Se connecter“พี่ใหญ่ ท่านว่านางจะหลงกลหรือไม่”
สี่ลี่หรูหยิบขนมแป้งขึ้นมาพร้อมเอ่ยถาม สี่ลี่หมิงจิบชาดาฮงเปา พลางมองดูบุรุษสองคนที่กำลังบรรเลงเพลงอย่างเฉยเมย
“นางเข้าไปแล้ว จะกลงกลหรือไม่ อย่างไรเรื่องนี้จะต้องถึงหูท่านแม่”
นี่คือแผนที่แท้จริงของนาง
สี่หลิงหลงคือว่าที่ผู้นำตระกูล สืบทอดต่อจากสี่หนิงอวี่ ดังนั้นนางจึงเป็นหน้าตาของคนตระกูลสี่ ผู้อื่นก่อเรื่องท่านแม่ไม่สนใจได้ ทว่าหาก หลิงหลงทำเรื่องผิดพลาด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ นางต้องถูกท่านแม่ตำหนิอย่างแน่นอน
และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อจากนี้นางจะต้องถูกตำหนิอีกนับครั้งไม่ถ้วน!
“แล้วท่านแม่จะไม่ตำหนิพวกเราหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงของสี่ลี่หรูเริ่มร้อนรน สี่ลี่หมิงกลับหัวเราะในลำคออย่างเย็นชา
“ไม่ตำหนิเราแน่นอน พวกเรามิได้เข้าไปในส่วนอภิรมย์ เพียงอยู่ในส่วนศิลปะ” สี่ลี่หมิงเหยียดยิ้ม “สี่หลิงหลงเหยียบเข้าไปในส่วนเริงรมย์ แม้ไม่อาจทำให้นางเสียพรหมจรรย์ได้ เนื่องด้วยข้อบังคับของตรอกเริงรมย์ แต่เมื่อท่านแม่รู้เรื่องนี้จะต้องเรียกนางไปตำหนิแน่”
นางรู้ดีว่าท่านแม่รักพวกตนมากเพียงใด ท่านแม่ไม่มีวันเอ่ยตำหนิพวกนางแน่
ยิ่งกว่านั้น การที่สี่หลิงหลง 'นำ'นางและน้องสามมาเสพสุขในตรอกเริงรมย์เช่นนี้ ต้องเป็นอีกเรื่องที่สี่หลิงหลงถูกท่านแม่ตำหนิ
“แต่หากนางบอกว่าพวกเราพามาเล่า พี่ใหญ่” สี่ลี่หรูยังคงกังวลไม่เลิก จนผู้เป็นพี่ต้องถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“เจ้าจะกลัวอะไร ท่านแม่เคยกล่าวโทษพวกเราหรือ” สี่ลี่หมิงส่ายหน้าเล็กน้อย “อย่างไรก็ตาม นอกจากท่านแม่จะตำหนินางแล้ว ข้าจะให้คนปล่อยข่าวว่านางมาที่ร้านหญ้างามเพราะติดพันบุรุษโคมแดง ดูสิว่าหมอที่มีชื่อเสียเช่นนี้จะมีคนนับถืออีกหรือไม่”
หมอหญิงที่ติดพันบุรุษในหอโคมแดง ผู้ใดจะเชื่อถือเล่า!
“พี่ใหญ่ฉลาดยิ่งนัก!” สี่ลี่หรูหัวเราะก่อนจะเบนสายตากลับไปมองหญ้างามที่กำลังแสดงอยู่
สี่ลี่หมิงวางถ้วยชาลง รอยยิ้มบนหน้านางเย็นชาดุจน้ำแข็ง
น้องรอง เมื่อชื่อเสียงเจ้าพังทลาย ท่านแม่ไม่เชื่อถือเจ้า ตำแหน่งผู้นำตระกูลของเจ้าก็ไม่มั่นคงอีกต่อไป
และถึงตอนนั้น เมื่อสี่หลิงหลงหลุดจากตำแหน่ง ผู้นำตระกูลคนถัดไปย่อมต้องเป็นนาง...สี่ลี่หมิง!
