เข้าสู่ระบบเมื่อเข้าเขตเมืองหนานเจียง ภาพสองข้างทางยิ่งตอกย้ำว่าฉันหลงมาในยุคโบราณจริงๆ ชาวบ้านเนื้อตัวมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิง ผอมแห้งหนังติดกระดูก ที่น่าสลดใจเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ คือถนนทุกสายกลายเป็นสุสานมีชีวิต! ชาวบ้านล้มป่วยนอนระเกะระกะ เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังอยู่ทั่วทุกทิศ
ไร้ซึ่งการช่วยเหลือใดๆ ไร้ซึ่งน้ำ ไร้ซึ่งอาหาร บางคนนอนหายใจรวยริน เด็กและคนชราบางคนนอนแน่นิ่งไปแล้ว เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงม และบางบ้านถึงกับขนาดเอาลูกที่กำลังจะสิ้นลมไปแลกกับอาหารเพียงนิดเพื่อประทังชีวิตให้แก่คนที่เหลือในครอบครัว แม้บางครอบครัวทางการจะเข้าไปช่วยเหลือทันแต่ไม่กี่วันความหิวโหยก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง บิดามารดาก็ต้องสละใครบางคนหรือแม้กระทั่งชีวิตตัวเองเพื่อให้อีกหลายชีวิตมีทางรอดอยู่ดี
ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย ความสิ้นหวัง ความหวาดกลัว ความหดหู่และความว่างเปล่าที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับหมอกพิษ!
นี่มันโลกบ้าอะไร ทำไมต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย จะว่าไปฉันโชคดีที่ได้เกิดในยุคสมัยใหม่ที่ไม่มีโรคระบาดเช่นนี้ แต่แล้วทำไมต้องย้อนมาในยุคที่โหดร้ายแบบนี้อีกกกกก อ้ายสัตว์เทพมู่มู๋เฮงซวย เอาแต่ใจ ไร้ยางอาย
เมื่อมาถึงที่ว่าการที่ตอนนี้เป็นเขตกักกันคนป่วยชั่วคราวไปแล้ว มู่เฉินอ๋องสั่งการเหล่าทหารทันที
“หาพื้นที่โล่งตั้งค่ายพักพิงชั่วคราวเพิ่ม เร่งระดมหมอทหารให้การรักษาผู้ป่วยโดยด่วน”
จำนวนผู้ป่วยมีมากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหว ฉันสังเกตุเห็นว่าแม้แต่หมอทหารเองก็มีท่าทีหวาดกลัวและไม่แน่ใจในวิธีการรักษา สายตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังไม่ต่างจากชาวบ้าน
“เจ้าจะช่วยอย่างไร?” ดวงตาลุ่มลึกดุจห้วงน้ำวนของมู่เฉินหันมาจับจ้องฉันราวกับจะบอกว่า
'ถึงเวลาที่เจ้าต้องพิสูจน์ตัวเองแล้ว'
"ท่านอ๋อง ข้าพอมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้างก็จริง แต่หากไม่ได้เห็นผู้ป่วยก่อนข้าก็ไม่รู้ว่ามันคือโรคชนิดใดขอรับ"
‘ฉันเป็นคนไม่ใช่เทพที่จะเสกให้ทุกคนหายป่วยในบัดดลได้ บ้าป่าวฟะ!’
