Mag-log inหญิงสาวผู้ต้องตายอย่างทรมานด้วยฝีมืออดีตสามี สวรรค์เมตตาให้นางได้ย้อนเวลามาอีกครั้ง ทว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงความเกี่ยวพันกับคนที่เคยมีความแค้น ครั้งนี้นางจะล้างผลาญศัตรูให้หมดสิ้น
view moreครืด....ครืด....
หญิงสาวในชุดนักบวชลากขาที่ถูกธนูยิงไปตามพื้นเบาๆ กู้เยว่ฉีหัวใจเต้นระรัว ที่ผ่านมา นางนึกว่าตนเองได้เผชิญหน้ากับความทุกข์แสนสาหัสแล้ว แต่คืนนี้กลับทรมานยิ่งกว่า
‘คนในวัดหายไปไหนกันหมด ข้าร้องจนคอแทบแตกแล้วก็ยังไม่มีใครโผล่มากันสักคน’
นางซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ยกมือขึ้นกุมช่วงท้องที่มีบาดแผลถูกแทง ลมหายใจรวยริน นอนแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า คิดอยากจะร้องด่าเทพเซียนบนสวรรค์ที่ช่างโหดร้ายกับสกุลกู้ แต่หากอ้าปากแม้เพียงเล็กน้อย เกรงว่าที่กลุ่มใหญ่ที่ตามล่านางพวกนั้นจะหาตัวนางเจอ
ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มรวยริน พลันหูนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้
“ทางนั้นเห็นหรือไม่ ”
“ไม่ ทางเจ้าเล่า ”
“ไม่เห็นเหมือนกัน”
“สับลงไปในพุ่มไม้ดู บางทีนางอาจจะซ่อนอยู่ในนั้น”
เสียงบุรุษหลายคนร้องถามกัน ราวกับเสียงเพรียกจากนรก กู้เยว่ฉียกยิ้มมุมปาก ตอนที่นางถูกแม่นมของอดีตสามีจับกรอกยาจนต้องแท้งลูกยังไม่น่ากลัวเท่าครั้งนี้ เลือดจากท้องค่อยๆ ไหลผ่านนิ้วออกมาอีกคราหนึ่ง นางกดบาดแผลเพื่อหวังห้ามเลือด แต่ชายเสื้อคลุมที่ฉีกออกมานั้นก็ชุ่มจนไม่อาจจะซับเลือดได้ไหว
ฟั่บ! ฟึ่บ! ฟั่บ! ฟึ่บ!
เสียงปลายกระบี่ตวัด สลับเสียงเสียบลงตามพุ่มไม้ดังอยู่ครู่ใหญ่ หญิงสาวที่ถูกล่านอนมองท้องฟ้ามืดมิดด้วยสายตาสิ้นหวัง ลึกๆ นางปรารถนาจะให้มีใครสักคนเข้ามาช่วย แต่...เมื่อนึกถึงคนสกุลกู้ที่ถูกไล่ล่าและนำไปประหารชีวิตจนหมดสิ้นก็น้ำตาไหล
“นางน่าจะหนีไปจากตรงนี้แล้ว ไปกันเถอะ”
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของบุรุษผู้นั้นก็พลันถอยห่างออกไป
กู้เยว่ฉีหัวเราะหึๆ กับตนเอง พอนางสิ้นหวัง สวรรค์ก็ดันมอบโอกาสเล็กๆ ให้นางอีกครั้ง เมฆที่ปิดบังดวงจันทร์อยู่เมื่อครู่ค่อยๆ เลื่อนออก บริเวณพุ่มหญ้าสูงที่นางซุกตัวอยู่ค่อยๆ สว่างขึ้น พลันนางก็มองเห็นรูปปั้นเทพองค์หนึ่งขนาดพอๆ กับตัวนาง ถูกตั้งไว้บนแท่นด้านหลังมีต้นไม้สูงกว่ารูปปั้นเกิดร่มครึ้ม