……
หลังเดินผ่านสวนดอกไม้มา ก็พบกับเรือนไม้สักงดงามหลังหนึ่ง แม้จะไม่ดูโออ่าเท่าโถงด้านหน้า แต่ก็ดูดีมิใช่น้อย ไม้ถูกแกะสลัก ข้าวของตกแต่งภายในถูกเลือกสรรอย่างดีมีระดับ
ใช้คำว่า 'สง่างาม' บรรยายเรือนด้านหลังก็คงไม่ผิดนัก
ทว่าถึงจะดูเรียบง่ายกว่าส่วนหน้าร้านที่นางผ่านมา แต่หลิงหลงกลับรู้สึกชอบเรือนด้านหลังอันสงบเงียบและสง่างามมากกว่าโถงด้านหน้าที่อึกทึกครึกโครม
พ่อเล้าเดินนำเข้าไปจนถึงหน้าประตูห้องหนึ่ง
“เสี่ยวไป่อยู่ด้านใน หากต้องการสิ่งใด ข้าน้อยจะรอรับใช้อยู่ด้านนอกนะขอรับ” พ่อเล้าเซี่ยเอ่ย
หลิงหลงพยักหน้า เขาจึงค่อมกายขอตัวแล้วจากไป
ทันทีที่นางเปิดประตูแล้วก้าวเข้าไป ก็กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งลอยอยู่ในอากาศ ภายในห้องมีเพียงคนผู้หนึ่งกำลังนั่งเท้าคางรออยู่
นั่นคือเสี่ยวไป่หรือ
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มมอง ‘คนไข้’ อย่างที่ไม่อาจละสายตาได้
คนผู้นี้มีเส้นผมเหยียดยาวสีทองบางส่วนคลอเคลียอยู่บนบ่า ชุดผ้าไหมสีแดงปักลายดอกไม้ สวมใส่ไม่เรียบร้อยเผยให้เห็นแผงอกหนั่นแน่น ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากฉลุลายสีทองทำให้หลิงหลงมองไม่ชัดว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร
เสี่ยวไป่ลุกขึ้นเดินมาหานางด้วยท่าทางเกียจคร้านและทรงเสน่ห์ ระย้าที่ห้อยลงมาจากหน้ากากที่สวมไว้ส่งเสียงกระทบกันเป็นระยะตามจังหวะก้าวเดิน
เย้ายวนชวนมองยิ่งนัก
ผู้ที่มีกลิ่นอายเช่นนี้ มีเพียงบุรุษจากสถานเริงรมย์เท่านั้นที่ทำได้ ทว่าหากเทียบกับพ่อเล้าเซี่ยผู้แลดูอ่อนโยนและสุขุมแล้ว เสี่ยวไป่กลับดูน่าหลงใหลยิ่งกว่า
น่าหลงใหลราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ
แม้จะรู้ว่ามีพิษ แต่ผู้คนกลับยินยอมที่จะดื่มมันเพื่อลิ้มรสความหอมหวานของมัน
หลิงหลงจ้องเขาตาไม่กะพริบจนกระทั่งเขามาหยุดอยู่ตรงหน้านาง
“ยินดีที่ได้พบท่าน ท่านหมอเทวดาผู้โด่งดัง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยทัก พร้อมคว้ามือเรียวบางของหลิงหลงขึ้นมาจุมพิตเบา ๆ ที่ปลายนิ้วโดยที่นางไม่ขัดขืน “ข้าน้อยเสี่ยวไป่ ยินดีมอบค่ำคืนที่ไม่อาจลืมเลือนให้กับท่าน”
หลิงหลงไม่ตอบ นางยังคงจ้องมองเสี่ยวไป่ไม่หยุด เขายกยิ้มขึ้นก่อนเอ่ยขึ้นอีก
“ท่านหมออยากถอดหน้ากากของข้าน้อยหรือขอรับ เช่นนั้นท่านถอดมันเถอะ”
เสี่ยวไป่ดึงมือเล็กขึ้นไปบนหน้า หลิงหลงจึงจับปลายหน้ากากแล้วดึงออกเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพเซียนสรรสร้าง ดวงตาสีทองประสานเข้ากับดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่ยังจับจ้องไม่วางตาจนเสี่ยวไป่รู้สึกขบขัน
