Masukซ่งไป๋อวี้ บุตรสาวคนเดียวของใต้เท้าซ่งได้รับการเลี้ยงดูต่างจากคุณหนูสกุลอื่น ๆ ในเซียวเหอ บิดามารดาและบ่าวรับใช้ต่างคอยเอาใจ ต้องการสิ่งใดหาให้ไม่เคยขาดและไม่ว่าจะทำอันใดผิดพลาดไปก็คอยให้ท้ายจนนางมักทำอะไรตามใจตัวเองเสมอ ดังนั้นการกระทำที่นางแสดงออกล้วนมีเหตุที่มา
ประการแรก ไม่มีใครคาดคิดว่าฮูหยินสามารถให้กำเนิดบุตรได้เพราะปัญหาสุขภาพที่เรื้อรังมานาน อีกทั้งช่วงเวลานั้นการค้าขายของใต้เท้าซ่งยังเกิดวิกฤตร้ายแรง
ทว่า หลังจากที่ฮูหยินคลอดซ่งไป๋อวี้ออกมา เรื่องราวเลวร้ายต่าง ๆ ของสกุลซ่งเริ่มคลี่คลาย เงินทองที่ขาดมือไหลมาเทมา อาการป่วยของฮูหยินหายดี นับว่าบุตรสาวผู้นี้คือของขวัญจากสวรรค์โดยแท้
ประการที่สอง เดิมทีใต้เท้าซ่งเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่จับผลัดจับผลูได้ทำงานในตระกูลพ่อค้าจึงพอมีความรู้เรื่องหลอมเทียนอยู่บ้าง เมื่อถูกใครหลายคนดูถูกว่าชีวิตต่ำต้อยจึงกัดฟันสร้างกิจการของตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรงและตั้งมั่นว่าจะไม่กลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกแล้ว
หากแต่เป้าหมายของเขายิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่ออยู่เหนือกว่าคนที่เคยดูถูกจึงไขว่คว้าทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามาแล้วใช้มันเป็นสะพานไปสู่ความปรารถนาลึก ๆ ในใจ
แม้วันนี้มีพร้อมทั้งชื่อเสียงและความมั่งคั่งเป็นหนึ่งในตำบลเซียวเหอ กระนั้นเขายังไม่พอใจเพราะต้องการขยายกิจการค้าของตัวเองให้กว้างไกลมากกว่าเดิม
ความคิดที่จะเชื่อมสัมพันธ์เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางโลดแล่นชั่วขณะ ดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟลุกโชนมองบุตรสาวของตัวแล้วยิ้มกว้าง
นับตั้งแต่ซ่งไป๋อวี้เกิดมา นางจึงได้รับการสั่งสอนให้วางตัวเหมือนเป็นชนชั้นสูงราวกับเตรียมตัวให้พร้อมถวายตัวเข้าวังอย่างไรอย่างนั้น
ทันทีที่เห็นเถียนเหม่ยหลินก้าวเข้ามาในจวนสกุลซ่ง สายตาดูถูกเหยียดหยามจ้องมองไม่วางตา คิดว่าอีกฝ่ายเป็นแค่หลานสาวนางกำนัลแต่กลับได้รับการดูแลจากองค์ชายเก้า
เรือนผมสีน้ำตาลอ่อน ดวงตาเรียวสีอำพัน ผิวขาวนวลของเถียนเหม่ยหลินทำให้เด็กสาวรุ่นเดียวกันไม่สบอารมณ์ หากไม่มีอคติในใจคงเอ่ยชมว่านางงดงามราวภาพวาดแต่เพราะเคยเป็นหนึ่งในเซียวเหอจึงไม่พอใจที่มีคนเหนือกว่า
ทั้ง ๆ ที่แขกผู้มาเยือนนั่งนิ่งธรรมดา ๆ แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้ซ่งไป๋อวี้รู้สึกว่าคนผู้นี้หยิ่งยโส ทำตัวสูงส่งทั้งที่เป็นเพียงชาวบ้านพาลเกลียดหน้าตั้งแต่แรกพบ
“ฟางเหม่ยหลินอย่างนั้นหรือ” นางเอ่ยทักทายคนตรงหน้าตามมารยาทเพราะเถียนซีเย่อยู่ด้วย พยายามทำทีเป็นมิตรอยากสนิทสนมด้วย “เดี๋ยวข้าพาไปดูเรือนของเจ้า”
