Masukเสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมกลุ่มควันสีขาวมัวหนาทึบพวยพุ่งกระจายไปทั่วบริเวณ กลิ่นฉุนกของควันปะทะเข้ารูจมูกจนต้องเบือนหน้าหนี ควันสีขาวเทาบดบังทัศนวิสัยจนมืดแปดด้าน สร้างความอลหม่านให้แก่เหล่านักฆ่าในทันที!
"อะไรกัน!? ระวังตัว!" หนึ่งในกลุ่มนักฆ่าตะะโกนลั่นด้วยความตกใจและหวาดระแวง
มู่เฉินไม่ปล่อยให้โอกาสกำจัดศัตรูหลุดลอย
"ใช้โอกาสนี้! จัดการพวกมันให้สิ้น!"
ยังไม่ทันที่ฉันจะตั้งตัว มู่เฉินก็คว้าเอวฉันขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวเดียวกับเขาราวกับยกห่อผ้าขี้ริ้ว! ลมหนาวปะทะหน้าพร้อมเสียงม้าศึกร้องลั่น เขาควบม้าทะยานฝ่าหมอกควันและความมืดมิดออกไปอย่างรวดเร็ว ฉันเห็นสององครักษ์คนสนิทของอ๋องโหดต้านรับศัตรูอย่างองอาจดุจกำแพงเหล็ก ชั่วพริบตาคนชุดดำเหล่านั้นก็นอนกองเป็นผักเน่าไม่เหลือใครรอดชีวิตยกเว้นผู้นำ
ณ จุดพักม้า
เมื่อมาถึงจุดพักม้าฉันคิดว่าจะได้ยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยได้บ้าง ไม่ค่ะพวกเขาเพียงแค่สับเปลี่ยนม้าชุดใหม่ทันทีโดยไร้การหยุดพัก ไร้เสียงพูดคุย หรือแม้แต่การจิบน้ำสักอึก ความตึงเครียดปรากฏบนใบหน้าทุกคน
"ส่งคนไปสืบ... พวกมันเป็นใคร?"
คนอะไรเหนื่อยแทบตายยังมีแรงสั่งการได้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งกลางทะเลสาบ ฉันมองค้อนไปทีนึง เขาไม่เห็นหรอกถ้าเห็นฉันคงสู่ขิตอีกรอบ
"ขอรับ!" องค์รักเงารับคำสั่งก่อนจะทะยานร่างหายไปในความมืดมิด
ตลอดเส้นทางที่เหลือ ลมเย็นปะทะใบหน้าจนชา รสเค็มขมของเหงื่อไคลไหลซึมเข้ามุมปาก เฉินเฟิงแอบมองมาเป็นระยะๆ คิดว่าฉันไม่รู้เหรอ เฮ้อค้นเหนื่อยจะตายอยู่แล้วคิดว่ามีแรงไปทรยศใครได้ล่ะ ฉันสะบัดหน้าใส่แล้วมองตรงไปข้างหน้าไม่สนใจเขาอีก
ในความรู้สึกของสององครักษ์ เฉินเฟิงคลางแคลงใจในตัว 'เด็กหนุ่ม' ประหลาดผู้นี้ไม่น้อย เช่นเดียวกับไป๋หลิงที่ยังคงสงบนิ่งดุจรูปปั้นหิน หากไอ้เด็กหน้าหวานนั้นตุกติกหรือลอบทำร้ายท่านอ๋องนางไม่ปล่อยให้ตายดีแน่
ฉันนั่งตัวเกร็งบนหลังม้าตัวเดียวกับมู่เฉินอ๋อง เขาควบม้าตะบึงไปข้างหน้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นอกจากคิ้วที่ขมวดตลอดเวลาแล้วส่วนอื่นของใบหน้าไม่กระดิกสักนิด CEO หน้านิ่งจริงๆ
เขาจะสงสัยฉันเรื่องระเบิดควันมั้ยนะ แต่ก็นะ.. สงสัยแล้วไงแค่บอกไปว่าเป็นของที่เอาติดมาจากบ้านเกิดก็คงพอได้ละมั้ง
ร่างกายที่เพิ่งผ่านการถูกทรมานในห้องขังมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน บวกกับไม่ได้หลับได้นอนข้ามวันข้ามคืน ทำให้ฉันหลับในจนเกือบตกหลังม้าหากมู่เฉินอ๋องคว้าไม่ทันฉันคง…
“งี่เง่า! นั่งดีๆ” เขาดุ ไม่หันมามองด้วยซ้ำ
