Share

บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้
บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้
Author: เฟยโฉ่โม่ว 费莫愁

บทที่ 1 : ดาวหายนะ... หรือวาสนาหล่นทับ?

last update Last Updated: 2026-01-28 17:25:13

ท้องนภาเหนือแดนสวรรค์ชั้นเก้ามิได้เป็นสีครามสดใสเฉกเช่นกาลก่อน หากแต่ถูกย้อมด้วยสีชาดราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นลงบนผืนนภาอันเวิ้งว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอสนีบาตที่เกิดจากการปะทะกันของพลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่น

'ม่อซาง' จอมมารโลหิตผู้เป็นดั่งฝันร้ายของสามภพ บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า 'สิ้นไร้ไม้ตอก'

ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เคยงดงามวิจิตร บัดนี้ฉีกขาดวิ่นจนเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ ลึกถึงกระดูก เลือดสีดำสนิทหยดลงสู่ปุยเมฆเบื้องล่าง หยดแล้วหยดเล่า เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างสีทองอร่ามสามสาย... สามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของชาวสวรรค์ มาร่วมมือกันสังหารจอมมารเพียงผู้เดียว

"พวกเทพจอมปลอม... ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"

ม่อซางขบกรามแน่น รสฝาดเฝื่อนของโลหิตแผ่ซ่านในปาก ลมหายใจของเขาขาดห้วง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ เส้นลมปราณภายในบอบช้ำสาหัสไปแล้วเจ็ดส่วน หากยังดึงดันรั้งอยู่ที่นี่ ร่างกายนี้คงแหลกสลายกลายเป็นธุลี มิเหลือแม้แต่วิญญาณให้กลับไปล้างแค้น

"ยอมจำนนเสียเถอะจอมมาร!" เสียงกัมปนาทจากหนึ่งในเงาสีทองดังก้องฟ้า พร้อมกับฝ่ามือทองคำขนาดมหึมาที่ฟาดลงมาหมายจะบดขยี้ให้สิ้นซาก

นัยน์ตาอำพันคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เขาคือราชาแห่งแดนมาร จะให้ยอมจำนนเยี่ยงสุนัขจนตรอกเช่นนั้นหรือ?

"ฝันไปเถอะ!"

ม่อซางรีดเร้นพลังเฮือกสุดท้าย เผาผลาญโลหิตแก่นแท้ในกายเพื่อใช้วิชาต้องห้าม 'โลหิตแหวกนภา' ห้วงมิติเบื้องหลังบิดเบี้ยวและฉีกขาดออกเป็นรอยแยกสีดำมืดมิด ราวกับปากของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

บึ้ม!

แรงระเบิดจากการปะทะกันของพลังเทพและมารสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า ร่างของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่พุ่งหายเข้าไปในรอยแยกมิตินั้น ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ยังดังก้องกังวาน

ทว่า... การฝืนใช้วิชาข้ามมิติในสภาพปางตายย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย

ภายในอุโมงค์มิติที่หมุนวนด้วยกระแสลมกรด ร่างกายของม่อซางไม่อาจคงสภาพมนุษย์ไว้ได้ กล้ามเนื้อหดเกร็ง กระดูกลั่นเปรี้ยะปร๊ะ พลังเวทบีบอัดร่างสูงใหญ่ให้เล็กลง... เล็กลง... จนกลายเป็นเพียงก้อนขนสีแดงเพลิงขนาดเท่าลูกสุนัข เพื่อรักษาชีวิตรอด สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่สั่งให้หนี

จิ้งจอกแดงตัวน้อยร่วงหล่นออกจากรอยแยกมิติเหนือยอดเขาคุนหลุน แรงโน้มถ่วงของโลกกระชากร่างที่ไร้การควบคุมให้พุ่งดิ่งลงสู่เบื้องล่างด้วยความเร็วประดุจดาวตก

เป้าหมายเบื้องล่างไม่ใช่พื้นพสุธา... แต่เป็นหลังคาถ้ำหยกขาวอันวิจิตรตระการตา!

