LOGINโจวอี้หยางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ภายหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ
องค์หญิงเจ็ดทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มของสวี่เยว่หรานที่เพิ่งพ่ายแพ้ในการละเล่นโถวหูดังนั้น จึงตรัสถามด้วยความขบขันและเอ็นดู“สวี่เยว่หราน ผลรวมคะแนนกลุ่มของเจ้าแพ้เห็นๆ เหตุใดเจ้าจึงยิ้มหน้าบานเช่นนี้เล่า”สวี่เยว่หรานย่อกายถวายบังคมด้วยกิริยาอันงดงาม ก่อนจะทูลตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันเพียงแต่รู้สึกภูมิใจในตนเองเพคะ การเล่นโยนลูกธนูนี้เพิ่งเคยลองเล่นเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่กลับขว้างลงตั้งเก้าดอก พลาดไปแค่ดอกเดียวเท่านั้น หม่อมฉันไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะทำได้ดีขนาดนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่จับ จึงอดที่จะยิ้มไม่ได้เพคะ”นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังคุณหนูจากตระกูลขุนนางสองคนที่จงใจแกล้งปาไม่ลงเมื่อครู่ด้วยรอยยิ้มมีความหมายลึกซึ้ง“เพียงแต่... หม่อมฉันประหลาดใจอยู่เล็กน้อยเพคะ เหตุใดคุณหนูผู้สูงศักดิ์จากเมืองหลวงผู้มีการฝึกฝนและคุ้นเคยกับการละเล่นนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ถึงกับขว้างอย่างไรก็ไม่ลงกระบอกเลยแม้แต่ดอกเดียว ช่างน่าขันเสียจริงเพคะ”สิ้นคำพูดของสวี่เยว่หราน บรรดาคุณหนูที่แกล้งขว้างไม่ลงถึงกับหน้าซีดเผือด สีหน้าเปลี่ยนเป
หลังจากที่เสิ่นซูหนานต้องพ่ายแพ้ให้กับสวี่เยว่หรานในการประชันบทกวีจนเสียหน้า ความเคียดแค้นและอิจฉาริษยาที่สุมอยู่ในอกก็ทำให้นางยอมสงบปากสงบคำไม่ไหว ดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะกวาดมองหาช่องทางที่จะกู้หน้าคืนมาให้ได้โดยเร็วเมื่อเห็นว่าช่วงเวลาของงานดำเนินมาถึงการละเล่นกลางแจ้งอย่าง โถวหู (การโยนลูกธนูลงกระบอกไม้ไผ่) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เหล่าคุณหนูในเมืองหลวงนิยมเล่นกันจนคุ้นมือ เสิ่นซูหนานก็พลันผุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นที่มุมปาก นางคิดว่าในด้านบทกวีสตรีต่างเมืองผู้นี้อาจจะมีความรู้ที่ดี แต่เรื่องการละเล่นที่ใช้ทักษะร่างกายเช่นนี้ นางมั่นใจว่าสะใภ้รองจวนโหวที่เพิ่งแต่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีทางสู้ตนได้อย่างแน่นอนเสิ่นซูหนานก้าวออกไปเบื้องหน้า ย่อกายคารวะองค์หญิงเจ็ดด้วยรอยยิ้มหวานที่เคลือบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดัง“กราบทูลองค์หญิง หม่อมฉันเห็นว่าการแต่งกลอนเมื่อครู่ดูเคร่งเครียดเกินไปสักหน่อย เพื่อไม่ให้บรรยากาศน่าเบื่อ หม่อมฉันอยากชวนทุกท่านร่วมสนุกกันเพคะ...” นางจงใจหันมามองทางสวี่เยว่หรานด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อย“พี่หญิงสวี่เพิ
หลังจากที่สวี่เยว่หรานเอ่ยปากรับคำท้าทายอย่างองอาจและไม่เกรงกลัวผู้ใด แววตาของเหล่าคุณหนูและฮูหยินต่างจับจ้องมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งตื่นเต้น ประหลาดใจ และบางคนก็แอบลอบยิ้มเยาะเย้ยด้วยความเวทนา ที่เห็นสตรีต่างเมืองกล้าหาญรับการท้าทายคุณหนูจวนกั๋วกงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองหลวงในจังหวะนั้นเอง องค์หญิงเจ็ดทอดพระเนตรความสนุกอยู่เบื้องสูง ทรงแย้มพระสรวลด้วยความสำราญพระทัย พระองค์ทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อยเพื่อยุติเสียงซุบซิบรอบด้าน ก่อนจะตรัสด้วยเสียงกังวาน“ในเมื่อทั้งสองคนต่างมีความมั่นใจและพร้อมจะประชันบทกวีเพื่อเป็นการสร้างความสำราญแก่เราและทุกคนในที่นี้ วันนี้เราจะขอเป็นผู้กำหนดหัวข้อการแต่งกลอนให้พวกเจ้าทั้งสองคนเอง”เมื่อองค์หญิงเจ็ดตรัสเช่นนี้ เสิ่นซูหนานก็รีบยิ้มรับอย่างอ่อนหวาน ทว่าในใจกลับลำพองใจยิ่งนัก นางมั่นใจในความรู้ด้านอักษรที่ตนร่ำเรียนมาจากสำนักชื่อดังในเมืองหลวงว่าอย่างไรเสีย ตนก็ไม่มีทางพ่ายแพ้สตรีที่เพิ่งแต่งงานย้ายเข้ามาอาศัยที่เมืองหลวงอย่างแน่นอน“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งเพคะองค์หญิง หม่อมฉันพร้อมแล้วเพคะ” เสิ่นซูห
