Mag-log in'ไป๋เยว่' บรรพชนจิ้งจอกเก้าหาง ตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองตั้งท้องแฝดสามหลังคืนที่เมามายจำความไม่ได้! นางพยายามตามหาพ่อของเด็กแทบพลิกแผ่นดิน โดยหารู้ไม่ว่า... เจ้า 'เสี่ยวฮวา' จิ้งจอกน้อยแสนเชื่องที่นางกอดนอนทุกคืน แท้จริงคือ 'จอมมารม่อซาง' พ่อทูนหัวตัวจริงที่กำลังปิดบังตัวตนสุดชีวิต! เมื่อความลับแตก สวรรค์สั่งล่า! จอมมารผู้โหดเหี้ยมจึงต้องสลัดคราบสัตว์เลี้ยง คืนร่างปกป้องเมียและลูกน้อย... ปฏิบัติการง้อเมียฉบับจอมมารและแก๊งก้อนแป้งแฝดสามที่จะมาป่วนสวรรค์ให้พังพินาศจึงเริ่มขึ้น!
view moreAmidst the fierce snow storm, Alessia's bloody leather boots were buried in the thick snow at every step. Her open wounds were freezing just as much as she is despite her layers and layers of garments. Her teeth bared through the cold storm, determined to reach the palace and report her mission to His Majesty.
"Argh!" She grunted as the snowstorm in the meadows threw her to a nearby tree, rocking the birds and letting snow fall to her. How is all the misfortune suddenly dumping on her? She begrudgingly rose back to her feet after huffing a heavy amount of snow that fell on her. The visibility was nearing zero around her because of the raging storm nearby which made it more difficult for her to return, and having the dozen men that came with her when she started this mission, she felt the responsibility of completing this mission heavier than the amount of snow on her back. She must return, for her men to be recognized for dying a heroic death.
Finally, after the grueling torture of hell commonly called the woods, she reached the grand gates of the royal palace. With a limping right foot and hand over her bleeding left shoulder, she locked eyes with the guards and delivered a stare that shot right through their spine.
Despite being unrecognizable with the amount of white snow that fell on her and the gross bloody clothes, her stare was enough of an introduction.
"Open the gates! It's the King's Assassin!"
Even at her state, none of the men had the guts to help her. She was a woman of great honor, and maybe greater pride, so the men around her didn't move an inch. All they did was open doors for her. Even the royal helpers that passed by her had the guts to shoot her a disgusted look.
As the throne room's double doors opened, Alessia hung her head low for appearing in front of His Majesty in such a horrible state. But it was protocol that she report to him first after returning.
"Your Majesty," she bowed with utmost respect. Her chocolate brown locks sticky with blood retained its mild glow as the sun rays met her hair. "Forgive me for the mess. The mercenary was a tricky target. He trapped us in multiple dangerous traps, every one of which deteriorated my troops. I apologize for only being able to return myself."
The King, clad in his formidable golden mantle while seated on his high-backed velvet chair and arm rest with a golden frame in the middle of the elevated platform as the flag of his kingdom — Caelum — was hung elegantly, nodded calmly. As if he expected it to happen.
"Were they a burden to you?" His low, calm yet domineering voice reigned on all four corners. Alessia unconsciously gulped the lump in her throat. The men were kind and dedicated men, but they were a heavy baggage to carry around. They couldn't move unless ordered, they couldn't formulate their own strategies of combat, nor could they figure out teamwork. They were nice men, but hindered her from executing the mercenary cleaner than usual. She was an assassin, not a leader for soldiers.
"Yes, Your Majesty."
"Hmm. That was a test I tried and it failed." He nodded repeatedly and chuckled. Alessia's eyes slightly rose to him. "Make haste in healing yourself and embark on your next mission quickly. I assume this will take time in finishing."
Her head rose but her eyes remained down. "Pardon me, Your Highness, but what mission am I to face next?"
From the tension in the room, she could already expect it'd be something about the entire kingdom's well-being again. He trusted her that much. If her shallow breathing isn't enough, her heart also starts to race. The corner of the King's mouth curled.
"The Prince of the Dragon-borns is looming in the dark and will soon attempt to spark terror at the towns. Silence him, Alessia."
วัฏสงสารแห่งห้วงจักรวาลเบื้องนอกหมุนวนเปลี่ยนผ่านอย่างเกรี้ยวกราดและไร้ความปรานี กาลเวลาไหลทะลักล่วงเลยเนิ่นนานนับหมื่นปี ดาราจักรนับล้านดวงจุติขึ้นส่องประกายเจิดจรัส ก่อนจะดับสูญแตกสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลีดารา อาณาจักรเซียนรุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่า... ภายใต้ ‘ค่ายกลปิดตายระดับมหาปฐมกาล’ ที่กางกั้นครอบคลุม ‘ห้องหอหยกเหมันต์’ กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาและมิติธาตุทั้งปวง กลับถูกแช่แข็งให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ประดุจเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเสี้ยวราตรี!ความเงียบสงัดระดับเอกเทศ โอบกอดกลิ่นหอมหวนของกำยานสวรรค์และละอองกลีบท้อโลหิตที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา บนแท่นบรรทมอันวิจิตรตระการตา ไป๋เยว่ ราชินีมารยาแห่งวังจันทราโลหิต ค่อยๆ ปรือตาดอกท้อขึ้นอย่างเชื่องช้า แพขนตาหนางอนกะพริบไหวขับไล่ความง่วงงุนการจำศีลพักผ่อนที่ยาวนานและแสนหวานที่สุดในประวัติศาสตร์สามภพเพิ่งจะสิ้นสุดลง ดรุณีโฉมสะคราญขยับสรีระอรชรบิดขี้เกียจ ก่อนจะแย้มยิ้มละมุนเมื่อพบว่า สภาพแวดล้อมแรกที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา หาใช่เพดานตำหนัก ทว่านางยังคงซุกตัวอย่างปลอดภัยและอบอุ่น อยู่ในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งดุจปราการเหล็กกล้าของ ‘ม่อซาง’ จอมมารผู้ยิ
ความเงียบเหงาอันแสนวิเวกวังเวง เข้าครอบงำท้องพระโรงแห่งวิหารจันทราโลหิต กลิ่นอายมหาปฐมมารที่เคยแผ่ซ่านกดทับสิบทิศเจือจางลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ บัลลังก์ศิลาโลหิตที่เคยเป็นที่ประทับของจอมมารและราชินี บัดนี้ว่างเปล่าและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งเงาของผู้ให้กำเนิดที่หนีไปจำศีลพลอดรักในเขตหวงห้ามเบื้องล่างขั้นบันไดหยก ทายาทสายเลือดอเวจีทั้งห้าพระองค์ นั่งล้อมวงกันด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยความห่อเหี่ยวและเบื่อหน่าย ม่อเทียนนั่งขัดสมาธิเช็ดคมกระบี่ ม่อเหยียนฝนเข็มพิษอย่างเลื่อนลอย ม่อหยวนดีดลูกคิดอย่างไร้จุดหมาย ส่วนจิ้งเหมียนและหย่งหล่านนอนเกยทับกันบนพรมขนสัตว์ หาววอดจนน้ำตาเล็ดแม้ก้อนแป้งทั้งห้าจะแผลงฤทธิ์ป่วนจักรวาลมานักต่อนัก ทว่าเมื่อบิดามารดาหายหน้าไป ความรู้สึกโหวงเหวงก็ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในซอกหลืบของหัวใจ"ท่านพ่อกับท่านแม่หนีไปนอนพักผ่อนกันสองต่อสอง... ปล่อยให้พวกเราต้องมานั่งเฝ้าความว่างเปล่าเยี่ยงนี้ ช่างน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก" หย่งหล่านบ่นพึมพำ สุรเสียงยานคางเจือแววงอแง"ต่อให้คิดถึงเพียงใด พวกเราก็หาญกล้าไปเคาะประตูตำหนักหยกเหมันต์ไม่ได้หรอกนะ" ม่อเทียนเอ่ยทำลายความเงียบ สุรเสียงทุ้มต่ำแฝงควา
กังวานเภรีรบที่ขึงด้วยหนังมังกรบรรพกาล ดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนแผ่นดิน! คลื่นเสียงอัดกระแทกทำลายล้างความเงียบสงบของวังจันทราโลหิตจนกระเบื้องหยกดำบนหลังคาสั่นระริกนภากาศเบื้องบนที่เคยทอประกายแสงสุริยันสีเลือด บัดนี้ถูกบดบังด้วยเงาทะมึนของกองทัพมหึมานับแสนชีวิต!'