มู่เฉินมองฉันตั้งแต่หัวยันปลายเท้าเหมือนมองตัวประหลาดอย่างไม่ไว้ใจ เสื้อผ้ากับกระเป๋าที่ไม่เหมือนใครทำให้เขาระแวงมันก็ไม่แปลกหรอก
“ได้” เขารับคำสั้นๆ
“ท่านอ๋อง! คุณชายผู้นี้คือผู้ใดกันขอรับ?” ชายแก่คนหนึ่งในกลุ่มหมอหันมองฉันด้วยสายตาดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง
“เชลยของข้า” มู่เฉินตอบเรียบ ๆ ราวกับไม่ใส่ใจ ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัย
“นี่ จ้าวหมิง หัวหน้าหมอทหารประจำเมืองหนานเจียง “
มู่เฉินอ๋องแนะนำนิดหน่อย ส่วนฉันก็ก้มคำนับเล็กน้อยเพื่อเป็นการทำความเคารพผู้อาวุโสกว่า เลียนแบบเขามาน่ะ
“ข้าชื่อ หลินซินเยว่ ขอรับ”
หัวหน้าหมอทหาร จ้าวหมิง ชายชราผู้มากประสบการณ์อีกตัวละครในนิยายน้ำเน่าสินะ ดูท่าไม่พอใจฉันเข้าแล้วคงอิจฉาที่ท่านอ๋องให้ความสำคัญแหละ คิดว่าซินเยว่คนนี้จะสนเหรอ การเอาชีวิตรอดสำคัญสุดย่ะ
“ดูเจ้าอายุยังน้อย จะรู้เรื่องเกี่ยวกับโรคระบาดได้อย่างไร หรือเจ้าเคยเรียนแพทย์มาอย่างนั้นหรือ”
นั้นไงคำถามตัวอิจฉา คำถามเหยียดคนมาแระ
“ก็เคยเรียนแพทย์มาบ้างขอรับ ซึ่งในตำรามีระบุโรคระบาดอยู่หลายโรค โรคที่ระบาดอยู่ในตอนนี้อาจจะเป็นหนึ่งในหลายโรคที่ข้าเคยอ่านมาก็ได้ขอรับ”
ตำราแพทย์ในโลกของฉันมันสะสมความรู้มาเป็นพันปีเชียวนะ พวกความรู้เท่าหางอึ่งอย่างพวกเจ้าเทียบไม่ได้หรอก
“เจ้าจะบอกว่า แค่เคยอ่านในตำรา ไม่เคยรักษาคน ก็สามารถแก้ไขโรคระบาดนี้ได้แล้วอย่างนั้นหรือ”
จ้าวหมิงหัวเราะเยาะหยัน
“จะได้หรือไม่... ต้องให้ข้าได้พบผู้ป่วยไม่เช่นนั้นจะวินิจฉัยได้อย่างไรว่าเป็นโรคระบาดชนิดใด ร้ายแรงแค่ไหนขอรับ”
ฉันตอกหน้าคนแก่หัวคร่ำครึ
“พวกข้าเป็นหมอมานานนับสิบปี ยังไม่เคยพบเจอโรคเช่นนี้ เจ้าจะอวดเก่งเกินไปหรือไม่!”
หมาเฒ่าจ้าวหมิงยังคงไม่ยอมแพ้
“ข้าร่ำเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าสมุนไพรอะไรล้วนรู้แจ้งทุกชนิด เป็นหมอที่มีชื่อเสียงที่สุดในค่ายทหารแห่งนี้ ไม่ว่าผู้ใดเจ็บป่วยอย่างไรต้องมารักษากับข้าทั้งสิ้น เจ้าเป็นแค่เด็กดูก็รู้ว่าอายุไม่ถึงยี่สิบปี แถมยังไม่เคยเรียนหมอ แค่อ่านในตำราจะมีความรู้มากกว่าข้าไปได้อย่างไร!”
ฉันเอือมระอาตัวละครปลายแถวเช่นนี้ที่สุด
‘โกรธอะไร เป็นฉันมั้ยที่ถูกทิ้ง ลืมแล้ว?.. หรืออ๋องบ้าคนนี้กำลังหึงอยู่’“ข้าเห็นเจ้ามองนายทหารเหล่านั้นตาเป็นประกาย เช็ดน้ำลายอีกด้วย เจ้าเป็นสตรีเช่นไรกัน” คำถามเชิงตำหนิของเขาทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้‘เขาเห็น? สายตาดีเกินไปแล้ว ตายิ่งกว่าเหยี่ยวอีกนะนั้น’“ขะ ข้าเปล่านะขอรับ” ฉันปฏิเสธเสียงสูง รู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่ามีชู้‘ไม่ได้ตั้งใจดูสักหน่อย แค่ยืนเช็ดน้ำลายที่รู้สึกว่ามีก็เท่านั้น’“เฮอะ!” เขาพ่นเสียงขัดใจขึ้นก่อนเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว‘อาไรว้า’“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม รุ่งขึ้นเราจะกลับเป่ยเหลียงกัน” เสียงสั่งทรงอำนาจระคนน้อยใจดังออกมาจากห้องอาบน้ำ‘เมืองเป่ยเหลียง เมืองที่ฉันวาบมาสู่โลกนี้ครั้งแรก ถูกหาว่าเป็นสายลับแล้วถูกทรมานเกือบตายอ่ะนะ ต้องกลับไปเป็นเชลยอีกรึเปล่า คราวนี้จะรอดไหม’“เมืองเป่ยเหลียง?… เหตุใดจึงกะทันหันเช่นนี้”
