LOGIN"ถูกใส่ร้าย? ถูกถอนหมั้น? ถูกขับไล่ออกจากตระกูล?" เชิญตามสบาย! เพราะสำหรับอดีตนักธุรกิจสาวสุดแกร่งยุค 90 ที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างสตรีที่ถูกคนทั้งเมืองชิงชัง เรื่องพวกนี้มันก็แค่เศษฝุ่น! คิดหรือว่าเธอจะยอมก้มหน้าร้องไห้ฟูมฟายและยอมรับชะตากรรม? ไม่มีทาง! ในเมื่อโลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยอำนาจและเงินตรา เธอก็จะใช้สติปัญญาและลูกคิดในมือนี่แหละ พลิกกระดานการค้าและฟาดพวกสวะให้จมดิน! แต่ยิ่งเธอก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดมากเท่าใด แผนการที่เคยวางไว้อย่างรัดกุมกลับต้องสั่นคลอน เมื่อสายตาของบุรุษผู้กุมอำนาจล้นฟ้าแห่งแคว้นเริ่มจับจ้องมาที่เธอ... เขาคือคนที่พร้อมจะสนับสนุน หรือเป็นพยัคฆ์ร้ายที่รอขย้ำเธอเมื่อเผลอกันแน่?
View Moreความเจ็บปวดแล่นริ้วประหนึ่งถูกรถบรรทุกสิบล้อบดขยี้แล้วถอยหลังมาทับซ้ำ ความหนักอึ้งกดทับเปลือกตาจนแทบขยับไม่ได้ กลิ่นอับชื้นของเชื้อราผสมกับกลิ่นยาต้มราคาถูกลอยปะทะจมูกจนชวนให้คลื่นเหียน
หลินซีพยายามขยับนิ้วมือ แต่ร่างกายกลับร้าวระบมไปทุกสัดส่วน ในหัวของเธอมีภาพความทรงจำแปลกประหลาดไหลบ่าเข้ามาอย่างรุนแรงราวกับเขื่อนแตก ภาพของเด็กสาวสวมชุดโบราณสีซีดจางที่ถูกสตรีวัยกลางคนทุบตี ภาพของน้องสาวต่างมารดาที่แย่งชิงปิ่นปักผมไปต่อหน้าต่อตา ภาพของบิดาที่มองมาด้วยแววตารังเกียจ และสุดท้ายคือภาพเด็กสาวคนนั้นถูกผลักตกสระบัวในฤดูเหมันต์จนหนาวสั่นจับไข้ และสิ้นใจไปอย่างโดดเดี่ยวบนเตียงไม้ผุพังแห่งนี้
เสิ่นหลินซี คุณหนูใหญ่แห่งจวนราชครูเสิ่น นั่นคือชื่อของเจ้าของร่างนี้
หญิงสาวเจ้าของฉายา ‘มือตบแห่งยุค 90’ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืดสลัว เธอจำได้ว่าตนเองเพิ่งไปทวงหนี้เสี่ยร้านทองที่ตลาดเก่าจนเกิดการตะลุมบอน โดนไม้หน้าสามฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนสติหลุดดับวูบไป พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ในนิยายหรือซีรีส์ย้อนยุคเสียแล้ว
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ทบทวนเรื่องราวทะลุมิติอันสุดแสนจะพิลึกพิลั่น เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงผลักประตูไม้ที่ดังเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ
“เจ้าว่านางตายหรือยังชุยเอ๋อร์ เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงนางละเมอเพ้อพกทั้งคืน ซ้ำยังไอเป็นเลือดอีก ฮูหยินรองสั่งไว้ว่าห้ามไปตามหมอเด็ดขาด ปล่อยให้นางนอนรอความตายไปเงียบๆ”
เสียงแหลมเล็กของเด็กสาวนางหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับแสงจากตะเกียงน้ำมันที่สาดส่องเข้ามาในห้องแคบๆ
“ถ้าตายก็ดีสิจูเอ๋อร์ จวนนี้จะได้สงบสุขเสียที คุณหนูใหญ่ไร้ค่าผู้นี้อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก ฮูหยินรองจะได้ดันคุณหนูรองขึ้นเป็นฮูหยินเอกของจวนแทนตอนออกเรือน” เสียงของชุยเอ๋อร์ตอบกลับพร้อมเสียงหัวเราะเยาะหยัน “มาเถอะ รีบหาของกันดีกว่า ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ฮูหยินเอกคนก่อนสิ้นใจ ได้แอบยัดปิ่นหยกหยกมันแกะชิ้นหนึ่งไว้ใต้หมอนของนาง หากเราหาเจอแล้วเอาไปขาย คงได้เงินตั้งตัวสบายไปหลายเดือน”
หลินซีที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงรับฟังบทสนทนานั้นด้วยความรู้สึกเย็นเยียบในอก ความทรงจำของร่างเดิมบอกเธอว่า สาวใช้สองคนนี้คือคนที่คอยรังแกและแอบขโมยของมีค่าในเรือนไปขายตลอดเวลา ซ้ำยังเป็นหูเป็นตาให้หวังซื่อ ฮูหยินรองใจยักษ์นั่นด้วย
หลินซีหลับตาลง นึกเวทนาเจ้าของร่างเดิมในใจ
เป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลขุนนาง แต่กลับถูกสาวใช้ชั้นต่ำเหยียบย่ำถึงเพียงนี้ ช่างอ่อนแอและโง่งมเสียจริง แต่น่าเสียดายนะเสิ่นหลินซีคนเดิม ตอนนี้วิญญาณในร่างของเธอคือเจ๊หลินซี แม่ค้าหน้าเลือดและนักทวงหนี้ระดับพระกาฬจากยุค 90 ขอบใจที่ทิ้งร่างนี้ไว้ให้ ฉันจะใช้มันทวงทุกอย่างคืนมาให้เธอเอง รวมทั้งดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบด้วย!