“ขอ.. ขอโทษขอรับ” ก้มหน้างุดหงุดหงิดเป็นบ้า
ฉันนั่งมาได้ถึงนี่โดยไม่ตกก็นับว่าบุญแล้วมั้ย ซ้อนหลังม้านะไม่ใช่หลังมอไซร์ไม่จับไรก็ยังอยู่ดีอะ
ก่อนจะเงยหน้าเอ่ยถามเสียงเบาเล็กน้อย
“ข้าน้อยขอจับชายเสื้อได้หรือไม่ขอรับ มะ.. ไม่มากขอรับแค่นิดเดียวเพื่อพยุงตัวไม่ให้ตก”
เขาชะงักมองฉันด้วยหางตา
โอ้ย! ฆ่ากันเลยเถอะหากจะมองแรงขนาดนั้นอะ
“หากเจ้าถูกตัวข้าแม้แต่น้อย ข้าฆ่าเจ้าแน่”
“ไม่ถูกตัวขอรับ! จับแค่ชายผ้านิดเดียวขอรับ”
ฉันก็ไม่ได้อยากจับให้เป็นเสนียดหรอกนะ หากไม่กลัวตายอ่ะ
อาการง่วงนอนหายเป็นปลิดทิ้ง ฉันได้แต่นิ่งเงียบและคำนวณแผนการเอาชีวิตรอดในใจ ยามนี้สถานการณ์ยังคงเปราะบาง หากพลาดพลั้งเพียงนิด ชีวิตน้อยๆ นี้อาจรักษาไว้ไม่ได้ ทางเดียวที่จะรอดคือฉันต้องใช้วิชาที่มี พิสูจน์ให้มู่เฉินอ๋องปีศาจเห็นว่าฉันมีประโยชน์เกินกว่าจะกำจัดทิ้ง!
‘โกรธอะไร เป็นฉันมั้ยที่ถูกทิ้ง ลืมแล้ว?.. หรืออ๋องบ้าคนนี้กำลังหึงอยู่’“ข้าเห็นเจ้ามองนายทหารเหล่านั้นตาเป็นประกาย เช็ดน้ำลายอีกด้วย เจ้าเป็นสตรีเช่นไรกัน” คำถามเชิงตำหนิของเขาทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้‘เขาเห็น? สายตาดีเกินไปแล้ว ตายิ่งกว่าเหยี่ยวอีกนะนั้น’“ขะ ข้าเปล่านะขอรับ” ฉันปฏิเสธเสียงสูง รู้สึกเหมือนโดนจับได้ว่ามีชู้‘ไม่ได้ตั้งใจดูสักหน่อย แค่ยืนเช็ดน้ำลายที่รู้สึกว่ามีก็เท่านั้น’“เฮอะ!” เขาพ่นเสียงขัดใจขึ้นก่อนเดินหายเข้าไปในห้องอาบน้ำอย่างรวดเร็ว‘อาไรว้า’“เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม รุ่งขึ้นเราจะกลับเป่ยเหลียงกัน” เสียงสั่งทรงอำนาจระคนน้อยใจดังออกมาจากห้องอาบน้ำ‘เมืองเป่ยเหลียง เมืองที่ฉันวาบมาสู่โลกนี้ครั้งแรก ถูกหาว่าเป็นสายลับแล้วถูกทรมานเกือบตายอ่ะนะ ต้องกลับไปเป็นเชลยอีกรึเปล่า คราวนี้จะรอดไหม’“เมืองเป่ยเหลียง?… เหตุใดจึงกะทันหันเช่นนี้”
“มาเถิด… ให้ข้าช่วยนวดให้เจ้าสบายตัว”อ้ายยย เขาลงมาในอ่างน้ำตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้สึกตัวไม่นะ! คุกคามทางเพศชัดๆ ฉันเป็นผู้หญิงนะ ถึงแม้เราจะเคย… กันแล้วก็เถอะ“ทะ ท่านอ๋อง ไม่ต้องลำบากขอรับ ข้าน้อยไม่เมื่อย”บ้าเอ้ย หากลุกออกไปตอนนี้ ฉันก็เปลือยต่อหน้าเขานะสิ เดี๋ยวแม่ก็ปล้ำซะให้รู้แล้วรู้รอดไปหรอกมู่เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาดูขบขันมากกว่าหื่นกามขณะที่ฉันกำลังจะเสียเปรียบคนตรงหน้า เสียงเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้ากระโจม“ท่านอ๋อง! มีเรื่องด่วนเพคะ” เสียงของไป่หลิงแฝงความร้อนรนเคร่งเครียดตาอ๋องชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์บนใบหน้าพลันหายไป แทนที่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหงุดหงิด เขามองฉันเล็กน้อย ราวกับเสียดายโอกาสที่กำลังถูกขัดจังหวะ“มีเรื่องอันใด!” เขาถามด้วยสีหน้าหงุดหงิดฉันก็รู้สึกค้างนิด ๆ เหมือนกัน เอ๊ะ! ค้างอะไร ไม่มี้“พบสายลับที่วางยาคุณชายเยว่แล้วเพคะ… มันฆ่าตัวตายหนีการจับกุม ทว่ามีเบาะแสบางอย่างที่อยากให้ท่านอ๋องทอดพระเน
