LOGINในห้องครัวของเรือนรองมีกลิ่นเปรี้ยวของแป้งหมักธรรมชาติ ผสมกลิ่นขนมปังอบที่ทำเสร็จแล้วซึ่งกำลังส่ง
ในห้องครัวของเรือนรองมีกลิ่นเปรี้ยวของแป้งหมักธรรมชาติ ผสมกลิ่นขนมปังอบที่ทำเสร็จแล้วซึ่งกำลังส่งกลิ่นเย้ายวนใจ สวี่เยว่หรานตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อลงมือถ่ายทอดสูตรขนมชนิดใหม่ให้กับเสิ่นชิงหรู และเพื่อเตรียมต้อนรับเสิ่นซินหลิงในโลกของนาง ขนมชนิดนี้เป็นที่รู้จักกันดีในนามของขนมปัง แต่นางได้นำมาประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบและเตาอบแบบโบราณที่นางดัดแปลงขึ้น สวี่เยว่หรานอธิบายขั้นตอนการนวดแป้ง การพักแป้งหมักธรรมชาติให้ขึ้นฟูอย่างพิถีพิถัน และการควบคุมอุณหภูมิไฟในการอบจนได้ที่เมื่ออบจนสุกได้ที่ ขนมปังเนื้อนุ่มฟูสีเหลืองทองอร่ามก็ถูกยกออกจากเตา สวี่เยว่หรานแบ่งขนมออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งแบบแป้งอบธรรมดาที่นำมาเคลือบด้วยนมที่เคี่ยวกับน้ำตาลจนเหนียวข้น ทำให้รสชาติหวานละมุนลิ้น และขนมปังแบบที่สอดไส้ธัญพืชกวนเนียนนุ่ม ที่ส่งกลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ เนื้อสัมผัสของขนมปังเหล่านี้มีความนุ่มละมุนลิ้นไม่แพ้ตั้นเกาที่เคยทำเลยแม้แต่น้อย“ท่านแม่ ขนมชนิดนี้เรียกว่า เมี่ยนเปา เจ้าค่ะ เนื้อสัมผัสจะนุ่มฟูและมีความหอมหวาน คล้ายหมั่นโถวแต่เหนียวนุ่มและแห้งกว่า เมี่ยนเปาชิ้นนี้เคลือบด้วยนมเคี่ยวน้
ในห้องรับรองของร้านขายธัญพืชสกุลโจว สตรีสองนางกำลังพูดคุยและสนทนากันอย่างถูกคอ เมื่อถึงเวลาอันสมควรแก่การกลับแล้ว เสิ่นซินหลิงก็ขอตัวลาเนื่องจากยังมีธุระอื่นต้องไปจัดการต่อ“ข้ารบกวนท่านนานแล้ว คงต้องขอตัวกลับไปก่อน พรุ่งนี้ข้าไม่ลืมนัดของเราแน่นอน”“ยินดีอย่างยิ่งเจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานลุกขึ้นเตรียมตัวจะส่งแขกด้วยตัวเอง“ฮูหยินน้อยไม่ต้องส่ง ข้าขอตัวก่อน” คุณหนูเสิ่นกล่าวอย่างเกรงใจ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพร้อมกับผู้ติดตามของนางที่ดูเหมือนว่าจะมีวิชาการต่อสู้ไม่แพ้ผู้เป็นนายจนกระทั่งร่างระหงของคุณหนูเสิ่นลับสายตาลงไปจากชั้นสอง เมื่อภายในห้องรับรองเหลือเพียงความเงียบงันและอยู่ตามลำพังกับสาวใช้คนสนิท ฟู่หลิงซึ่งยืนเก็บสำรับชาอยู่ใกล้ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความสงสัย“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวจำได้ว่าในช่วงนี้ท่านไม่ได้มีแผนการจะให้คนอื่นมาชิมขนมหวานชนิดใหม่สักหน่อยนี่เจ้าคะ เหตุใดเมื่อครู่ท่านถึงเอ่ยปากชวนคุณหนูเสิ่นซินหลิงให้มาที่จวนโหวพรุ่งนี้ด้วยข้ออ้างเรื่องนี้ด้วยเล่า หรือว่าท่านกำลังคิดจะทำอะไรอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”สวี่เยว่หรานหันมาม
ยามสายของวันใหม่ ทั่วท้องถนนสายหลักของเมืองหลวง บรรยากาศมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับร้านขายธัญพืชตระกูลโจวที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างไม่ขาดสายวันนี้ สวี่เยว่หรานเดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและดูแลกิจการที่ร้านธัญพืชตามกิจวัตรปกติเพียงลำพัง เพราะในช่วงนี้สามีกำลังวุ่นวายกับภัตตาคารที่กำลังจะเปิดใหม่หญิงสาวนั่งสะสางบัญชีอยู่บริเวณห้องรับรองชั้นสองด้วยท่าทีสุขุม ทว่าในขณะที่นางกำลังพลิกดูสมุดบัญชีอยู่นั้น เสียงฝีเท้าเบาๆ ของสาวใช้ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูก่อนที่ฟู่หลิงจะเดินเข้ามาประสานมือรายงาน“เรียนฮูหยินน้อย ด้านล่างมีแขกผู้สูงศักดิ์มาขอเข้าพบเจ้าค่ะ เป็นคุณหนูเสิ่นเจ้าค่ะ”คำรายงานของสาวใช้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักมือที่กำลังถือพู่กันเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตคู่สวยฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง คิดว่าคุณหนูสายตรงจวนกั๋วกงคงตั้งใจมาเอาคืนตนแน่“คุณหนูเสิ่นซูหนานหรือ”“เป็นคุณหนูเสิ่นแห่งจวนแม่ทัพ คุณหนูเสิ่นซินหลิงเจ้าค่ะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว คุณหนูเสิ่นตระกูลแม่ทัพใหญ่ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ เหตุใดถึงเจาะจงมาขอพบนางที่ร้านธัญ