เตียงไม้สั่นไหวเล็กน้อยเมื่อชุยเอ๋อร์และจูเอ๋อร์เดินเข้ามาใกล้ ฝ่ามือหยาบกระด้างของสาวใช้ยื่นเข้ามาใต้หมอนที่หลินซีหนุนอยู่ หวังจะล้วงหาปิ่นหยกตามที่ได้ยินมา
วินาทีนั้นเอง ดวงตาที่เคยหลับสนิทเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความมืด แววตาที่เคยหวาดกลัวและยอมจำนนของเสิ่นหลินซีคนเก่ามลายหายไป สิ้นเหลือเพียงแววตาคมกริบดุจนักล่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
มือเรียวบางที่ดูไร้เรี่ยวแรงตวัดคว้าข้อมือของชุยเอ๋อร์เอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
“ว้าย” ชุยเอ๋อร์อุทานด้วยความตกใจเมื่อถูกจับได้ ดวงตาของสาวใช้เบิกกว้างเมื่อเห็นคุณหนูใหญ่ที่คิดว่าใกล้ตายกำลังจ้องมองมา “ปะ ปล่อยข้านะ นางคนชั้นต่ำ”
แทนที่หลินซีจะปล่อย เธอกลับออกแรงบิดข้อมือนั้นจนสุดแรงเกิด เสียงกระดูกลั่นกรอบดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของชุยเอ๋อร์
หลินซีผุดลุกขึ้นนั่ง แม้ร่างกายจะเจ็บปวดและหนักอึ้ง แต่สัญชาตญาณเอาตัวรอดของเธอกลับทำงานอย่างเต็มที่ มืออีกข้างที่ว่างอยู่คว้าแจกันกระเบื้องลายครามใบเก่าที่วางอยู่ตรงหัวเตียง ฟาดเข้ากับขอบเตียงไม้จนแตกกระจาย เสียงเพล้งดังสนั่นห้อง
เศษกระเบื้องปากฉลามที่แหลมคมถูกจ่อเข้าที่ลำคอของชุยเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และไร้ความลังเล หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากผิวเนื้อที่ถูกบาดเพียงเล็กน้อย แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้สาวใช้ปากดีหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“เมื่อกี้... เจ้าเรียกใครว่าคนชั้นต่ำนะ” น้ำเสียงของหลินซีราบเรียบ เย็นเยียบ และแฝงไปด้วยจิตสังหารที่ปิดไม่มิด
จูเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ตกตะลึงจนขาทรุดลงไปกองกับพื้น ตะเกียงในมือร่วงหล่นจนไฟเกือบดับ นางมองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวสุดขีด คุณหนูใหญ่ที่ปกติแค่มองหน้าก็ตัวสั่นร้องไห้ บัดนี้กลับถือเศษกระเบื้องจี้คอคนด้วยแววตาของมัจจุราช
“คะ คุณหนูใหญ่ ไว้ชีวิตบ่าวด้วย บ่าวผิดไปแล้ว” ชุยเอ๋อร์เสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลพรากด้วยความกลัวตาย สัมผัสเย็นเฉียบของกระเบื้องที่ลำคอทำให้เธอรู้ว่าสตรีตรงหน้าไม่ได้ขู่เล่น หากเธอขยับเพียงนิดเดียว หลอดลมคงถูกตัดขาด
หลินซีแสยะยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างร้ายกาจ “เมื่อครู่ยังเก่งกาจอยู่เลยไม่ใช่หรือ จะมาหาของใต้หมอนฉันงั้นสิ พวกแกคิดว่าฉันตายแล้วเลยจะมาฉกของไปขายล่ะสิ สันดานโจรจริงๆ”
ภาษาแปลกประหลาดที่หลินซีใช้ด่าทอทำให้สาวใช้ทั้งสองงุนงง แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมานั้นทำให้พวกนางไม่กล้าแม้แต่จะสงสัย