“จริงหรือ” คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรก็คิดว่าชีวิตในเซียวเหอจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะไม่รู้จักผู้ใดเลยจึงหวังว่านางจะกลายเป็นเพื่อนได้จริง ๆ
เถียนซีเย่เห็นอย่างนั้นแอบยิ้มมุมปากเพราะสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ เขาตั้งใจพาตัวหลานสาวมาซ่อนที่แห่งนี้แต่ทำเหมือนไม่รู้เรื่องราวอันใดที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
แท้จริงแล้วเป็นวิธีควบคุมเถียนเหม่ยหลินอย่างแยบยลเพื่อให้นางได้รู้ว่าใต้หล้าแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดหวังดี รักและทะนุถนอมนางนอกจากเขาอีกแล้ว
เวลานี้แผนที่วางไว้จึงเริ่มต้นทีละนิด เขาแสร้งทำราวกับถูกฮ่องเต้ริบอำนาจทั้งหมดที่มี โดนลงโทษกักขังชั่วชีวิต คนในจวนสกุลซ่งจึงไม่คิดเก็บฟางเหม่ยหลินตามที่สัญญาเอาไว้
“ข้าไม่ได้ใส่ร้ายแต่สร้อยไข่มุกเป็นของที่องค์ชายเก้าประทานให้ข้าจริง ๆ เจ้าค่ะ” นางจำเป็นต้องปิดบังตัวเองและรักษาของขวัญชิ้นนี้เอาไว้ให้ได้เพราะผู้เป็นอากำชับเอาไว้ก่อนหน้านั้น
“เจ้าคนไร้หัวนอนปลายเท้า” ใต้เท้าซ่งเดือดดาลที่เห็นเด็กหญิงตัวเล็กเถียงกลับ หากเป็นสีหน้าท่าทางของคนอื่นทั่วไป พวกเขาก็คงไม่คิดว่าคนตรงหน้าใจกล้า แต่เพราะดวงตา ใบหน้า ท่าทางของฟางเหม่ยหลินดูสูงศักดิ์ เขาจึงรู้สึกเหมือนตัวเองโดนคนที่เหนือกว่าดูถูกสะกิดแผลใจที่ซ่อนเอาไว้ “ข้ามีเงินทองมากมาย อยากซื้อของสิ่งใดให้อวี้เอ๋อร์ย่อมทำได้ กล้ามากนะที่หาว่านางขโมยของมาจากเจ้า”
“ท่านพ่อ” บุตรสาวทำตาโตมีน้ำตาเอ่อคลอเบ้า “สร้อยเส้นนี้เป็นของข้าจริง ๆ นะเจ้าคะ ตอนนั้นท่านพ่อถามข้าว่าอยากได้สิ่งใดเป็นของขวัญวันเกิด...”
“อืม… พ่อรู้”
เขาจำไม่ได้หรอกแต่เพราะบุตรสาวคือคนที่เขารักที่สุดจึงเชื่อโดยไม่สงสัยสิ่งใด คำพูดของนางล้วนเป็นความจริงและใครก็ตามที่ทำให้นางมีน้ำตาจะต้องถูกลงโทษ
“…”
ฟางเหม่ยหลินมองหน้าทั้งคู่แล้วหันไปหาฮูหยินที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี ในใจคิดว่าคงต้องมีคนห้ามปรามสองพ่อลูกบ้างแต่คิดไม่ถึงว่าคนทั้งจวนสกุลซ่งเห็นพ้องต้องกันหมดจนได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ
วันนั้น ชีวิตของฟางเหม่ยหลินพลิกผันอีกครั้งเพราะต้องย้ายจากเรือนบุปผาไปอยู่ในห้องเก็บของเล็ก ๆ ด้านหลังจวน นับจากนี้ต้องอยู่ในที่แคบ ๆ สภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าทาสเสียอีก
“เอ่อ ป้าฉินเจ้าคะ” นางเรียกบ่าวรับใช้ตรงหน้า “ข้าขอผ้าห่มกับฟูกปูนอนไม่ได้หรือ”
ฟางเหม่ยหลินเดินมายังที่อยู่แห่งใหม่ตัวเปล่า ระหว่างทางได้เสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับบ่าวรับใช้ในจวนแทนที่อาภรณ์สวยงามที่เถียนซีเย่ซื้อไว้ให้ เครื่องประดับต่าง ๆ ข้าวของเครื่องใช้ เงินถุงหรือทองคำล้วนถูกใต้เท้าซ่งยึดไปหมด
