านายคนหนึ่งแลกกับสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด พร้อมสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูนางให้อยู่สุขสบายและตอบแทนใต้เท้าซ่งอย่างเหมาะสมในช่วงเวลานี้
“ข้าจะเขียนจดหมายมาหาเจ้าบ่อย ๆ” แม้พูดออกไปอย่างนั้นแต่กลับทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อ “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าต้องแต่งงานกับเจิ้งอ๋อง ชีวิตของเจ้าควรมีสิทธิ์เลือก”
ทันใดนั้น มือขวาคนสนิทของเถียนซีเย่เข้ามาตามแล้วพูดคุยเรื่องบางอย่างด้วยสีหน้าจริงจัง
“วังหลวงอย่างนั้นรึ” เสียงของชายหนุ่มค่อนข้างจริงจัง ดูตึงเครียดยิ่งกว่าครั้งไหน ขณะที่คนข้างในห้องพยายามเงี่ยหูฟัง อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจะได้วางแผนเอาตัวรอดทัน
“ต้องเสด็จกลับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม… ไปเตรียมรถม้าแล้วส่งคนไปทางนั้นล่วงหน้า อย่าให้มีอะไรผิดพลาด” เถียนซีเย่กำชับ ฉุนเฉียวเล็กน้อยเพราะไม่อยากกลับไปวังหลวงก่อนจะเข้ามาหาหลานสาว
สีหน้าอิดออดราวกับคนอาลัยอาวรณ์เอ่ยเรียกเด็กหญิงตรงหน้า น้ำเสียงแผ่วเบา “เหม่ยหลิน…”
“เพคะ…”
“ข้าต้องกลับหนิงหวงแล้ว เจ้าอยู่คนเดียวได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามไปอย่างนั้นแต่ไม่ได้กังวลมากนักเพราะรู้ว่าชีวิตของนางต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรและทุกอย่างย่อมเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้เป็นขั้นเป็นตอน
“เสด็จอาอย่าทรงกังวลพระทัยไปเลยเพคะ หม่อมฉัน… อยู่ได้เพคะ”
“ไม่ได้สิ!” เขาเผลอตอบทันควันเพราะอยากได้ยินนางพูดว่าอยู่ไม่ได้และต้องการให้เขาอยู่ด้วย หากแต่ปรับสีหน้า เปลี่ยนเสียงพูดใหม่ “เจ้าไม่คิดถึงข้าหรือ ทั้ง ๆ ที่ในจดหมายเขียนออดอ้อนเพียงนั้น”
“…” เถียนเหม่ยหลินคาดเดาไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าเจ้าของร่างคนเก่าเขียนไปว่าอะไรแต่ไม่น่าจะเป็นอย่างที่เขาเข้าใจกระมัง
“ตราบใดที่มีข้าอยู่ด้วย เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมารังแก ทำร้ายหรือทำให้เจ้าไม่สบายใจ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นนายหญิงของที่นี่ เข้าใจหรือไม่”
เขาสร้างตัวตนปลอมให้นางอีกครั้ง เสแสร้งว่าเป็นเพราะต้องการซ่อนให้พ้นจากการหมั้นหมายกับเจิ้งอ๋อง เจ้าตัวอ้างว่าอำนาจที่มีในตอนนี้ทำได้แค่พานางหลบหนี หากฮ่องเต้รู้เรื่องเมื่อใดเขาคงจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษฐานขัดพระบัญชาและถูกขังอยู่ในอารามอันจิ้งตลอดชีวิต
เถียนเหม่ยหลินเอ่ยแผ่วเบา เข้าใจว่าคนตรงหน้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อนาง เวลานี้ยังไม่ได้กลับวังหลวงย่อมห่างไกลจากหายนะอย่างสวีอันอวี่
“ขอบพระทัยเพคะ หม่อมฉันซาบซึ้งยิ่งนัก”
มือข้างหนึ่งของชายหนุ่มเอื้อมจับเปียผมของหลานสาว รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้า “ข้าหวังว่าเจ้าจะหายโดยเร็ววัน เห็นเจ้าป่วยเช่นนี้ข้าไม่ชอบเลย”
“เพคะ… หม่อมฉันจะไม่แตะม่านโหรวอีกแล้วเพคะ” ก่อนจะคิดในใจ ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉินที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทว่า คำพูดของนางทำให้เถียนซีเย่หัวเราะร่า ยิ้มกว้างจนนึกอยากสัมผัสคนตรงหน้าให้มากกว่านี้แต่ถูกขัดขึ้นมาก่อนจึงจำใจต้องจากไปทั้งอย่างนั้น