ณ ถ้ำเมฆาหยก

ความเงียบสงบปกคลุมทั่วบริเวณ อากาศภายในถ้ำเย็นฉ่ำราวกับวังน้ำแข็ง บรรยากาศอบอวลด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของดอกท้อและกลิ่นกำยานสมุนไพรล้ำค่า

บนตั่งหยกเย็นหมื่นปีที่สลักลวดลายเมฆาไว้อย่างประณีตบรรจง ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งกำลังทอดกายยาวเหยียดในท่วงท่าที่... ไร้ซึ่งมาดกุลสตรีโดยสิ้นเชิง

'ไป๋เยว่' บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางผู้เลื่องชื่อ นอนหงายแผ่หลาสิ้นสภาพ เกศาสีดำขลับยาวสยายพันกันยุ่งเหยิงดุจรังนก ผ้าห่มไหมฟ้าเนื้อดีถูกถีบกระเด็นไปกองอยู่ที่ปลายเท้า เผยให้เห็นอาภรณ์ตัวบางที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย และที่สำคัญ... ริมฝีปากอวบอิ่มสีระเรื่อนั้นกำลังเผยอออก พร้อมเสียงกรนเบาๆ ที่ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

ในห้วงนิทราอันลึกล้ำ จิตวิญญาณของนางกำลังเผชิญกับมหันตภัยร้ายแรงที่ชื่อว่า "ความหิวโหย"

ภาพในฝันช่างโหดร้ายยิ่งนัก น่องไก่ย่างหนังกรอบสีทองอร่าม ลอยคว้างอยู่ตรงหน้า ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจนน้ำลายสอ ความหิวโหยกัดกินจิตวิญญาณดุจพายุหิมะที่โหมกระหน่ำในเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บ หากแม้นไม่ได้ลิ้มรสชาติของมันในเพลานี้ ดวงใจดวงน้อยๆ ของนางคงแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ปลิวหายไปกับสายลม...

"เจ้าไก่น้อย... มาให้ข้ากินเสียดีๆ..."

นางละเมอพึมพำ หัตถ์เรียวขาวผ่องไขว่คว้าอากาศธาตุ พยายามจะจับน่องไก่ในจินตนาการ

ทันใดนั้นเอง...

โครม!!!

เสียงวัตถุหนักกระแทกทะลุหลังคาถ้ำลงมาดังสนั่นหวั่นไหว เศษกระเบื้องหยกและฝุ่นผงร่วงกราวลงมาเป็นสายฝน แต่สิ่งที่ร่วงตามลงมาด้วยความเร็วสูงคือวัตถุสีแดงก้อนหนึ่ง!

พลั่ก!

แรงกระแทกนั้นแม่นยำราวจับวาง จิ้งจอกน้อยสีแดงเพลิงร่วงหล่นลงมาประทับร่างเข้าที่หน้าท้องนุ่มนิ่มของไป๋เยว่อย่างจัง!

"อั้ก!"

เสียงอุทานไม่ได้มาจากเจ้าของพุง แต่มาจากจอมมารที่จุกจนตาเหลือก ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย กระดูกทุกซี่เหมือนจะร้าวระบม ม่อซางพยายามจะสะบัดศีรษะไล่ความมึนงง พยายามจะลืมตาขึ้นดูว่าตนเองตกนรกขุมไหน หรือถูกศัตรูหน้าไหนลอบทำร้าย

ทว่าสิ่งแรกที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่ความแข็งกระด้างของพื้นหิน แต่เป็นความนุ่มหยุ่นอันน่าประหลาด... และกลิ่นหอมอ่อนๆ เยี่ยงกลิ่นกายดรุณีแรกแย้มผสมบุปผาป่าที่ลอยมาแตะจมูก

ไป๋เยว่สะดุ้งเฮือก ร่างกายกระตุกตื่นจากภวังค์ฝัน หากเป็นจอมยุทธ์ทั่วไปคงกระโดดคว้ากระบี่เตรียมรับมือ แต่สำหรับบรรพชนผู้ขี้เกียจเป็นกิจวัตร นางเพียงแค่ปรือตาขึ้นมองอย่างงัวเงีย ผ่านแพขนตาที่หนางอน

ภาพที่เห็นคือ ก้อนขนสีแดงฟูฟ่อง ขนาดพอเหมาะพอดีมือ กำลังขยับยุกยิกอยู่บนตัวนาง

สมองอันชาญฉลาดที่หลับใหลมานานนับพันปีประมวลผลอย่างรวดเร็ว...

นุ่ม... อุ่น... ขนฟู...

"เอ๊ะ..." นางพึมพำเสียงงัวเงีย ริมฝีปากคลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้ม "ผู้ใดส่งหมอนอิงขนสัตว์มาให้ข้า? สวรรค์ช่างรู้ใจข้ายิ่งนัก..."

