LOGINแสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างศิลาหยก กระทบเข้ากับเปลือกตาที่หนักอึ้งของร่างหนึ่งบนตั่งเตียง สติสัมปชัญญะของม่อซางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถศึกนับพันเล่มบดขยี้จนแหลกเหลว
ความทรงจำสุดท้ายคือการร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และการถูก 'ของนุ่มนิ่ม' บางอย่างกระแทกหน้าจนภาพตัดไป
จอมมารโลหิตพยายามขยับแขนขาตามสัญชาตญาณนักรบเพื่อตั้งท่าป้องกันตัว ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มิใช่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัส แต่เป็นเพราะพันธนาการปริศนาที่รัดแน่นจนเนื้อตัวแทบปริแตก
ม่อซางเบิกตาโพลง ก้มมองสภาพตนเองแล้วเส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบๆ ด้วยโทสะ
สภาพของจอมมารผู้เกรียงไกร บัดนี้ถูกมัดรวบแขนขาติดกับลำตัวในท่า 'ดักแด้ไหมฟ้า' ประหนึ่งหมูที่ถูกมัดเตรียมหามขึ้นเขียงบูชายัญ! พันธนาการสีขาวมุกที่รัดรึงร่างจิ้งจอกแดงของเขาอยู่นั้น มิใช่เชือกป่านธรรมดา แต่มันคือ 'แพรไหมพันธนาการ' ศาสตราวุธระดับเซียนที่มีฤทธิ์สะกดการเคลื่อนไหวของเผ่ามาร!
"ตื่นแล้วหรือ... เจ้าก้อนขน?"
น้ำเสียงหวานใสปนงัวเงียดังกังวานขึ้นเหนือเศียร ม่อซางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย พบกับดวงหน้าของสตรีชุดขาวที่กำลังเท้าคางมองเขาด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ ราวกับพ่อค้าทาสที่กำลังประเมินราคาสินค้าในตลาดมืด
ไป๋เยว่บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางที่ตื่นเต็มตาแล้ว ขยับปลายนิ้วเรียวยาวเขี่ยจมูกชื้นๆ ของจิ้งจอกแดงเล่น นางหรี่ตาลงเล็กน้อย พลางพึมพำกับตนเองด้วยวาจาที่บาดลึกเข้าไปในศักดิ์ศรีของจอมมาร
"หน้าตาดูโง่เขลาไปบ้าง แต่สีขนแดงเพลิงนี่จัดว่าหายากยิ่ง..." นางลูบคางใช้ความคิด "มอมแมมราวกับไปคลุกโคลนตมมา... หากจับล้างน้ำขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อย น่าจะนำไปขายที่ตลาดประมูลได้หลายตำลึงทอง"
'ขาย? เจ้ากล้าคิดจะขายเปิ่นหวางกินกระนั้นรึ!'
ม่อซางคำรามในลำคอ แต่เสียงที่ลอดผ่านแถบผ้าแพรออกมากลับเป็นเพียงเสียงขู่ฟ่อๆ ประดุจแมวน้อยขู่คำราม
"แต่ช้าก่อน..." ไป๋เยว่ชะงัก เปลี่ยนจากท่าทางครุ่นคิดเป็นรอยยิ้มเกียจคร้านที่ดูน่าชังที่สุดในสามภพ "ข้าขี้เกียจเดินไปตลาด... เก็บไว้เลี้ยงแก้เหงาก็แล้วกัน อย่างน้อยก็อุ่นดีเวลานอนกอด"
การตัดสินใจของนางรวดเร็วยิ่งกว่าการพลิกฝ่ามือ และโหดร้ายยิ่งกว่าราชโองการประหารชีวิต
"ก่อนอื่น... ต้องกำจัดกลิ่นสาบสางนี่เสียก่อน"
ไม่รอให้จำเลยได้แก้ต่าง ไป๋เยว่หิ้วหนังคอจิ้งจอกแดงขึ้นลอยหวือกลางอากาศ นางลุกเดินนวยนาดตรงไปยังใจกลางถ้ำ พื้นหินเปลี่ยนเป็นหยกขาวปูลาด นำทางไปสู่สระน้ำทิพย์ที่ส่งไอร้อนกรุ่นและกลิ่นหอมของสมุนไพรเซียนฟุ้งกระจาย
"ลงไปซะ!"