สามวันต่อมา
ร่างกายของฟางเหม่ยหลินหายดีแล้วจึงออกมาเดินรับลมด้านนอกเรือนบุปผา สูดกลิ่นสดชื่นพลางกวาดตามองดูรอบ ๆ ในใจคิดว่าที่แห่งนี้สงบเงียบจนนึกอยากให้เป็นอย่างนี้ไปนาน ๆ
ดวงตาสีอำพันเหม่อมองใบไม้เขียวขจีอยู่ในสวนเผลอยิ้มออกมาเพราะนึกถึงบรรยากาศในหมู่บ้านชิวหรงจนอยากกลับไปนอนเล่นดูท้องฟ้าที่นั่นอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าคนในจวนสกุลซ่งปฏิบัติกับนางด้วยความเป็นมิตรก็อดโล่งใจไม่ได้พลางคิดถึงพี่สาวแสนดีอย่างหลิวฮวาเหลียน ท่านหมอยาเจียงจื่อซวนที่รักนางเหมือนบุตรสาวตนเอง ชาวบ้านใจดีที่คอยช่วยเหลือ ดูแลกันและกันมาอย่างยาวนาน
สายตาหันมองข้าวของเรียงรายที่เถียนซีเย่จัดหามาให้นาง ไม่ว่าจะของใช้จำเป็น เสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม เครื่องประทับ กระทั่งอัฐและทองจำนวนมากให้ใช้จ่ายได้ตามใจ
ทุกสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ใครหลายคนคิดว่าเถียนซีเย่เอาใจเด็กชาวบ้านเกินควร คำพูดของเขายังคงชัดเจน ข้าเพียงหวังว่าตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ เจ้าจะมีความสุข… อาจจะไม่สะดวกสบายเท่าตำหนักในวังหลวงแต่เจ้ารอข้าได้หรือไม่ ข้าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วพาเจ้ากลับไปใช้ชีวิตในที่ที่เป็นของเจ้า
หากแต่หนึ่งเดือนให้หลัง ฟางเหม่ยหลินเพิ่งได้รู้ว่าเถียนซีเย่คงไม่มีโอกาสได้กลับมายังเซียวเหออีกแล้ว นางบังเอิญได้ยินใต้เท้าซ่งพูดกับฮูหยินว่าเขาถูกฮ่องเต้ลงโทษด้วยการกักตัวอยู่ในหอสวรรค์ ทำหน้าที่สวดวิงวอนฟ้าดินและดูแลเทียนแห่งชีวิตของบรรพบุรุษแทนผู้ดูแลคนเดิมไปตลอดชีวิตเพราะความผิดบางอย่าง
ขณะกำลังคิดเรื่อยเปื่อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเถียนซีเย่ ใครบางคนผลักประตูเรือนบุปผาเข้ามาโดยไม่ถามไถ่เจ้าของเรือน
“ฟางเหม่ยหลิน!!!”
เด็กหญิงนามว่าซ่งไป๋อวี้ที่อายุเท่ากันหรี่ตามองแล้วยิ้มมุมปากก่อนจะเข้ามากระชากคอเสื้อคนตรงหน้า
“เจ้ากล้าดีอย่างไรไปฟ้องท่านพ่อว่าข้าขโมยสร้อยมุกของเจ้า” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมองอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเป็นถึงบุตรสาวใต้เท้าซ่งจินเหลียง ไม่มีวันฉกฉวยเอาของคนธรรมดาอย่างเจ้ามาหรอก”
“แต่ว่า…” ฟางเหม่ยหลินมองที่ข้อมือของอีกฝ่าย “สร้อยมุกสีชมพูของข้าสลักตัวอักษรแรกของชื่อเอาไว้ ข้าขอดูข้อมือเจ้าดี ๆ ได้หรือไม่”
“บังอาจ!!!” นางตวาดเสียงดังกลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง ก่อนหน้านี้แอบขโมยหลายสิ่งมาจากฟางเหม่ยหลินเพราะไม่เคยเห็นของสวยงามพวกนั้นจากที่ไหน
ในใจนึกอิจฉาที่ชาวบ้านไม่มีหัวนอนปลายเท้าได้ครอบครองของล้ำค่าเหล่านี้ แต่เจ้าของที่แท้จริงไม่คิดอันใดมากความเพราะเห็นว่าอาศัยอยู่เรือนผู้อื่น สิ่งใดให้ได้ก็จะให้ตามสมควรจึงปิดหูปิดตาไม่ยอมรับรู้
หากแต่สร้อยมุกสีชมพูเป็นสิ่งที่เถียนซีเย่กำชับว่าต้องเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี นางยอมให้คนตรงหน้าเอาไปไม่ได้เด็ดขาดจึงนำเรื่องไปแจ้งกับบิดาของนาง หวังให้เขาจัดการให้ถูกต้องจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง
ทว่า ใต้เท้าซ่งได้ข่าวยืนยันมาแล้วว่าเถียนซีเย่ถูกกักอยู่ในหอสวรรค์ย่อมหมายถึงโดนจำคุกในวังหลวงตลอดชีวิตก็ไม่ปานจึงคิดตัดขาดสายสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานเพราะไม่เห็นผลประโยชน์อันใดร่วมกัน
