LOGINรัตติกาลมาเยือนถ้ำเมฆาหยก ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจนเหลือเพียงประกายสลัวจากไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ แสงนวลตาส่องกระทบม่านมุ้งไหมโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกอยู่นอกถ้ำ
บนตั่งหยกเย็นอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ร่างระหงของไป๋เยว่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวกายขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับหยกเนื้อดีที่แกะสลักอย่างประณีต ลำคอระหงที่ไร้เครื่องประดับใดๆ เผยให้เห็นเส้นชีพจรที่เต้นตุบๆ อย่างเชื่องช้าและเปราะบาง
ทว่า ในความสงบเงียบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากก้อนขนสีแดงที่นอนนิ่งอยู่ข้างหมอน
ม่อซางในสภาพที่สะอาดสะอ้านจนน่าโมโห ขนสีแดงเพลิงที่เคยกระด้างเพราะคราบเลือด บัดนี้ฟูฟ่องนุ่มลื่นดุจแพรไหม แถมยังมีกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรดอกท้อติดตัวจนฉุนจมูก จอมมารโลหิตนอนหมอบนิ่ง ดวงตาอำพันหรี่ลงจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ จ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาของเพชฌฆาตที่กำลังประเมินจุดตาย
'นางประมาทเกินไปแล้ว'
ในสมองของอดีตผู้ปกครองแดนมารกำลังกางแผนผังยุทธการ เขาคำนวณระยะทางจากจุดที่หมอบอยู่ไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือลำคอของไป๋เยว่ ระยะห่างเพียงสองคืบ ไร้สิ่งกีดขวาง และระดับการระวังภัยของศัตรูเท่ากับศูนย์
โอกาสทองมาถึงแล้ว
ร่างกายของจิ้งจอกแดงเกร็งตัวขึ้น เงาแห่งความตายพาดผ่านดวงตา หากเขากัดเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ ดูดกลืนโลหิตและตบะอันแก่กล้าของบรรพชนจิ้งจอกผู้นี้ พลังวัตรที่สูญเสียไปย่อมฟื้นคืนมาได้ไม่ต่ำกว่าสามส่วน เพียงพอที่จะฉีกมิติหนีกลับไปตั้งหลักที่แดนมาร
'ขออภัยด้วยแม่นาง แต่ชีวิตเจ้าคือบันไดศิลาให้ข้าเหยียบขึ้นไปทวงบัลลังก์'
ม่อซางแยกเขี้ยว เขี้ยวเล็กๆ สีขาววาววับสะท้อนแสงจันทร์ แม้จะดูน่ารักในสายตาคนทั่วไป แต่มันอาบด้วยพิษร้ายแรงของจอมมารที่ไร้ยาแก้ เขาค่อยๆ ย่องเท้าทั้งสี่ลงน้ำหนักเบาดุจปุยนุ่น ไร้เสียง ไร้ร่องรอย เคลื่อนที่เข้าหาเหยื่อด้วยความเงียบเชียบดั่งเงาภูตพราย
หนึ่งคืบ... ครึ่งคืบ...
ลมหายใจอุ่นๆ ของไป๋เยว่รินรดปลายจมูกเขา กลิ่นหอมหวานของนางกระตุ้นความกระหายเลือดในกายมารให้พลุ่งพล่าน ม่อซางง้างปากเตรียมฝังเขี้ยวลงบนผิวเนื้อขาวเนียนตรงหน้า เล็งจุดตายอย่างแม่นยำ
ทันใดนั้น
ไป๋เยว่ที่นอนนิ่งมาตลอด พลันส่งเสียงละเมออู้อี้ในลำคอ
"อืม..."
สัญชาตญาณนักฆ่าสั่งให้ม่อซางชะงักค้าง แต่ทว่าปฏิกิริยาของนางกลับรวดเร็วยิ่งกว่า ท่อนแขนเรียวที่ดูบอบบางตวัดวูบผ่านอากาศด้วยความเร็วที่มองไม่ทัน คว้าหมับเข้าที่กลางลำตัวของจอมมาร แล้วกระชากร่างเล็กๆ นั้นเข้าไปหาตัวอย่างแรง
เฮ้ย!
