LOGINอาทิตย์ถัดมาถึงวันที่เฉินเจียอิงต้องไปรับใบผลสอบ และเอกสารหลักฐานการเรียนจบการศึกษาที่มหาลัยในขณะที่เฉินเจียอิงกำลังแต่งตัวเฉินฉีจือโทรศัพท์มาหาเฉินเจียอิงด้วยเสียน้ำสำนึกผิด
“เจียอิง พี่คงพาน้องไปเมืองC ไม่ได้แล้ว พี่มีงานเร่งด่วน ขอโทษด้วยนะ” “ไม่เป็นไรค่ะ พี่ฉีจือไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวน้องโทรหาพี่ซานเป่ย ให้ช่วยขับรถพาไปมหาลัยก็ได้ค่ะ” “ได้ ถ้าถึงมหาลัยแล้วโทรหาพี่ด้วยนะ เอาไว้พี่เสร็จงานจะกลับไปหา ช่วยบอกซานเป่ยด้วยวันหน้าพี่จะพาซานเป่ยไปเลี้ยงอาหารขอบคุณเขาอีกที ที่พาน้องไปมหาลัยแทนพี่” “ได้ค่ะ” เฉินเจียอิงรีบคำด้วยรอยยิ้ม มองเวลาเห็นว่าเริ่มสายแล้วหากออกเดินทางตอนนี้คงถึงเมืองC ช่วงบ่าย จึงรีบโทรหาซานเป่ยทันที “ไฮ ว่าไงสาวน้อย” เสียงทุ้มของซานเป่ยพูดรับโทรศัพท์อย่างร่าเริง “พี่ซานเป่ยวันนี้พี่ว่างไหมคะ” เฉินเจียอิงถามด้วยเสียงสดใส “ว่างสิ ตอนนี้พี่มาซื้อต้นไม้ที่เมืองD เจียอิงมีอะไรหรือเปล่า” เฉินเจียอิงกลอกตาขึ้นบนฟ้า อะไรคือว่าง แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับอยู่ต่างเมือง จึงตอบไปว่า” ไม่มีอะไรคะ” ด้วยเสียงเสียใจ ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเฉินเจียอิงว่า “เอ๋ ชิงอิ๋งบอกกับพี่เมื่อเช้าว่า วันนี้เจียอิงต้องไปมหาลัยกับพี่ฉีจือหนิ พี่เขามารับเราหรือยัง” “พี่ฉีจือไม่ว่างแล้วค่ะ เห็นว่าติดธุระเรื่องงานเร่งด่วนเลยต้องขอยกเลิกนัดกะทันหัน” “อ่อ ถ้าอย่างนั้นเจียอิงรอพี่สักสองชั่วโมงได้ไหมเดี๋ยวพี่รีบขับรถไปรับ” “อย่าเลยค่ะ เลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้ก็ได้ น้องไม่รีบค่ะ พรุ่งนี้พี่ซานเป่ยว่างไหมคะ” “ได้ ว่าง ตกลงพรุ่งนี้พี่ไปรับเจียอิงที่บ้านสักแปดโมงเช้าละกันนะ จะได้รีบไปรีบกลับไม่ต้องกลับค่ำ แม่กับชิงอิ๋งจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” ซานเป่ยพูดเสร็จเมื่อเห็นเฉินเจียอิงตอบตกลงจึงวางสายไป เฉินเจียอิง เดินไปนั่งที่โซฟาด้วยท่าทีหมดแรง เมื่อคืนเจียอิงอ่านนิยายออนไลน์จนเกือบตีห้าเพิ่งนอนไปไม่กี่ชั่วโมงเพราะอยากอ่านเรื่องนี้ต่อจนนิยายเรื่องนี้จบบริบูรณ์ ตอนจบสุดท้าย พระเอกได้เป็นฮ่องเต้นางเอกได้เป็นถึงฮองเฮา โดยที่พระเอกเป็นฮ่องเต้ที่ไม่ยอมมีพระสนมเลย มีเพียงฮองเฮาเพียงคนเดียวในวังหลัง เฉินเจียอิงชอบที่พระเอกนิยายเรื่องนี้รักใคร่ เพียงนางเอกผู้เดียวไม่สนใจสตรีอื่น แต่นางเอกก็ทุ่มเทช่วยเหลือพระเอกจนได้เป็นฮ่องเต้ ทั้งถูกวางยา ถูกใส่ร้าย บาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน เป็นนางเอกผู้ยากลำบากยอมเจ็บตัวเพื่อพระเอกตลอด เฉินเจียอิงคิดว่าสมมุติตัวเองเป็นพระเอกในนิยายก็คงรักแค่นางเอกคนเดียวเหมือนกัน นางเอกทำเพื่อพระเอกมากขนาดนี้ช่างน่าชื่นชม