เมื่อครู่ตอนที่นางลากขาข้างที่บาดเจ็บหนีมา รอบข้างมืดจนมองไม่เห็น ที่แท้นางอาจจะได้รับการปกป้องจากรูปปั้นเทพองค์นี้ อาการบาดเจ็บเริ่มทวีขึ้นจนนางร้องครางออกมา ดวงตาของนางเริ่มพร่าพราย
กู้เยว่ฉีสะกดกลั้นความเจ็บปวดเอ่ยกับรูปปั้น “ท่านเทพ ข้ามีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไร้ความหวัง สิ้นครอบครัวตนเอง สิ้นบุตร สิ้นสามี ช่างเถิด ชีวิตนี้มันช่างรันทด หากชีวิตหน้ามีจริงขอให้ข้าอย่าหลงใหลในเปลือกนอก อย่าได้ถลำลึกไปในความชั่ว ได้ใช้ชีวิตที่สงบและมีความสุขอย่างแท้จริง”
หญิงสาวหลับตาลง ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเสียงบุรุษดังขึ้น
“คนอย่างกู้เยว่ฉี นางมีเล่ห์เหลี่ยมพอตัว ไม่ยอมให้ผู้อื่นฆ่าโดยง่ายหรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่หลบหนีการไล่ล่ามาได้เป็นวันๆ ไม่แน่ว่าวันหน้าหากนางรอดไปได้ก็อาจจะกลับมาแก้แค้น”
น้ำเสียงของบุรุษผู้นั้นฟังดูแล้วคุ้นๆ เหมือนนางเคยได้ยินมาก่อน แต่กู้เยว่ฉีกลับจำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของผู้ใด
หน้าอกของคนที่ถูกเอ่ยถึงกระเพื่อมขึ้นลง แสยะยิ้ม นางนึกถึงชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง ในฐานะคุณหนูสกุลกู้นางไม่ใช่คนใสซื่ออย่างที่แสดงออกแต่กลับวางแผนเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับตนเองทีละขั้นอย่างแยบยล
‘ข้ารู้ ข้าไม่ใช่คนดี จริงอย่างท่านพูด หากข้ามีโอกาสอีกครั้ง ต้องช่วยชีวิตคนสกุลกู้และตอบแทนคนที่ทำลายสกุลข้าอย่างสาสม ชีวิตที่สงบและมีความสุขจึงจะเกิดขึ้นได้’
มู่โจวบุตรชายคนเล็กของผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลหรงเฉิน กวาดตามองไปรอบๆ สนามหญ้าหลังวัดที่ค่อนข้างกว้าง เขาร้องสั่งด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ส่องไฟไปให้รอบๆ หานางให้เจอ”
“ขอรับ” เหล่าทหารร้องรับพร้อมกัน
มู่โจวเป็นหัวหน้าหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ในลานประหารคนสกุลกู้เขาได้ยินว่าพวกมือปราบกำลังไล่ล่าคนสกุลกู้จึงรีบตามไปดู จังหวะหนึ่งเขาสังเกตเห็นว่าคนที่ถูกตามจับสวมชุดแม่ชี เขาจึงนึกถึงกู้เยว่ฉีที่ถูกจับขังไว้ในอารามบนเขา นางอาจจะรู้ข่าวของคนในครอบครัวจึงได้แอบลงจากเขามาดูให้เห็นกับตา
ทหารผู้หนึ่งยกคบเพลิงขึ้นใกล้พงหญ้าใกล้ๆ หัวหน้าหนุ่ม สายตาของมู่โจวสะดุดกับความผิดปกติบางอย่าง ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับมือด้ามคบเพลิงเอามาถือไว้แทน
