LOGINอาณาจักรเยว่ฮวาเป็นดินแดนที่สตรีเป็นใหญ่ ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลกที่สตรีจะเที่ยวบุรุษ ยิ่งในเมืองหลวง ตรอกเริงรมย์จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านมากที่สุด
เมื่อดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ตรอกเริงรมย์ยิ่งมีชีวิตชีวา บุรุษทุกรูปแบบออกมายืนเรียกแขก ดูคึกคักไม่ต่างจากช่วงเทศกาล
“น้องรอง ตามข้ามา” สี่ลี่หมิงกล่าวก่อนจูงมือสี่ลี่หรูเดินนำเข้าไปในตรอก
หลิงหลงเดินตามเข้าไป ดวงตาสีน้ำเงินเข้มกวาดตามองรอบข้างด้วยความสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มายังสถานเริงรมย์
สี่ลี่หมิงพามายังร้านโคมแดงที่ใหญ่โตโอ่อ่าแห่งหนึ่ง ป้ายหน้าร้านมีอักษรที่ถูกเขียนอย่างประณีตว่า ‘ร้านหญ้างาม’
“คือที่แห่งนี้ รบกวนน้องรองแล้ว” สี่ลี่หมิงแย้มยิ้มก่อนจะคว้ามือของหลิงหลงเข้าไปในร้าน “ข้ากับน้องสามจะดูงานแสดงระหว่างที่รอเจ้า”
“เข้าใจแล้ว” หลิงหลงรับคำ ดวงตาสีน้ำเงินยังคงกวาดมองดูโดยรอบอย่างสนอกสนใจ ไม่ได้มองว่าพี่สาวน้องสาวกำลังมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม
ภายในถูกตกแต่งอย่างประณีต ผ้าประดับสีแดงปักลวดลายถูกตกแต่งประดับประดาไว้ตามที่ต่าง ๆ หอหญ้างามมีทั้งหมดสองชั้น ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ ตรงกลางมีเวทีแสดงและห้องเล็กอีกสี่ห้อง
ขณะที่นางกำลังมองโดยรอบ บุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมโค้งคำนับ ด้านหลังมีเด็กหนุ่มเดินตามมา คาดว่าเป็นเด็กรับใช้
ผู้มาใหม่มีเส้นผมสีเงินยาวสยาย ดวงตาสีเงินเข้มใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยสีสัน ชุดสีเข้มที่สวมอยู่ถูกตัดเย็บอย่างดีมองดูแล้วนับเป็นบุรุษรูปงามชวนมองผู้หนึ่ง
“พวกเรากำลังรอพวกท่านอยู่เลยขอรับ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลของเขาเอ่ยขึ้น “คุณหนูใหญ่กับคุณหนูสามเชิญท่านไปที่ห้องฝูหรงก่อน อาเฉิน นำทางคุณหนูทั้งสองไปด้วย”
ประโยคหลังเขาหันไปบอกกล่าวกับเด็กหนุ่มด้านหลัง
“ขอรับ ท่านพ่อ” อาเฉินก้าวเข้ามาคำนับก่อนจะผายมือเชื้อเชิญ “เชิญคุณหนูทั้งสองตามข้าน้อยมา”
“พ่อเล้าเซี่ย ข้าขอฝากน้องรองไว้กับท่าน” สี่ลี่หมิงเอ่ย รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าทำให้หลิงหลงรู้สึกเหมือนว่ากำลังถูกเยาะเย้ย
“ข้าน้อยจะดูแลคุณหนูรองเป็นอย่างดีขอรับ”
เมื่อพ่อเล้ารับคำแล้วสี่ลี่หมิงจึงจูงมือสี่ลี่หรูเดินเข้าไปยังห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง คล้อยหลังคู่พี่น้อง พ่อเล้าเซี่ยจึงหันมากล่าวกับหลิงหลง