ประกอบกับเวลานี้ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงวังหลวงเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังติดสินบนขันทีนางกำนัลเอาไว้มากมายหวังต่อยอดการค้าขายและอำนาจของตัวเองจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจ ประคบประหงมเด็กหญิงที่เถียนซีเย่ฝากไว้เพราะเดิมทีก็ไม่คิดแยแสคนที่ต่ำกว่าตนเองอยู่แล้ว
ซ่งจินเหลียงเข้าข้างบุตรสาวของตัวเองอย่างออกนอกหน้าโพล่งเสียงดัง
“คนเนรคุณ! ข้าให้ที่ซุกหัวนอน แบ่งข้าวปลาให้กินยังคิดใส่ร้ายบุตรสาวข้าอีกรึ”
หลายวันต่อมาซือหยางจัดการสะสางงานที่คั่งค้างไว้จนเสร็จสิ้นจึงฝากฝังเรื่องที่เหลือกับสวีซือหมิงและเถียนลู่คง ขอให้พวกเขาช่วยกันดูแลวังหลวงแห่งนี้เป็นการชั่วคราว อ้างว่าช่วงนี้ทำแต่งานหลวงจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาแม้อยากเดินทางไปหมู่บ้านชิวหรงกับลู่ฟางเซียนเพียงลำพังมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อาจหลบพ้นจากสายตาของหงเฟิ่ง หลิวกวางและองครักษ์ไท่หยางที่คอยอารักขาพวกเขาได้เลยแต่กระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าคนทั้งคู่ต้องการสิ่งใดจึงคอยวางกำลังอารักขาอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จะทำได้“เจ้าเคยนั่งพิงใต้ต้นไม้ตรงโน้นเพราะหมดแรงด้วย” ลู่ฟางเซียนชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือ “พอข้าเดินหนีเจ้าก็ตะโกนเรียกเสียงดัง”“เหตุใดจึงจำแต่เรื่องน่าอายของข้าเล่า” ซือหยางทำหน้ามุ่ย รู้แล้วว่าในอดีตที่เคยความจำเสื่อมทำตัวไม่ดีสักเท่าใด พลางยื่นมือให้นางจับแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าค่อย ๆ เดินจะได้ไม่ลื่นล้ม”ไม่ว่าจะเดินไปทางใด ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นึกถึงคราใดก็อดหัวเราะขบขันไม่ได้เพราะใครเล่าจะรู้ว่าวันห
สามเดือนต่อมาบรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงแคว้นคุนหลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาผู้ปกครองบัลลังก์โดยมิได้นัดหมาย หากแต่ราชทูตแคว้นม่านเหลียนยังคงทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนเป็นอย่างดีสวีซือหมิงรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วอดกลั้นขำไม่ได้ขณะที่เหลียงซิ่วหรานกลายเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ถอนหายใจเล็กน้อย รู้ว่าเหตุใดซือหยางจึงแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่แขกผู้มาเยือน“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมเดินทางมาที่หนิงหวงครานี้เพื่อสานไมตรีกับราชวงศ์สกุลสวี” บุรุษผู้มีดวงตาสีแดงโกเมนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความกดดันให้อีกฝ่ายรับข้อเสนอ“…” ดวงตาสองสีเย็นชา สีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะติดอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกินกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ในใจนึกถึงใบหน้าฮองเฮาผู้เป็นที่รัก พยายามประคองสติตนเองเอาไว้ให้มั่นเพราะกลัวว่าโวยวายเอาแต่ใจจะถูกนางเรียกไปตักเตือน“องค์หญิงซือคงเซียนเอ๋อร์เป็นถึงพระธิดาอง
