LOGINหมอทั้งสองแม้จะงุนงง แต่ก็รีบทำตามด้วยความเคารพ เฉินเฟิงที่เพิ่งกลับมาพร้อมสตรีผู้หนึ่ง มองหมอทั้
หมอทั้งสองแม้จะงุนงง แต่ก็รีบทำตามด้วยความเคารพ เฉินเฟิงที่เพิ่งกลับมาพร้อมสตรีผู้หนึ่ง มองหมอทั้งสองออกมาจากกระโจมด้วยความสงสัย ทว่าไม่มีเวลาซักถาม เขาต้องรีบพาสตรีผู้นี้ไปช่วยคุณชายเยว่ให้เร็วที่สุด“เฉินเฟิง! ท่านอ๋องไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปเจ้าค่ะ! ส่วนสตรีผู้นี้ท่านอ๋องให้ท่านพากลับไปเจ้าค่ะ” ป้าหยงดึงแขนเฉินเฟิงไว้ทันท่วงที เฉินเฟิงชะงักเท้าอย่างงุนงง“เพราะเหตุใด”“ไม่ต้องถามเจ้าพานางผู้นี้ออกไปก่อนเถิด”เฉินเฟิงกลับไปด้วยความสงสัยที่ยังไม่คลี่คลายภายในกระโจมเหลือเพียงมู่เฉินและซินเยว่เท่านั้น มู่เฉินนั่งลงข้างเตียง สัมผัสใบหน้าและลำคอของซินเยว่อย่างอ่อนโยน สัมผัสของมู่เฉินสร้างความร้อนรุ่มให้ซินเยว่ยิ่งขึ้น นางจับมือเขาไว้แน่น“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”“ท่านอ๋อง…ช่วย…ข้าด้วย.!!” นางกระซิบราวจะขาดใจ“ข้าจะช่วยเจ้า วางใจเถิด เจ้าจะไม่เป็นอันใด”“ข้าร้อนเหลือเกิน”มือน้อย ๆ ปัดป่ายไปมาบนหน้าอกแกร่งอย่างต้องการความช่วยเหลือ สองแขนโอบรอบลำคอหนากดโน้มเข้าหาตนอย่างลืมตัว ริมฝีปากเล็กอ่อนนุ่มประกบริมฝีปากหนาได้รูป จูบ
หมอจ้าวหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ "ที่สำคัญ ยากำหนัดชนิดนี้ไม่มียารักษา มีเพียงการร่วมหอถึงจะถอนพิษได้... พะยะค่ะ"จ้าวหมิงเหลือบมองซินเยว่ที่กำลังทรมานคำกล่าวของหมอจ้าวหมิงทำให้มู่เฉินถึงกับยืนนิ่งราวกับสาป มองซินเยว่ที่กำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน ใบหน้าแดงก่ำ หอบหายใจแรง แม้เข้าใจ แต่ทว่าร่างเล็ก ๆ นี่กลับทำให้เขาหวงแหนเมื่อคิดว่าต้องร่วมหลับนอนกลับคนอื่น‘การใช้สตรีบำบัดพิษก็ไม่แปลก แต่เหตุใด... เหตุใดข้าถึงรู้สึกหน่วงในอกเช่นนี้!'"พวกเจ้าแน่ใจหรือ? ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว?"หมอหลินฟงพยักหน้า "แน่ใจพะยะค่ะท่านอ๋อง ยากำหนัดชนิดนี้รุนแรงนัก ถ้าไม่รีบรักษาภายในหนึ่งชั่วยาม ร่างกายของคุณชายซินเยว่เดิมทีก็อ่อนแออยู่แล้ว อาจทนไม่ไหวได้พะยะค่ะ"มู่เฉินกัดกรามแน่น เขากลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก เหลือบมองซินเยว่ที่ส่งเสียงเบาๆ อย่างทรมาน หัวใจของมู่เฉินบีบรัดด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามข่มอารมณ์ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด"เฉินเฟิง!" เขาเรียกเสียงดังเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเอง"ขอรับท่านอ๋อง!""เจ้า... เจ้าจงไปหาสตรีที่เหมาะสมสักคน... ที่ไว้วาง