“คุณหนูรองสี่ ข้าน้อยขี้ริ้วมากเสียจนท่านไม่อาจละสายตาหรือ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเหย้า
หลิงหลงไม่ตอบทั้งไม่หลบตา นางยืนมองเขาอยู่เช่นนั้นอีกพักใหญ่
“เจ้างามยิ่ง”
ในที่สุดหลิงหลงเอ่ยโต้ตอบ แม้น้ำเสียงและสีหน้ายังคงราบเรียบ แต่สายตายังคงมองเสี่ยวไป่ไม่ยอมลดละ
เสี่ยวไป่เลิกคิ้วก่อนจะเผยรอยยิ้มเย้ายวน แล้วเชื้อเชิญ
“ขอบคุณสำหรับคำชมขอรับ เชิญท่านเข้ามาด้านใน”
เสี่ยวไป่ยังคงกุมมือของนางเอาไว้แล้วดึงให้นางเข้ามาด้านใน หลิงหลงก้าวตามเข้าไปในห้องอย่างว่าง่าย บานประตูปิดลง
ช่วงเวลาเช่นนี้ผ่านไปราวสามวัน เสี่ยวไป่ค่อย ๆ ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ เขาได้รับความช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากหลิงหลงทั้งยังมีสองพี่น้องเผ่าไกว้อี้อีกด้วยเสี่ยวหยวนตัดสินใจกราบหลิงหลงเป็นอาจารย์ เขากล่าวว่าเขาต้องการความรู้ไว้หาเลี้ยงชีพและช่วยดูแลจูจูในอนาคต ซึ่งหลิงหลงก็รับพวกเขาพี่น้องเอาไว้สามวันมานี้หลิงหลงไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลสี่ทว่านางอยู่เฝ้าไข้เสี่ยวไป่อย่างใกล้ชิด บางครั้งบางครานางจะกลับไปเอาตัวยาและอาหาร รวมถึงส่งข่าวใหหลี่มู่เฟิงในวันที่สี่ หลี่มู่เฟิงได้พาคนของเขามาหาหลิงหลง“หลิงหลิง ข้าเตรียมเกี้ยวคนป่วยมารับพวกเจ้ากลับ” น้ำเสียงของหลี่มู่เฟิงอ่อนโยนลงเมื่อเจอหน้าหลิงหลง ทว่ากลับบาดหูคนฟังอย่างเสี่ยวไป่นักนางมีคนที่รักและถนอมนาง นี่เป็นเรื่องดี...เขาพยายามคิดเช่นนี้ ทว่าไม่อาจปฏิเสธว่าเขาริษยาหลี่มู่เฟิงยิ่งนัก“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ ท่านพี่”ท่านพี่ อา นี่ก็เป็นคำที่ฟังแล้วไม่รื่นหูเอาเสียเลยเสี่ยวไป่นอนโอดครวญเบา ๆ อย่างเจ็บปวดหลิงหลงเข้ามาดูอาการของเสี่ย
“ข้าตรวจร่างกายเจ้าหลายครั้ง ไม่เคยพบเรื่องผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาเจ้า เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดเมื่อวานดวงตาเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น”คำถามนี้ทำให้เสี่ยวไป่นิ่งค้างอย่างตกตะลึง แต่จะให้เขาตอบนางได้อย่างไรว่านั่นคือวิชาพิสดารที่เขาฝึกมาแต่เล็กเมื่อเห็นว่าเสี่ยวไป่อ้ำอึ้งไม่ยอม หลิงหลงจึงลุกนั่งหันหลังให้แล้วเอ่ยอย่างตัดพ้อ “เจ้าไม่ไว้ใจข้า”หญ้างามตะลึงไปในทันที เขาไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นท่าทางแง่งอนราวกับเด็กของท่านหมอเช่นนี้ นั่นทำให้เสี่ยวไป่รีบลุกขึ้นมาจะแก้ต่างให้ตนเอง“ไม่ใช่ ข้าน้อยไม่ได้...