ยามซวีมาถึงท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีดาวสองดวงเคียงข้างกันเหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสบอกไม่มีผิดเพี้ยน สายลมเย็นพัดแผ่วเบาผ่านหน้าต่างตำหนักโอ่อ่าแห่งนี้ กลิ่นเทียนหอมจาง ๆ ลอยทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกภวังค์ฝันดีดวงตาสองสีมองหญิงสาวในชุดบางเบา ยิ้มมุมปากพึงพอใจที่ช่วงเวลาของการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที ห้าปีหลังจากแต่งงานช่างเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน เกือบพลัดพรากกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายโชคชะตาหวนพัดให้พวกเขาได้กลับมาพบกันนับเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนักหญิงสาวอันเป็นที่รักเยื้องกรายเดินเข้ามาหาด้วยความเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อยามถูกจ้องไม่วางตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่มีความสงสัยอยู่หนึ่งอย่างที่ค้างคาใจจึงหยุดยืนนิ่งงันชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นสบประสานสายตาคนตรงหน้าซือหยางหรี่ตาเล็กน้อยอยากรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือต้องการถ่วงเวลาแกล้งให้เขาอดใจไม่ไหว“ไม่ดีเลย… ข้ารอมาห้าปีแล้วยังใจร้ายกับข้าอีกหรือ” เขาไม่รอให้นางเดินมาหาถึงเตียงนอน แต่เป็นฝ่ายอุ้มร่างบางมาแทน ค่อย ๆ วางลงอย่างอ่อนโยนแล้วหอมแก้มเหมือนอย่างเคย
สามปีต่อมาภัยอันตรายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ฮองเฮาแห่งคุนหลันแม้เพียงคืบ นับเป็นผลจากการที่ซือหยางร่วมมือกับหลิวกวางวางกองกำลังทั่วแผ่นดิน คอยจับตามองทุกพื้นที่ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเถียนลู่คงได้รับหน้าที่ดูแลวังหลวงเป็นการชั่วคราวร่วมกับสวีซือหมิงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยงาน แต่ละวันภาวนาให้พี่เขยกลับมาเร็วไวเพื่อที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ให้สมกับลำบากตรากตรำมาหลายปีร่างกายที่เคยต้องพิษหายดีเป็นปลิดทิ้งเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเจียงจื่อซวนที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนัก ชื่อเสียงบารมีกว้างไกลจนถึงขั้นมีทุนเปิดร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงและสร้างโรงหมอเพื่อคนอนาถาทั่วแคว้นคุนหลันเขตชายแดนทางตอนเหนือมีกองทัพเมืองฮุ่ยผิงของแม่ทัพหานหลี่ต้านทานผู้บุกรุกจากแคว้นม่านเหลียน ต่อให้เมืองเหอผิงและอวี่โจวถูกฝ่ายฉินหมิงยึดไปแล้วก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งใด ๆในเมื่อฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่อยากเห็นสองแคว้นรบราฆ่าฟันจนชาวเมืองเดือดร้อน สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจึงตกลงร่วมกันปกครองสองเมือง
หนึ่งเดือนต่อมาขบวนเสด็จของรัชทายาทได้มาถึงวังหลวงแคว้นคุนหลัน บรรยากาศยามนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มองไปทางซ้ายมีตัวแทนแม่ทัพเมืองเทียนอวิ๋นมารออยู่ ทางด้านขวาเป็นแม่ทัพหลี่หมิงฮ่าวและหน่วยซิงอวี่แคว้นฉินหมิง ใกล้ ๆ กันนั้นคือผู้อาวุโสกับองครักษ์แคว้นไท่หยางอันเป็นดินแดนลึกลับทางตอนใต้ขุนนางคุนหลันที่รอดชีวิตต่างพากันดีใจที่องค์รัชทายาทยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่กระนั้นกลับกังวลเพราะรู้ว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทว่า