ภารกิจในแต่ละวันมันไม่ได้แย่ แต่ที่หนักใจคือการใช้ชีวิตในกระโจมเดียวกับบุรุษหน้าตาย ที่คอยจับผิดทุกฝีก้าวอะดิช่างเถอะ เหงื่อออกมาทั้งวันขออาบน้ำให้ชื่นใจสักหน่อย ยังดีที่ในกระโจมแบ่งห้องอาบน้ำเป็นสัดส่วน มิดชิด ปลอดภัยจากสายตาชาวบ้าน ยกเว้นต้องคอยหลบคิวอาบน้ำ กับท่านอ๋องบ้างบางคราวเท่านั้นแหละฉันบิดขี้เกียจเอวเคล็ดเบาๆ ตั้งใจจะอาบน้ำพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนจะไปโชว์ฝีมือทำอาหารเย็นให้ตัวเองกิน"คุณชายเยว่อยู่หรือไม่ขอรับ!" เสียงใครเรียก ช่างเป็นเสียงที่รีบเร่งเสียจริง'โอ๊ยยย ท่านอ๋องมีอะไรจะใช้อีกเนี่ย? เลยเวลางานมานานแล้วนะ!'“อยู่... มีอะไรหรือ” ทหารนายนี้หน้าตาไม่คุ้นแฮะ จะรีบไปไหนทำหน้าเหมือนเห็นผีมา"ท่านอ๋องให้ข้าน้อยนำอาหารค่ำมาให้ขอรับ!"ฉันหลีกทางให้เขานำถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะ เมื่อวางเสร็จก็เผ่นแน่บไปอย่างกับโดนผีไล่จริงๆ"ขอบใจเจ้ามากนะ!" ฉันตะโกนตามหลัง'จะรีบร้อนไปไหนเนี่ย? หรือมีงานด่วนอันใดอีก?'ช่างเถอะ กำลังหิว ดีเหมือนกันไม่ต้องไปทำให้เสียเวลา ท่านอ๋องก็น่ารักเหมือนกันนะ ร
จะทำไงดี อากาศหนาวไม่เท่ากับหัวใจที่กำลังกลัวตายอยู่ตอนนี้ ฉันนั่งกอดตัวเองแน่น“เจ้าหนาวหรือ?” ฉันสะดุ้งกับคำถามที่ไม่ควรสะดุ้ง“เปล่าขอรับ ข้ามิได้หนาว ข้าแค่... รู้สึกรักตัวเองขึ้นมาเฉย ๆ ขอรับ!” ปากบอกพร้อมกับในใจก็ปลงสังขารไปด้วยจู่ ๆ ผ้าคลุมผืนหนาก็คลุมลงบนไหล่ ทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น เขาก้มต่ำจนกลิ่นกายเขาลอยเข้าจมูก ระยะห่างแค่ไม่คืบกว่า ๆ มันใกล้จนฉันเผลอมองริมฝีปากหนาที่นานๆ จะยิ้มสักทีอย่างลืมตัว‘ปากน่าจูบจัง... !’“เจ้าคิดอะไรอยู่” สายตาที่มองมาเกือบทำฉันละลาย“ปะ... เปล่า” ฉันรีบก้มหน้าเก็บอาการ หากเขาไม่ทักเรียกสติเมื่อครู ฉันคงทำไปแล้ว ฮู้... โชคดี โชคดีแล้ว“ห่มเสียเถอะ… อากาศยามค่ำคืนในหนานเจียงแตกต่างจากกลางวันมากนัก เดี๋ยวจะป่วยไปอีกรอบ ข้าไม่อยากแบกเจ้าไปส่งหมออีก” เขาเดินกลับไปที่เตียงฉันรีบเก็บสีหน้า กำผ้าคลุมแน่น มองเขาเดินไปปลดม่านบังเตียง แล้วหายเข้าไปในนั้นอะไร มาทำให้ใจเต้นแรงแล้วหนีไปนอนเฉย... คนอะไรอ่อยเก่งชะมัด.........................................................
