เข้าสู่ระบบ'ไป๋เยว่' บรรพชนจิ้งจอกเก้าหาง ตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองตั้งท้องแฝดสามหลังคืนที่เมามายจำความไม่ได้! นางพยายามตามหาพ่อของเด็กแทบพลิกแผ่นดิน โดยหารู้ไม่ว่า... เจ้า 'เสี่ยวฮวา' จิ้งจอกน้อยแสนเชื่องที่นางกอดนอนทุกคืน แท้จริงคือ 'จอมมารม่อซาง' พ่อทูนหัวตัวจริงที่กำลังปิดบังตัวตนสุดชีวิต! เมื่อความลับแตก สวรรค์สั่งล่า! จอมมารผู้โหดเหี้ยมจึงต้องสลัดคราบสัตว์เลี้ยง คืนร่างปกป้องเมียและลูกน้อย... ปฏิบัติการง้อเมียฉบับจอมมารและแก๊งก้อนแป้งแฝดสามที่จะมาป่วนสวรรค์ให้พังพินาศจึงเริ่มขึ้น!
ดูเพิ่มเติมท้องนภาเหนือแดนสวรรค์ชั้นเก้ามิได้เป็นสีครามสดใสเฉกเช่นกาลก่อน หากแต่ถูกย้อมด้วยสีชาดราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นลงบนผืนนภาอันเวิ้งว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอสนีบาตที่เกิดจากการปะทะกันของพลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่น
'ม่อซาง' จอมมารโลหิตผู้เป็นดั่งฝันร้ายของสามภพ บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า 'สิ้นไร้ไม้ตอก'
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เคยงดงามวิจิตร บัดนี้ฉีกขาดวิ่นจนเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ ลึกถึงกระดูก เลือดสีดำสนิทหยดลงสู่ปุยเมฆเบื้องล่าง หยดแล้วหยดเล่า เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างสีทองอร่ามสามสาย... สามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของชาวสวรรค์ มาร่วมมือกันสังหารจอมมารเพียงผู้เดียว
"พวกเทพจอมปลอม... ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"
ม่อซางขบกรามแน่น รสฝาดเฝื่อนของโลหิตแผ่ซ่านในปาก ลมหายใจของเขาขาดห้วง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ เส้นลมปราณภายในบอบช้ำสาหัสไปแล้วเจ็ดส่วน หากยังดึงดันรั้งอยู่ที่นี่ ร่างกายนี้คงแหลกสลายกลายเป็นธุลี มิเหลือแม้แต่วิญญาณให้กลับไปล้างแค้น
"ยอมจำนนเสียเถอะจอมมาร!" เสียงกัมปนาทจากหนึ่งในเงาสีทองดังก้องฟ้า พร้อมกับฝ่ามือทองคำขนาดมหึมาที่ฟาดลงมาหมายจะบดขยี้ให้สิ้นซาก
นัยน์ตาอำพันคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เขาคือราชาแห่งแดนมาร จะให้ยอมจำนนเยี่ยงสุนัขจนตรอกเช่นนั้นหรือ?
"ฝันไปเถอะ!"
ม่อซางรีดเร้นพลังเฮือกสุดท้าย เผาผลาญโลหิตแก่นแท้ในกายเพื่อใช้วิชาต้องห้าม 'โลหิตแหวกนภา' ห้วงมิติเบื้องหลังบิดเบี้ยวและฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำมืดมิด ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
บึ้ม!
แรงระเบิดจากการปะทะกันของพลังเทพและมารสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า ร่างของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่พุ่งหายเข้าไปในรอยแยกมิตินั้น ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ยังดังก้องกังวาน
ทว่า... การฝืนใช้วิชาข้ามมิติในสภาพปางตายย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
ภายในอุโมงค์มิติที่หมุนวนด้วยกระแสลมกรด ร่างกายของม่อซางไม่อาจคงสภาพมนุษย์ไว้ได้ กล้ามเนื้อหดเกร็ง กระดูกลั่นเปรี้ยะปร๊ะ พลังเวทบีบอัดร่างสูงใหญ่ให้เล็กลง... เล็กลง... จนกลายเป็นเพียงก้อนขนสีแดงเพลิงขนาดเท่าลูกสุนัข เพื่อรักษาชีวิตรอด สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่สั่งให้หนี
จิ้งจอกแดงตัวน้อยร่วงหล่นออกจากรอยแยกมิติเหนือยอดเขาคุนหลุน แรงโน้มถ่วงของโลกกระชากร่างที่ไร้การควบคุมให้พุ่งดิ่งลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็วประดุจดาวตก
เป้าหมายเบื้องล่างไม่ใช่พื้นพสุธา... แต่เป็นหลังคาถ้ำหยกขาวอันวิจิตรตระการตา!