ดวงตาทุกคู่ได้เห็นองค์หญิงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งว่านับจากนี้จะมีเชื้อพระวงศ์ของปฐมกษัตริย์ครองบัลลังก์แผ่นดินนี้อย่างแน่นอนหากแต่มองไปยังข้างกายของนางกลับพบชายหนุ่มรูปงามที่แฝงไอสังหารเหี้ยมโหด สีหน้าไม่สบอารมณ์ยามต้องพบเจอผู้คนมากมาย ดวงตาสองสีแข็งกร้าวราวกับประกาศศักดา ย้ำให้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับสวีอันอวี่นั้นเป็นความจริงหงเฟิ่งก้าวออกมาสู่แสงสว่าง ไม่ยอมเป็นเงารับใช้ราชวงศ์สกุลเถียนอีกต่อไป ขุนนางน้อยใหญ่และข้าราชบริพารกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งหวาดกลัวและมองไม่เห
ครั้นกอดแนบแน่นอยู่พักหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาต้องสะสางความสงสัยอีกอย่างที่คิดไม่ตกมาตั้งแต่เมื่อครู่ซือหยางชี้ไปที่ไม้กระบองด้านหลังแล้วถามว่า “เหตุใดจึงถือมันไว้… เจ้าคิดทำสิ่งใดตอนข้าหลับอยู่หรือ”ลู่ฟางเซียนยิ้มกว้างเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไว้ว่าอย่าประมาทจึงตอบไปตามตรง “เจ้าฟื้นมาคราใดชอบจำข้าไม่ได้… กันไว้ดีกว่าแก้”“…”ชายหนุ่มอมยิ้มเพราะพอจะคาดเดาคำตอบได้ เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้นจริง แต่นับจากนี้ไปคงไม่มีวันเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างนั้นอีกแล้วครานี้จำได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนาง ไม่ว่าอดีตหรือยามนี้… ทุกเรื่องราวฝังลึกในใจไม่มีวันลืมเลือนอีกแล้ว หากแต่ไม่อาจบอกได้ว่าความทรงจำในอดีตตอนเป็นซือหยางวัยยี่สิบห้ากลับมาครบถ้วน นั่นเพราะตอนนั้นเขาปิดบังว่าดวงตาข้างสีน้ำเงินเข้มยังคงบอดสนิทเหมือนอีกข้างทั้งที่มองเห็นหญิงสาวนามว่าลู่ฟางเซียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าแสนอ่อนโยน กระทั่งทุกสัดส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนเร้นใต้อาภรณ์ พลันหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด“ซือหยาง… ยังปวดหัวตัวร้
คืนเดียวกันจู่ ๆ พายุลูกใหญ่พัดถล่มเมืองเป่ยหลิงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เม็ดฝนโปรยปรายลงมาเบื้องล่างราวกับฟ้ารั่ว สายลมหนาวพัดประตูหน้าต่างกระทบขอบเสียงดังปึงปังหากแต่เด็กหญิงที่นอนหลับใหลยังคงไม่รู้ตัวว่าเกิดอันใดขึ้น แม้ว่าฟ้าร้องเปรี้ยงปร้างดังลั่นหรือน้ำฝนหยดผ่านรูหลังคาร่วงหล่นโดนใบหน้าจนเปี
ซ่งไป๋อวี้ บุตรสาวคนเดียวของใต้เท้าซ่งได้รับการเลี้ยงดูต่างจากคุณหนูสกุลอื่น ๆ ในเซียวเหอ บิดามารดาและบ่าวรับใช้ต่างคอยเอาใจ ต้องการสิ่งใดหาให้ไม่เคยขาดและไม่ว่าจะทำอันใดผิดพลาดไปก็คอยให้ท้ายจนนางมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ ดังนั้นการกระทำที่นางแสดงออกล้วนมีเหตุที่มา
หลินอันเล่อแบกสาลี่ม่านโหรวเต็มตะกร้ามาจนถึงอารามได้อย่างปลอดภัย หอบหายใจเหนื่อยอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงของศิษย์ไป๋เหลียน“เจ้า… หลินอันเล่อ...”“เจ้าคะ”“เจ้าคือองค์หญิงเถียนเหม่ยหลินจริงหรือ” เผิงลู่ซ
ลู่ฟางเซียน หลินอันเล่อหรือตอนนี้คือเถียนเหม่ยหลินวัยสิบเอ็ดกำลังนอนคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตใหม่ครั้งนี้ “คิดถึงท่านแม่ยิ่งนัก หากกลับมาอยู่ในร่างนี้เร็วขึ้นเพียงนิด ข้าคงมีโอกาสได้เจอท่านแม่อีกครั้ง” นางหวนนึกถึงชีวิตเก่าของตัวเองในตอนที่เป็นบุตรสาวเจ้าเมืองเหอผิง คนผู้เดียวที่รักนางก็คือม