แต่ถ้าเปลี่ยนเฉินเจียอิงเป็นนางเอก เจียอิงคิดว่าตนเองคงจะเปลี่ยนใจเลือกพระรองดีกว่า ทั้งแสนดีทั้งเสียสละ น่าสงสาร ส่วนตัวร้ายทั้งชายและหญิงก็จบอย่างรันทด สงสารเฉินเหม่ยอิงและตระกูลเฉินในนิยาย ตระกูลเฉินกลายเป็นตระกูลที่ตกต่ำ เฉินเหม่ยหรูถูกประทานผ้าแพรขาวสามฉื่อ เฉินเหม่ยอิงโดนเนรเทศไปชายแดนไปเป็นทาสเร่ร่อนตามกองทัพ ใช้ชีวิตเหมือนคนตายทั้งเป็น ส่วนบิดามารดาก็ตายพร้อมกันเพื่อให้ตระกูลเฉินไม่ต้องถูกประหารทั้งตระกูล เฉินเจียอิงคิดถึงตอนจบในนิยายอย่างอึดอัดหัวใจ เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น จึงทำให้เฉินเจียอิงสะดุ้งตกใจ ก่อนจะรีบรับโทรศัพท์ “ไฮ เจียอิงเธอเดินทางมาถึงไหนแล้ว” “มีมี่ วันนี้ฉันคงไม่ได้ไปมหาลัยแล้ว พี่ชายของฉันติดธุระด่วน” “ไม่ได้นะ วันนี้อาจารย์นัดพูดคุยเรื่องไปร่วมงานเป็นอาสาสมัครมูลนิธิช่วยเหลือคนยาก เธอเองนะที่เป็นคนต้นเรื่องคิดอยากสมัครเข้าร่วมโครงการนี้” เสียงถังเสี่ยวหมี่โวยวายมาตามสาย “พี่ชายฉันมีธุระ ว่าที่พี่เขยก็ไปต่างเมือง และฉันก็ไม่ได้จองตั๋วรถไฟไว้ก่อน ไม่รู้จะมีตั๋วไหม เธอคงไม่ให้ฉันไปรถเมล์หรอกนะ” เฉินเจียอิงรีบพูดดักคอถังเสี่ยวหมี่ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทจนรู้นิสัยใจคอของกันและกันดี “ที่บ้านเธอมีรถไม่ใช่เหรอ และเธอก็เคยไปสอบใบขับขี่เป็นเพื่อนฉันจนเธอสอบผ่าน แต่ฉันดันไม่ผ่าน ไหนๆ เธอก็มีใบขับขี่แล้วเอามันออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์สิ” เฉินเจียอิงลังเล “แม่กับพี่ๆ ของฉันต้องไม่อนุญาตให้ฉันขับรถไปอย่างแน่นอน” “เธอก็ไม่ต้องขออนุญาตสิ แต่ต้องขับมาอย่างระวังหน่อย ความจริงฉันเป็นห่วงเธอมาก แต่วันนี้ฉันอยากเจอเธอจริงๆ นะ ฉันมีคนที่อยากแนะนำให้เธอรู้จัก” เสียงของถังเสี่ยวหมี่มีลับลมคมใน แต่เฉินเจียอิงมาใจอ่อนในคำพูดสุดท้าย ของถังเสี่ยวหมี่ “เธอมาเจอฉันหน่อย เราไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็นเดือนแล้วนะ เดือนหน้าฉันต้องไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว พวกเราคงยากที่จะเจอกันบ่อยๆ อีกอย่างเธอคงไม่อยากผิดคำพูดกับอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอหรอก ใช่ไหมเจียอิง” “ได้ ถ้าอย่างนั้นเจอกันตอนบ่ายนะฉันจะค่อยๆ ขับรถไป” เฉินเจียอิงตกลงใจว่าขับรถไปเองพรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องรบกวนว่าที่พี่เขยด้วย ถังเสี่ยวหมี่พูดคุยอีกหลายคำก่อนจะวางสาย เฉินเจียอิงจึงขับรถมุ่งหน้าไปเมือง C ทันที ทางระหว่างเมืองHไปเมืองC มีเทือกเขาไม่สูงมาก ไม่น่ากลัว ทิวทัศน์สองข้างทางก็ดูสวยงาม เฉินเจียอิงตอนแรกขับรถด้วยอาการเกร็งเล็กน้อย แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเฉินเจียอิงก็ไม่รู้สึกกลัวแล้ว