ณ ถ้ำเมฆาหยก
ความเงียบสงบปกคลุมทั่วบริเวณ อากาศภายในถ้ำเย็นฉ่ำราวกับวังน้ำแข็ง บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของดอกท้อและกลิ่นกำยานสมุนไพรล้ำค่า
บนตั่งหยกเย็นหมื่นปีที่สลักลวดลายเมฆาไว้อย่างประณีตบรรจง ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งกำลังทอดกายยาวเหยียดในท่วงท่าที่... ไร้ซึ่งมาดกุลสตรีโดยสิ้นเชิง
'ไป๋เยว่' บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางผู้เลื่องชื่อ นอนหงายแผ่หลาสิ้นสภาพ เกศาสีดำขลับยาวสยายพันกันยุ่งเหยิงดุจรังนก ผ้าห่มไหมฟ้าเนื้อดีถูกถีบกระเด็นไปกองอยู่ที่ปลายเท้า เผยให้เห็นอาภรณ์ตัวบางที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย และที่สำคัญ... ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อนั้นกำลังเผยอออก พร้อมเสียงกรนเบาๆ ที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ในห้วงนิทราอันลึกล้ำ จิตวิญญาณของนางกำลังเผชิญกับมหันตภัยร้ายแรงที่ชื่อว่า "ความหิวโหย"
ภาพในฝันช่างโหดร้ายยิ่งนัก น่องไก่ย่างหนังกรอบสีทองอร่าม ลอยคว้างอยู่ตรงหน้า ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจนน้ำลายสอ ความหิวโหยกัดกินจิตวิญญาณดุจพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บ หากแม้นไม่ได้ลิ้มรสชาติของมันในเพลานี้ ดวงใจดวงน้อยๆ ของนางคงแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ปลิวหายไปกับสายลม...
"เจ้าไก่น้อย... มาให้ข้ากินเสียดีๆ..."
นางละเมอพึมพำ หัตถ์เรียวขาวผ่องไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะจับน่องไก่ในจินตนาการ
ทันใดนั้นเอง...
โครม!!!
เสียงวัตถุหนักกระแทกทะลุหลังคาถ้ำลงมาดังสนั่นหวั่นไหว เศษกระเบื้องหยกและฝุ่นผงร่วงกราวลงมาเป็นสายฝน แต่สิ่งที่ร่วงตามลงมาด้วยความเร็วสูงคือวัตถุสีแดงก้อนหนึ่ง!
พลั่ก!
แรงกระแทกนั้นแม่นยำราวจับวาง จิ้งจอกน้อยสีแดงเพลิงร่วงหล่นลงมาประทับร่างเข้าที่หน้าท้องนุ่มนิ่มของไป๋เยว่อย่างจัง!
"อั้ก!"
เสียงอุทานไม่ได้มาจากเจ้าของพุง แต่มาจากจอมมารที่จุกจนตาเหลือก ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย กระดูกทุกซี่เหมือนจะร้าวระบม ม่อซางพยายามจะสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง พยายามจะลืมตาขึ้นดูว่าตนเองตกนรกขุมไหน หรือถูกศัตรูหน้าไหนลอบทำร้าย
ทว่าสิ่งแรกที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความแข็งกระด้างของพื้นหิน แต่เป็นความนุ่มหยุ่นอันน่าประหลาด... และกลิ่นหอมอ่อนๆ เยี่ยงกลิ่นกายดรุณีแรกแย้มผสมบุปผาป่าที่ลอยมาแตะจมูก
ไป๋เยว่สะดุ้งเฮือก ร่างกายกระตุกตื่นจากภวังค์ฝัน หากเป็นจอมยุทธ์ทั่วไปคงกระโดดคว้ากระบี่เตรียมรับมือ แต่สำหรับบรรพชนผู้ขี้เกียจเป็นกิจวัตร นางเพียงแค่ปรือตาขึ้นมองอย่างงัวเงีย ผ่านแพขนตาที่หนางอน
ภาพที่เห็นคือ ก้อนขนสีแดงฟูฟ่อง ขนาดพอเหมาะพอดีมือ กำลังขยับยุกยิกอยู่บนตัวนาง
สมองอันชาญฉลาดที่หลับใหลมานานนับพันปีประมวลผลอย่างรวดเร็ว...
นุ่ม... อุ่น... ขนฟู...
"เอ๊ะ..." นางพึมพำเสียงงัวเงีย ริมฝีปากคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม "ผู้ใดส่งหมอนอิงขนสัตว์มาให้ข้า? สวรรค์ช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก..."
ด้วยสัญชาตญาณความโหยหาไออุ่น วงแขนเรียวตวัดรวบร่างจิ้งจอกแดงเข้ามาแนบอกทันที มิได้มีการตรวจสอบ มิได้มีความหวาดระแวง มีเพียงความต้องการที่จะ 'กอด' เท่านั้น
"ปล่อยเปิ่นหวางนะ! สตรีวิปลาส!"