“ข้าน้อย เซี่ยซงเว่ย เป็นผู้ดูแลหอหญ้างามแห่งนี้ แต่คุณหนูเรียกพ่อเล้าเซี่ยเถิดขอรับ”
หลิงหลงพยักหน้า “ข้า หลิงหลง”
“เชิญตามข้าน้อยมา สำหรับท่านที่เพิ่งเคยมาร้านของข้าน้อยเป็นครั้งแรก ระหว่างทางข้าน้อยจะอธิบายกฎข้อบังคับให้ท่านฟัง”
พ่อเล้าเซี่ยผายมือเล็กน้อยก่อนจะเดินนำหลิงหลงลึกเข้าไปด้านใน ออกจากส่วนของร้านผ่านสวนดอกไม้ที่ถูกจัดแต่งอย่างสวยหรู
เสียงหวานครางกระเส่าแว่วมาตามสามลม คิ้วของหลิงหลงกระตุกเล็กน้อย เมื่อหันไปมองตามเสียง นางเห็นพุ่มไม้สั่นไหว ร่างเงาสองร่างกำลังกอดกระหวัดซุกไซร้อย่างไม่สนใจสิ่งรอบกาย
“พ่อเล้าเซี่ย ท่านว่าจะอธิบายกฎของร้านท่านให้ข้าฟัง” หลิงหลงดึงสายตากลับแล้วหันไปถามพ่อเล้าที่เดินนำตนอยู่ อย่างน้อยการพูดคุยจะช่วยเบนความสนใจจากเสียงเหล่านั้นได้บ้าง
“เมื่อครู่เสียงด้านในร้านดัง ข้าน้อยจึงไม่ได้อธิบาย เรื่องนี้ข้าน้อยต้องขออภัย” พ่อเล้าหันมากล่าวก่อนจะเริ่มอธิบาย
“ร้านของเรามีสองส่วน ส่วนด้านหน้าคือร้านไว้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนทุกท่าน มีห้องรับรองสำหรับแขกสามห้องส่วนด้านหลังที่เรากำลังไปนี้มีไว้สำหรับแขกชั้นสูงที่ต้องการความสงบเช่นท่าน”
“แขกชั้นสูงหรือ” หลิงหลงเลิกคิ้ว แต่พ่อเล้ากลับไม่ตอบ เขาทำเพียงแค่ยิ้มแล้วอธิบายต่อ
“ตามกฎแล้ว สตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ไม่อาจร่วมอภิรมย์กับหญ้างาม ดังนั้นก่อนกลับ ข้าน้อยต้องขออนุญาตตรวจสอบแต้มพรหมจรรย์ของท่าน”
“ไม่จำเป็นกระมัง พี่ใหญ่ให้ข้ามาเพื่อรักษาอาการป่วยของเสี่ยวไป่ ดังนั้นท่านคงไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไร”
ได้ฟังดังนั้น พ่อเล้าเซี่ยถึงกับชะงักงัน ดวงตาของเขาตวัดมองมาอย่างตกใจ “รักษาอาการป่วยหรือขอรับ”
“พี่ใหญ่บอกข้าเช่นนั้น”
พ่อเล้าเซี่ยพูดอะไรไม่ออก เขาทำงานที่ร้านหญ้างามแห่งนี้มาหลายปี ไม่เคยพบเจอใคร ‘หลอกลวง’ เด็กสาวไม่ถึงวัยปักปิ่นให้มา ‘รักษา’ คนในร้านของตนมาก่อน เมื่อนึกถึงเมื่อวานที่คุณหนูใหญ่มาจองตัวของเสี่ยวไป่ นางพูดเองว่าคุณหนูรองอยากลิ้มลอง ‘สัมผัสอภิรมย์ [1] ’ แต่พอมาวันนี้กลับกลายเป็นว่าคุณหนูรองมาเพื่อรักษาคน
พ่อเล้ายิ้มเจื่อน “คุณหนู ท่านล้อข้าน้อยเล่นหรือ”
“ข้าไม่เคยพูดปด” สีหน้าท่าทางของหลิงหลงเฉื่อยชา ไม่มีแววล้อเล่นเลยสักนิด
“เช่นนั้น ท่านไม่สงสัยพี่สาวท่านหรือ ว่านาง…”
“ข้าไม่อยากเสี่ยง หากเกี่ยวข้องกับชีวิตคน” เรื่องกลั่นแกล้งนั้นมีเป็นไปได้ ยิ่งดูจากสีหน้าของพ่อเล้าย่อมไม่ผิดแน่ แต่คนไข้หลายคนมักมีโรคแฝงที่ไม่แสดงอาการ จะรู้ตัวก็ต่อเมื่ออาการหนักแล้ว หากครั้งนี้นางมาแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติก็ย่อมเป็นเรื่องดี แต่หากมีโรคแฝงก็สามารถรักษาได้แต่เนิ่น ๆ ดังนั้นนางมาก็ย่อมไม่เสียเที่ยว