“บะ บ่าวไม่ได้ตั้งใจ ฮูหยินรอง ฮูหยินรองสั่งให้พวกบ่าวมาดูว่าคุณหนูสิ้นใจหรือยัง หากสิ้นใจแล้วให้นำปิ่นหยกไปมอบให้นาง” ชุยเอ๋อร์รีบโยนความผิดให้เจ้านายเบื้องหลังทันทีเพื่อเอาตัวรอด
“อ้อ หวังซื่อสินะ หญิงชั่วหน้าไหว้หลังหลอกนั่น” หลินซีแค่นเสียงหัวเราะ เธอจำได้ดีจากความทรงจำว่าหวังซื่อคืออดีตสาวใช้ห้องข้างที่ปีนเตียงบิดาของเธอจนได้ดี ซ้ำยังฮุบสมบัติสินเดิมของมารดาเธอไปจนหมด
อาต้าและอาเอ้อรับมุกเจ้านายได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งสองก้าวสามขุมเข้ามาหาเสิ่นเยว่ซินด้วยใบหน้าถมึงทึง อาต้าถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะช้อนตัวคุณหนูรองขึ้นพาดบ่าราวกับแบกกระสอบข้าวสารเสิ่นเยว่ซินเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง หากนางถูกชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวอุ้มพาดบ่าประจานไปทั่วตลาดตะวันออก ชื่อเสียงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของนางย่อมป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ขุนนางตระกูลใดจะกล้ามารับสตรีที่มีมลทินเช่นนางไปเป็นฮูหยิน“อย่านะ ถอยออกไป อย่ามาแตะตัวข้า” เสิ่นเยว่ซิน กรีดร้องเสียงหลง พยายามปัดป้องมือของอาต้าเป็นพัลวันหลินซียังคงไม่ยอมแพ้ นางทำท่าทางร้อนรนยิ่งกว่าเดิม “น้องรอง เจ้าอย่าดื้อรั้นสิ อาการเจ้าหนักมากนะ หากทนให้อุ้มไม่ไหว เสี่ยวเถา ไปเอามีดทำครัวมา ข้าจะตัดชุดผ้าไหมของนางออกตรงหน้าอกและช่วงขา เลือดลมจะได้เดินสะดวกขึ้น หากปล่อยให้เสื้อผ้ารัดแน่นเช่นนี้ นางอาจจะขาดใจตายได้”“มีดหรือ เอามีดมาตัดชุดข้ากลางตลาดเนี่ยนะ”เส้นความอดทนของเสิ่นเยว่ซินขาดผึง นางลืมเลือนบทบาทดอกบัวขาวผู้อ่อนแอไปจนหมดสิ้น ร่างที่เคยกองอยู่บนพื้นผุดลุกขึ้นยืนตัวตรงอย่างรวดเร็วราวกับติดสปริง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าด้วยค
การปรากฏตัวของคุณหนูรองจวนราชครูดึงดูดสายตาของชาวบ้านและลูกค้าในร้านได้ทันที เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้น เพราะใครต่างก็รู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรือนหลักและเรือนรองของจวนราชครูนั้นเข้ากันไม่ได้ยิ่งกว่าน้ำกับน้ำมันเสิ่นหลินซีที่กำลังก้มหน้าจดบัญชีอยู่เงยหน้าขึ้นมอง ผู้มาเยือนทำให้คิ้วเรียวโก่งขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นในใจมาแล้วสินะ แม่นักแสดงรางวัลตุ๊กตาทอง“พี่หญิง” เสิ่นเยว่ซินส่งเสียงเรียกหวานหยดย้อย เดินนวยนาดเข้ามาในร้านด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยราวกับกิ่งหลิวลู่ลม “กิจการของท่านรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ส่งข่าวบอกกล่าวคนในจวนบ้างเล่าเจ้าคะ ท่านพ่อและท่านแม่รองเป็นห่วงท่านมาก กลัวว่าท่านจะเหน็ดเหนื่อยจนล้มป่วย ข้าจึงตั้งใจนำขนมรังนกที่เพิ่งตุ๋นเสร็จใหม่ๆ มาบำรุงท่าน”คำพูดที่แฝงไปด้วยความห่วงใยนั้น ทำให้ชาวบ้านบางคนที่เพิ่งมาใหม่มองคุณหนูรองด้วยความชื่นชม ช่างเป็นน้องสาวที่กตัญญูและแสนดีเสียนี่กระไร พี่สาวหนีออกมาเปิดร้านค้าหน้าตายังอุตส่าห์ตามมาดูแลเอาใจใส่หลินซีปรายตามองตะกร้าขนมแล้วยิ้มบาง วางพู่กันในมือลง “น้องรองช่างมีน้ำใจนัก