ยามราตรีมาเยือน ภายในห้องนอนส่วนตัว โจวอวิ๋นเฟิงและสวี่เยว่หรานยังคงนอนเคียงคู่กันอยู่บนเตียงนอนหลังใหญ่ ใต้ผ้าห่มนวมเนื้อนุ่ม ทั้งสองยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลิ้มหลับไป ทว่ากลับนอนแลกเปลี่ยนบทสนทนา พูดคุยถึงความคืบหน้าต่างๆ ในช่วงนี้ด้วยรอยยิ้มและความรู้สึกผ่อนคลาย“พ่อครัวทั้งสอง เฉินไห่และหลิวหยวน พวกเขาแสดงฝีมือออกมาได้น่าพอใจมาก รสชาติอาหารคงที่และได้มาตรฐานแล้ว ส่วนเรื่องขนมหวานก็มีท่านแม่คอยช่วยรับผิดชอบและทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม รสชาติอร่อยจนข้ายังต้องทึ่ง ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและพร้อมสำหรับการเปิดร้านแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ” สวี่เยว่หรานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่นุ่มนวล นางนอนหนุนอยู่บนแขนแกร่งของสามี พลางใช้นิ้วเรียวไล้เล่นเบาๆ บนอกเสื้อของเขาโจวอวิ๋นเฟิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ดวงตาคมฉายความอ่อนโยนยามก้มมองใบหน้างดงามของภรรยาในยามค่ำคืน ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ รั้งร่างบางให้แนบชิดกับอกแกร่งมากยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เจือความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง“นั่นสินะ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วจนบางครั้งข้าก็รู้สึกเหมือนเป็นความฝัน”
ภายในห้องครัวของเรือนรอง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมชวนลิ้มลองของเครื่องเทศและเครื่องปรุงรสสูตรพิเศษสวี่เยว่หรานยืนกำกับดูแลความเรียบร้อยอยู่ใกล้ๆ โดยมีพ่อครัวฝีมือดีสองคนคือ เฉินไห่และหลิวหยวน กำลังตั้งอกตั้งใจปรุงอาหารตามสูตรที่นางถ่ายทอดให้ ทั้งสองคนตักเครื่องปรุงรสจากไหดินเผามาผสมคลุกเคล้ากับวัตถุดิบต่างๆ ด้วยความชำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่ออาหารชุดแรกเสร็จสิ้นลงและถูกตักใส่จาน สวี่เยว่หรานได้ลองชิมรสชาติเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย พวกเขาสามารถควบคุมระดับไฟและสัดส่วนเครื่องปรุงได้อย่างแม่นยำ รสชาติอาหารมีความกลมกล่อมและคงที่ไม่มีผิดเพี้ยนจากต้นตำรับเลยแม้แต่น้อย“ฝีมือของพวกเจ้าพัฒนาขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก รสชาติอาหารคงที่และอร่อยกลมกล่อมดีมาก แบบนี้ค่อยวางใจได้หน่อย” ฮูหยินน้อยสกุลโจวเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจเมื่อมั่นใจว่าอาหารคาวไร้ที่ติแล้ว งานสำคัญลำดับต่อไปก็คือการจัดการเรื่องของหวาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายสำคัญที่จะดึงดูดลูกค้าเข้าร้านภัตตาคารรสเลิศล้ำเนื่องจากขั้นตอนการทำขนมหวานมีความประณีต ละเอียดอ่อน และใช้เวลาค่อนข้างมาก สวี่เยว่หรานจึงวางแผน
หลังจากที่บิดากล่าวถึงการแต่งงาน ความรู้สึกร้อนรุ่มและกระวนกระวายใจก็เกาะกุมจิตใจของโจวอี้หยางอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้ในอดีต แม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจหรือมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งอะไรกับเสิ่นซูหนาน คู่หมั้นหมายตามธรรมเนียมของตน ทว่านับตั้งแต่เขาได้ล่วงรู้ธาตุแท้อันน่ารังเกียจของหญิงสาวรวมถึงการได้พบพานสตรีสกุลเสิ่นอีกนาง หัวใจของซื่อจื่อหนุ่มก็เริ่มเอนเอียงและเกิดความรู้สึกพึงพอใจในคุณหนูเสิ่นสายรองอย่างเงียบๆเขากลายเป็นบุรุษผู้ตกอยู่ในห้วงความอึดอัด เพราะหากปล่อยให้เรื่องดำเนินไปตามความต้องการของบิดาที่หวังดีอยากเร่งรัดวันแต่งงาน เขาจะต้องตบแต่งกับสตรีร้ายกาจผู้นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วยังสูญเสียสตรีที่ตนเองกำลังพึงใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจทนรับได้อีกต่อไปแล้วด้วยความร้อนรุ่มใจที่เกรงว่าบิดาจะส่งแม่สื่อไปทาบทามและกำหนดฤกษ์มงคลโดยเร็ว แม้น้องสะใภ้รับปากจะช่วยเหลือก็เกรงว่าอาจไม่ทันการณ์ โจวอี้หยางจึงอยากปรึกษากับมารดาเพื่อหาทางออกในขณะที่บิดากำลังต้อนรับสหายขุนนางและเดินหมากกันในสวน โจวซื่อจื่อก็ใช้โอกาสนั้นไปหามารดาที่นั่งจิบชาผ่อนคลายอยู่ภายในห้องโถ