ดวงตาสีน้ำเงินช้อนมองพ่อเล้าเซี่ย “ไม่พาข้าไปพบเสี่ยวไป่หรือ”
สายตาของพ่อเล้ามีแววชื่นชม แต่ก็แฝงด้วยความเหนื่อยใจ
นางมีจิตเมตตาของหมออย่างเต็มเปี่ยม แต่ท่าทางคงไม่รู้ตัวว่าตนถูกหลอกมา คุณหนูใหญ่ผู้นั้น จากภายนอกดูอ่อนโยนยิ้มแย้มต่างจากคุณหนูรองที่ดูแล้วเย็นชา เขาไม่นึกว่านางจะร้ายกาจกับน้องสาวตนเช่นนี้
แม้จะไม่ได้สูญเสียพรหมจรรย์ แต่ชื่อเสียงของคุณหนูรองคงถูกพูดถึงอย่างเสียหายแน่นอน
เอาเถอะ อย่างไรก็รับค่าจ้างมาแล้ว พานางไปพบเสี่ยวไป่ก่อนค่อยว่ากัน “คุณหนูรอง เชิญ เสี่ยวไป่รอพบท่านอยู่ที่เรือนด้านหน้านี้ขอรับ”
[1] สัมผัสอภิรมย์ ในเรื่องหมายถึงออรัลเซ็กส์ ใช้มือและปากในการให้บริการทางเพศ ซึ่งเป็นบริการสูงสุดที่จะบริการให้เด็กสาวผู้ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นได้
ช่วงเวลาเช่นนี้ผ่านไปราวสามวัน เสี่ยวไป่ค่อย ๆ ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ เขาได้รับความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากหลิงหลงทั้งยังมีสองพี่น้องเผ่าไกว้อี้อีกด้วยเสี่ยวหยวนตัดสินใจกราบหลิงหลงเป็นอาจารย์ เขากล่าวว่าเขาต้องการความรู้ไว้หาเลี้ยงชีพและช่วยดูแลจูจูในอนาคต ซึ่งหลิงหลงก็รับพวกเขาพี่น้องเอาไว้สามวันมานี้หลิงหลงไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลสี่ทว่านางอยู่เฝ้าไข้เสี่ยวไป่อย่างใกล้ชิด บางครั้งบางครานางจะกลับไปเอาตัวยาและอาหาร รวมถึงส่งข่าวใหหลี่มู่เฟิงในวันที่สี่ หลี่มู่เฟิงได้พาคนของเขามาหาหลิงหลง“หลิงหลิง ข้าเตรียมเกี้ยวคนป่วยมารับพวกเจ้ากลับ” น้ำเสียงของหลี่มู่เฟิงอ่อนโยนลงเมื่อเจอหน้าหลิงหลง ทว่ากลับบาดหูคนฟังอย่างเสี่ยวไป่นักนางมีคนที่รักและถนอมนาง นี่เป็นเรื่องดี...เขาพยายามคิดเช่นนี้ ทว่าไม่อาจปฏิเสธว่าเขาริษยาหลี่มู่เฟิงยิ่งนัก“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ท่านพี่”ท่านพี่ อา นี่ก็เป็นคำที่ฟังแล้วไม่รื่นหูเอาเสียเลยเสี่ยวไป่นอนโอดครวญเบา ๆ อย่างเจ็บปวดหลิงหลงเข้ามาดูอาการของเสี่ย
“ข้าตรวจร่างกายเจ้าหลายครั้ง ไม่เคยพบเรื่องผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาเจ้า เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดเมื่อวานดวงตาเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น”คำถามนี้ทำให้เสี่ยวไป่นิ่งค้างอย่างตกตะลึง แต่จะให้เขาตอบนางได้อย่างไรว่านั่นคือวิชาพิสดารที่เขาฝึกมาแต่เล็กเมื่อเห็นว่าเสี่ยวไป่อ้ำอึ้งไม่ยอม หลิงหลงจึงลุกนั่งหันหลังให้แล้วเอ่ยอย่างตัดพ้อ “เจ้าไม่ไว้ใจข้า”หญ้างามตะลึงไปในทันที เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นท่าทางแง่งอนราวกับเด็กของท่านหมอเช่นนี้ นั่นทำให้เสี่ยวไป่รีบลุกขึ้นมาจะแก้ต่างให้ตนเอง“ไม่ใช่ ข้าน้อยไม่ได้...