Masukก่อนที่ความมืดมิดของรัตติกาลจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง โจวอวิ๋นเฟิงก้าวเท้าเดินกลับเข้า
บรรยากาศภายในจวนกั๋วกงในวันนี้ถูกประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามเพื่อจัดงานวันเกิดครบรอบอายุสิบเจ็ดปีของเสิ่นซูหนาน คุณหนูสายตรงผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนกั๋วกง ภายในห้องโถงใหญ่และสวนหย่อมรายล้อมไปด้วยเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางชนชั้นสูงและฮูหยินผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ต่างเดินทางมาร่วมอวยพรและมอบของขวัญล้ำค่ากันอย่างเนืองแน่น และที่งานนี้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น เพราะในงานมีองค์หญิงเจ็ดเสด็จมาร่วมงานด้วยท่ามกลางผู้คนมากมาย เสิ่นซูหนานปรากฏกายในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายหงส์ทองประดับไข่มุกระยิบระยับ นางกำลังยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคุณหนูตระกูลขุนนางหลายคนที่พากันเอ่ยปากเยินยอประจบสอพลอไม่ขาดสาย รอยยิ้มลำพองใจและแววตาเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้านางตลอดเวลา นางมองว่าไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงเทียบเคียงได้ในวันนี้ในขณะเดียวกัน ทางด้านของสวี่เยว่หรานที่เดินทางมาร่วมงานในฐานะตัวแทนจากจวนโหว นางก้าวเข้ามาพร้อมกับฟู่หลิงและหว่านชุ่ยผู้ถือกล่องไม้บรรจุของขวัญที่นำมา เมื่อกวาดสายตามองไปรอบงาน นางไม่ได้สนใจท่าทีโอ้อวดของเจ้าภาพแม้แต่น้อย แต่กลับเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบด้านข้าง
โจวอี้หยางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ภายหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิสัยที่แท้จริงของคู่หมั้นหมายจากปากของสาวใช้ เขาก็ตัดสินใจส่งบ่าวคนสนิทให้ไปเชิญตัวน้องชายและน้องสะใภ้ให้มาพบเป็นการด่วนไม่นานนัก สวี่เยว่หรานและโจวอวิ๋นเฟิงก็ก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ ทั้งสองประสานมือคารวะซื่อจื่อตามธรรมเนียม ก่อนที่คุณชายรองโจวจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พี่ใหญ่ เรียกว่าพวกเรามาพบในยามนี้ มีเรื่องเร่งด่วนอันใดหรือขอรับ”โจวอี้หยางเงยหน้าขึ้นมองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาคมกริบจะหยุดอยู่ที่สวี่เยว่หราน เขาตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจังและคาดคั้น“น้องสะใภ้ ข้าอยากถามเจ้าตามตรง เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าให้สาวใช้ไปสืบเรื่องราวของตระกูลเสิ่นอย่างละเอียด เหตุใดเจ้าจึงเจาะจงสืบเรื่องของจวนสายรอง”คำถามนี้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักไปเล็กน้อย ทว่านางมิได้แสดงอาการตกใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด หญิงสาวกลับคลี่ยิ้มบางเบาอย่างคนรู้ทันสถานการณ์ นางกวาดสายตามองพี่ชายสามีที่ดูร้อนรน ก็พอจะเดาออกได้ทันทีว่าเขาคงไปพบเจอหรือล่วงรู้อะไรบางอย่างเกี่
รถม้าประจำตระกูลโจวเคลื่อนตัวกลับมาถึงจวนโหวอย่างราบรื่น โจวอี้หยางก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกที่ยังคงขุ่นมัวและหนักอึ้งในใจ ภาพเหตุการณ์ความเอาแต่ใจและวาจาอันหยาบคายของเสิ่นซูหนานที่ร้านขนมยังคงติดตาเขาไม่รู้ลืมเมื่อเดินเข้ามาถึงห้องโถงด้านใน หลี่เหลียนฮวา ก็ส่งยิ้มรอต้อนรับด้วยความคาดหวัง“ขนมเปี๊ยะไส้ถั่วแดงที่แม่ฝากซื้อเล่า ได้มาหรือไม่ แม่เห็นเจ้าบอกว่าจะแวะซื้อให้เสียหน่อย” โจวฮูหยินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี“ท่านแม่ ลูกต้องขออภัยด้วย พอดีระหว่างทางเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย ข้าจึงไม่ได้แวะซื้อขนมกลับมาให้ท่านขอรับ”หลี่เหลียนฮวาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ นางกวาดสายตามองบุตรชายที่ดูมีท่าทางครุ่นคิดและเคร่งเครียดผิดปกติ “เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ เหตุใดหน้าตาจึงดูเคร่งเครียดเช่นนั้น หรือว่างานภายนอกมีปัญหาอันใด”โจวอี้หยางส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะตัดสินใจหยิบยกประเด็นที่ค้างคาใจขึ้นมาเอ่ยถามมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง“ท่านแม่ ลูกมีเรื่องอยากจะถามท่านสักหน่อย เรื่องคู่หมั้นของข้า คุณหนูเสิ่นซูหนาน ท่านแม่รู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงของนางดีแค่ไหนหร
