Masukยามค่ำคืนอันเงียบสงบ ณ เหลาอาหารชื่อดังกลางเมืองหลวง ในห้องส่วนชั้นสอง กลุ่มคุณชายลูกขุนนางและทาย
เหตุการณ์ตรงหน้าอยู่ในสายตาของสวี่เยว่หราน จากสายตาคนที่ผ่านโลกมามากและนักอ่านนิยายตัวยง สถานการณ์แบบนี้เหตุใดนางจะเดาไม่ออกว่าบุรุษตรงหน้ารู้สึกเช่นไรต่อสหายใหม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ“เรียนซื่อจื่อ คุณหนูเสิ่นกำลังจะกลับพอดี ข้ากำลังจะเดินไปส่งนาง เช่นนั้นหากไม่รบกวนซื่อจื่อ ข้าต้องขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” หญิงสาวตั้งใจหยั่งเชิงท่าทีของพี่ชายสามี“เอ่อ เช่นนั้น ข้าเดินไปส่งคุณหนูเสิ่นด้วยคน ข้า... ข้ายังมีเรื่องต้องพูดคุยกับนาง”เสิ่นซินหลิงเอียงคอเล็กน้อยอย่างงุนงงที่เขาอยากเดินไปส่งนาง หัวใจเริ่มเต้นแรงอีกครั้งแต่ก็ยังรักษากิริยา เตือนสติตนเองอีกครั้งถึงความเป็นไปไม่ได้ในสถานะของเขาที่มีคู่หมายแล้ว และที่สำคัญ คู่หมายผู้นั้นคือญาติผู้น้องของตน นางจะไม่มีวันเสียเกียรติและลดศักดิ์ศรี แย่งบุรุษของผู้อื่นเด็ดขาด“หากไม่รบกวน เช่นนั้นซื่อจื่อนำทางเลยเจ้าค่ะ” น้องสะใภ้สาวรีบตอบรับอย่างรู้งานโจวอี้หยางพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ “ได้สิ เชิญคุณหนูเสิ่นเถิด”ทั้งสามเดินเคียงคู่กันไปจนถึงบริเวณหน้าประตูใหญ่ของจวนโหว ระหว่างทางก็ถามไถ่กันไม่มากพอเป็นพิธี“เร
ทว่า ไม่ไกลจากจุดที่ซื่อจื่อยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่ง โจวฮูหยินซึ่งเพิ่งเดินกลับมาจากเรือนหลักพร้อมด้วยคนสนิทอย่าง จางหมัวมัว ก็บังเอิญเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าเช่นกันหลี่เหลียนฮวายืนหยุดนิ่ง สายตามองไปยังบุตรชายคนโตที่กำลังยืนทอดสายตามองไปทางสวนดอกไม้ด้วยแววตาอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความรู้สึกพิเศษ นางเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของบุตรชายอย่างชัดเจน ก่อนจะเบนสายตาไปยังสตรีผู้เป็นแขกของสะใภ้รองที่นั่งอยู่ในศาลาโจวฮูหยินหันไปกระซิบถามจางหมัวมัวที่ยืนอยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“จางหมัวมัว หญิงสาวที่กำลังนั่งอยู่กับเยว่หรานในสวนนั่น คือผู้ใดกัน เหตุใดข้าจึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย”แม่นมจางรีบกวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือโน้มตัวลงกระซิบตอบด้วยความเคารพ“เรียนฮูหยิน สตรีท่านนั้นหาใช่ใครอื่นไกลไม่เจ้าค่ะ นางคือ คุณหนูเสิ่นสายรอง บุตรีแท้ๆ ของแม่ทัพเสิ่นเอ้อหลางแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรเจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบ โจวฮูหยินก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย นางหันกลับไปมองเสิ่นซินหลิงที่กำลังหัวเราะอย่างรื่นรมย์กับสวี่เยว่หรานอีกครั้ง พลางพินิจพิจารณากิริยามารย
ในห้องครัวของเรือนรองมีกลิ่นเปรี้ยวของแป้งหมักธรรมชาติ ผสมกลิ่นขนมปังอบที่ทำเสร็จแล้วซึ่งกำลังส่งกลิ่นเย้ายวนใจ สวี่เยว่หรานตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อลงมือถ่ายทอดสูตรขนมชนิดใหม่ให้กับเสิ่นชิงหรู และเพื่อเตรียมต้อนรับเสิ่นซินหลิงในโลกของนาง ขนมชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของขนมปัง แต่นางได้นำมาประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบและเตาอบแบบโบราณที่นางดัดแปลงขึ้น สวี่เยว่หรานอธิบายขั้นตอนการนวดแป้ง การพักแป้งหมักธรรมชาติให้ขึ้นฟูอย่างพิถีพิถัน และการควบคุมอุณหภูมิไฟในการอบจนได้ที่เมื่ออบจนสุกได้ที่ ขนมปังเนื้อนุ่มฟูสีเหลืองทองอร่ามก็ถูกยกออกจากเตา สวี่เยว่หรานแบ่งขนมออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งแบบแป้งอบธรรมดาที่นำมาเคลือบด้วยนมที่เคี่ยวกับน้ำตาลจนเหนียวข้น ทำให้รสชาติหวานละมุนลิ้น และขนมปังแบบที่สอดไส้ธัญพืชกวนเนียนนุ่ม ที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ เนื้อสัมผัสของขนมปังเหล่านี้มีความนุ่มละมุนลิ้นไม่แพ้ตั้นเกาที่เคยทำเลยแม้แต่น้อย“ท่านแม่ ขนมชนิดนี้เรียกว่า เมี่ยนเปา เจ้าค่ะ เนื้อสัมผัสจะนุ่มฟูและมีความหอมหวาน คล้ายหมั่นโถวแต่เหนียวนุ่มและแห้งกว่า เมี่ยนเปาชิ้นนี้เคลือบด้วยนมเคี่ยวน้