งานเลี้ยงวันเกิดของเสิ่นซูหนานดำเนินมาถึงช่วงเวลาที่เหล่าคุณหนูตระกูลขุนนางต่างเริ่มแสดงความสามารถพิเศษเพื่ออวดโฉมและประชันฝีมือกัน ไม่ว่าจะเป็นการบรรเลงกู่ฉิน วาดภาพทัศนียภาพ หรือการร่ายรำที่อ่อนช้อยงดงาม ท่ามกลางความคึกคักนั้น องค์หญิงเจ็ดผู้สูงศักดิ์ที่เสด็จมาร่วมงานในฐานะแขกคนสำคัญกำลังประทับทอดพระเนตรการแสดงต่างๆ ด้วยความสำราญพระทัยเสิ่นซูหนานในฐานะเจ้าภาพและตัวเอกของงานเห็นว่า นี่คือโอกาสทองที่จะประกาศศักดาความเหนือกว่าของตนให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาขององค์หญิงเจ็ดและบรรดาแขกเหรื่อทั่วทั้งงาน สายตาเย่อหยิ่งของนางกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่เสิ่นซินหลิงนางจึงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หักหน้าและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของญาติผู้พี่ให้จมดินต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิงเจ็ด เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าคุณหนูสายตรงเช่นนางเหนือกว่าสายรองในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง“วันนี้ในงานเลี้ยงอันเป็นมงคลยิ่ง มีทั้งองค์หญิงเจ็ดและเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์มาร่วมงานมากมาย หากมีเพียงแค่การชมดนตรีร่ายรำก็คงจะน่าเบื่อเกินไปกระมังเพคะ” คุณหนูเสิ่นวัยสิบเจ็ดเต็มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวาน จงใจให้ทุกคนไ
บรรยากาศภายในจวนกั๋วกงในวันนี้ถูกประดับประดาอย่างวิจิตรงดงามเพื่อจัดงานวันเกิดครบรอบอายุสิบเจ็ดปีของเสิ่นซูหนาน คุณหนูสายตรงผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนกั๋วกง ภายในห้องโถงใหญ่และสวนหย่อมรายล้อมไปด้วยเหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางชนชั้นสูงและฮูหยินผู้มีบรรดาศักดิ์ที่ต่างเดินทางมาร่วมอวยพรและมอบของขวัญล้ำค่ากันอย่างเนืองแน่น และที่งานนี้ดูยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีกขั้น เพราะในงานมีองค์หญิงเจ็ดเสด็จมาร่วมงานด้วยท่ามกลางผู้คนมากมาย เสิ่นซูหนานปรากฏกายในชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักลายหงส์ทองประดับไข่มุกระยิบระยับ นางกำลังยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคุณหนูตระกูลขุนนางหลายคนที่พากันเอ่ยปากเยินยอประจบสอพลอไม่ขาดสาย รอยยิ้มลำพองใจและแววตาเย่อหยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้านางตลอดเวลา นางมองว่าไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงเทียบเคียงได้ในวันนี้ในขณะเดียวกัน ทางด้านของสวี่เยว่หรานที่เดินทางมาร่วมงานในฐานะตัวแทนจากจวนโหว นางก้าวเข้ามาพร้อมกับฟู่หลิงและหว่านชุ่ยผู้ถือกล่องไม้บรรจุของขวัญที่นำมา เมื่อกวาดสายตามองไปรอบงาน นางไม่ได้สนใจท่าทีโอ้อวดของเจ้าภาพแม้แต่น้อย แต่กลับเลือกที่จะเดินเลี่ยงไปยังมุมสงบด้านข้าง
โจวอี้หยางนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก ภายหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับนิสัยที่แท้จริงของคู่หมั้นหมายจากปากของสาวใช้ เขาก็ตัดสินใจส่งบ่าวคนสนิทให้ไปเชิญตัวน้องชายและน้องสะใภ้ให้มาพบเป็นการด่วนไม่นานนัก สวี่เยว่หรานและโจวอวิ๋นเฟิงก็ก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือ ทั้งสองประสานมือคารวะซื่อจื่อตามธรรมเนียม ก่อนที่คุณชายรองโจวจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พี่ใหญ่ เรียกว่าพวกเรามาพบในยามนี้ มีเรื่องเร่งด่วนอันใดหรือขอรับ”โจวอี้หยางเงยหน้าขึ้นมองน้องชายแวบหนึ่ง ก่อนที่สายตาคมกริบจะหยุดอยู่ที่สวี่เยว่หราน เขาตัดสินใจเอ่ยถามออกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจังและคาดคั้น“น้องสะใภ้ ข้าอยากถามเจ้าตามตรง เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าให้สาวใช้ไปสืบเรื่องราวของตระกูลเสิ่นอย่างละเอียด เหตุใดเจ้าจึงเจาะจงสืบเรื่องของจวนสายรอง”คำถามนี้ทำให้สวี่เยว่หรานชะงักไปเล็กน้อย ทว่านางมิได้แสดงอาการตกใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด หญิงสาวกลับคลี่ยิ้มบางเบาอย่างคนรู้ทันสถานการณ์ นางกวาดสายตามองพี่ชายสามีที่ดูร้อนรน ก็พอจะเดาออกได้ทันทีว่าเขาคงไปพบเจอหรือล่วงรู้อะไรบางอย่างเกี่