ด้วยสัญชาตญาณความโหยหาไออุ่น วงแขนเรียวตวัดรวบร่างจิ้งจอกแดงเข้ามาแนบอกทันที มิได้มีการตรวจสอบ มิได้มีความหวาดระแวง มีเพียงความต้องการที่จะ 'กอด' เท่านั้น

"ปล่อยเปิ่นหวางนะ! สตรีวิปลาส!"

ม่อซางเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก ศักดิ์ศรีจอมมารค้ำคอ เขาพยายามจะคำรามประกาศนามอันเกรียงไกร พยายามจะข่มขวัญสตรีบังอาจผู้นี้ให้หวาดกลัวจนหัวหด แต่ทว่า... ร่างกายในยามนี้กลับทรยศ เสียงที่เปล่งออกมาจึงเป็นเพียงเสียงร้องที่น่าสมเพชและไร้ทางสู้

"งี๊ด! แฮ่!"

"อยู่นิ่งๆ สิเจ้าก้อนขน... แม่จะนอน..."

ไป๋เยว่ไม่สนใจเสียงประท้วง นางออกแรงกอดรัดแน่นขึ้นอีก ใบหน้างามซุกไซ้ลงกับขนสีแดงนุ่มนิ่มอย่างถือวิสาสะ จมูกโด่งรั้นถูไถไปมาด้วยความมันเขี้ยว ม่อซางรู้สึกเหมือนกระดูกซี่โครงจะแหลกละเอียด ใบหน้าของเขาจมหายเข้าไปในความนุ่มหยุ่นของ... ทรวงอก... ของนาง!

หายใจ... ไม่ออก...

กลิ่นกายหอมกรุ่นที่รุนแรงยิ่งกว่ายาสลายวิญญาณถาโถมเข้าใส่ประสาทสัมผัส สติของจอมมารเริ่มเลือนรางอีกครั้ง มิใช่เพราะพิษบาดแผล แต่เพราะขาดอากาศหายใจจากการถูกลวนลาม!

"ข้า... คือ... จอมมาร... ม่อ... แอ่ก!"

เสียงสุดท้ายขาดห้วงไป เมื่อท่อนแขนขาวผ่องของนางรัดเข้าที่ลำคอของเขาพอดิบพอดีราวกับท่าล็อกกระดูกของยอดยุทธ์ ม่อซางตาเหลือกค้าง ขาหลังกระตุกสองสามที ก่อนจะทิ้งตัวอ่อนยวบยาบ สลบเหมือดไปคาอกนางเอกอย่างหมดสภาพ

ความเงียบกลับมาเยือนถ้ำเมฆาหยกอีกครั้ง เศษฝุ่นจากการพังถล่มเริ่มจางหาย ไป๋เยว่ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดท่านอนให้สบายขึ้น โดยมี 'หมอนอิง' สีแดงสดในอ้อมกอด นางระบายลมหายใจยาวด้วยความพึงพอใจ มุมปากยกยิ้มอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่า ตนเองเพิ่งจะเก็บ 'หายนะ' ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามภพเข้ามาแนบกาย

ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลอดรูโหว่บนหลังคาลงมา... ดวงตาของจิ้งจอกที่สลบไสลค่อยๆ เปลี่ยนสีจากสีดำสนิท เป็นสีแดงฉานวูบหนึ่ง ก่อนจะดับวูบไป

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 5 : อย่าแตะต้องสัตว์เลี้ยงของข้า!

    บรรยากาศหน้าถ้ำเมฆาหยกบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง มวลอากาศถูกฉีกกระชากด้วยคมศาสตราและหอกยาวนับร้อยเล่มที่พุ่งปะทะม่านพลังป้องกันถ้ำ แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนหินผารอบด้านเริ่มแตกร้าว เสียงกัมปนาทจากการโจมตีดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มดินทลายภายในถ้ำม่อซางในร่างจิ้งจอกแดงยืนตัวสั่นเทาอยู่หลังตั่งหยก ขนสีเพลิงลุกชันมิใช่เพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่กำลังกรีดร้องเตือนภัยถึงขีดสุด'พวกมันมาแล้ว... หน่วยล่าสังหารระดับสูง!'กลิ่นอายคาวเลือดและเจตนาฆ่าฟันที่เข้มข้นขนาดนี้ มีเพียง 'กองพันทวารบาลสวรรค์' เท่านั้น จอมมารโลหิตขบกรามแน่น ประเมินสถานการณ์ด้วยความสิ้นหวัง พลังของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว การจะฝ่าวงล้อมออกไปในสภาพลูกสุนัขเช่นนี้ มีค่าเท่ากับเอาไข่ไปกระทบศิลาเขาหันไปมองสตรีเพียงคนเดียวในถ้ำ หวังลึกๆ ว่านางจะมีทางหนีทีไล่แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาความหวังของเขาดับวูบไป๋เยว่ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางอ่อนระทวย เกศายุ่งเหยิงปรกหน้า ดวงตาปรือปรอยเต็มไปด้วยความง่วงงุน นางยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอดใหญ่ น้ำตาเล็ดซึมที่หางตา"ฮ้าววว... หนวกหูจริง"นางบ่นพึมพำเส