ตูม!
ร่างของม่อซางถูกโยนลงกลางบ่อน้ำราวกับก้อนหินไร้ค่า!
น้ำทิพย์อุ่นจัดทะลักเข้าปากเข้าจมูก ม่อซางตะเกียกตะกายขึ้นเหนือน้ำ ขนสีแดงเพลิงที่เคยฟูฟ่องลู่แนบไปกับลำตัวจนดูรีบแบน สภาพมิได้ต่างจากสุนัขตกน้ำที่น่าเวทนา ความอัปยศแล่นพล่านขึ้นหน้า จอมมารผู้เคยเผาผลาญกองทัพสวรรค์ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ บัดนี้ต้องมาจมปุ๋งอยู่ในอ่างอาบน้ำของสตรี!
"อยู่นิ่งๆ ข้าจะขัดตัวให้"
ไป๋เยว่ถลกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่องดุจหิมะ นางคว้าก้อนหอมสมุนไพรที่ทำจากไขมันดอกท้อ เดินลงมานั่งที่ขอบสระ แล้วเริ่มปฏิบัติการชำระล้างจอมมารอย่างถึงลูกถึงคน
หัตถ์ของนางขยี้ฟองนุ่มลงบนศีรษะของเขาอย่างแรง จนฟองสีขาวปิดตาปิดจมูก ม่อซางสะบัดหน้าพยายามหนี แต่ถูกมือมารกดตรึงไว้แน่นหนา
"ตรงนี้ก็สกปรก... ตรงนั้นก็เหม็น..." นางบ่นพึมพำ มือเรียวเลื่อนไล่ลงไปตามแผ่นหลัง ขัดถูซอกเล็บ ซอกขา อย่างละเอียดละออเกินความจำเป็น
ทันใดนั้น ม่อซางก็ต้องเบิกตาโพลงแทบถลน เมื่อมือนุ่มนิ่มนั้นล้วงพรวดเข้าไปที่... จุดยุทธศาสตร์ใต้หาง!
'เฮ้ย! หยุดนะ!'
"ตรงนี้ต้องล้างให้สะอาดเป็นพิเศษ เดี๋ยวจะเป็นโรคผิวหนังเอาได้" ไป๋เยว่กล่าวหน้าตายพลางลงมือถูวนเน้นๆ อย่างตั้งใจ
สติของม่อซางขาดผึง ความอับอายแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด เขาดิ้นพราดๆ ราวกับมัจฉาโดนทุบหัว พยายามจะหนีบขาหลังเข้าหากันเพื่อปกป้องเกียรติยศลูกผู้ชายชิ้นสุดท้าย
'อย่าจับตรงนั้น! นั่นมัน... มังกรน้อยของเปิ่นหวางนะโว้ย! สตรีหน้าไม่อาย! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!'
ทว่าเสียงแห่งความคับแค้นใจนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงร้องโหยหวนที่ฟังดูน่ารักน่าชัง
"งี๊ด! งี๊ดดดด!"
ไป๋เยว่มิได้สะทกสะท้าน นางฮัมเพลงทำนองพื้นบ้านอย่างอารมณ์ดี ขณะที่มือยังคงทำหน้าที่ทำความสะอาด ทุกซอกทุกมุมอย่างทั่วถึงและลึกซึ้ง โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังกระตุกหนวดพญามารเข้าอย่างจัง
ม่อซางหยุดดิ้น... มิใช่เพราะยอมจำนน แต่เพราะวิญญาณแทบจะหลุดออกจากร่างด้วยความอัปยศอดสู เขาปล่อยตัวลอยคอไร้ทิศทางอยู่ในน้ำ ดวงตาเหม่อลอยมองเพดานถ้ำ ปล่อยให้นางจับพลิกซ้ายพลิกขวาตามใจชอบ
ในใจของจอมมารโลหิตได้แต่กู่ร้องด้วยความเจ็บแค้น...
'ฆ่าข้าเถอะ... ให้ข้ากลั้นใจตายคาอ่างน้ำนี่เสียยังดีกว่าต้องมีชีวิตอยู่เพื่อถูกหยามเกียรติถึงเพียงนี้!'