โอ๊ย!” ด้วยความร้อนใจ เขาจึงไม่ทันระวังว่าบนแผ่นหลังมีแผล เมื่อขยับตัวแรงความเจ็บปวดจึงโถมเข้ามาใส่เขาอีกครั้งหลิงหลงหันมาดูบาดแผลให้เสี่ยวไป่อย่างร้อนรน “แผลไม่ได้ปริออก แต่เจ้านอนลงไปเลย ไม่ต้องขยับตัวแล้ว”เสี่ยวไป่นอนลงไปอย่างว่าง่ายพลางมองหลิงหลงที่สวมชุดให้เรียบร้อยแล้วออกไปจัดการบางอย่างด้านนอก ผ่านไปราวหนึ่งเค่อนางจึงกลับมาพร้อมกับน้ำและผ้า แล้วค่อย ๆ เช็ดกาย ทำความสะอาดแผลให้เขาหญ้างามมอ
สิ่งที่สัมผัสได้คือความเจ็บปวดบนแผ่นหลังเสี่ยวไป่เสียงครางเบา ๆ ก่อนจะพยายามขยับเปลี่ยนท่าทาง“หนาว” เขาพึมพำเบา ๆ แล้วพยายามห่อตัวให้อุ่นขึ้น แต่ไม่นานก็มีผ้าคลุมบนร่างทำให้ลดความหนาวเย็นลงไปบ้าง“ยังหนาวอยู่อีกหรือไม่” เสียงหวานอันคุ้นเลยเอ่ยถาม เสี่ยวไป่จึงตอบไปตามสัญชาตญาณ“หนาว”หญ้างามรู้สึกว่ามีคนขยับอยู่ข้างกาย ผ้าที่ห่มอยู่บนกายเลิกขึ้นก่อนจะมีบางอย่างที่อบอุ่นนุ่มนิ่มซุกอยู่ข้างกาย เสี่ยวไป่โอบกอดสิ่งนั้นไว้แนบอก ยกขาพาดอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและค่อย ๆ ผล็อยหลับไปอีกครั้งหลิงหลงนอนหน้าแดงอยู่ในอ้อมแขนของเสี่ยวไป่ในค่ำคืนเช่นนี้อากาศย่อมเย็นลงเป็นธรรมดา น้ำร้อนที่มอบความอบอุ่นให้เสี่ยวไป่ก็เย็นลงไปตามกาล เมื่อเสี่ยวไป่พึมพำว่าหนาว นางจึงไปเอาเสื้อผ้าบางส่วนที่ซื้อให้สองพี่น้องมาคลุมกายเขาไว้หลิงหลงนึกว่าเขาจะอุ่นขึ้นแต่หญ้างามยังคงหนาวสั่นอยู่ ร่างกายก็เย็นจนน่ากลัว นางนึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านบันทึกจากประเทศทางฟากตะวันตกเล่มหนึ่งซึ่งเขียนเอาไว้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาอุณหภูมิ
บาดแผลของเสี่ยวไป่สาหัสเกินกว่าจะเคลื่อนย้าย กว่าจะไปถึงโรงหมอเขาคงตายเพราะเสียเลือดก่อนเป็นแน่หลิงหลงพิจารณาแล้วจึงพยุงหญ้างามไปยังถ้ำน้อยของสองพี่น้องเผ่าไกว้อี้“เสี่ยวหยวน ข้าต้องการความช่วยเหลือ”หลิงหลงพูดขณะก้าวเข้าไปในถ้ำ เด็กชายที่กำลังนอนกอดน้องสาวอยู่สะดุ้งแล้วหันมามองหลิงหลงตาขวาง ทว่าเมื่อเห็นว่า หลิงหลงพาคนเจ็บเจียนตายผู้หนึ่งมาด้วยก็ลุกไปช่วยนางโดยไม่ได้กล่าวอะไรเสี่ยวหยวนนำฟางมาทำเป็นที่นอนง่าย ๆ แล้วรีบไปต้มนำอย่างรู้ความหลิงหลงพาเสี่ยวไป่ไปยังที่นอนชั่วคราวก่อนจะจุดไฟใกล้ ๆ เสี่ยวไป่“นี่เจ้าทำอะไรน่ะ” เสี่ยวหยวนมุ่นคิ้ว“เขาบาดเจ็บหนักมาก ข้าต้องเย็บแผล หากไม่มีไฟจะมองเห็นได้อย่างไร”“ไม่ต้องจุด เดี๋ยวควันจะลอยอยู่ในถ้ำ จูจูนอนอยู่ สูดควันเข้าไปมันจะไม่ดี”“แล้วจะให้ข้าเย็บแผลทั้งที่มองไม่เห็นหรือ”เสี่ยวหยวนทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะวาดมือคล้ายร่ายรำ เสกลูกไฟดวงเล็ก ๆ ขึ้นมา ลูกไฟนั้นค่อย ๆ ลอยไปทางหลิงหลงอย่างช้า ๆ“เช่นนี้เป