มู่เฉินมองตามหลังร่างบางในอาภรณ์บุรุษ ลักษณะการเดินที่กระโดกกระเดกฝืนธรรมชาติ มองเยี่ยงไรก็มิคล้ายท่าทางของบุรุษ‘เจ้าหลอกข้าเสียสนิทเชียว’ เขาคิดในใจอย่างขบขัน‘ยามนี้… ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็คือคนของข้าแล้ว’ยิ่งใกล้ชิดนับวันนางยิ่งสร้างความฟุ้งซ่านให้เขามากขึ้น แม้เขาจะพยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ตาม วันนี้ก็เช่นกันความพลุ่งพล่านปรารถนาไหล่เวียนไปทั่วร่าง ยิ่งได้มองยิ่งหวนคิดถึงค่ำคืนอันหอมหวานที่ผ่านมา จนเขาไม่อยากให้นางห่างกายไปไหนเสียงฮัมเพลงแปลกๆ ดังลอดออกมาจากห้องอาบน้ำ เสียงนั้นไพเราะและผ่อนคลาย จนเผลอหลับตาพริ้มไปชั่วครู่ เขาลืมตาขึ้นมาพร้อมกับขาที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างลืมตัว ไม่รู้เป็นเพราะเสียงเพลงหรือความถวิลหาในใจ จึงพาร่างหนามายืนอยู่หลังม่านบังตา ก่อนที่เขาจะรู้ว่าตัวเองได้เสียมารยาท สายตากลับเห็นเงาร่างบางเคลื่อนไหวอยู่ในอ่างอาบน้ำอย่างไม่ระวังตัว สติที่เคยสงบกลับนึกถึงคำคืนนั้นขึ้นมาอีกครั้ง‘ไม่เคยมีสตรีนางใด ทำให้ข้าหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้!’..........................................................................................
เมื่อความเคลื่อนไหวรอบข้างกลับมาปกติ“เจ้าเป็นอะไรไป? สมองเล็ก ๆ ของเจ้าคิดอะไรอยู่”ฉันสะดุ้ง เขาเข้ามาตอนไหนเนี่ย“ขะ ข้าน้อยเปล่า แค่… เอ่อ… คิดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ วันนี้ลมพัดแรงไปหน่อยนะขอรับ”แก้ตัวน้ำขุ่นๆ สาปแช่งมู๋มู่ในใจร้อยแปดภาษา ‘ยัยมู๋มู่! ถ้าท่านอ๋องรู้ว่าฉันคุยกับใคร คงโดนจับไปผ่าสมองแน่ ๆ’มู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าต้องทำหน้าตาประหลาดถึงเพียงนี้?”“ข้าน้อยคิดว่า ในเมื่อพระองค์ไว้ชีวิตแล้ว ต่อไปนี้จะรับใช้พระองค์ให้ดี จะงัดความสามารถทั้งหมดที่มีมาแทนคุณ ขอเพียงพระองค์ทรงบัญชา ข้าน้อยพร้อมทำทุกอย่างขอรับ”ฉันรีบพูดรัวเร็วราวกับกำลังอ่านบทละครบทใหม่ที่เพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อครู่เขาจ้องฉันนิ่ง“เช่นนั้นหรือ…” เขาก้มมาหาจนปรายจมูกเฉียดแก้มฉันโอ้ย อีกแล้ว เดี๋ยวแม่งับปลายจมูกเล่นซะนี่เขาเลิกคิ้ว “เจ้ามีสิ่งใดรจะพูดกับข้าหรือ?”‘ให้ตายเถอะ สงสัยจะต้องพกยาดมเพิ่มแล้วมั้ง’“ข้า มีเรื่องต้องทำเพค่ะ เอ่อ ขอรับ”ฉันคำนับหนึ่งทีแล้วเผ่นแนบออกไปโดยไม่เหลียวหลังมองเ