“ขออะไรนักหนา วุ่นวายน่ารำคาญจริง ๆ” หญิงวัยกลางคนชักสีหน้าไม่พอใจเพราะเด็กน้อยกำลังรบกวนเวลาพักผ่อนยามว่างของตัวเอง “นายท่านไม่ได้สั่งอะไรไว้ อย่าเรื่องมาก”
“แต่นายท่านอนุญาตแล้วเจ้าค่ะ” นางเถียงกลับไม่คิดยอมง่าย ๆ ร่างกายบอบบางสัมผัสสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านมาเป็นระลอก เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่อาจต้านความหนาวไว้ได้ สั่นสะท้าน รู้สึกน้ำมูกจะไหลให้ได้
ในเมื่อใต้เท้าซ่งเก็บเงินทองที่มีไปหมดโดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายตลอดเวลาที่อยู่จวนสกุลซ่ง นางจึงมีสิทธิ์เอ่ยขอสิ่งที่จำเป็นสำหรับใช้ชีวิต
“โอ๊ย ของแค่นั้นจะไปพออะไร เจ้าไม่รู้หรือว่าคนหนึ่งต้องกินต้องใช้วันหนึ่งเท่าไหร่” นางส่ายหน้าทำทีไม่รู้ไม่ชี้ คิดจากไปอย่างไม่แยแสแต่ฟางเหม่ยหลินรั้งตัวเอาไว้ “ปล่อยข้านะ เอามือสกปรกออกไปเดี๋ยวนี้!!!”
เสียงตวาดดังลั่นตามมาด้วยเสียงดังเพียะพลันแก้มข้างซ้ายของเด็กหญิงแดงเถือกขึ้นมาทันใด
“ท่านป้าฉิน หากข้านอนไปทั้งอย่างนี้คงจับไข้แน่ ๆ” นางพยายามขอร้องให้อีกฝ่ายใจอ่อน “วันพรุ่งนี้ข้าต้องไปทำงานกับท่านป้าไม่ใช่หรือเจ้าคะ ถ้าข้าป่วยอย่างนั้น… ท่านป้าคงทำงานหนักกว่าเดิม… ข้าจะช่วยท่านป้าทำงานเยอะ ๆ เลยเจ้าค่ะ”
“…”
“ข้าทำงานส่วนของท่านป้าด้วยก็ได้เจ้าค่ะแต่ว่า… ขอเสื้อผ้าที่หนากว่านี้ ผ้าห่ม ฟูกนอนให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
ข้อเสนอของเด็กน้อยดูจะทำให้นางสนใจเพราะเงินเดือนเท่าเดิมแต่งานน้อยลงเป็นสิ่งที่น่าฝันหวานอย่างยิ่ง
“ก็ได้…” หญิงวัยกลางคนตอบแล้วสั่งให้นางตามมาขนของด้วยตัวเอง
ฟางเหม่ยหลินกวาดสายตาดูข้าวของที่จำเป็นแล้วยกกลับไปยังห้องเก็บของที่ตัวเองต้องอาศัยโดยไม่รีรอเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
ครั้นได้อยู่คนเดียวก็ยืนมองห้องเล็ก ๆ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกสงสารองค์หญิงเถียนเหม่ยหลินที่ต้องตกระกำลำบากขนาดนี้ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดห้อง ปัดฝุ่นเกรอะกรัง หยากไย่จัดของเป็นสัดส่วนแล้ววางฟูกนอนไว้ด้านในสุด เอนตัวลงนอนแผ่หลาหมดแรง
เสียงท้องร้องโครกครากพาสองเท้าเดินมาที่ครัวโดยไม่รู้ตัว พยายามมองหาของที่จะกินได้แล้วหยิบขนมว่างชิ้นหนึ่ง
“ทำอะไรน่ะ” เสียงของสาวใช้ตะโกนถาม สายตาดุมองด้วยความไม่พอใจ “เจ้าหัวขโมย ครั้งนี้คิดจะขโมยของว่างคุณหนูรึ”
“ข้าไม่รู้ว่าเป็นของว่างคุณหนูเจ้าค่ะ” ฟางเหม่ยหลินไม่รู้แต่นางดูให้ดีแล้วว่าถาดตรงหน้าเป็นของเหลือที่กำลังจะเททิ้งอยู่แล้ว “ข้าหิวเจ้าค่ะ”