“ตรงนี้ข้าหาเอง ดูแล้วน่าสงสัย”
สายตาของมู่โจวมองไปตามรอยพับของแนวหญ้า เขาก้าวเท้าไปอีกสองก้าวก็เห็นรูปปั้นเทพเจ้าตั้งอยู่ “มีรูปปั้นซ่อนอยู่ตรงนี้ด้วย ต้นไม้ขึ้นรกเต็มไปหมด พวกนักบวชไม่ออกมาตัดหญ้าบ้างหรือไร ”
เขาบ่นพลางกวาดตามองเลยไปอีกเล็กน้อยก็เห็นปลายเท้า “นั่น มีคนซ่อนอยู่” มู่โจวส่งคบเพลิงให้กับทหารแล้วเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เขาจำรองเท้าแบบนั้นได้ เป็นรองเท้าสีที่พวกนักบวชบนเขาใช้กัน
“ใช่จริงด้วยขอรับหัวหน้า”
เขาก้มลงมองร่างที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด หมวกนักบวชหลุดออก ศีรษะของนางมีเส้นผมสั้นๆ แทงขึ้นมาจากหนังศีรษะประปราย ใบหน้ารูปผลแตงยังมีเค้าความงามหลงเหลืออยู่ ทว่าความขาวซีดอันเกิดจากความสูญเสียเลือด ทำให้ดูน่าสังเวชใจ
มู่โจวทรุดตัวลงนั่งข้างๆ นาง “กู้เยว่ฉี เจ้ายังไหวหรือไม่ ”
ท้องฟ้าพลันกระจ่างทั่วบริเวณ หญิงสาวที่สติหลงเหลือไม่ถึงครึ่งคล้ายจะลืมตาขึ้นมอง นางส่ายหน้าเล็กน้อย เงาของบุรุษผู้หนึ่งลอยอยู่เหนือร่างของนาง กู้เยว่ฉีไม่เห็นหน้าแต่จำได้ว่าเสียงของคนผู้นี้คือเสียงเดียวกับคนที่บอกว่านางเป็นคนเจ้าเล่ห์และเจ้าคิดเจ้าแค้น
“เจ้าถูกแทงทั้งท้องทั้งขา บาดแผลฉกรรจ์มาก” ร่างของกู้เยว่ฉีถูกเขาประคองขึ้น “ด้านหลังเจ้าก็ถูกแทงด้วย เจ้ารู้หรือไม่ คนพวกนั้นเป็นใคร ”
นางพยักหน้ารับ ตอนที่นางหลบหนีจากลานประหาร พอรู้ว่ามือปราบสองสามคนวิ่งตามมาก็รีบหาที่ซ่อนตัว นางแอบกลับมาถึงวัดบนเขาได้อย่างปลอดภัย ตอนนั้นก็ยังเห็นคนที่เฝ้าวัดเดินเตร็ดเตร่อยู่ด้านหน้า แต่พอตกค่ำกลับมีคนบุกเข้ามาหมายเอาชีวิต
เสียงต่อสู้จากลานกลางวัดดังขึ้นไม่นานนัก คนพวกนั้นก็บุกเข้ามาในที่พักของนาง กู้เยว่ฉีใช้วิธีล่อหลอกเพื่อหลบหนีแต่ไม่พ้นคมดาบของพวกมัน นางถูกแทงที่ขา ด้านหลัง และท้อง กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด
“มือปราบใช่หรือไม่ ”
แม้พวกมันจะสวมชุดพรางตัวแต่ตอนที่นางหมอบหลบในวัด เห็นรองเท้าแล้วก็พลันนึกถึงพวกมือปราบที่ไล่ล่านางในตอนบ่าย
มู่โจวเห็นนางพยักหน้า เขาก็นึกถึงสิ่งที่ได้ยินในโรงเตี๊ยมสองวันก่อน
“ศัตรูของเจ้าเป็นสตรีในสกุลใหญ่แน่ ข้าเห็นนางว่าจ้างมือปราบชั่วพวกนั้นให้มาตามฆ่าเจ้า”
กู้เยว่ฉีนึกไม่ออกว่าสตรีที่บุรุษผู้นี้พูดถึงเป็นผู้ใดกันแน่ ระหว่างทางที่นางกับบิดาป่ายปีนขึ้นมา สร้างศัตรูไว้หลายคน พลันนางก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา หญิงสาวร่างกระตุกน้อยๆ