มีสายโทรเข้าเฉินเจียอิงเปิดรับสายโดยผ่านลำโพงของระบบรถยนต์ “สวัสดีเจียอิง นี่พ่อเองนะ เห็นเลขาพ่อบอกว่าลูกโทรมาหาพ่อ มีธุระอะไรหรือเปล่า” เฉินกว่างพูดผ่านโทรศัพท์ด้วยเสียงอ่อนโยน เฉินเจียอิงเหยียดยิ้มเย้ยหยัน ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์ พ่อเพิ่งว่างและเพิ่งโทรกลับมาหา เฉินเจียอิงจึงรู้สึกน้อยใจและพูดตอบด้วยเสียงแข็งว่า “ตอนนี้หนูไม่ว่างกำลังขับรถอยู่เท่านี้นะคะ” “เดี๋ยวอย่าเพิ่งวางสาย พ่ออยากคุยกับลูกสักครู่” “แต่ตอนนี้หนูไม่อยากคุย ทำไมคะเวลาพ่อไม่ว่างหนูยังไม่รบกวนเวลาของพ่อเลย พอหนูไม่ว่างบ้างแต่หนูต้องเป็นฝ่ายแบ่งเวลามาคุยกับพ่อหรือคะ อีกอย่างเรื่องที่หนูอยากบอกก็ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วตอนนั้นหนูต้องการบอกพ่อ แต่ตอนนี้หนูไม่ต้องการแล้ว” เฉินเจียอิงพูดด้วยเสียงน้อยใจและอารมณ์ไม่ดี “พ่อขอโทษ พ่อ...” “ไม่เป็นไรค่ะ หนูชินแล้ว เท่านี้ก่อนนะคะหนูกำลังขับรถไม่สะดวกคุย” เฉินเจียอิงกดวางสาย ก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ขังคลออยู่ในดวงตา และจ้องมองทางข้างหน้าอย่างเคร่งขรึม ทางข้างหน้าเป็นเนินเขาสูงพอมองไปฝั่งด้านขวามือกลับมองเห็นวิวทะเลสาบที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์ วิวข้างทางดูสวยงามทำให้เฉินเจียอิงใจเย็นลง และนึกตำหนิตนเองที่พูดใส่อารมณ์กับพ่อ ที่ผ่านมาต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว เป็นเพราะช่วงนี้เฉินเจียอิงกำลังอินกับบทบาทของพ่อในนิยายมากเกินไปจึงอดคาดหวังความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อในชีวิตจริงไม่ได้ เฉินเหม่ยหรูและเฉินเหม่ยอิงช่างโชคดีที่มีพ่อรักและปกป้องลูกๆ มากขนาดนั้น เฉินเจียอิงคิดหลายเรื่องจนเริ่มเหม่อลอยเมื่อมีรถสวนมาและบีบแตรรถใส่จึงตกใจ เผลอกดเท้าเหยียบคันเร่ง รถจึงพุ่งไปชนรถคันหน้าก่อนจะกระเด็นตกไปข้างทางที่มีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ด้านล่าง เฉินเจียอิงรู้สึกแน่นหน้าอกจากโดนถุงลมนิรภัยกระแทก และรถหมุนไปหลายตลบ แต่ร่างกายของเฉินเจียอิงกับติดสายเข็มขัดนิรภัยรัดแน่นติดเก้าอี้ของรถ วูบสุดท้ายที่เฉินเจียอิงรู้สึกตัวคือน้ำเย็นเฉียบเริ่มไหลเข้ามาในรถอย่างรวดเร็วก่อนที่เฉิยเจียอิงจะหมดสติไปอีกครั้งเฉินเหม่ยอิงตื่นมาด้วยอาการไอและกระหายน้ำ เซียงเจินรีบเข้ามาปรนนิบัติเจ้านายของนางทันที เมื่อได้พักผ่อนเต็มที่ อาการป่วยยังไม่หาย แต่ยามนี้ไม่มีน้ำมูกแล้ว เมื่อได้จิบชาดอกไม้หอมกรุ่นจิตใจจึงสดชื่นขึ้นมา“บ่าวช่วยพาคุณหนูไปนั่งบนตั่งข้างหน้าต่างดีไหมเจ้าคะ” เซียงจูเสนอ นางสังเกตเห็นว่ายามนี้คุณหนูของนางมีสีหน้าเศร้าหมอง อาจจะกำลังเบื่อ เมื่อเห็นคุณหนูสี่พยักหน้าตกลงจึงยิ้มอย่างดีสาวใช้ทั้งสองช่วยกันประคองเด็กน้อยไปนั่งข้างหน้าต่าง