ที่หอเฟิ่งเหยา ร้านขายเครื่องประดับอัญมณีชื่อดังและใหญ่ที่สุดย่านใจกลางเมืองหลวง ภายในร้านเนืองแน่นไปด้วยคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์และฮูหยินผู้มีอันจะกินที่ต่างมาเลือกซื้อหาเครื่องประดับชิ้นงามเพื่อสวมใส่ไปออกงานสังคมบริเวณมุมจัดแสดงปิ่นหยกเนื้อดี เสิ่นซินหลิงแห่งจวนแม่ทัพ กำลังยืนเลือกปิ่นปักผมลวดลายเรียบหรูแต่ประณีตเพื่อนำไปเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่ลูกพี่ลูกน้องอย่างเสิ่นซูหนาน ดวงตากลมโตสำรวจความงดงามของลวดลายแกะสลักอย่างตั้งใจ ก่อนที่เรียวนิ้วงามจะเอื้อมออกไปหมายจะหยิบปิ่นหยกขาวแกะสลักลายดอกโบตั๋นชิ้นที่สะดุดตาที่สุดขึ้นมาพินิจใกล้ๆทว่า ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ปลายเรียวนิ้วของนางกลับไปสัมผัสโดนเข้ากับมือของบุรุษผู้หนึ่งที่เอื้อมหยิบปิ่นชิ้นเดียวกันพอดีเสิ่นซินหลิงสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบชักมือกลับตามสัญชาตญาณพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเพื่อกล่าวคำขอโทษ ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมของบุรุษหนุ่มแปลกหน้าผู้สวมอาภรณ์หรูหราสง่างาม นางก็ชะงักไปครู่หนึ่งโจวอี้หยาง ซื่อจื่อแห่งจวนโจวโหว กำลังยืนอยู่ต่อหน้า เขากำลังจะเอ่ยปากขออภัยนางเช่นกัน แต่เมื่อเห็นว่าเป็นสตรีที่คุ้นหน
ในห้องครัวของเรือนรองอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานละมุนของแป้ง และน้ำตาลเคี่ยว สวี่เยว่หรานกำลังยืนง่วนอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวใหญ่ โดยมีฟู่หลิงและหว่านชุ่ยคอยช่วยส่งอุปกรณ์และวัตถุดิบให้อย่างคล่องแคล่ววันนี้หลังจากปรุงเครื่องปรุงสำเร็จเอาไว้เตรียมพร้อมฝึกพ่อครัวแล้ว หญิงสาวตั้งใจจะลงมือทำขนมพิเศษเพื่อนำไปเป็นของขวัญวันเกิดมอบให้แก่เสิ่นซูหนานในงานวันเกิดที่จะถึงนี้ ขนมที่นางเลือกทำคือ ตั้นเกา หรือในยุคของเธอก็คือขนมเค้ก ที่ประยุกต์วิธีการทำขึ้นมาให้เข้ากับยุคสมัยโบราณโดยอาศัยภูมิปัญญาและวัตถุดิบเท่าที่มีสวี่เยว่หรานเริ่มต้นขั้นตอนแรกด้วยการแยกไข่แดงและไข่ขาวออกจากกันอย่างระมัดระวัง นางนำไข่แดงมาผสมเข้ากับแป้งสาลีเนื้อละเอียด นมสดหอมมัน และน้ำมันพืชเล็กน้อย ใช้ตะเกียบตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อเนียนเหลวสีเหลืองนวลไร้เม็ดแป้งจากนั้น หญิงสาวหันมาจัดการกับส่วนสำคัญที่สุด นั่นคือการตีไข่ขาวให้ขึ้นฟู หยิบไม้ตีไข่ทำจากซี่ไม้ไผ่สานรวมกันเป็นแพหนา แล้วเริ่มออกแรงข้อมือตีไข่ขาวอย่างสม่ำเสมอและรวดเร็ว พร้อมกับทยอยเติมน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ลงไปทีละน้อยอย่างใจเย็น
ในยามเช้าตรู่ ฟู่หลิงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากระตือรือร้น ด้านหลังของนางมีสาวใช้อีกคนนามว่า หว่านชุ่ย เดินตามเข้ามาพร้อมกับบุรุษวัยกลางคนรูปร่างกำยำสองคน ซึ่งสวมชุดผ้าฝ้ายสะอาดสะอ้านและมีแววตาฉลาดเฉลียว“เรียนฮูหยินน้อย บ่าวทั้งสองคนคือคนที่ข้าและหว่านชุ่ยไปตระเวนคัดเลือกและสืบประวัติมาอย่างละเอียดแล้วเจ้าค่ะ ทั้งคู่เป็นพ่อครัวฝีมือดีที่มีประสบการณ์ทำอาหารมานานหลายปี และพื้นเพครอบครัวสะอาดสะอ้านไม่มีประวัติเสื่อมเสียเจ้าค่ะ” ฟู่หลิงรายงานด้วยน้ำเสียงฉะฉานสวี่เยว่หรานที่นั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้ นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษทั้งสองด้วยแววตาสงบนิ่งแต่น่าเกรงขาม ดวงตาเรียวกวาดสายตาสำรวจท่าทีของพ่อครัวทั้งคู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง“พวกเจ้ามีชื่อว่าอะไรกันบ้าง และถนัดทำอาหารแนวไหนเป็นพิเศษเล่า”พ่อครัวคนแรกที่มีหนวดเครางามสะอ้านรีบประสานมือคำนับด้วยความนอบน้อม “เรียนฮูหยินน้อย ข้าน้อยมีนามว่าเฉินไห่ ส่วนสหายผู้นี้คือหลิวหยวน ข้าน้อยทั้งสองเคยเป็นพ่อครัวใหญ่ในเหลาอาหารชื่อดังในต่างเมืองมาก่อน มีความเช







