LOGINคีรินได้รับคำเชิญจากภูวดล ผู้กำกับภาพยนตร์คนแรกที่ให้โอกาสเขาแสดงบทนำ หลังเกษียณจากวงการ ภูวดลหันไปจริงจังกับการคั่วกาแฟ และใช้บ้านเก่าของครอบครัวปรับปรุงเป็นร้านเล็ก ๆ ชื่อ “เรือนปลายฝน”
ร้านยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ วันนี้เป็นเพียงงานทดลองชิมกาแฟสำหรับคนรู้จักกับผู้ประกอบการไม่กี่คน คีรินปฏิเสธไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผู้กำกับรุ่นใหญ่โทรกลับมาอีกครั้ง “มาดื่มกาแฟเฉย ๆ ไม่มีนักข่าว ไม่มีถ่ายรูป และฉันไม่ชวนนายคุยเรื่องงาน” เงื่อนไขสุดท้ายทำให้เขาตอบตกลง คีรินขี่มอเตอร์ไซค์สีดำออกจากบ้านในช่วงบ่าย เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มทับเสื้อยืด หมวกกันน็อกปิดบังใบหน้า และไม่มีใครติดตามมาด้วย ก่อนออกเดินทาง เขานำบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ใส่กระเป๋าด้านหลังรถ เรื่องของผู้ชายที่ตามหาคนรักซึ่งหายไป เขายังอ่านไม่จบ ระหว่างจอดรอสัญญาณไฟ คีรินได้ยินรถยนต์ข้าง ๆ เปิดสถานีวิทยุเดียวกับคืนนั้น หัวใจของเขากระตุกเล็กน้อย แต่เพลงที่ดังอยู่เป็นเพียงเพลงรักทั่วไป เมื่อไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาจึงบิดคันเร่งออกไป ทิ้งเสียงเพลงนั้นไว้ด้านหลัง แม้ไม่รู้ว่าทำไม วันนี้เขากลับรู้สึกกระวนกระวายเป็นพิเศษ คล้ายกำลังเดินทางเข้าใกล้อะไรบางอย่างที่ยังไม่มีชื่อ • • • “เลี้ยวซ้ายข้างหน้า!” มะปรางตะโกนแข่งกับเสียงลม “ซ้ายไหน” “ซอยที่มีป้ายไม้!” “มีป้ายไม้สามซอย!” “อันกลาง!” ลลินหักรถเลี้ยวอย่างกะทันหัน มะปรางร้องเสียงหลงและรีบกอดเอวเพื่อนแน่น “เบาได้เบา ฉันยังไม่อยากตาย!” “ก็บอกทางให้เร็วกว่านี้สิ!” ทางเข้าร้านเป็นถนนเล็ก ๆ ปูด้วยหินกรวด ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เมื่อขี่ลึกเข้าไป เสียงรถจากถนนด้านนอกก็ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเสียงจักจั่นกับเสียงใบไม้เสียดสีกัน สุดทางปรากฏบ้านไม้สีขาวหลังหนึ่ง ด้านหน้าเป็นสนามหญ้า มีโต๊ะกาแฟตั้งกระจายใต้ร่มไม้ ป้ายเล็กตรงประตูเขียนด้วยตัวอักษรเรียบง่ายว่า เรือนปลายฝน ลลินลดความเร็วลง “บรรยากาศดีจริงด้วย” “เห็นไหม ฉันไม่เคยหลอกแก” “ยกเว้นเรื่องแกบอกว่าร้านอยู่ใกล้” “ถ้ารถไม่ติดก็ใกล้” “เรานั่งมาชั่วโมงกว่า” บริเวณจอดรถอยู่ด้านข้างบ้าน รถยนต์หลายคันจอดอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่ที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามาจากอีกทาง คนขี่สวมหมวกกันน็อกสีดำและเสื้อเชิ้ตแขนยาว รูปร่างสูงจนดูโดดเด่นแม้ยังนั่งอยู่บนรถ ลลินเหลือบมองเพียงชั่วครู่ ก่อนรีบหันกลับมาหาที่จอด “มองอะไร” มะปรางถาม “มองที่จอด” “นึกว่ามองผู้ชาย” “ฉันกำลังหาที่จอดต่างหาก” ลลินบังคับรถเข้าไปยังช่องว่างระหว่างต้นไม้กับมอเตอร์ไซค์สีดำ เธอกำลังประคองรถช้า ๆ เพื่อเข้าจอดและยังไม่ทันตั้งขาตั้ง แต่มะปรางกลับรีบก้าวลงจากเบาะเสียก่อน