‘นี่คงเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของข้า น่าเสียดายที่ต้องทิ้งทุกอย่างเอาไว้ในชาตินี้แล้ว’
หญิงสาวน้ำตาไหลออกมาจากหางตาทั้งสองข้าง
“กู้เยว่ฉี เจ้าอดทนหน่อย ข้าจะพาเจ้าไปรักษาตัว” เขาร้องเรียก หากว่ารักษาชีวิตนางไว้ได้ เขาก็จะกลายเป็นผู้มีพระคุณของนางและล้วงความลับของ หลิงอ๋องได้
นางกลั้นหายใจรวบรวมกำลังเลื่อนมือไปจับแขนของมู่โจวเอาไว้ บีบด้วยแรงทั้งหมดที่มีเหลือ เอ่ยคำพูดประโยคสุดท้ายออกมา
“ข้า ไม่มีทางให้อภัยคนสกุลหลิงเด็ดขาด”
***********
หลังรับประทานอาหารเสร็จกู้เยว่ฉีก็ชวนสามีไปยังวัดแดนธรรมซึ่งเป็นวัดที่สร้างบนจวนหลิงอ๋อง เดิมทีจวนแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงพระราชทานให้กับผิงเหออ๋อง ทว่าอ๋องบรรดาศักดิ์คนใหม่แห่งเมืองหรงเฉินกราบทูลว่าต้องการสร้างเป็นวัดแห่งใหม่ถวายเป็นพระราชกุศล ฮ่องเต้ที่ทรงทราบว่าในจวนนั้นมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจึงทรงเห็นชอบ “คนมาวัดเยอะเหมือนกันนะขอรับ” เผยซานขอติดตามมาด้วย เขาอยากเห็นอดีตจวนอ๋องอันรุ่งเรืองกู้เยว่ฉีก้าวเท้าเข้าสู่เขตวัดก็รู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของความสงบแผ่ออกมา นางหวังว่าเสียงสวดมนต์ทุกค่ำเช้าคงจะกล่อมเกลาให้ดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้บรรเทาความแค้นเคืองลงไปได้ “ที่นี่มีการสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ด้านโน้นมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหรงเฉินถูกสร้างบนเนินดินสูง มีผู้เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมากราบไหว้ ทุกต้นเดือนจะมีโรงทานแจกอาหารเจสามวัน” มู่โจวเป็นผู้ตอบ “ได้ยินว่าการสร้างรูปปั้นพระโพธิสัตว์เป็นดำริของท่านอ๋องหรือขอรับ” เผยซานเคยได้ยินผู้คนพูดถึงวัดแห่งนี้ให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง “ถูกต้อง ท่านพ่อของข้าเห็นชาวบ้านชา