ทันใดนั้นเอง ขณะที่ไป๋เยว่กำลังจะยกตัวเขาขึ้นจากน้ำ แสงจันทร์จากช่องเพดานถ้ำก็สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำ เงาสะท้อนในน้ำวูบไหว... เผยให้เห็นดวงตาของสุนัขจิ้งจอกเปียกน้ำที่มิได้มีแววจำนน แต่กำลังวาวโรจน์ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนน้ำในบ่อเริ่มเดือดปุดๆ โดยที่นางเอกไม่ทันสังเกตเห็น!
บรรยากาศหน้าถ้ำเมฆาหยกบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง มวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยคมศาสตราและหอกยาวนับร้อยเล่มที่พุ่งปะทะม่านพลังป้องกันถ้ำ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนหินผารอบด้านเริ่มแตกร้าว เสียงกัมปนาทจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลายภายในถ้ำม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังตั่งหยก ขนสีเพลิงลุกชันมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด'พวกมันมาแล้ว... หน่วยล่าสังหารระดับสูง!'กลิ่นอายคาวเลือดและเจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นขนาดนี้ มีเพียง 'กองพันทวารบาลสวรรค์' เท่านั้น จอมมารโลหิตขบกรามแน่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง พลังของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว การจะฝ่าวงล้อมออกไปในสภาพลูกสุนัขเช่นนี้ มีค่าเท่ากับเอาไข่ไปกระทบศิลาเขาหันไปมองสตรีเพียงคนเดียวในถ้ำ หวังลึกๆ ว่านางจะมีทางหนีทีไล่แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาความหวังของเขาดับวูบไป๋เยว่ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย เกศายุ่งเหยิงปรกหน้า ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความง่วงงุน นางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ดซึมที่หางตา"ฮ้าววว... หนวกหูจริง"นางบ่นพึมพำเส
รุ่งอรุณสาดแสงสีเงินยวงผ่านม่านเมฆหนาทึบเหนือยอดเขาคุนหลุน ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากนิทรา แสงแรกแห่งวันส่องกระทบเปลือกตาของจิ้งจอกแดงที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงหยกม่อซางสะดุ้งตื่นขึ้นทันที ความหิวโหยที่รุนแรงดุจไฟเผาผลาญกัดกินกระเพาะจนแสบไส้ พลังมารในกายแห้งขอดจนแทบไม่เหลือหลอ'ข้าต้องไปจากที่นี่... ขืนอยู่ต่อคงอดตาย หรือไม่ก็ถูกยัยสตรีสติเฟื่องนี่จับอาบน้ำจนเปื่อยยุ่ย'ม่อซางค่อยๆ ย่องลงจากเตียงด้วยฝีเท้าเงียบกริบ สายตาจ้องมองไปทางปากถ้ำ หมายมาดว่าจะหนีไปหาเหยื่อมนุษย์สักคนเพื่อดูดเลือดเติมพลัง"จะรีบไปไหนเจ้าก้อนขน?"เสียงงัวเงียดังดักหน้าไว้ไป๋เยว่บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ นางปรือตามอง สุนัขน้อยที่กำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ปลายเตียง"ตื่นเช้ามาก็วุ่นวายเชียว... หิวแล้วสินะ?"นางอ้าปากหาวหวอดใหญ่ มือเรียวควานเข้าไปในอากาศธาตุ หยิบขวดหยกเก่าคร่ำครึออกมาใบหนึ่ง ดึงจุกไม้ออกแล้วเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างไม่ไยดีเคร้ง! เคร้ง!เม็ดยาสีทองอร่ามสามเม็ดร่วงกราวลงสู่ชามข้าวสุนัข!ม่อซางชะงักกึก หันขวับมามองด้วยสายตาดูแคลน'คิดจะเอาเศษยาเหลือทิ้งมาให้จอมมารกินร