โอ๊ย!” ด้วยความร้อนใจ เขาจึงไม่ทันระวังว่าบนแผ่นหลังมีแผล เมื่อขยับตัวแรงความเจ็บปวดจึงโถมเข้ามาใส่เขาอีกครั้งหลิงหลงหันมาดูบาดแผลให้เสี่ยวไป่อย่างร้อนรน “แผลไม่ได้ปริออก แต่เจ้านอนลงไปเลย ไม่ต้องขยับตัวแล้ว”เสี่ยวไป่นอนลงไปอย่างว่าง่ายพลางมองหลิงหลงที่สวมชุดให้เรียบร้อยแล้วออกไปจัดการบางอย่างด้านนอก ผ่านไปราวหนึ่งเค่อนางจึงกลับมาพร้อมกับน้ำและผ้า แล้วค่อย ๆ เช็ดกาย ทำความสะอาดแผลให้เขาหญ้างามมอ
สิ่งที่สัมผัสได้คือความเจ็บปวดบนแผ่นหลังเสี่ยวไป่เสียงครางเบา ๆ ก่อนจะพยายามขยับเปลี่ยนท่าทาง“หนาว” เขาพึมพำเบา ๆ แล้วพยายามห่อตัวให้อุ่นขึ้น แต่ไม่นานก็มีผ้าคลุมบนร่างทำให้ลดความหนาวเย็นลงไปบ้าง“ยังหนาวอยู่อีกหรือไม่” เสียงหวานอันคุ้นเลยเอ่ยถาม เสี่ยวไป่จึงตอบไปตามสัญชาตญาณ“หนาว”หญ้างามรู้สึกว่ามีคนขยับอยู่ข้างกาย ผ้าที่ห่มอยู่บนกายเลิกขึ้นก่อนจะมีบางอย่างที่อบอุ่นนุ่มนิ่มซุกอยู่ข้างกาย เสี่ยวไป่โอบกอดสิ่งนั้นไว้แนบอก ยกขาพาดอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและค่อย ๆ ผล็อยหลับไปอีกครั้งหลิงหลงนอนหน้าแดงอยู่ในอ้อมแขนของเสี่ยวไป่ในค่ำคืนเช่นนี้อากาศย่อมเย็นลงเป็นธรรมดา น้ำร้อนที่มอบความอบอุ่นให้เสี่ยวไป่ก็เย็นลงไปตามกาล เมื่อเสี่ยวไป่พึมพำว่าหนาว นางจึงไปเอาเสื้อผ้าบางส่วนที่ซื้อให้สองพี่น้องมาคลุมกายเขาไว้หลิงหลงนึกว่าเขาจะอุ่นขึ้นแต่หญ้างามยังคงหนาวสั่นอยู่ ร่างกายก็เย็นจนน่ากลัว นางนึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านบันทึกจากประเทศทางฟากตะวันตกเล่มหนึ่งซึ่งเขียนเอาไว้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาอุณหภูมิ
บาดแผลของเสี่ยวไป่สาหัสเกินกว่าจะเคลื่อนย้าย กว่าจะไปถึงโรงหมอเขาคงตายเพราะเสียเลือดก่อนเป็นแน่หลิงหลงพิจารณาแล้วจึงพยุงหญ้างามไปยังถ้ำน้อยของสองพี่น้องเผ่าไกว้อี้“เสี่ยวหยวน ข้าต้องการความช่วยเหลือ”หลิงหลงพูดขณะก้าวเข้าไปในถ้ำ เด็กชายที่กำลังนอนกอดน้องสาวอยู่สะดุ้งแล้วหันมามองหลิงหลงตาขวาง ทว่าเมื่อเห็นว่า หลิงหลงพาคนเจ็บเจียนตายผู้หนึ่งมาด้วยก็ลุกไปช่วยนางโดยไม่ได้กล่าวอะไรเสี่ยวหยวนนำฟางมาทำเป็นที่นอนง่าย ๆ แล้วรีบไปต้มนำอย่างรู้ความหลิงหลงพาเสี่ยวไป่ไปยังที่นอนชั่วคราวก่อนจะจุดไฟใกล้ ๆ เสี่ยวไป่“นี่เจ้าทำอะไรน่ะ” เสี่ยวหยวนมุ่นคิ้ว“เขาบาดเจ็บหนักมาก ข้าต้องเย็บแผล หากไม่มีไฟจะมองเห็นได้อย่างไร”“ไม่ต้องจุด เดี๋ยวควันจะลอยอยู่ในถ้ำ จูจูนอนอยู่ สูดควันเข้าไปมันจะไม่ดี”“แล้วจะให้ข้าเย็บแผลทั้งที่มองไม่เห็นหรือ”เสี่ยวหยวนทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะวาดมือคล้ายร่ายรำ เสกลูกไฟดวงเล็ก ๆ ขึ้นมา ลูกไฟนั้นค่อย ๆ ลอยไปทางหลิงหลงอย่างช้า ๆ“เช่นนี้เป