น้ำหนักที่เปลี่ยนไปกะทันหันทำให้รถของลลินเสียสมดุลและเอียงวูบไปทางมอเตอร์ไซค์คันข้าง ๆ “มะปราง อย่าเพิ่งลง!” ลลินรีบยันเท้าลงกับพื้นและหักแฮนด์กลับ แต่ช้าเกินไป ปลายแฮนด์ของรถเธอครูดผ่านตัวถังสีดำ เกิดเสียงเสียดสีสั้น ๆ ก่อนทิ้งรอยสีขาวยาวเกือบหนึ่งฝ่ามือไว้บนพื้นผิวมันวาว ทั้งสองคนแข็งค้างอยู่ในท่าเดิม โลกทั้งใบเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ของเจ้าไข่ตุ๋นที่ยังเดินเบาเหมือนไม่รู้ว่ามันเพิ่งก่อเรื่องใหญ่เพียงใด มะปรางอ้าปากค้าง ลลินมองรอยบนรถ ก่อนค่อย ๆ หันไปมองเพื่อน “แกรีบลงทำไม ฉันยังจอดไม่เสร็จเลย!” “ฉันนึกว่าแกจอดแล้ว” “รถคันนี้ราคาเท่าไร” “ฉันไม่รู้ แต่ดูแพง” “แพงแค่ไหน” มะปรางกลืนน้ำลาย “อาจมากกว่าร้านฉัน” ลลินรู้สึกเหมือนเลือดในร่างกายหยุดไหล เธอก้มมองรอยขาวบนรถอีกครั้ง พยายามใช้นิ้วถูเบา ๆ เผื่อมันจะเป็นเพียงคราบสี แต่รอยนั้นยังคงอยู่เหมือนเดิม แถมยิ่งมองก็ยิ่งยาวขึ้นในความรู้สึก “ถ้าต้องเปลี่ยนทั้งชิ้นล่ะ” เธอถามเสียงแผ่ว “อย่าพูดสิ ฉันใจไม่ดี” “คนที่ควรใจไม่ดีคือฉันไหม ฉันเป็นคนขี่รถนะ!” “แต่มิตรภาพเรายืนยาวกว่าค่าซ่อมรถแน่นอน” ลลินหันขวับ “ประโยคนี้ไม่ช่วยอะไรเลย” เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ทั้งสองชะงักพร้อมกัน ชายหนุ่มเจ้าของมอเตอร์ไซค์สีดำกำลังเดินกลับมา เขายังสวมหมวกกันน็อกเต็มใบจึงมองไม่เห็นสีหน้า แต่เพียงท่าทางที่หยุดชะงักเมื่อเห็นผู้หญิงสองคนยืนล้อมรถของเขา ก็ทำให้ลลินอยากหายตัวไปจากโลกทันที มะปรางค่อย ๆ ขยับไปหลบหลังเพื่อน “แกเป็นคนขี่ แกคุยนะ” เธอกระซิบ “แต่แกลงจากรถก่อนฉันตั้งขาตั้ง!” “มิตรภาพต้องมีการเสียสละ” “มะปราง!” ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกสองก้าว สายตาภายใต้กระจกหมวกกันน็อกเคลื่อนไปยังรอยขีดข่วนบนตัวรถ ก่อนเลื่อนกลับมาที่ลลิน เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามคำนวณเงินเก็บในบัญชีอย่างรวดเร็ว ค่าเช่าห้อง ค่าโทรศัพท์ ค่างวดเจ้าไข่ตุ๋น เงินสำรองปลายเดือน—ไม่ว่าจะบวกลบอย่างไร ตัวเลขทั้งหมดก็ดูไม่เพียงพอกับรถสีดำตรงหน้า ลลินยกมือไหว้ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ทันเอ่ยถาม “ขอโทษค่ะ!” เสียงของเธอดังกว่าที่ตั้งใจจนคนสองสามคนหน้าร้านหันมามอง ชายหนุ่มหยุดอยู่ตรงหน้ารถ สิ่งเดียวที่ลลินคิดได้ในขณะนั้นไม่ใช่ว่าเจ้าของรถเป็นใคร ไม่ใช่ว่าเหตุใดรูปร่างของเขาจึงดูคุ้นตา และไม่ใช่ว่าการพบกันครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตของเธออย่างไร แต่เป็นคำถามที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น รถคันนี้…ค่าซ่อมแพงแค่ไหนกันนะ คุณพระ ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาเพียงยกมือขึ้นปลดสายรัดใต้คาง แล้วค่อย ๆ ถอดหมวกกันน็อกออก ติดตามตอนต่อไป...