ภายในห้องทำงานด้านหลัง หลินซีนั่งนับตั๋วเงินและก้อนตำลึงเงินด้วยความเบิกบานใจ กำไรสุทธิจากการเปิดร้านเพียงวันเดียว หักต้นทุนค่าวัสดุและค่าจ้างช่างไม้แล้ว สูงถึงแปดร้อยตำลึงเงิน นี่มันยิ่งกว่าการปล้นโรงรับจำนำเสียอีก“คุณหนู เราทำได้แล้วเจ้าค่ะ ขายหมดเกลี้ยงเลย” เสี่ยวเถาน้ำตาคลอเบ้าด้วยความปีติ นางไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต“นี่แค่จุดเริ่มต้น เสี่ยวเถา” หลินซีลูบคลำตั๋วเงินในมือ “พรุ่งนี้เราต้องเร่งผลิตสบู่ลอตใหม่ เพิ่มกลิ่นสมุนไพรสำหรับบุรุษด้วย ขุนนางพวกนั้นถึงปากจะบอกว่าไม่สนเรื่องความงาม แต่ลึกๆ ก็อยากตัวหอมให้สาวๆ เหลียวมองทั้งนั้นแหละ”นางหันไปพยักหน้าให้อาต้าและอาเอ้อที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ “วันนี้พวกเจ้าทำได้ดีมาก เอาเงินนี่ไปแบ่งกันไปดื่มสุรากินเนื้อย่างให้อิ่มหนำเสีย” นางโยนเงินก้อนสิบตำลึงให้องครักษ์ทั้งสอง“ขอบพระคุณขอรับ คุณหนู” ทั้งสองรับเงินด้วยความตื่นเต้น การได้นายจ้างที่ทั้งเด็ดขาดและใจป้ำเช่นนี้ หาได้ยากยิ่งนักในขณะที่เรือนท้ายจวนราชครูกำลังจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะ ณ เรือนหลักของหวังซื่อ บรรยากาศกลับอึมครึมและกดดันจนบ่าวไพร่ไม่กล้าหายใ
“วีไอพี มันคือสิ่งใดกัน” คุณหนูตระกูลใหญ่ผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย“วีไอพี หรือ บุคคลสำคัญระดับสูง เจ้าค่ะ” หลินซีผายมือไปยังฉากกั้นผ้าไหมสอดดิ้นทองที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในร้าน “ผู้ที่ถือป้ายหยก จะได้รับสิทธิ์เข้าไปนั่งจิบชาดอกไม้ชั้นเลิศในห้องรับรองส่วนตัวด้านใน มีพนักงานคอยนวดปรนนิบัติฝ่ามือด้วยน้ำมันหอมระเหย และที่สำคัญ... ท่านจะได้สิทธิ์เลือกซื้อเครื่องหอมและสบู่ ‘รุ่นจำกัดจำนวน’ ที่ทางร้านผลิตเพียงเดือนละสิบชิ้น ซึ่งไม่มีวางขายบนชั้นปกติเจ้าค่ะ”ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาที่ดังยิ่งกว่าเดิมกลยุทธ์สร้างชนชั้นและความพิเศษเฉพาะกลุ่ม ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ สตรีชั้นสูงย่อมไม่ต้องการใช้ของซ้ำกับชาวบ้านร้านตลาด การได้ครอบครองป้ายหยกและสินค้าที่มีเพียงสิบชิ้นในเมืองหลวง ถือเป็นการเชิดหน้าชูตาและประกาศฐานะที่เหนือกว่าใคร“ข้าเอาสบู่เหมยฮวาสิบก้อน น้ำมันหอมระเหยอีกห้าขวด ข้าจะเอาป้ายหยก”“ข้าเหมาสบู่กุหลาบหมดชั้นเลย จัดป้ายหยกให้ข้าด้วย ข้าจะเข้าไปดูสินค้ารุ่นจำกัดจำนวนด้านใน”เสียงตะโกนสั่งซื้อดังระงม ตั๋วเงินและก้อนเงินถูกโยนลงบนเคาน์เตอร์จนเสี่ยวเถาที่รับหน้า