หลังงานแต่งงานของกู้เย่วฉีผ่านไปได้สองเดือน เผยซานขุนนางขั้นหกแห่งสำนักรับฏีกาก็ไปคุกเข่าของให้ผู้ตรวจการหงช่วยเป็นเถ้าแก่สู่ขอคุณหนูกู้เจียลี่บุตรีของใต้เท้ากู้แห่งเมืองหรงเฉินหงจื่ออวี้กำลังยุ่งกับภารกิจไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงมอบจดหมายรับรองความประพฤติให้กับเผยซาน ชายหนุ่มจึงไปหรงเฉินพร้อมด้วยสหายขุนนางผู้หนึ่ง เขาขอเข้าพบใต้เท้ากู้พร้อมกับแสดงความประสงค์สู่ขอกู้เจียลี่บุตรีอนุเสิ่นที่ดูแลร้านค้าสกุลกู้ในเมืองหลวงเป็นภรรยา“ข้าน้อยเป็นบุตรของพ่อค้า ครอบครัวมิได้ร่ำรวยนัก ทว่าก็มิได้ลำบาก หากว่าคุณหนูสามยินดีเป็นภรรยา ข้าจะดูแลนางมิให้ขาดตกบกพร่องขอรับ”“ใต้เท้าเผย สกุลกู้เองก็มิได้ขาดแคลนทั้งเกียรติยศและเงินทอง หากว่าเจ้าชอบเจียลี่จริง ต้องแสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ข้าน้อยสาบานว่าจะซื่อสัตย์ต่อนาง ไม่รับอนุภรรยา และไม่ทำให้นางต้องลำบากใจขอรับ” เผยซานน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยื่นซองจดหมายในมือให้กับใต้เท้ากู้ “นี่คือจดหมายรับรองความประพฤติที่ผู้ตรวจการหงจื่ออวี้เขียนขึ้น เชิญใต้เท้ากู้อ่านเถิดขอรับ”ท่าทางไม่ถึงกับหวาดเกรงและไม่แข็งกร้าวของเผยซานทำให้ใต้เท้ากู้รู้สึกพอใจ เขา
มู่ช่างเหมือนจะรู้ตัว เขาบอกให้กู้เฉินอย่ากินดื่มสิ่งที่คนของมู่จ้านและมู่โจวนำมาส่งให้ ดังนั้นสุราผสมผงนิทราที่เซียวเกิงนำมาจึงไม่ได้รับการตอบสนองหวงฟู่ที่แอบอยู่ไม่ไกลเห็นคนรักทำเรื่องง่ายๆ ก็ไม่สำเร็จจึงเอ่ยปากแดกดัน เซียวเกิงนำขวดสุรามาหานาง ““ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ ท่านทำไม่สำเร็จ คงเป็นข้า”หวงฟู่ฉวยเอาขวดสุรานั้นไปแล้วโบกมือเรียกบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งเอาไว้ จากนั้นก็รินสุราในกานั้นทิ้งแล้วเทสุราในขวดลงไปแทน บ่าวรับใช้ผู้นั้นทำตาเหลือก“ไม่ต้องห่วง นี่มิใช่ยาพิษ แค่ต้องการให้คุณชายรองมู่กับคุณชายรองกู้หลับเท่านั้น พวกเขาจะได้ไม่ไปป่วนห้องหอ”บ่าวรับใช้ในจวนอ๋องจำได้ว่าหวงฟู่คือสาวใช้คนสนิทของกู้เยว่ฉี และเซียวเกิงคือรองหัวหน้าหน่วยสายฟ้าจึงวางใจ เขายิ้มน้อยๆ ก่อนรับเอาเงินก้อนที่หวงฟู่ยื่นมาให้“เจ้าทำสำเร็จแล้ว ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม” นางเอ่ยสำทับบ่าวรับใช้ยิ้มกว้าง “ขอรับ”พอดื่มเข้าไปมากๆ สองพี่น้องต่างสกุลที่เพิ่งผูกสัมพันธ์กันใหม่ก็มิได้ระวังตัวมากอย่างที่ตั้งใจไว้ สุดท้ายเผลอดื่มสุราที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นรินให้ไปคนละจอก ครู่หนึ่งก็เกิดอาการง่วงงุนจนทนไม่ไหว“ข้าว่า...พวกเรา