ม่อซางเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก ศักดิ์ศรีจอมมารค้ำคอ เขาพยายามจะคำรามประกาศนามอันเกรียงไกร พยายามจะข่มขวัญสตรีบังอาจผู้นี้ให้หวาดกลัวจนหัวหด แต่ทว่า... ร่างกายในยามนี้กลับทรยศ เสียงที่เปล่งออกมาจึงเป็นเพียงเสียงร้องที่น่าสมเพชและไร้ทางสู้
"งี๊ด! แฮ่!"
"อยู่นิ่งๆ สิเจ้าก้อนขน... แม่จะนอน..."
ไป๋เยว่ไม่สนใจเสียงประท้วง นางออกแรงกอดรัดแน่นขึ้นอีก ใบหน้างามซุกไซ้ลงกับขนสีแดงนุ่มนิ่มอย่างถือวิสาสะ จมูกโด่งรั้นถูไถไปมาด้วยความมันเขี้ยว ม่อซางรู้สึกเหมือนกระดูกซี่โครงจะแหลกละเอียด ใบหน้าของเขาจมหายเข้าไปในความนุ่มหยุ่นของ... ทรวงอก... ของนาง!
หายใจ... ไม่ออก...
กลิ่นกายหอมกรุ่นที่รุนแรงยิ่งกว่ายาสลายวิญญาณถาโถมเข้าใส่ประสาทสัมผัส สติของจอมมารเริ่มเลือนรางอีกครั้ง มิใช่เพราะพิษบาดแผล แต่เพราะขาดอากาศหายใจจากการถูกลวนลาม!
"ข้า... คือ... จอมมาร... ม่อ... แอ่ก!"
เสียงสุดท้ายขาดห้วงไป เมื่อท่อนแขนขาวผ่องของนางรัดเข้าที่ลำคอของเขาพอดิบพอดีราวกับท่าล็อกกระดูกของยอดยุทธ์ ม่อซางตาเหลือกค้าง ขาหลังกระตุกสองสามที ก่อนจะทิ้งตัวอ่อนยวบยาบ สลบเหมือดไปคาอกนางเอกอย่างหมดสภาพ
ความเงียบกลับมาเยือนถ้ำเมฆาหยกอีกครั้ง เศษฝุ่นจากการพังถล่มเริ่มจางหาย ไป๋เยว่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดท่านอนให้สบายขึ้น โดยมี 'หมอนอิง' สีแดงสดในอ้อมกอด นางระบายลมหายใจยาวด้วยความพึงพอใจ มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่า ตนเองเพิ่งจะเก็บ 'หายนะ' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามภพเข้ามาแนบกาย
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลอดรูโหว่บนหลังคาลงมา... ดวงตาของจิ้งจอกที่สลบไสลค่อยๆ เปลี่ยนสีจากสีดำสนิท เป็นสีแดงฉานวูบหนึ่ง ก่อนจะดับวูบไป
บรรยากาศหน้าถ้ำเมฆาหยกบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง มวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยคมศาสตราและหอกยาวนับร้อยเล่มที่พุ่งปะทะม่านพลังป้องกันถ้ำ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนหินผารอบด้านเริ่มแตกร้าว เสียงกัมปนาทจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลายภายในถ้ำม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังตั่งหยก ขนสีเพลิงลุกชันมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด'พวกมันมาแล้ว... หน่วยล่าสังหารระดับสูง!'กลิ่นอายคาวเลือดและเจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นขนาดนี้ มีเพียง 'กองพันทวารบาลสวรรค์' เท่านั้น จอมมารโลหิตขบกรามแน่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง พลังของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว การจะฝ่าวงล้อมออกไปในสภาพลูกสุนัขเช่นนี้ มีค่าเท่ากับเอาไข่ไปกระทบศิลาเขาหันไปมองสตรีเพียงคนเดียวในถ้ำ หวังลึกๆ ว่านางจะมีทางหนีทีไล่แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาความหวังของเขาดับวูบไป๋เยว่ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย เกศายุ่งเหยิงปรกหน้า ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความง่วงงุน นางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ดซึมที่หางตา"ฮ้าววว... หนวกหูจริง"นางบ่นพึมพำเส