“มาเถิด… ให้ข้าช่วยนวดให้เจ้าสบายตัว”อ้ายยย เขาลงมาในอ่างน้ำตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้สึกตัวไม่นะ! คุกคามทางเพศชัดๆ ฉันเป็นผู้หญิงนะ ถึงแม้เราจะเคย… กันแล้วก็เถอะ“ทะ ท่านอ๋อง ไม่ต้องลำบากขอรับ ข้าน้อยไม่เมื่อย”บ้าเอ้ย หากลุกออกไปตอนนี้ ฉันก็เปลือยต่อหน้าเขานะสิ เดี๋ยวแม่ก็ปล้ำซะให้รู้แล้วรู้รอดไปหรอกมู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดูขบขันมากกว่าหื่นกามขณะที่ฉันกำลังจะเสียเปรียบคนตรงหน้า เสียงเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม“ท่านอ๋อง! มีเรื่องด่วนเพคะ” เสียงของไป่หลิงแฝงความร้อนรนเคร่งเครียดตาอ๋องชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าพลันหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหงุดหงิด เขามองฉันเล็กน้อย ราวกับเสียดายโอกาสที่กำลังถูกขัดจังหวะ“มีเรื่องอันใด!” เขาถามด้วยสีหน้าหงุดหงิดฉันก็รู้สึกค้างนิด ๆ เหมือนกัน เอ๊ะ! ค้างอะไร ไม่มี้“พบสายลับที่วางยาคุณชายเยว่แล้วเพคะ… มันฆ่าตัวตายหนีการจับกุม ทว่ามีเบาะแสบางอย่างที่อยากให้ท่านอ๋องทอดพระเน
มู่เฉินมองตามหลังร่างบางในอาภรณ์บุรุษ ลักษณะการเดินที่กระโดกกระเดกฝืนธรรมชาติ มองเยี่ยงไรก็มิคล้ายท่าทางของบุรุษ‘เจ้าหลอกข้าเสียสนิทเชียว’ เขาคิดในใจอย่างขบขัน‘ยามนี้… ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็คือคนของข้าแล้ว’ยิ่งใกล้ชิดนับวันนางยิ่งสร้างความฟุ้งซ่านให้เขามากขึ้น แม้เขาจะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม วันนี้ก็เช่นกันความพลุ่งพล่านปรารถนาไหล่เวียนไปทั่วร่าง ยิ่งได้มองยิ่งหวนคิดถึงค่ำคืนอันหอมหวานที่ผ่านมา จนเขาไม่อยากให้นางห่างกายไปไหนเสียงฮัมเพลงแปลกๆ ดังลอดออกมาจากห้องอาบน้ำ เสียงนั้นไพเราะและผ่อนคลาย จนเผลอหลับตาพริ้มไปชั่วครู่ เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับขาที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตัว ไม่รู้เป็นเพราะเสียงเพลงหรือความถวิลหาในใจ จึงพาร่างหนามายืนอยู่หลังม่านบังตา ก่อนที่เขาจะรู้ว่าตัวเองได้เสียมารยาท สายตากลับเห็นเงาร่างบางเคลื่อนไหวอยู่ในอ่างอาบน้ำอย่างไม่ระวังตัว สติที่เคยสงบกลับนึกถึงคำคืนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง‘ไม่เคยมีสตรีนางใด ทำให้ข้าหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้!’..........................................................................................