“...อย่าบังอาจยกตัวเจ้าไปเทียบเทียมพวกเขา”หลิงหลงกล่าวเสียงต่ำและดุดัน เสี่ยวไป่ที่อยู่ไม่ไกลกระตุกยิ้ม มาตอนนี้เขาไม่แน่ใจเสียแล้วว่าท่านหมอยอมตบตีคนเพื่อระบายโทสะให้เขากับอาลั่ว หรือเพื่อระบายโทสะของตนกันแน่แต่หากเป็นการระบายโทสะของตนเอง ทหารเหล่านั้นไปยั่วโมโหนางเมื่อใดกันเสียดายที่เขาไม่อาจเห็นได้ด้วยตาของตัวเอง ไม่รู้ว่านางมีสีหน้าแบบใดยามโกรธเกรี้ยว แต่คิดว่าคงงดงามและน่ามองไม่น้อยเลยทีเดียวในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ข้าได้พบนางแล้ว โปรดเมตตาให้ข้าได้เห็นท่าทางยามโกรธเกรี้ยวของนางด้วยเถิด ยามนี้เขาอิจฉาศัตรูเหลือเกินที่ได้เห็นความงดงามยามท่านหมอโกรธเคืองหลิงหลงไม่รู้ความคิดของเสี่ยวไป่ ที่นางยอมหยุดหนี นอกจากระบายโทสะแล้ว เพราะนางไม่อาจยอมรับความเสี่ยงเรื่องถูกติดตาม หากสลัดหลุดก็ถือว่าเป็นโชคดีของนาง แต่หากว่าพวกเขาค้นหาต่ออาจไปเจอเสี่ยวหยวนกับจูจูก็ได้แม้เด็ก ๆ เผ่าไกว้อี้จะสามารถหลบซ่อนสายตาทหารเหล่านี้ได้ แต่นางไม่อยากเสี่ยงให้เด็ก ๆ มีโอกาสตกอยู่ในอันตราย นี่เป็นเหตุผลประการแรกอีกประการคือเสี่ยวไป่ บาดเจ็บเช่นน
ย้อนกลับไปเล็กน้อย ระหว่างที่หลิงหลงกำลังเดินทางกลับออกจากป่า จู่ ๆ มี่ถังที่เกาะบนอกนางอย่างสงบเสงี่ยมมาตลอดก็บินว่อนราวกับตกใจและร้อนรน“มี่ถัง เจ้าเป็นอะไรไป” หลิงหลงมองผึ้งน้อยที่บินไปบินมาอย่างกระวนกระวาย แล้วเอื้อมมือไปปลอบนางนับตั้งแต่นางได้ผึ้งน้อยตัวนี้มา มี่ถังเป็นเด็กดีมาตลอด ไม่เคยรบกวนนางยามดูแลคนไข้ นอกจากยามกินแล้วก็มักจะเกาะอยู่นิ่ง ๆ บนกายนางทว่ายามนี้กลับร้อนรนกระวนกระวายอยู่ไม่สุขหลิงหลงขมวดคิ้ว ท่าทางของมี่ถังคล้ายสัตว์ตัวน้อยที่รู้สึกได้ถึงอันตรายจึงแสดงออกว่าตนกำลังหวาดกลัว แต่เมื่อนางมองรอบกายกลับไม่พบสิ่งผิดปกติหากมีคนเข้าใกล้รัศมีการรับรู้นางต้องรู้ตัวสิทว่ารอบบริเวณนั้นไม่มีอะไรเลย“มี่ถัง เจ้าเป็นอะไรไป ไม่ต้องกลัว” นางพยายามปลอบ แต่มี่ถังก็ยังคงแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาไม่หยุดมี่ถังร้อนใจแทบตาย เพราะนางรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่อันตรายกำลังคุกคามเจ้านายของนางอยู่ สุดท้ายนางจึงตัดสินใจที่จะไปช่วยเสี่ยวไป่หลิงหลงมุ่นคิ้วด้วยความงุนงง มี่ถังบินว่อนอย่างหวาดกลัว แต่จู่