ขณะเดียวกัน รถของคีรินติดอยู่บนถนนอีกฝั่งของร้านแถวรถยาวจนแทบไม่ขยับ แม้ร้านอาหารอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่ถึงร้อยเมตรวศินนั่งอยู่ข้างคนขับ กำลังโทรคุยเรื่องงาน แต่คีรินไม่ฟังสายตาของเขามองผ่านกระจกรถไปยังหน้าร้านฝั่งตรงข้ามจากตำแหน่งนี้ เขามองเห็นโต๊ะติดกระจกซึ่งลลินส่งรูปมาให้ตอนแรกเห็นเพียงเธอนั่งอยู่ตรงข้ามพิมพ์ดาวจากนั้นลลินก็ยกมือแตะหน้าอกแก้วบนโต๊ะล้มลงร่างของเธอพยายามลุก ก่อนเสียสมดุลคีรินตัวแข็ง“จอดรถ”คนขับหันมา“ตรงนี้จอดไม่ได้ครับ”“ลลินล้ม!”เขาปลดเข็มขัดทันทีวศินหันไปมองผ่านกระจกและเห็นร่างหญิงสาวทรุดอยู่ในร้าน“คีริน รอสัญญาณไฟ—”ชายหนุ่มเปิดประตูลงจากรถ“หลังนายยังไม่หาย!”คีรินไม่ได้ฟังเขาวิ่งไปตามช่องระหว่างรถซึ่งติดอยู่กลางถนนเสียงแตรดังขึ้นรอบตัวรถจักรยานยนต์คันหนึ่งเบรกกะทันหันเมื่อเขาวิ่งตัดหน้าคีรินหันหลบ แรงบิดตัวทำให้ความเจ็บจากรอยช้ำกลางห
ร้านอาหารตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามอาคารสถานี ต้องเดินข้ามถนนใหญ่ซึ่งมีสัญญาณไฟและการจราจรหนาแน่นในช่วงเย็นพิมพ์ดาวเลือกโต๊ะติดกระจกด้านหน้าเหตุผลที่บอกลลินคือ ต้องการนั่งตรงบริเวณซึ่งไม่อึดอัดและมองเห็นผู้คนแต่เหตุผลจริงคือ หากลลินล้มลง ทุกคนในร้านจะเห็นชัดว่าเธออยู่กับคนจำนวนมาก ไม่มีการทำร้ายทางกาย และไม่มีใครเข้าใกล้เครื่องดื่มหลังเสิร์ฟทั้งสองสั่งอาหารง่าย ๆระหว่างรับประทาน พิมพ์ดาวพูดถึงเรื่องงาน รายการ และการเดินทางไปเชียงใหม่อย่างระมัดระวัง“การสัมภาษณ์เป็นอย่างไรบ้าง”“ได้ข้อมูลมาบางส่วนค่ะ”“เกี่ยวกับเพลงนั้น?”“ค่ะ แต่ยังไม่สมบูรณ์”“แล้วคีรินไปด้วยหรือ”คำถามทำให้ลลินเงยหน้าพิมพ์ดาวรีบยิ้ม“พี่เห็นภาพแฟนคลับที่สนามบิน คนในบริษัทก็พูดกัน”เธอมองสีหน้าลลินความริษยาปะทุขึ้น แต่เธอกดมันไว้“พี่ไม่ได้จะก้าวก่าย”เธอกล่าว“แค่อยากรู้น่ะ”“เขาเป็นคนมีน้ำใจค่ะ”คำตอบของลลินไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธคว
คีรินกับลลินกลับถึงกรุงเทพฯ ในช่วงเย็นวศินมารอรับที่ทางออกส่วนตัวของสนามบินเพียงเห็นคีรินเดินช้าผิดปกติและไม่ยกกระเป๋าด้วยตัวเอง ผู้จัดการก็ขมวดคิ้ว“เกิดอะไรขึ้นกับหลัง”“ฟกช้ำครับ”“จากอะไร”คีรินมองลลิน ก่อนตอบว่า“ของในอาคารตกใส่”วศินมองรอยช้ำซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อเล็กน้อย“ของอะไรมีรอยเหมือนกรงเล็บสามเส้น”ไม่มีใครตอบผู้จัดการถอนหายใจ“ขึ้นรถก่อน แล้วค่อยเล่าเท่าที่คิดว่าผมควรรู้”บนรถ คีรินอธิบายเพียงว่า มีคนไม่ทราบฝ่ายพยายามทำร้ายลลินในส่วนปิดของวัด และเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับหีบไม้ซึ่งพวกเขานำกลับมาด้วยเขาไม่พูดเรื่องวิญญาณทั้งหมดแต่วศินรู้ทันทีว่าสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าจะปล่อยให้ลลินกลับไปอยู่ห้องพักคนเดียว“บ้านนายปลอดภัยที่สุด”เขากล่าวลลินมองคีรินชายหนุ่มไม่ได้พูดแทนเธอเพียงรอคำตอบ“ฉันกลับไปเอาเสื้อผ้าก่อนได้ไหมคะ”“ผมจะไปด้วย”คีรินตอบทันทีวศินมองห