ขณะที่ซินเยว่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง องครักษ์สองพี่น้องที่อยู่ไม่ไกล มองท่านอ๋องกับคุณชายซินเยว่พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด คล้ายคู่สามีภรรยาเข้าไปทุกทีไป่หลิงถอนหายใจยาว ส่ายหน้าอย่างปลง ๆ “ท่านอ๋องน่ะ… คงมีใจให้คุณชายซินเยว่แล้วกระมัง”เฉินเฟิงเบิกตากว้าง “อะไรนะ! ท่านอ๋องผู้เย็นชาเนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้ ท่านอ๋องไม่เคยชายตาแลสตรีใดเลยมิใช่หรือ”“แล้วเหตุใด” เฉินเฟิงพึมพำ “คืนนั้น… ท่านอ๋องถอนพิษให้คุณชายเยว่ได้อย่างไร ท่านพี่?”“บางที… ความรักก็เลือกไม่ได้หรอกเฉินเฟิง ใต้ล่านี้... ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี หากหัวใจมันนำพา… ก็ยากจะต้านทานได้”เฉินเฟิงอ้าปากค้างอีกครั้ง เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพี่สาวที่แสนจะเคร่งขรึมอย่างไป่หลิงจะรู้ลึกเรื่องเช่นนี้ได้สรุปแล้ว ท่านอ๋องกับคุณชายเยว่มีความสัมพันธ์แบบใดกันแน่...............................................................................................วันนี้ทั้งวันฉันไม่มีกะใจจะทำงาน หยิบจับอะไรก็ผิดพลาดไปหมด จนต้องแอบกลับมานั่งสงบจิตที่กระโจม‘เขาคงไม่ได้จะจับฉัน
‘อยากปิดบังข้านัก เช่นนั้นข้าจะแกล้งเจ้ากลับบ้าง’ แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อยที่ซินเยว่ไม่อาจมองเห็นได้‘เมื่อคืน... ข้าเกือบจะรักษานางไว้ไม่ได้แล้วจริงๆ’ยามที่นึกย้อนไปถึงวินาทีที่เห็นซินเยว่ทรมานจนแทบขาดใจ ลมหายใจร้อนรุ่ม ร่างที่บิดเร้าด้วยพิษ เขายอมรับเลยว่าในหัวมันขาวโพลนจนว่างเปล่า ความโกรธแค้นพวกที่บังอาจวางยา ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความคิดเดียวในหัวตอนนั้นไม่ใช่การแก้แค้นใคร หรือการมานั่งจับผิดเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่คือ... ทำอย่างไรก็ได้ให้นางรอดชีวิต!‘โง่เง่าสิ้นดี... เหตุใดถึงมองไม่ออกว่านางเป็นสตรี...’มู่เฉินทอดถอนหายใจยาว สัมผัสอุ่นละมุนจากผิวเนื้อของนางยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายนิ้วยามที่รู้ความจริงว่าเจ้าเด็กกวนประสาทผู้นี้แท้จริงแล้วคือสตรี ที่เขาเผลอมีใจให้ตั้งแต่คราบคุณชายเยว่ก็มิได้ผิดแปลกอันใด ทั้งความโล่งใจที่ตนไม่ได้มีรสนิยมประหลาด ทั้งความรักใคร่เอ็นดูที่พรั่งพรูขึ้นมาอย่างไร้ข้อกังขา มันทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่วตั้งแต่วินาทีแรกที่ตัดสินใจช่วยนางแล้ว‘ต่อให้เจ้ามีความลับหรือไม่ ซินเยว่... ต่อให้เจ้าจะเป็นไส้ศึกข