“ข้าคิดว่า เราควรปลูกข้าวโพดหวานและมันหวานเพิ่มพะยะค่ะ”มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย ขยับนั่งกอดอกมองมาด้วยความสนใจ“ว่าต่อสิ”“ข้าสำรวจผืนดินหลังหมู่บ้านมาแล้ว มีที่มากพอสำหรับพืชสองชนิดนี้ แต่เราต้องปรับร่องน้ำที่ระเกะระกะ ซึ่งขัดขวางการเพาะปลูกแปลงใหญ่และเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หากไม่รีบจัดการ จะกระทบต่อผลผลิตอย่างร้ายแรงขอรับ เอ่อ พะยะค่ะ” คำราชาศัพท์นี่ช่างรำคาญจริง“เจ้าพูดธรรมดาเถอะ คำพูดเจ้าล้วนถือสาได้ยาก”คำพูดท่านอ๋อง ฉันฟังแล้ว... ความหมายมันพิลึก ๆ“แล้วเจ้ามีแผนแก้ไขอย่างไร?”“ข้าขอเสนอให้ปรับหน้าดิน พร้อมสร้างทางน้ำขึ้นใหม่ขอรับ! ขุดคลองส่งน้ำหลักจากแม่น้ำใหญ่เชื่อมต่อไปยังแปลงเพาะปลูก สร้างฝายกั้นน้ำขนาดเล็กเพื่อกักเก็บไว้ใช้ยามแล้งและควบคุมยามน้ำหลาก เพียงเท่านี้เราก็จะบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกฤดู”คนยุคนี้คุ้นชินแต่กับการพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ การ ‘ควบคุมน้ำ’ เป็นสิ่งที่เกินจริงสำหรับพวกเขา“เจ้าหมายความว่าเราจะควบคุมน้ำได้ดั่งใจนึกเชียวหรือ?”“ขอรับ! ทั้งข้าวโพด มัน
เดินไปได้สักพักใหญ่ๆ เริ่มรู้สึกว่าวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง...จู่ๆ เสียงฝีเท้าควบม้าอันคุ้นเคย พร้อมกับเงาดำทมิฬของม้าศึกตัวใหญ่ที่พุ่งตรงเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง!เอี๊ยดดด... เสียงม้าเบรกในจินตนาการของฉันฉันสะดุ้งสุดตัวกระโดดหลบเข้าข้างทางเกือบไม่ทัน ฝุ่นกระจายจนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูกเมื่อมองผ่านกลุ่มฝุ่น... ก็พบกับร่างสูงสง่าของท่านอ๋องมู่เฉินที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำสนิท ใบหน้าคมคายบึ้งตึงเช่นเคย สายตาดุๆ มองลงมาที่ฉันด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย“เจ้ามาทำอะไรอยู่แถวนี้คนเดียว?” ทำไม่รู้ไม่ชี้ว่าตัวเองนั่นแหละที่เป็นคนทิ้งฉันไว้‘อ้าวไอ้นี่! ถามได้... ก็เพราะแกไม่ใช่รึไงที่ขี่ม้าหนีไปก่อนน่ะห่ะ!’ฉันแอบแยกเขี้ยว ก่อนจะเงยหน้าตอบด้วยน้ำเสียงประจบสอพลอสุดปลอมกลับไป“ท...ท่านอ๋อง! ช่างบังเอิญเสียจริง ข้ากำลังกลับค่ายพะยะค่ะ!”มู่เฉินหรี่ตามองสำรวจสภาพเหงื่อโทรมกาย รองเท้าเปื้อนฝุ่น ท่าทางยืนโอนเอนของฉันแวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มขันขึ้นมาเล็กน้อยอย่างรู้ทัน