พิมพ์ดาวนั่งอยู่ในรถซึ่งจอดตรงหน้าบ้านของรามตลอดทาง กลิ่นควันไฟติดอยู่ในจมูกไม่ยอมหายเธอเปิดหน้าต่างเปลี่ยนน้ำหอมและดื่มน้ำหลายครั้งแต่ทุกครั้งที่หลับตา กลิ่นไม้ไหม้กับเลือดกลับเข้มขึ้นภาพมือของตนเองในกระจกยังคงสวมแหวนทองโบราณ แม้มือจริงไม่มีสิ่งใดอยู่บนนิ้วเสียงหญิงสูงศักดิ์ดังขึ้นเป็นระยะเขาจับมือนางอีกแล้วพิมพ์ดาวกำพวงมาลัยแน่น“เงียบ”“ฉันไม่อยากฟัง”หากปล่อยไปแบบนี้ เจ้าจะไม่มีวันได้เขากลับมา“เขาไม่เคยเป็นของฉัน”คำพูดหลุดออกมาเบา ๆทันทีที่กล่าวเช่นนั้น ความเจ็บปวดก็แทงขึ้นกลางอก ราวกับผู้หญิงอีกคนภายในร่างกำลังต่อต้านพิมพ์ดาวก้มศีรษะลงบนพวงมาลัยเธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งตนรักคีรินในฐานะแฟนคลับธรรมดาชื่นชมผลงานติดตามข่าวและหวังเพียงได้ร่วมงานกันสักครั้งแต่หลังลลินปรากฏตัว ความรู้สึกกลับรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมเธอไม่ได้เพียงหึงหวงเธอรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียใค
แสงเช้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านเข้ามาเป็นเส้นบาง ๆลลินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสิ่งแรกที่เธอรับรู้คือมือของคีรินซึ่งยังคงจับมือเธออยู่ตรงกลางเตียงเมื่อคืนทั้งสองนอนหันหน้าเข้าหากัน โดยเว้นระยะเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ร่างของลลินกระทบแผ่นหลังที่บาดเจ็บของเขา แต่ระหว่างหลับ ระยะห่างนั้นกลับลดลงโดยไม่รู้ตัวมือของทั้งคู่ประสานกันอยู่บนผ้าปูที่นอนศิลาสีขาวสงบนิ่งไม่มีแสงไม่มีภาพในอดีตมีเพียงความอบอุ่นจากฝ่ามือของคนตรงหน้าลลินเงยหน้ามองคีรินชายหนุ่มยังหลับอยู่ ใบหน้าดูอ่อนล้ากว่าปกติ คิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนแม้ในยามหลับ กล้ามเนื้อกลางหลังก็ยังส่งความเจ็บปวดรบกวนเธอพยายามดึงมือออกเบา ๆ เพื่อจะลุกไปหยิบยานิ้วของคีรินกลับกระชับขึ้นทันที“จะไปไหนครับ”เสียงของเขาแหบเพราะเพิ่งตื่น“เอายาให้คุณค่ะ”คีรินลืมตาขึ้นเขาพยายามขยับตัว แต่เพียงจะใช้แขนยันเตียง กล้ามเนื้อใต้สะบักก็ตึงจนใบหน้ากระตุกลลินรีบประคอง“อย่ารีบค่ะ”“ผมดีขึ้นแล้ว”“แต่หน้าคุณไม่ได้บอกแบบนั้นนะคะ”คีรินยอมนอนนิ่งใ
คีรินสะดุ้งตื่นการขยับกะทันหันทำให้ร่างพลิกไปด้านหลังทันทีที่รอยช้ำสัมผัสที่นอน ความเจ็บรุนแรงก็แล่นขึ้นมา“อึก…”เขารีบพลิกกลับมาตะแคงลลินลืมตาขึ้นพร้อมกัน“คีริน!”เธอลุกขึ้น แต่เขายกมือห้าม“ไม่เป็นไร—”เขาหยุดเอง ก่อนแก้คำ“เจ็บครับ แต่เดี๋ยวดีขึ้น”ลลินเปิดไฟข้างเตียงสีหน้าของเขาซีด เหงื่อบาง ๆ ปรากฏบนหน้าผากเธอช่วยประคองให้นั่งโดยไม่ดึงแขนแรง แล้วนำเจลเย็นกลับมาประคบ“คุณฝันเหมือนฉันหรือเปล่า”ลลินถามขณะวางเจลลงบนรอยช้ำ“ครับ”“ลินหลวงโตขึ้นแล้ว”“และเด็กชายชื่อคำริน”ลลินหยุดมือ“คีรินคะ”“ครับ”“ตอนอยู่ในห้องเก็บของ คุณบอกว่าฉันเรียกอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ชื่อคุณ”เธอเงยหน้า“ฉันเรียกชื่อนั้นค่ะ”คีรินนิ่งไปทั้งสองมองหน้ากันในแสงสลัวข้างเ