ม่อซางอุทานได้เพียงในใจ โลกทั้งใบหมุนคว้างราวกับฟ้าถล่มดินทลาย
วินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็จมหายเข้าไปในเนินอกอันนุ่มนิ่ม ทรวงอกอิ่มที่ดันหน้าเขาจนบี้แบน จมูกของเขาจมลงไปในเนื้อผ้าไหมและผิวกายอุ่นจัด กลิ่นกายหอมกรุ่นที่รุนแรงกว่าเดิมร้อยเท่าจู่โจมประสาทสัมผัสจนมึนงง
"ตุ๊กตาหมาน้อย..."
ไป๋เยว่พึมพำทั้งที่ตายังปิดสนิท มุมปากยกยิ้มเคลิบเคลิ้ม นางไม่ได้รู้สึกถึงจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย คิดเพียงว่าก้อนขนนิ่มๆ ข้างตัวคือหมอนอิงใบโปรด
"นุ่มจัง..."
ใบหน้าสวยหวานซุกลงมาที่หน้าท้องของจิ้งจอกแดง จมูกโด่งรั้นถูไถไปมากับพุงนุ่มๆ อย่างมันเขี้ยว ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้ออ่อนบางใต้ขนหน้าท้อง
เปรี้ยง!
ราวกับมีอสนีบาตฟาดลงกลางกระหม่อมม่อซาง ร่างกายที่เคยเกร็งเขม็งเตรียมสังหาร พลันแข็งทื่อกลายเป็นหิน ความรู้สึกเสียวซ่านประหลาดแล่นพล่านจากจุดที่ถูกสัมผัสไปตามไขสันหลัง
จุดอ่อนของเผ่าพันธุ์สุนัขและจิ้งจอกคือหน้าท้อง
"ย... หยุด..."
ม่อซางพยายามจะดิ้นรนขัดขืน แต่ปฏิกิริยาร่างกายกลับทรยศเจ้านายอย่างน่าไม่อาย เมื่อนิ้วมือซุกซนของไป๋เยว่เริ่มเกาเบาๆ ที่หน้าท้องนุ่มนิ่ม ขาหลังข้างซ้ายของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ก็เริ่มกระตุก
ยิก! ยิก! ยิก!
ขาหลังเจ้ากรรมกระดิกเป็นจังหวะตามแรงเกา ควบคุมไม่ได้และหยุดไม่ได้
ศักดิ์ศรีของจอมมารโลหิตพังทลายลงในพริบตา ภาพลักษณ์โหดเหี้ยมอำมหิตที่สั่งสมมาห้าพันปี ถูกทำลายป่นปี้ด้วยการเกาพุงเพียงไม่กี่ที ดวงตาอำพันที่เคยดุดันบัดนี้เบิกโพลงและเลื่อนลอย ลิ้นสีชมพูห้อยออกมาเล็กน้อยอย่างหมดสภาพ
'บัดซบ ร่างกายบ้านี่มัน... หยุดเดี๋ยวนี้นะ!'
ไป๋เยว่มิได้รับรู้ถึงความคับแค้นใจนั้น นางยังคงซุกหน้าฟัดพุงเจ้าก้อนขนอย่างมีความสุข ราวกับได้พบของเล่นถูกใจ วงแขนกอดรัดร่างอุ่นๆ นั้นแน่นขึ้น ถ่ายทอดความอบอุ่นจากร่างกายสู่ร่างกาย
ไออุ่นจากตัวนางแผ่ซ่านเข้ามาโอบล้อมม่อซางไว้ดุจเกราะกำบังอันอ่อนโยน เตียงหยกที่ปูด้วยขนสัตว์หนานุ่มรองรับแผ่นหลัง ผ้าห่มไหมฟ้าที่คลุมทับลงมากันลมหนาว
ความสุขสบายอันล้นพ้นโจมตีเข้าใส่จุดตายของความง่วง
เปลือกตาของม่อซางเริ่มหนักอึ้ง จิตสังหารที่แหลมคมถูกความนุ่มนิ่มกัดกร่อนจนทื่อด้าน ความคิดที่จะดูดเลือดเหือดหายไป แทนที่ด้วยความเคลิบเคลิ้มอันน่าสยดสยอง
'ฝากไว้ก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้ แต่ตอนนี้ของีบสักเดี๋ยว...'