“...อย่าบังอาจยกตัวเจ้าไปเทียบเทียมพวกเขา”หลิงหลงกล่าวเสียงต่ำและดุดัน เสี่ยวไป่ที่อยู่ไม่ไกลกระตุกยิ้ม มาตอนนี้เขาไม่แน่ใจเสียแล้วว่าท่านหมอยอมตบตีคนเพื่อระบายโทสะให้เขากับอาลั่ว หรือเพื่อระบายโทสะของตนกันแน่แต่หากเป็นการระบายโทสะของตนเอง ทหารเหล่านั้นไปยั่วโมโหนางเมื่อใดกันเสียดายที่เขาไม่อาจเห็นได้ด้วยตาของตัวเอง ไม่รู้ว่านางมีสีหน้าแบบใดยามโกรธเกรี้ยว แต่คิดว่าคงงดงามและน่ามองไม่น้อยเลยทีเดียวในเมื่อสวรรค์เมตตาให้ข้าได้พบนางแล้ว โปรดเมตตาให้ข้าได้เห็นท่าทางยามโกรธเกรี้ยวของนางด้วยเถิด ยามนี้เขาอิจฉาศัตรูเหลือเกินที่ได้เห็นความงดงามยามท่านหมอโกรธเคืองหลิงหลงไม่รู้ความคิดของเสี่ยวไป่ ที่นางยอมหยุดหนี นอกจากระบายโทสะแล้ว เพราะนางไม่อาจยอมรับความเสี่ยงเรื่องถูกติดตาม หากสลัดหลุดก็ถือว่าเป็นโชคดีของนาง แต่หากว่าพวกเขาค้นหาต่ออาจไปเจอเสี่ยวหยวนกับจูจูก็ได้แม้เด็ก ๆ เผ่าไกว้อี้จะสามารถหลบซ่อนสายตาทหารเหล่านี้ได้ แต่นางไม่อยากเสี่ยงให้เด็ก ๆ มีโอกาสตกอยู่ในอันตราย นี่เป็นเหตุผลประการแรกอีกประการคือเสี่ยวไป่ บาดเจ็บเช่นน
ย้อนกลับไปเล็กน้อย ระหว่างที่หลิงหลงกำลังเดินทางกลับออกจากป่า จู่ ๆ มี่ถังที่เกาะบนอกนางอย่างสงบเสงี่ยมมาตลอดก็บินว่อนราวกับตกใจและร้อนรน“มี่ถัง เจ้าเป็นอะไรไป” หลิงหลงมองผึ้งน้อยที่บินไปบินมาอย่างกระวนกระวาย แล้วเอื้อมมือไปปลอบนางนับตั้งแต่นางได้ผึ้งน้อยตัวนี้มา มี่ถังเป็นเด็กดีมาตลอด ไม่เคยรบกวนนางยามดูแลคนไข้ นอกจากยามกินแล้วก็มักจะเกาะอยู่นิ่ง ๆ บนกายนางทว่ายามนี้กลับร้อนรนกระวนกระวายอยู่ไม่สุขหลิงหลงขมวดคิ้ว ท่าทางของมี่ถังคล้ายสัตว์ตัวน้อยที่รู้สึกได้ถึงอันตรายจึงแสดงออกว่าตนกำลังหวาดกลัว แต่เมื่อนางมองรอบกายกลับไม่พบสิ่งผิดปกติหากมีคนเข้าใกล้รัศมีการรับรู้นางต้องรู้ตัวสิทว่ารอบบริเวณนั้นไม่มีอะไรเลย“มี่ถัง เจ้าเป็นอะไรไป ไม่ต้องกลัว” นางพยายามปลอบ แต่มี่ถังก็ยังคงแสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาไม่หยุดมี่ถังร้อนใจแทบตาย เพราะนางรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างที่อันตรายกำลังคุกคามเจ้านายของนางอยู่ สุดท้ายนางจึงตัดสินใจที่จะไปช่วยเสี่ยวไป่หลิงหลงมุ่นคิ้วด้วยความงุนงง มี่ถังบินว่อนอย่างหวาดกลัว แต่จู่