ในห้องรับรองของร้านขายธัญพืชสกุลโจว สตรีสองนางกำลังพูดคุยและสนทนากันอย่างถูกคอ เมื่อถึงเวลาอันสมควรแก่การกลับแล้ว เสิ่นซินหลิงก็ขอตัวลาเนื่องจากยังมีธุระอื่นต้องไปจัดการต่อ“ข้ารบกวนท่านนานแล้ว คงต้องขอตัวกลับไปก่อน พรุ่งนี้ข้าไม่ลืมนัดของเราแน่นอน”“ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานลุกขึ้นเตรียมตัวจะส่งแขกด้วยตัวเอง“ฮูหยินน้อยไม่ต้องส่ง ข้าขอตัวก่อน” คุณหนูเสิ่นกล่าวอย่างเกรงใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้ติดตามของนางที่ดูเหมือนว่าจะมีวิชาการต่อสู้ไม่แพ้ผู้เป็นนายจนกระทั่งร่างระหงของคุณหนูเสิ่นลับสายตาลงไปจากชั้นสอง เมื่อภายในห้องรับรองเหลือเพียงความเงียบงันและอยู่ตามลำพังกับสาวใช้คนสนิท ฟู่หลิงซึ่งยืนเก็บสำรับชาอยู่ใกล้ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความสงสัย“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวจำได้ว่าในช่วงนี้ท่านไม่ได้มีแผนการจะให้คนอื่นมาชิมขนมหวานชนิดใหม่สักหน่อยนี่เจ้าคะ เหตุใดเมื่อครู่ท่านถึงเอ่ยปากชวนคุณหนูเสิ่นซินหลิงให้มาที่จวนโหวพรุ่งนี้ด้วยข้ออ้างเรื่องนี้ด้วยเล่า หรือว่าท่านกำลังคิดจะทำอะไรอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”สวี่เยว่หรานหันมาม
ยามสายของวันใหม่ ทั่วท้องถนนสายหลักของเมืองหลวง บรรยากาศมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับร้านขายธัญพืชตระกูลโจวที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างไม่ขาดสายวันนี้ สวี่เยว่หรานเดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและดูแลกิจการที่ร้านธัญพืชตามกิจวัตรปกติเพียงลำพัง เพราะในช่วงนี้สามีกำลังวุ่นวายกับภัตตาคารที่กำลังจะเปิดใหม่หญิงสาวนั่งสะสางบัญชีอยู่บริเวณห้องรับรองชั้นสองด้วยท่าทีสุขุม ทว่าในขณะที่นางกำลังพลิกดูสมุดบัญชีอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ของสาวใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ฟู่หลิงจะเดินเข้ามาประสานมือรายงาน“เรียนฮูหยินน้อย ด้านล่างมีแขกผู้สูงศักดิ์มาขอเข้าพบเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูเสิ่นเจ้าค่ะ”คำรายงานของสาวใช้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักมือที่กำลังถือพู่กันเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตคู่สวยฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง คิดว่าคุณหนูสายตรงจวนกั๋วกงคงตั้งใจมาเอาคืนตนแน่“คุณหนูเสิ่นซูหนานหรือ”“เป็นคุณหนูเสิ่นแห่งจวนแม่ทัพ คุณหนูเสิ่นซินหลิงเจ้าค่ะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว คุณหนูเสิ่นตระกูลแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ เหตุใดถึงเจาะจงมาขอพบนางที่ร้านธัญ
ยามราตรีมาเยือน ภายในห้องนอนส่วนตัว โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานยังคงนอนเคียงคู่กันอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ ใต้ผ้าห่มนวมเนื้อนุ่ม ทั้งสองยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลิ้มหลับไป ทว่ากลับนอนแลกเปลี่ยนบทสนทนา พูดคุยถึงความคืบหน้าต่างๆ ในช่วงนี้ด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกผ่อนคลาย“พ่อครัวทั้งสอง เฉินไห่และหลิวหยวน พวกเขาแสดงฝีมือออกมาได้น่าพอใจมาก รสชาติอาหารคงที่และได้มาตรฐานแล้ว ส่วนเรื่องขนมหวานก็มีท่านแม่คอยช่วยรับผิดชอบและทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รสชาติอร่อยจนข้ายังต้องทึ่ง ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและพร้อมสำหรับการเปิดร้านแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล นางนอนหนุนอยู่บนแขนแกร่งของสามี พลางใช้นิ้วเรียวไล้เล่นเบาๆ บนอกเสื้อของเขาโจวอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคมฉายความอ่อนโยนยามก้มมองใบหน้างดงามของภรรยาในยามค่ำคืน ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ รั้งร่างบางให้แนบชิดกับอกแกร่งมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง“นั่นสินะ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วจนบางครั้งข้าก็รู้สึกเหมือนเป็นความฝัน”