“ซื่อจื่อ ข้าสงสัยจริง ซื่อจื่อเฟยท้องได้สองเดือนกว่า ช่วงนั้นการศึกพัวพันวุ่นวายยิ่งนัก ท่านเองก็กินนอนอยู่ในค่ายทหาร ท่านใช้เวลาไหนไปปั้นทายาทกับนางหรือ” สหายขุนพลผู้ร่วมเป็นร่วมตายแอบมาสอบถาม มู่จ้านถลึงตาใส่ไปทีหนึ่ง พร้อมกับทำปากขมุบขมิบ คนผู้นั้นจึงหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วเดินหนีไป มู่จ้านไม่ยอมเปิดเผยความลับเด็ดขาดว่าภรรยาของเขาปลอมเป็นทหารยามไปเฝ้าอยู่ในค่ายหลายครั้ง หากพูดไปแล้วเกรงว่าคราวหน้าเกิดเรื่องสงครามขึ้น เขาจะหมดโอกาสแอบนำนางเข้าไปหลับนอนในค่ายทหารด้วยทว่าเรื่องนี้กลับมีผู้รู้ดี คือ น้องชายสองคนของเขา มู่ช่างกับมู่โจว “เสี่ยวโจว เจ้าแอบทำเรื่องพวกนั้นเหมือนพี่จ้านในช่วงสู้รบหรือไม่” มู่โจวยิ้มพลางส่ายหน้า ในช่วงศึกสงครามที่เข้มข้นอย่างนั้น หากนายทหารมัวแต่ลิ้มรสโลกีย์ย่อมทำให้ได้รับคำตำหนิติเตียน “คนอย่างข้ามีหรือจะทำเรื่องผิดธรรมเนียมเช่นนั้น” พี่ชายคนโตหน้าม้าน แย้งด้วยเสียงแข็ง “ข้ามิได้ย่อหย่อนการศึกเสียหน่อย” มู่ช่างหัวเราะอย่างรู้ทัน “เจ้าคิดว่าเรื่องที่หมู่บ้านซือหลายฉ่วยข้าไม่รู้หรือไร ตกดึกเจ้าพยายามปีนหน้า
หลิงอวี่เฟิงทำหน้าที่แม่ทัพใหญ่แห่งสกุลหลิงรู้สึกหนักใจแต่ไม่อาจเอ่ยปาก ไพร่พลกว่าสองหมื่นที่เคยมี ยามนี้เหลือไม่ถึงหมื่นสาม ก่อนหน้านี้ทัพสกุลมู่เหลือคนเพียงหมื่นกว่า แต่เพราะกลยุทธ์การศึกที่ล้ำลึกทำให้ไม่อาจโค่นทหารจากค่ายแดนเหนือได้อย่างใจหมาย บัดนี้มู่เต๋อยังจะมีทัพที่เหลือจากค่ายตะวัน
ลี้อิ่งหวีดร้องพลางประคองบิดาให้นอนลงบนเตียง “เรียกหมอ! เร็ว!” “ท่านพ่อ เจ็บตรงไหนบ้างขอรับ บอกข้ามา” ลี้เจียวจิ้นรับผ้าจากสาวใช้มาเช็ดเลือดให้บิดา แล้วก้มลงบีบนวดขาแขนให้ คหบดีลี้พลันสิ้นสติไป สองพี่น้องร้องลั่นเรียกบิดาเสียงดัง อึดใจต่อมาสกุลลี้ก็เกิดความโกลาหล ฮูหยินใหญ่กับอนุ
หลิงจางเหว่ยร้องสั่งให้องครักษ์เข้ามาแล้วทำตามที่บิดาบอก องครักษ์ฝานเป็นผู้ไปเชิญแม่ทัพหลิงด้วยตนเอง สองพ่อลูกทรุดตัวลงนั่ง หลิงจางเหว่ยรินน้ำชาส่งให้บิดา “ทหารที่อยู่เมืองหลวงยามนี้หากคิดจะสู้ศึกก็มีเพียงหมื่นกว่าคน เทียบกับกองทัพสามหมื่นกว่าของแม่ทัพเหมาแล้วก็ต่างกันอยู่มาก ทัพแ
“หากข้าบอกว่ามีวิธีหนีเล่า เจ้าจะยอมไปหรือไม่” ลี้อิ่งจ้องกู้เยว่ฉี “จริงหรือ” “ข้าเป็นคนนัดเจ้ามาก็ย่อมจะต้องมีวิธี” “แต่...แต่ข้าไม่ต้องการหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว ครอบครัวของข้าที่เหลือ ข้าไม่อยากทิ้งพวกเขาไว้” “เจ้าอย่ากังวล ข้าจะหาวิธีพาคนของเจ้าออกไปใ


















Rebyu