รุ่งอรุณสาดแสงสีเงินยวงผ่านม่านเมฆหนาทึบเหนือยอดเขาคุนหลุน ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากนิทรา แสงแรกแห่งวันส่องกระทบเปลือกตาของจิ้งจอกแดงที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงหยกม่อซางสะดุ้งตื่นขึ้นทันที ความหิวโหยที่รุนแรงดุจไฟเผาผลาญกัดกินกระเพาะจนแสบไส้ พลังมารในกายแห้งขอดจนแทบไม่เหลือหลอ'ข้าต้องไปจากที่นี่... ขืนอยู่ต่อคงอดตาย หรือไม่ก็ถูกยัยสตรีสติเฟื่องนี่จับอาบน้ำจนเปื่อยยุ่ย'ม่อซางค่อยๆ ย่องลงจากเตียงด้วยฝีเท้าเงียบกริบ สายตาจ้องมองไปทางปากถ้ำ หมายมาดว่าจะหนีไปหาเหยื่อมนุษย์สักคนเพื่อดูดเลือดเติมพลัง"จะรีบไปไหนเจ้าก้อนขน?"เสียงงัวเงียดังดักหน้าไว้ไป๋เยว่บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ นางปรือตามอง สุนัขน้อยที่กำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ปลายเตียง"ตื่นเช้ามาก็วุ่นวายเชียว... หิวแล้วสินะ?"นางอ้าปากหาวหวอดใหญ่ มือเรียวควานเข้าไปในอากาศธาตุ หยิบขวดหยกเก่าคร่ำครึออกมาใบหนึ่ง ดึงจุกไม้ออกแล้วเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างไม่ไยดีเคร้ง! เคร้ง!เม็ดยาสีทองอร่ามสามเม็ดร่วงกราวลงสู่ชามข้าวสุนัข!ม่อซางชะงักกึก หันขวับมามองด้วยสายตาดูแคลน'คิดจะเอาเศษยาเหลือทิ้งมาให้จอมมารกินร
รัตติกาลมาเยือนถ้ำเมฆาหยก ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจนเหลือเพียงประกายสลัวจากไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ แสงนวลตาส่องกระทบม่านมุ้งไหมโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกอยู่นอกถ้ำบนตั่งหยกเย็นอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ร่างระหงของไป๋เยว่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวกายขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับหยกเนื้อดีที่แกะสลักอย่างประณีต ลำคอระหงที่ไร้เครื่องประดับใดๆ เผยให้เห็นเส้นชีพจรที่เต้นตุบๆ อย่างเชื่องช้าและเปราะบางทว่า ในความสงบเงียบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากก้อนขนสีแดงที่นอนนิ่งอยู่ข้างหมอนม่อซางในสภาพที่สะอาดสะอ้านจนน่าโมโห ขนสีแดงเพลิงที่เคยกระด้างเพราะคราบเลือด บัดนี้ฟูฟ่องนุ่มลื่นดุจแพรไหม แถมยังมีกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรดอกท้อติดตัวจนฉุนจมูก จอมมารโลหิตนอนหมอบนิ่ง ดวงตาอำพันหรี่ลงจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ จ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาของเพชฌฆาตที่กำลังประเมินจุดตาย'นางประมาทเกินไปแล้ว'ในสมองของอดีตผู้ปกครองแดนมารกำลังกางแผนผังยุทธการ เขาคำนวณระยะทางจากจุดที่หมอบอยู่ไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือลำคอของไป๋เยว่ ระย
แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างศิลาหยก กระทบเข้ากับเปลือกตาที่หนักอึ้งของร่างหนึ่งบนตั่งเตียง สติสัมปชัญญะของม่อซางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถศึกนับพันเล่มบดขยี้จนแหลกเหลวความทรงจำสุดท้ายคือการร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และการถูก 'ของนุ่มนิ่ม' บางอย่างกระแทกหน้าจนภาพตัดไปจอมมารโลหิตพยายามขยับแขนขาตามสัญชาตญาณนักรบเพื่อตั้งท่าป้องกันตัว ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มิใช่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัส แต่เป็นเพราะพันธนาการปริศนาที่รัดแน่นจนเนื้อตัวแทบปริแตกม่อซางเบิกตาโพลง ก้มมองสภาพตนเองแล้วเส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบๆ ด้วยโทสะสภาพของจอมมารผู้เกรียงไกร บัดนี้ถูกมัดรวบแขนขาติดกับลำตัวในท่า 'ดักแด้ไหมฟ้า' ประหนึ่งหมูที่ถูกมัดเตรียมหามขึ้นเขียงบูชายัญ! พันธนาการสีขาวมุกที่รัดรึงร่างจิ้งจอกแดงของเขาอยู่นั้น มิใช่เชือกป่านธรรมดา แต่มันคือ 'แพรไหมพันธนาการ' ศาสตราวุธระดับเซียนที่มีฤทธิ์สะกดการเคลื่อนไหวของเผ่ามาร!"ตื่นแล้วหรือ... เจ้าก้อนขน?"น้ำเสียงหวานใสปนงัวเงียดังกังวานขึ้นเหนือเศียร ม่อซางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอา