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 4 : อาหารเม็ดรสเลิศ

    รุ่งอรุณสาดแสงสีเงินยวงผ่านม่านเมฆหนาทึบเหนือยอดเขาคุนหลุน ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากนิทรา แสงแรกแห่งวันส่องกระทบเปลือกตาของจิ้งจอกแดงที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงหยกม่อซางสะดุ้งตื่นขึ้นทันที ความหิวโหยที่รุนแรงดุจไฟเผาผลาญกัดกินกระเพาะจนแสบไส้ พลังมารในกายแห้งขอดจนแทบไม่เหลือหลอ'ข้าต้องไปจากที่นี่... ขืนอยู่ต่อคงอดตาย หรือไม่ก็ถูกยัยสตรีสติเฟื่องนี่จับอาบน้ำจนเปื่อยยุ่ย'ม่อซางค่อยๆ ย่องลงจากเตียงด้วยฝีเท้าเงียบกริบ สายตาจ้องมองไปทางปากถ้ำ หมายมาดว่าจะหนีไปหาเหยื่อมนุษย์สักคนเพื่อดูดเลือดเติมพลัง"จะรีบไปไหนเจ้าก้อนขน?"เสียงงัวเงียดังดักหน้าไว้ไป๋เยว่บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นกร๊อบ นางปรือตามอง สุนัขน้อยที่กำลังทำท่าลับๆ ล่อๆ อยู่ปลายเตียง"ตื่นเช้ามาก็วุ่นวายเชียว... หิวแล้วสินะ?"นางอ้าปากหาวหวอดใหญ่ มือเรียวควานเข้าไปในอากาศธาตุ หยิบขวดหยกเก่าคร่ำครึออกมาใบหนึ่ง ดึงจุกไม้ออกแล้วเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงใส่ชามดินเผาบิ่นๆ ที่วางอยู่ข้างเตียงอย่างไม่ไยดีเคร้ง! เคร้ง!เม็ดยาสีทองอร่ามสามเม็ดร่วงกราวลงสู่ชามข้าวสุนัข!ม่อซางชะงักกึก หันขวับมามองด้วยสายตาดูแคลน'คิดจะเอาเศษยาเหลือทิ้งมาให้จอมมารกินร

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 3 : แผนลอบสังหาร

    รัตติกาลมาเยือนถ้ำเมฆาหยก ความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างจนเหลือเพียงประกายสลัวจากไข่มุกราตรีที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ แสงนวลตาส่องกระทบม่านมุ้งไหมโปร่งบางที่พลิ้วไหวตามแรงลมแผ่วเบา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกอยู่นอกถ้ำบนตั่งหยกเย็นอันกว้างขวางปานมหาสมุทร ร่างระหงของไป๋เยว่นอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ผิวกายขาวผ่องภายใต้แสงจันทร์ดูราวกับหยกเนื้อดีที่แกะสลักอย่างประณีต ลำคอระหงที่ไร้เครื่องประดับใดๆ เผยให้เห็นเส้นชีพจรที่เต้นตุบๆ อย่างเชื่องช้าและเปราะบางทว่า ในความสงบเงียบนั้น กลับมีรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากก้อนขนสีแดงที่นอนนิ่งอยู่ข้างหมอนม่อซางในสภาพที่สะอาดสะอ้านจนน่าโมโห ขนสีแดงเพลิงที่เคยกระด้างเพราะคราบเลือด บัดนี้ฟูฟ่องนุ่มลื่นดุจแพรไหม แถมยังมีกลิ่นหอมเอียนๆ ของสมุนไพรดอกท้อติดตัวจนฉุนจมูก จอมมารโลหิตนอนหมอบนิ่ง ดวงตาอำพันหรี่ลงจนเหลือเพียงขีดเล็กๆ จ้องมองสตรีข้างกายด้วยแววตาของเพชฌฆาตที่กำลังประเมินจุดตาย'นางประมาทเกินไปแล้ว'ในสมองของอดีตผู้ปกครองแดนมารกำลังกางแผนผังยุทธการ เขาคำนวณระยะทางจากจุดที่หมอบอยู่ไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือลำคอของไป๋เยว่ ระย