สัญชาตญาณสัตว์ร้ายพ่ายแพ้ต่อความสุขสำราญอย่างราบคาบ ขาที่เคยกระตุกค่อยๆ หยุดลง ร่างกายที่เกร็งเครียดผ่อนคลายยวบยาบจมลงในอ้อมกอดของศัตรู
เพียงไม่นาน เสียงลมหายใจของหนึ่งคนและหนึ่งสัตว์ก็เริ่มประสานเป็นจังหวะเดียวกัน จอมมารผู้ตั้งใจจะลอบสังหาร บัดนี้กลายเป็นตุ๊กตาหน้านิ่งที่นอนหงายท้องให้เหยื่อกอดหลับไปอย่างหมดสภาพจนถึงรุ่งสาง
บรรยากาศหน้าถ้ำเมฆาหยกบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง มวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยคมศาสตราและหอกยาวนับร้อยเล่มที่พุ่งปะทะม่านพลังป้องกันถ้ำ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนหินผารอบด้านเริ่มแตกร้าว เสียงกัมปนาทจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลายภายในถ้ำม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังตั่งหยก ขนสีเพลิงลุกชันมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด'พวกมันมาแล้ว... หน่วยล่าสังหารระดับสูง!'กลิ่นอายคาวเลือดและเจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นขนาดนี้ มีเพียง 'กองพันทวารบาลสวรรค์' เท่านั้น จอมมารโลหิตขบกรามแน่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง พลังของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว การจะฝ่าวงล้อมออกไปในสภาพลูกสุนัขเช่นนี้ มีค่าเท่ากับเอาไข่ไปกระทบศิลาเขาหันไปมองสตรีเพียงคนเดียวในถ้ำ หวังลึกๆ ว่านางจะมีทางหนีทีไล่แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาความหวังของเขาดับวูบไป๋เยว่ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย เกศายุ่งเหยิงปรกหน้า ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความง่วงงุน นางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ดซึมที่หางตา"ฮ้าววว... หนวกหูจริง"นางบ่นพึมพำเส
รุ่งอรุณสาดแสงสีเงินยวงผ่านม่านเมฆหนาทึบเหนือยอดเขาคุนหลุน ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากนิทรา แสงแรกแห่งวันส่องกระทบเปลือกตาของจิ้งจอกแดงที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงหยกม่อซางสะดุ้งตื่นขึ้นทันที ความหิวโหยที่รุนแรงดุจไฟเผาผลาญกัดกินกระเพาะจนแสบไส้ พลังมารในกายแห้งขอดจนแทบไม่เหลือหลอ'ข้าต้องไปจากที่นี่... ขืนอยู่ต่อคงอดตาย หรือไม่ก็ถูกยัยสตรีสติเฟื่องนี่จับอาบน้ำจนเปื่อยยุ่ย'ม่อซางค่อยๆ ย่องลงจากเตียงด้วยฝีเท้าเงียบกริบ สายตาจ้องมองไปทางปากถ้ำ หมายมาดว่าจะหนีไปหาเหยื่อมนุษย์สักคนเพื่อดูดเลือดเติมพลัง"จะรีบไปไหนเจ้าก้อนขน?"เสียงงัวเงียดังดักหน้าไว้ไป๋เยว่บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ นางปรือตามอง สุนัขน้อยที่กำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ปลายเตียง"ตื่นเช้ามาก็วุ่นวายเชียว... หิวแล้วสินะ?"นางอ้าปากหาวหวอดใหญ่ มือเรียวควานเข้าไปในอากาศธาตุ หยิบขวดหยกเก่าคร่ำครึออกมาใบหนึ่ง ดึงจุกไม้ออกแล้วเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างไม่ไยดีเคร้ง! เคร้ง!เม็ดยาสีทองอร่ามสามเม็ดร่วงกราวลงสู่ชามข้าวสุนัข!ม่อซางชะงักกึก หันขวับมามองด้วยสายตาดูแคลน'คิดจะเอาเศษยาเหลือทิ้งมาให้จอมมารกินร