เมื่อความเคลื่อนไหวรอบข้างกลับมาปกติ“เจ้าเป็นอะไรไป? สมองเล็ก ๆ ของเจ้าคิดอะไรอยู่”ฉันสะดุ้ง เขาเข้ามาตอนไหนเนี่ย“ขะ ข้าน้อยเปล่า แค่… เอ่อ… คิดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ วันนี้ลมพัดแรงไปหน่อยนะขอรับ”แก้ตัวน้ำขุ่นๆ สาปแช่งมู๋มู่ในใจร้อยแปดภาษา ‘ยัยมู๋มู่! ถ้าท่านอ๋องรู้ว่าฉันคุยกับใคร คงโดนจับไปผ่าสมองแน่ ๆ’มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าต้องทำหน้าตาประหลาดถึงเพียงนี้?”“ข้าน้อยคิดว่า ในเมื่อพระองค์ไว้ชีวิตแล้ว ต่อไปนี้จะรับใช้พระองค์ให้ดี จะงัดความสามารถทั้งหมดที่มีมาแทนคุณ ขอเพียงพระองค์ทรงบัญชา ข้าน้อยพร้อมทำทุกอย่างขอรับ”ฉันรีบพูดรัวเร็วราวกับกำลังอ่านบทละครบทใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อครู่เขาจ้องฉันนิ่ง“เช่นนั้นหรือ…” เขาก้มมาหาจนปรายจมูกเฉียดแก้มฉันโอ้ย อีกแล้ว เดี๋ยวแม่งับปลายจมูกเล่นซะนี่เขาเลิกคิ้ว “เจ้ามีสิ่งใดรจะพูดกับข้าหรือ?”‘ให้ตายเถอะ สงสัยจะต้องพกยาดมเพิ่มแล้วมั้ง’“ข้า มีเรื่องต้องทำเพค่ะ เอ่อ ขอรับ”ฉันคำนับหนึ่งทีแล้วเผ่นแนบออกไปโดยไม่เหลียวหลังมองเ
ขณะที่ซินเยว่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง องครักษ์สองพี่น้องที่อยู่ไม่ไกล มองท่านอ๋องกับคุณชายซินเยว่พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด คล้ายคู่สามีภรรยาเข้าไปทุกทีไป่หลิงถอนหายใจยาว ส่ายหน้าอย่างปลง ๆ “ท่านอ๋องน่ะ… คงมีใจให้คุณชายซินเยว่แล้วกระมัง”เฉินเฟิงเบิกตากว้าง “อะไรนะ! ท่านอ๋องผู้เย็นชาเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้ ท่านอ๋องไม่เคยชายตาแลสตรีใดเลยมิใช่หรือ”“แล้วเหตุใด” เฉินเฟิงพึมพำ “คืนนั้น… ท่านอ๋องถอนพิษให้คุณชายเยว่ได้อย่างไร ท่านพี่?”“บางที… ความรักก็เลือกไม่ได้หรอกเฉินเฟิง ใต้ล่านี้... ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี หากหัวใจมันนำพา… ก็ยากจะต้านทานได้”เฉินเฟิงอ้าปากค้างอีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพี่สาวที่แสนจะเคร่งขรึมอย่างไป่หลิงจะรู้ลึกเรื่องเช่นนี้ได้สรุปแล้ว ท่านอ๋องกับคุณชายเยว่มีความสัมพันธ์แบบใดกันแน่...............................................................................................วันนี้ทั้งวันฉันไม่มีกะใจจะทำงาน หยิบจับอะไรก็ผิดพลาดไปหมด จนต้องแอบกลับมานั่งสงบจิตที่กระโจม‘เขาคงไม่ได้จะจับฉัน
‘อยากปิดบังข้านัก เช่นนั้นข้าจะแกล้งเจ้ากลับบ้าง’ แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่ซินเยว่ไม่อาจมองเห็นได้‘เมื่อคืน... ข้าเกือบจะรักษานางไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ’ยามที่นึกย้อนไปถึงวินาทีที่เห็นซินเยว่ทรมานจนแทบขาดใจ ลมหายใจร้อนรุ่ม ร่างที่บิดเร้าด้วยพิษ เขายอมรับเลยว่าในหัวมันขาวโพลนจนว่างเปล่า ความโกรธแค้นพวกที่บังอาจวางยา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความคิดเดียวในหัวตอนนั้นไม่ใช่การแก้แค้นใคร หรือการมานั่งจับผิดเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่คือ... ทำอย่างไรก็ได้ให้นางรอดชีวิต!‘โง่เง่าสิ้นดี... เหตุใดถึงมองไม่ออกว่านางเป็นสตรี...’มู่เฉินทอดถอนหายใจยาว สัมผัสอุ่นละมุนจากผิวเนื้อของนางยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายนิ้วยามที่รู้ความจริงว่าเจ้าเด็กกวนประสาทผู้นี้แท้จริงแล้วคือสตรี ที่เขาเผลอมีใจให้ตั้งแต่คราบคุณชายเยว่ก็มิได้ผิดแปลกอันใด ทั้งความโล่งใจที่ตนไม่ได้มีรสนิยมประหลาด ทั้งความรักใคร่เอ็นดูที่พรั่งพรูขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขา มันทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่วตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจช่วยนางแล้ว‘ต่อให้เจ้ามีความลับหรือไม่ ซินเยว่... ต่อให้เจ้าจะเป็นไส้ศึกข