กองกำลังพันธมิตรกบฏ' แห่งเผ่ามังกรสวรรค์และเผ่าวิหคเพลิงอมตะ ยกทัพมาตั้งประจันหน้าหมายล้อมกรอบอเวจี เหล่าขุนพลเฒ่าและผู้อาวุโสสวมชุดเกราะทองคำส่องประกายบาดตา ธงรบโบกสะบัดพร้อมสรรพเสียงก่นด่าทอสาปแช่งดังกังวานก้องพวกมันคือผู้หยิ่งยโสที่ไม่อาจทนรับความอัปยศอดสู! การที่ 'หลงอวี่' และ 'เฟิ่งเทียน' รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ของเผ่าพันธุ์ ต้องลดตัวลงไปสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้ ซักอาภรณ์ กวาดพื้น และเข้าครัวทำอาหารให้แก่สตรี ถือเป็นการเหยียบย่ำเกียรติยศระดับล้างเผ่าพันธุ์! กองทัพนับแสนจึงหมายมั่นจะมาบดขยี้วังมาร และฉุดกระชากองค์ชายของพวกตนกลับคืนสู่อำนาจ!ภายในลานซักล้างเบื้องหน้าตำหนักนิทรานิรันดร์...สองยอดบุรุษผู้ถูกลดขั้นเป็นหัวหน้าพ่อบ้าน กำลังขะมักเขม้นกับภาระหน้าที่ หลงอวี่สวมผ้ากันเปื้อนสีฟ้าคราม สองมือแกร่งกำลังบิดผ้าห่มไหมสวรรค์จ
ประกายแสงสีฟ้าครามเรืองรองลอดผ่านรอยแยกของกล่องไม้จันทน์หอมหยกลายเมฆา กลิ่นไอดินหลังอสนีบาตฟาดฟัน ผสานกับความเย็นยะเยือกของยุคบรรพกาลลอยอวลเตะจมูก ภายในหอคลังจันทราโลหิตที่อร่ามเรืองด้วยกองทองคำ มู่ฉี ยอดโจรตีนแมวผู้เลื่อนขั้นเป็นสามีแห่งวังมาร ยืนยืดอกด้วยท่วงท่าสง่างาม สองมือแกร่งประคองกล่องไม้จันทน์ยื่นไปเบื้องหน้าดรุณีโฉมสะคราญอย่างนอบน้อมภายในกล่องกำมะหยี่สีเลือด บรรจุ 'ปิ่นปักผมหยาดน้ำค้างบรรพกาล' เครื่องประดับชิ้นเอกที่สกัดจากแก่นวารีบริสุทธิ์นับหมื่นปี ทอประกายระยิบระยับหยอกเย้าแสงสว่างม่อหยวน เถ้าแก่เนี่ยน้อยแห่งอเวจี เลิกคิ้วเรียวงาม นัยน์ตาสีอำพันที่เคยมองทุกสิ่งเป็นเพียงผลกำไร บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนลึกซึ้ง ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มหวานล้ำประดุจบุปผาสวรรค์ผลิบาน ดรุณีน้อยหยิบปิ่นหยกขึ้นมาลูบไล้ ความปีติยินดีเอ่อล้นเมื่อตระหนักว่า ทาสรักผู้เคยยากไร้ บัดนี้รู้จักเก็บหอมรอมริบเบี้ยหวัดส่วนตัว เพื่อสร้างความโรแมนติกปรนเปรอภรรยา"งดงามยิ่งนัก... สามีข้าช่างรู้ใจ" สุรเสียงหวานใสเอ่ยชมเชย ปลายนิ้วเล็กจ้อยไล้ไปตามสลักลวดลายวิจิตร "ของล้ำค่าปานนี้... เจ้าไปประมูลมาด้วยราคาเท่าใดหรือ?
ความร้อนระอุจากเพลิงสวรรค์หลากสี แผดเผามวลอากาศธาตุเหนือลานประลองจนบิดเบี้ยว ภายในเตาหลอมมังกรทองคำขนาดยักษ์ สมุนไพรบรรพกาลนับหมื่นชนิดกำลังถูกเคี่ยวกรำด้วยปราณเทวะอันแสนบริสุทธิ์ เจ้าสำนักโอสถเฒ่าและบรรดาลูกศิษย์เอกแห่งเก้าสวรรค์ นั่งขัดสมาธิล้อมวง เดินลมปราณจนหน้าดำคร่ำเครียด เส้นเลือดบนขมับปูดโป
เปลวเพลิงเทวะสีชาดที่ร้อนระอุและดุดัน ระเบิดทะลักออกจากกระบี่เพลิงทลายภพของผู้ฝึกยุทธ์หัวขบถ รังสีฆ่าฟันที่อัดแน่นด้วยความหยิ่งยโสและปฏิเสธการก้มหัวให้แก่เดรัจฉาน แผดเผามวลอากาศธาตุจนสั่นสะเทือนบิดเบี้ยว คลื่นความร้อนกวาดล้างความหนาวเหน็บยามวิกาลจนหมดสิ้นบุรุษหนุ่มจากหุบเขาเพลิงบรรพกาล ถีบฝ่าเท้าอ
แสงสุริยันที่เคยเจิดจรัสเหนือวังจันทราโลหิต พลันถูกรัศมีอำนาจแห่งสองสายเลือดเทวะบดบังจนหม่นหมอง กึ่งกลางลานหยกที่เต็มไปด้วยรอยร้าว หลงอวี่ รัชทายาทเผ่ามังกรสวรรค์ และ เฟิ่งเทียน รัชทายาทเผ่าวิหคเพลิง ยืนตระหง่านประดุจเสาหลักแห่งค้ำจุนเอกภพทว่าท่ามกลางสายตาของชาวยุทธ์นับหมื่นที่เฝ้ารอคอยการสั่งสอนส
รัศมีแสงสีทองอร่ามเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงทินกรนับร้อยดวง สาดสะท้อนอาบย้อมทั่วทั้งทวีปอเวจีจนสว่างไสวทะลวงไปถึงสวรรค์ชั้นเก้า ข้อพิพาทระดับทำลายล้างเอกภพของเหล่ามหาเทพและจอมมาร ยุติลงอย่างกะทันหันเมื่อใบแจ้งหนี้ค่าจัดงานแต่งที่ประเมินมูลค่ามิได้ ถูกเสนอขึ้นมาเป็นผลกำไรเบื้องหน้างานมงคลสมรสรวมห้าคู่แ

