“แล้วอย่างไร… คิดว่าข้าเป็นคนใช้เจ้ารึ” ท่าทางของนางไม่เป็นมิตรยิ่งกว่าป้าฉิน นิ้วชี้จิ้มอกเด็กหญิงซ้ำ ๆ แล้วถามย้ำ “ข้า… เป็น… คน… ใช้… ของเจ้าหรืออย่างไร”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” ฟางเหม่ยหลินส่ายหน้า ท้องก็ร้องโครกครากไม่หยุด “ข้าขอโทษที่ทำให้ขุ่นเคือง”
“เจ้าขอโทษข้าแต่หน้าตาเจ้าไม่เห็นรู้สึกผิดอันใดเลย” นางไม่พูดเปล่าแต่บีบแก้มคนตรงหน้า “เจ้าคิดขอโทษข้าจริง ๆ รึ”
“ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
เวลานี้ยอมสิ่งใดได้ก็คงต้องยอม ฟางเหม่ยหลินเรียนรู้มาแล้วว่าทำอย่างนี้จะรอดตัวไปได้เหมือนอย่างที่เคยทำตอนอยู่อารามไป๋เหลียน
“เฮอะ… จะกินข้าวก็ต้องทำงาน วันนี้เจ้าทำอะไรบ้างหรือยังเล่า”
“ไม่…”
“แล้วจะถามหาข้าวทำไมกัน อยากกินก็ไปทำงานสักอย่างสิ” คำพูดและน้ำเสียงนั้นหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด
ท้ายที่สุดแล้ว ฟางเหม่ยหลินก็ต้องรับปากว่าจะทำงานแทนสาวใช้คนนี้ในวันรุ่งขึ้นเพื่อแลกกับอาหารมื้อเย็นเพราะไม่อย่างนั้นคงต้องนอนหิวไปทั้งคืน
ชีวิตยามอยู่ในจวนสกุลซ่งไม่ง่ายเหมือนกับอารามไป๋เหลียน ทั้งยังทำให้นึกถึงชีวิตตอนเป็นลู่ฟางเซียนพลันคิดว่าตัวเองนำพาโชคชะตาเช่นนั้นมาหาเถียนเหม่ยหลิน
แม้ทำงานหนักเพื่อแลกกับอาหาร สงบเสงี่ยมไม่ปริปากพูดสิ่งใดให้ใครขุ่นเคืองใจก็ยังไม่วายโดนกลั่นแกล้งไม่เว้นวันจนเหนื่อยใจไม่น้อย
กระนั้น ฟางเหม่ยหลินก็ทำได้แค่ปรับตัวและอดทนกับทุกสิ่งทุกอย่างพลางนึกอยากรู้ว่านางจะต้องทำเช่นนี้ไปจนถึงเมื่อไร มีสิทธิ์คิดตัดสินใจอันใดหรือไม่
บิดา มารดาหรือกระทั่งเถียนซีเย่ นางไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิงอีกแล้วหรือ ต้องรออยู่ที่นี่ต่อไปในฐานะเถียนเหม่ยหลินหรือหนีออกไปแล้วใช้ชีวิตเป็นลู่ฟางเซียน
“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจดังลั่น “เงินก็ไม่มี คงต้องทำงานไปอีกสักพักล่ะนะ”
หลายวันต่อมาซือหยางจัดการสะสางงานที่คั่งค้างไว้จนเสร็จสิ้นจึงฝากฝังเรื่องที่เหลือกับสวีซือหมิงและเถียนลู่คง ขอให้พวกเขาช่วยกันดูแลวังหลวงแห่งนี้เป็นการชั่วคราว อ้างว่าช่วงนี้ทำแต่งานหลวงจนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาแม้อยากเดินทางไปหมู่บ้านชิวหรงกับลู่ฟางเซียนเพียงลำพังมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อาจหลบพ้นจากสายตาของหงเฟิ่ง หลิวกวางและองครักษ์ไท่หยางที่คอยอารักขาพวกเขาได้เลยแต่กระนั้น ทุกคนรู้ดีว่าคนทั้งคู่ต้องการสิ่งใดจึงคอยวางกำลังอารักขาอยู่ห่าง ๆ เท่าที่จะทำได้“เจ้าเคยนั่งพิงใต้ต้นไม้ตรงโน้นเพราะหมดแรงด้วย” ลู่ฟางเซียนชี้ไปยังต้นไม้ใหญ่ทางฝั่งซ้ายมือ “พอข้าเดินหนีเจ้าก็ตะโกนเรียกเสียงดัง”“เหตุใดจึงจำแต่เรื่องน่าอายของข้าเล่า” ซือหยางทำหน้ามุ่ย รู้แล้วว่าในอดีตที่เคยความจำเสื่อมทำตัวไม่ดีสักเท่าใด พลางยื่นมือให้นางจับแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีตะไคร่น้ำขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน เจ้าค่อย ๆ เดินจะได้ไม่ลื่นล้ม”ไม่ว่าจะเดินไปทางใด ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นึกถึงคราใดก็อดหัวเราะขบขันไม่ได้เพราะใครเล่าจะรู้ว่าวันห
สามเดือนต่อมาบรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงแคว้นคุนหลันเต็มไปด้วยความตึงเครียด เหล่าขุนนางต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาผู้ปกครองบัลลังก์โดยมิได้นัดหมาย หากแต่ราชทูตแคว้นม่านเหลียนยังคงทำหน้าที่เชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองดินแดนเป็นอย่างดีสวีซือหมิงรับตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นคอยให้คำปรึกษาอยู่เคียงข้างผู้เป็นน้องชาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วอดกลั้นขำไม่ได้ขณะที่เหลียงซิ่วหรานกลายเป็นหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวฮ่องเต้ถอนหายใจเล็กน้อย รู้ว่าเหตุใดซือหยางจึงแสดงท่าทีกราดเกรี้ยวใส่แขกผู้มาเยือน“ทูลฝ่าบาท… กระหม่อมเดินทางมาที่หนิงหวงครานี้เพื่อสานไมตรีกับราชวงศ์สกุลสวี” บุรุษผู้มีดวงตาสีแดงโกเมนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงความกดดันให้อีกฝ่ายรับข้อเสนอ“…” ดวงตาสองสีเย็นชา สีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะติดอยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้เกินกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว ในใจนึกถึงใบหน้าฮองเฮาผู้เป็นที่รัก พยายามประคองสติตนเองเอาไว้ให้มั่นเพราะกลัวว่าโวยวายเอาแต่ใจจะถูกนางเรียกไปตักเตือน“องค์หญิงซือคงเซียนเอ๋อร์เป็นถึงพระธิดาอง
ยามซวีมาถึงท้องฟ้าค่ำคืนนี้มีดาวสองดวงเคียงข้างกันเหมือนอย่างที่ผู้อาวุโสบอกไม่มีผิดเพี้ยน สายลมเย็นพัดแผ่วเบาผ่านหน้าต่างตำหนักโอ่อ่าแห่งนี้ กลิ่นเทียนหอมจาง ๆ ลอยทั่วบริเวณราวกับเป็นม่านหมอกภวังค์ฝันดีดวงตาสองสีมองหญิงสาวในชุดบางเบา ยิ้มมุมปากพึงพอใจที่ช่วงเวลาของการรอคอยสิ้นสุดลงเสียที ห้าปีหลังจากแต่งงานช่างเป็นเวลาเนิ่นนานเหลือเกิน เกือบพลัดพรากกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายโชคชะตาหวนพัดให้พวกเขาได้กลับมาพบกันนับเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่งนักหญิงสาวอันเป็นที่รักเยื้องกรายเดินเข้ามาหาด้วยความเขินอาย ใบหน้างามแดงระเรื่อยามถูกจ้องไม่วางตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หากแต่มีความสงสัยอยู่หนึ่งอย่างที่ค้างคาใจจึงหยุดยืนนิ่งงันชั่วขณะ คิ้วเรียวขมวดมุ่นสบประสานสายตาคนตรงหน้าซือหยางหรี่ตาเล็กน้อยอยากรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือต้องการถ่วงเวลาแกล้งให้เขาอดใจไม่ไหว“ไม่ดีเลย… ข้ารอมาห้าปีแล้วยังใจร้ายกับข้าอีกหรือ” เขาไม่รอให้นางเดินมาหาถึงเตียงนอน แต่เป็นฝ่ายอุ้มร่างบางมาแทน ค่อย ๆ วางลงอย่างอ่อนโยนแล้วหอมแก้มเหมือนอย่างเคย
สามปีต่อมาภัยอันตรายไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้ฮองเฮาแห่งคุนหลันแม้เพียงคืบ นับเป็นผลจากการที่ซือหยางร่วมมือกับหลิวกวางวางกองกำลังทั่วแผ่นดิน คอยจับตามองทุกพื้นที่ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเถียนลู่คงได้รับหน้าที่ดูแลวังหลวงเป็นการชั่วคราวร่วมกับสวีซือหมิงที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคอยช่วยงาน แต่ละวันภาวนาให้พี่เขยกลับมาเร็วไวเพื่อที่จะได้พักผ่อนนอนหลับเที่ยวเล่นไปวัน ๆ ให้สมกับลำบากตรากตรำมาหลายปีร่างกายที่เคยต้องพิษหายดีเป็นปลิดทิ้งเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเจียงจื่อซวนที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นถึงหมอหลวงประจำราชสำนัก ชื่อเสียงบารมีกว้างไกลจนถึงขั้นมีทุนเปิดร้านสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงและสร้างโรงหมอเพื่อคนอนาถาทั่วแคว้นคุนหลันเขตชายแดนทางตอนเหนือมีกองทัพเมืองฮุ่ยผิงของแม่ทัพหานหลี่ต้านทานผู้บุกรุกจากแคว้นม่านเหลียน ต่อให้เมืองเหอผิงและอวี่โจวถูกฝ่ายฉินหมิงยึดไปแล้วก็ไม่เกิดปัญหาขัดแย้งใด ๆในเมื่อฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ไม่อยากเห็นสองแคว้นรบราฆ่าฟันจนชาวเมืองเดือดร้อน สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจึงตกลงร่วมกันปกครองสองเมือง
หนึ่งเดือนต่อมาขบวนเสด็จของรัชทายาทได้มาถึงวังหลวงแคว้นคุนหลัน บรรยากาศยามนี้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มองไปทางซ้ายมีตัวแทนแม่ทัพเมืองเทียนอวิ๋นมารออยู่ ทางด้านขวาเป็นแม่ทัพหลี่หมิงฮ่าวและหน่วยซิงอวี่แคว้นฉินหมิง ใกล้ ๆ กันนั้นคือผู้อาวุโสกับองครักษ์แคว้นไท่หยางอันเป็นดินแดนลึกลับทางตอนใต้ขุนนางคุนหลันที่รอดชีวิตต่างพากันดีใจที่องค์รัชทายาทยังไม่สิ้นพระชนม์ แต่กระนั้นกลับกังวลเพราะรู้ว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทว่า ดวงตาทุกคู่ได้เห็นองค์หญิงเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งว่านับจากนี้จะมีเชื้อพระวงศ์ของปฐมกษัตริย์ครองบัลลังก์แผ่นดินนี้อย่างแน่นอนหากแต่มองไปยังข้างกายของนางกลับพบชายหนุ่มรูปงามที่แฝงไอสังหารเหี้ยมโหด สีหน้าไม่สบอารมณ์ยามต้องพบเจอผู้คนมากมาย ดวงตาสองสีแข็งกร้าวราวกับประกาศศักดา ย้ำให้รู้ว่าข่าวลือเกี่ยวกับสวีอันอวี่นั้นเป็นความจริงหงเฟิ่งก้าวออกมาสู่แสงสว่าง ไม่ยอมเป็นเงารับใช้ราชวงศ์สกุลเถียนอีกต่อไป ขุนนางน้อยใหญ่และข้าราชบริพารกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ทั้งหวาดกลัวและมองไม่เห
ครั้นกอดแนบแน่นอยู่พักหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาต้องสะสางความสงสัยอีกอย่างที่คิดไม่ตกมาตั้งแต่เมื่อครู่ซือหยางชี้ไปที่ไม้กระบองด้านหลังแล้วถามว่า “เหตุใดจึงถือมันไว้… เจ้าคิดทำสิ่งใดตอนข้าหลับอยู่หรือ”ลู่ฟางเซียนยิ้มกว้างเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไว้ว่าอย่าประมาทจึงตอบไปตามตรง “เจ้าฟื้นมาคราใดชอบจำข้าไม่ได้… กันไว้ดีกว่าแก้”“…”ชายหนุ่มอมยิ้มเพราะพอจะคาดเดาคำตอบได้ เขายอมรับว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นนั้นจริง แต่นับจากนี้ไปคงไม่มีวันเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างนั้นอีกแล้วครานี้จำได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับนาง ไม่ว่าอดีตหรือยามนี้… ทุกเรื่องราวฝังลึกในใจไม่มีวันลืมเลือนอีกแล้ว หากแต่ไม่อาจบอกได้ว่าความทรงจำในอดีตตอนเป็นซือหยางวัยยี่สิบห้ากลับมาครบถ้วน นั่นเพราะตอนนั้นเขาปิดบังว่าดวงตาข้างสีน้ำเงินเข้มยังคงบอดสนิทเหมือนอีกข้างทั้งที่มองเห็นหญิงสาวนามว่าลู่ฟางเซียนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าแสนอ่อนโยน กระทั่งทุกสัดส่วนโค้งเว้าที่ซ่อนเร้นใต้อาภรณ์ พลันหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันใด“ซือหยาง… ยังปวดหัวตัวร้
ช่วงสายของวันต่อมาสายลมเย็นพัดเอื่อย ระลอกคลื่นน้ำทะเลเคลื่อนกระทบชายฝั่งสาดกระเซ็น ท้องฟ้าไร้เมฆฝนนับว่าอากาศดีเหมาะกับการหาปลาเป็นอย่างยิ่ง “นั่นอะไรน่ะ” เสียงของชายชราที่มาตกปลาแถวนั้นเอ่ยถามคนที่มาด้วยกันพลางหยีตามองสิ่งที่สายน้ำพัดเกยฝั่ง ก่อนเดินไปดูใกล้ ๆ ด้วยความอยากรู้จึงพบว่าเป็นร่างขอ
หงเฟิ่ง องค์กรมือสังหารที่ดำรงตำแหน่งเงาอยู่เบื้องหลังการปกป้องและรับใช้ฮ่องเต้แคว้นคุนหลันมาหลายชั่วอายุคนด้วยความจงรักภักดีได้ถูกใส่ร้ายว่าร่วมมือกับเถียนอ๋องก่อกบฏแม้ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาแต่เวลานี้ไม่อาจพิสูจน์สิ่งใดได้เพราะโดนโจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวจึงทำได้แค่เอาชีวิตรอดเพื่อกลับมากอบ
จวนสกุลซ่ง ตำบลเซียวเหอซ่งจินเหลียง ชายวัยกลางคนผู้มั่งคั่งพลิกชีวิตตัวเองจากยาจกกลายเป็นเศรษฐีเพราะมีเส้นสายค้าขายเทียนหอมคลายกังวลกับราชสำนักผ่านเถียนซีเย่ในช่วงที่เขาร่ำเรียนจริยธรรมอยู่ที่อารามอันจิ้งสองสามวันก่อน เขาได้รับจดหมายแจ้งว่าเถียนซีเย่จะเข้
หลินอันเล่อแบกสาลี่ม่านโหรวเต็มตะกร้ามาจนถึงอารามได้อย่างปลอดภัย หอบหายใจเหนื่อยอยู่พักหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงของศิษย์ไป๋เหลียน“เจ้า… หลินอันเล่อ...”“เจ้าคะ”“เจ้าคือองค์หญิงเถียนเหม่ยหลินจริงหรือ” เผิงลู่ซ