รัตติกาลมาเยือนถ้ำเมฆาหยก ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจนเหลือเพียงประกายสลัวจากไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ แสงนวลตาส่องกระทบม่านมุ้งไหมโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกอยู่นอกถ้ำบนตั่งหยกเย็นอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ร่างระหงของไป๋เยว่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวกายขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับหยกเนื้อดีที่แกะสลักอย่างประณีต ลำคอระหงที่ไร้เครื่องประดับใดๆ เผยให้เห็นเส้นชีพจรที่เต้นตุบๆ อย่างเชื่องช้าและเปราะบางทว่า ในความสงบเงียบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากก้อนขนสีแดงที่นอนนิ่งอยู่ข้างหมอนม่อซางในสภาพที่สะอาดสะอ้านจนน่าโมโห ขนสีแดงเพลิงที่เคยกระด้างเพราะคราบเลือด บัดนี้ฟูฟ่องนุ่มลื่นดุจแพรไหม แถมยังมีกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรดอกท้อติดตัวจนฉุนจมูก จอมมารโลหิตนอนหมอบนิ่ง ดวงตาอำพันหรี่ลงจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ จ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาของเพชฌฆาตที่กำลังประเมินจุดตาย'นางประมาทเกินไปแล้ว'ในสมองของอดีตผู้ปกครองแดนมารกำลังกางแผนผังยุทธการ เขาคำนวณระยะทางจากจุดที่หมอบอยู่ไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือลำคอของไป๋เยว่ ระย
แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างศิลาหยก กระทบเข้ากับเปลือกตาที่หนักอึ้งของร่างหนึ่งบนตั่งเตียง สติสัมปชัญญะของม่อซางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถศึกนับพันเล่มบดขยี้จนแหลกเหลวความทรงจำสุดท้ายคือการร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และการถูก 'ของนุ่มนิ่ม' บางอย่างกระแทกหน้าจนภาพตัดไปจอมมารโลหิตพยายามขยับแขนขาตามสัญชาตญาณนักรบเพื่อตั้งท่าป้องกันตัว ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มิใช่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัส แต่เป็นเพราะพันธนาการปริศนาที่รัดแน่นจนเนื้อตัวแทบปริแตกม่อซางเบิกตาโพลง ก้มมองสภาพตนเองแล้วเส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบๆ ด้วยโทสะสภาพของจอมมารผู้เกรียงไกร บัดนี้ถูกมัดรวบแขนขาติดกับลำตัวในท่า 'ดักแด้ไหมฟ้า' ประหนึ่งหมูที่ถูกมัดเตรียมหามขึ้นเขียงบูชายัญ! พันธนาการสีขาวมุกที่รัดรึงร่างจิ้งจอกแดงของเขาอยู่นั้น มิใช่เชือกป่านธรรมดา แต่มันคือ 'แพรไหมพันธนาการ' ศาสตราวุธระดับเซียนที่มีฤทธิ์สะกดการเคลื่อนไหวของเผ่ามาร!"ตื่นแล้วหรือ... เจ้าก้อนขน?"น้ำเสียงหวานใสปนงัวเงียดังกังวานขึ้นเหนือเศียร ม่อซางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอา
ท้องนภาเหนือแดนสวรรค์ชั้นเก้ามิได้เป็นสีครามสดใสเฉกเช่นกาลก่อน หากแต่ถูกย้อมด้วยสีชาดราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นลงบนผืนนภาอันเวิ้งว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอสนีบาตที่เกิดจากการปะทะกันของพลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่น'ม่อซาง' จอมมารโลหิตผู้เป็นดั่งฝันร้ายของสามภพ บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า 'สิ้นไร้ไม้ตอก'ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เคยงดงามวิจิตร บัดนี้ฉีกขาดวิ่นจนเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ ลึกถึงกระดูก เลือดสีดำสนิทหยดลงสู่ปุยเมฆเบื้องล่าง หยดแล้วหยดเล่า เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างสีทองอร่ามสามสาย... สามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของชาวสวรรค์ มาร่วมมือกันสังหารจอมมารเพียงผู้เดียว"พวกเทพจอมปลอม... ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"ม่อซางขบกรามแน่น รสฝาดเฝื่อนของโลหิตแผ่ซ่านในปาก ลมหายใจของเขาขาดห้วง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ เส้นลมปราณภายในบอบช้ำสาหัสไปแล้วเจ็ดส่วน หากยังดึงดันรั้งอยู่ที่นี่ ร่างกายนี้คงแหลกสลายกลายเป็นธุลี มิเหลือแม้แต่วิญญาณให้กลับไปล้างแค้น"ยอมจำนนเสียเถอะจอมมาร!" เสียงกัมปนาทจากหนึ่งในเงาสีทองดังก้องฟ้า พร้อมกับฝ่ามื