รัตติกาลมาเยือนถ้ำเมฆาหยก ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจนเหลือเพียงประกายสลัวจากไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ แสงนวลตาส่องกระทบม่านมุ้งไหมโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกอยู่นอกถ้ำบนตั่งหยกเย็นอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ร่างระหงของไป๋เยว่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวกายขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับหยกเนื้อดีที่แกะสลักอย่างประณีต ลำคอระหงที่ไร้เครื่องประดับใดๆ เผยให้เห็นเส้นชีพจรที่เต้นตุบๆ อย่างเชื่องช้าและเปราะบางทว่า ในความสงบเงียบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากก้อนขนสีแดงที่นอนนิ่งอยู่ข้างหมอนม่อซางในสภาพที่สะอาดสะอ้านจนน่าโมโห ขนสีแดงเพลิงที่เคยกระด้างเพราะคราบเลือด บัดนี้ฟูฟ่องนุ่มลื่นดุจแพรไหม แถมยังมีกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรดอกท้อติดตัวจนฉุนจมูก จอมมารโลหิตนอนหมอบนิ่ง ดวงตาอำพันหรี่ลงจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ จ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาของเพชฌฆาตที่กำลังประเมินจุดตาย'นางประมาทเกินไปแล้ว'ในสมองของอดีตผู้ปกครองแดนมารกำลังกางแผนผังยุทธการ เขาคำนวณระยะทางจากจุดที่หมอบอยู่ไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือลำคอของไป๋เยว่ ระย
แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างศิลาหยก กระทบเข้ากับเปลือกตาที่หนักอึ้งของร่างหนึ่งบนตั่งเตียง สติสัมปชัญญะของม่อซางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถศึกนับพันเล่มบดขยี้จนแหลกเหลวความทรงจำสุดท้ายคือการร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และการถูก 'ของนุ่มนิ่ม' บางอย่างกระแทกหน้าจนภาพตัดไปจอมมารโลหิตพยายามขยับแขนขาตามสัญชาตญาณนักรบเพื่อตั้งท่าป้องกันตัว ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มิใช่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัส แต่เป็นเพราะพันธนาการปริศนาที่รัดแน่นจนเนื้อตัวแทบปริแตกม่อซางเบิกตาโพลง ก้มมองสภาพตนเองแล้วเส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบๆ ด้วยโทสะสภาพของจอมมารผู้เกรียงไกร บัดนี้ถูกมัดรวบแขนขาติดกับลำตัวในท่า 'ดักแด้ไหมฟ้า' ประหนึ่งหมูที่ถูกมัดเตรียมหามขึ้นเขียงบูชายัญ! พันธนาการสีขาวมุกที่รัดรึงร่างจิ้งจอกแดงของเขาอยู่นั้น มิใช่เชือกป่านธรรมดา แต่มันคือ 'แพรไหมพันธนาการ' ศาสตราวุธระดับเซียนที่มีฤทธิ์สะกดการเคลื่อนไหวของเผ่ามาร!"ตื่นแล้วหรือ... เจ้าก้อนขน?"น้ำเสียงหวานใสปนงัวเงียดังกังวานขึ้นเหนือเศียร ม่อซางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอา
ท้องนภาเหนือแดนสวรรค์ชั้นเก้ามิได้เป็นสีครามสดใสเฉกเช่นกาลก่อน หากแต่ถูกย้อมด้วยสีชาดราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นลงบนผืนนภาอันเวิ้งว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอสนีบาตที่เกิดจากการปะทะกันของพลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่น'ม่อซาง' จอมมารโลหิตผู้เป็นดั่งฝันร้ายของสามภพ บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า 'สิ้นไร้ไม้ตอก'ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เคยงดงามวิจิตร บัดนี้ฉีกขาดวิ่นจนเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ ลึกถึงกระดูก เลือดสีดำสนิทหยดลงสู่ปุยเมฆเบื้องล่าง หยดแล้วหยดเล่า เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างสีทองอร่ามสามสาย... สามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของชาวสวรรค์ มาร่วมมือกันสังหารจอมมารเพียงผู้เดียว"พวกเทพจอมปลอม... ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"ม่อซางขบกรามแน่น รสฝาดเฝื่อนของโลหิตแผ่ซ่านในปาก ลมหายใจของเขาขาดห้วง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ เส้นลมปราณภายในบอบช้ำสาหัสไปแล้วเจ็ดส่วน หากยังดึงดันรั้งอยู่ที่นี่ ร่างกายนี้คงแหลกสลายกลายเป็นธุลี มิเหลือแม้แต่วิญญาณให้กลับไปล้างแค้น"ยอมจำนนเสียเถอะจอมมาร!" เสียงกัมปนาทจากหนึ่งในเงาสีทองดังก้องฟ้า พร้อมกับฝ่ามื