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 2 : ศักดิ์ศรีจอมมารที่ป่นปี้

    แสงตะวันยามสายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างศิลาหยก กระทบเข้ากับเปลือกตาที่หนักอึ้งของร่างหนึ่งบนตั่งเตียง สติสัมปชัญญะของม่อซางค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาท่ามกลางความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับถูกรถศึกนับพันเล่มบดขยี้จนแหลกเหลวความทรงจำสุดท้ายคือการร่วงหล่นจากฟากฟ้า... และการถูก 'ของนุ่มนิ่ม' บางอย่างกระแทกหน้าจนภาพตัดไปจอมมารโลหิตพยายามขยับแขนขาตามสัญชาตญาณนักรบเพื่อตั้งท่าป้องกันตัว ทว่า... ร่างกายกลับแข็งทื่อขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว! มิใช่เพราะอาการบาดเจ็บสาหัส แต่เป็นเพราะพันธนาการปริศนาที่รัดแน่นจนเนื้อตัวแทบปริแตกม่อซางเบิกตาโพลง ก้มมองสภาพตนเองแล้วเส้นเลือดข้างขมับก็เต้นตุบๆ ด้วยโทสะสภาพของจอมมารผู้เกรียงไกร บัดนี้ถูกมัดรวบแขนขาติดกับลำตัวในท่า 'ดักแด้ไหมฟ้า' ประหนึ่งหมูที่ถูกมัดเตรียมหามขึ้นเขียงบูชายัญ! พันธนาการสีขาวมุกที่รัดรึงร่างจิ้งจอกแดงของเขาอยู่นั้น มิใช่เชือกป่านธรรมดา แต่มันคือ 'แพรไหมพันธนาการ' ศาสตราวุธระดับเซียนที่มีฤทธิ์สะกดการเคลื่อนไหวของเผ่ามาร!"ตื่นแล้วหรือ... เจ้าก้อนขน?"น้ำเสียงหวานใสปนงัวเงียดังกังวานขึ้นเหนือเศียร ม่อซางแหงนหน้าขึ้นมองด้วยสายตาอา

  • บรรพชนเช่นข้าเก็บสัตว์เลี้ยงข้างทาง ไหงแถมลูกแฝดสามมาได้   บทที่ 1 : ดาวหายนะ... หรือวาสนาหล่นทับ?

    ท้องนภาเหนือแดนสวรรค์ชั้นเก้ามิได้เป็นสีครามสดใสเฉกเช่นกาลก่อน หากแต่ถูกย้อมด้วยสีชาดราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นลงบนผืนนภาอันเวิ้งว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอสนีบาตที่เกิดจากการปะทะกันของพลังวัตรสะเทือนเลื่อนลั่น'ม่อซาง' จอมมารโลหิตผู้เป็นดั่งฝันร้ายของสามภพ บัดนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า 'สิ้นไร้ไม้ตอก'ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬที่เคยงดงามวิจิตร บัดนี้ฉีกขาดวิ่นจนเผยให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะ ลึกถึงกระดูก เลือดสีดำสนิทหยดลงสู่ปุยเมฆเบื้องล่าง หยดแล้วหยดเล่า เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างสีทองอร่ามสามสาย... สามมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมละทิ้งศักดิ์ศรีของชาวสวรรค์ มาร่วมมือกันสังหารจอมมารเพียงผู้เดียว"พวกเทพจอมปลอม... ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!"ม่อซางขบกรามแน่น รสฝาดเฝื่อนของโลหิตแผ่ซ่านในปาก ลมหายใจของเขาขาดห้วง ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกขุนเขาไท่ซานกดทับ เส้นลมปราณภายในบอบช้ำสาหัสไปแล้วเจ็ดส่วน หากยังดึงดันรั้งอยู่ที่นี่ ร่างกายนี้คงแหลกสลายกลายเป็นธุลี มิเหลือแม้แต่วิญญาณให้กลับไปล้างแค้น"ยอมจำนนเสียเถอะจอมมาร!" เสียงกัมปนาทจากหนึ่งในเงาสีทองดังก้องฟ้า พร้อมกับฝ่ามื

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status