สวนดอกไม้ข้างหน้าต่างยามนี้โดนหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว สีขาวของหิมะกระจายสุดสายตา เซียงเจินย้ายกระถางไฟมาเข้าใกล้คุณหนูสี่เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ส่วนเซียงจูนำผ้าห่มมาคลุมตัวคุณหนูของนางเพิ่มก่อนจะรีบชวนคุยว่า“ตำราฝึกเขียนอักษรที่คุณหนูอยากได้ วันนี้คุณชายใหญ่ให้คนนำมามอบให้คุณหนูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยากอ่านไหมเจ้าคะ”เฉินเจียอิงมองทิวทัศน์ด้านนอกก่อนจะถอนหายใจ ต่อไปนี้ตนคือเฉินเหม่ยอิงคงต้องปรับตัวพยายามเป็นคนผู้นี้ให้ได้ โชคดีที่เด็กวัยแปดขวบนิสัยยังเปลี่ยนแปลงได้ เฉินเหม่ยอิงต้องคิดว่าตนเองเป็นเฉินเหม่ยอิงได้แล้ว หากแม้แต่ตัวเองยังคิดว่าไม่ใช่ ผู้อื่นก็อาจจะคิ
เฉินเจียอิงนั่งใจลอย เรื่องในนิยายเฉินเหม่ยหรูเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลงอิ่นถังตั้งแต่อายุ12 ยามนั้น หงลู่น่าจะขึ้นปีสองของสำนักศึกษาหลงอิ่นถังแล้ว สถานการณ์ของเฉินเหม่ยหรูและหลูหงลู่ในสำนักศึกษาคือต่างคนต่างอยู่ คนผู้หนึ่งคือคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีผู้คนห้อมล้อม ส่วนอีกคนเป็นเพียงนักเรียนทุนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม ทั้งสองคนรู้จักกันเพียงชื่อ แต่ไม่เคยสนใจกันและกัน หลูหงลู่ จะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงที่สุดในฐานะจอมหงวนที่มีอายุน้อยในขณะที่เขายังเรียนไม่จบจากสำนักศึกษา และเขาจะมีชื่อเสียงอีกครั้งเมื่อเขาเปลี่ยนไปใช้แซ่ของพ่อที่แท้จริงและกลายเป็นทายาทคนโตของตระกูลดังขั้นหนึ่ง หงลู่ผู้นี้คือพี่ชายคนโตของนางเอกหงอวี้การสอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้หลูหงลู่เป็นครั้งแรกโดยผลสอบออกมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนจ้าวเฟิงอวิ๋นและเฉินหย่งฉีได้ลำดับสองและลำดับสิบ คนทั้งหมดได้สอบเตี้ยนซื่อพร้อมกันอีกครั้ง และผลสุดท้ายผู้ที่ได้เป็นจอมหงวนก็คือหงลู่ จ้าวเฟิงอวิ๋นเป็นปังเหยียน ตู้เหอจิ่นได้เป็นทั่นฮวา ส่วนเฉินหย่งฉีได้ตำแหน่งเอ่อร์เจี่ย เฉินเจียอิงจำไม่ได้แล้วว่าลำดับที่เท่าไหร่ เพราะตอนนั้
ณ.เรือนฮวาอวี่ บรรยากาศมืดมนเมื่อคืนจางหายไป เนื่องจากคุณหนูสี่อากาศดีขึ้น เมื่อนายท่านเฉินและเฉินฮูหยินเดินไปจากเรือนแล้ว เจียอิงจึงนอนหลับเพื่อพักฟื้นร่าง เจ็บป่วยครั้งนี้จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยอันน้อยนิด แต่ทฤษฎีแน่นจึงสรุปได้ว่า มีอาการไข้ หนาวสั่น ไอจาม มีน้ำมูกไหลและหายใจไม่ออกปวดเหมื่อยตามแขนขาเกิดจากกล้ามเนื้อขาดออกซิเจนไปเลี้ยง เฉินเหม่ยอิงน่าจะเป็นไข้หวัดมานานแล้วทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ หากเป็นอีกโลกในยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยแบบนี้ปกติต้องพ่นยา เพื่อขยายหลอดลมเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกร่วมกับการจัดท่านอนที่เหมาะสมเพื่อให้ ปอดทำงานได้ดีขึ้น เมื่อคืนจับได้ว่า จ้าวเฟิงอี้ญาติผู้พี่ของเฉินเหม่ยอิงคงใช้วิธีฝังเข็มแทนการพ่นยา แพทย์แผนจีน การฝังเข็มช่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนการแพทย์ที่นี่ไม่เลวร้ายอย่างที่ตนเคยคิดสงสัยเฉินเจียอิงขอหมอนหลายใบมาซ้อนกันจัดท่านอนยกตัวช่วงบนขึ้นและเงยศีรษะเล็กน้อย หลี่มามาและสาวใช้ทั้งหลายทำตามคำสั่งทั้งที่ไม่เข้าใจ เฉินเจียอิงจึงอธิบายว่า “นอนราบทำให้น้ำมูกไหลมาปิดทางเดินหายใจ ทำให้ข้าหายใจไม่ออก จึงนอนหลับไม่สนิท หากนอนแบบนี้จะทำให้หายใจง่ายขึ้น”หลี่มามา
เช้าวันต่อมาเฉินเจียอิงลืมตาขึ้นมา ก่อนจะกวาดสายตามองรอบกาย เห็นม่านมุ้งคลุมเตียงและลวดลายไม้สลักสวยงาม ยังคงเหมือนก่อนที่นางจะหลับตานอนเมื่อคืน รอบกายยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลียนแปลง จึงหลับตาลงอย่างอ่อนแรง เมื่อคืนก่อนจะหลับตาลงนอนแอบหวังเอาไว้ว่า เมื่อตื่นขึ้นมายามเช้า ทุกอย่างอาจเป็นแค่ความฝันไปเท่านั้นเฉินเจียอิงหลับตานอนต่ออีกพักใหญ่ เมื่อรู้สึกหิวน้ำจนคอแห้ง จึงพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “น้ำ ขอน้ำกินหน่อย”“คุณหนูตื่นแล้ว” เสียงตื่นเต้นและยินดีดังขึ้น ก่อนจะเห็นภาพสาวใช้สองคนช่วยกันเปิดม่านมุ้งเก็บ และแบ่งหน้าที่กันคนหนึ่งช่วยประคองคุณหนูของพวกนางลุกขึ้น อีกคนรินน้ำชาจากในกา นำมาเป่าให้คลายร้อนอย่างใส่ใจ ก่อนจะนำมาป้อนให้คุณหนูของพวกนางดื่มปกติเฉินเจียอิงไม่ชอบรสชาติขมฝาดของชา จึงมักดื่มเพียงน้ำเปล่า แต่ชาที่สาวใช้ผู้นี้ยกมาป้อนให้นางดื่มเป็นกลิ่นดอกไม้หอมกรุ่น ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด จึงส่งสายตาอ้อนวอนขอดื่มเพิ่มอีกอย่างน่าสงสาร“เซียงจูเจ้าไปรินน้ำชามาให้คุณหนูสี่ดื่มเพิ่มอีก” สาวใช้ที่ประคองเฉินเจียอิงอยู่บอกกับสาวใช้อีกคนด้วยน้ำเสียงเร่ง คล้ายไม่ได้ดังใจชื่อสาวใ
เฉินเหม่ยหรูเป็นคุณหนูรองที่นายท่านเฉินหยางกวงเลี้ยงดูด้วยการตามใจ อีกทั้งนางยังมีท่านป้าเป็นถึงพระชายาเอกผิงอันอ๋อง ทำให้มีชื่อเสียงสูงส่งในเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ คนที่เฉินเหม่ยหรูนับว่าเป็นสหายคนสนิทคือ เซียนจู่สุยมู่ชิง ดังนั้นเฉินเหม่ยหรูจึงมีนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจตนเอง คนที่เข้าตานางมีไม่กี่คน และคนที่นางใส่ใจด้วยใจจริงมีเพียงพี่น้องและเหล่าลูกพี่ลูกน้องของนางเท่านั้นเฉินเหม่ยอิงเป็นน้องสาวที่เฉินเหม่ยหรูรักมากที่สุด น้องสาวของนางมีหน้าตาน่ารักและฉลาดเฉลียวตั้งแต่เด็ก รู้จักประจบเอาใจผู้อื่น ยามที่นางเอาแต่ใจตนเองดวงตากลมโตจะเปล่งประกายไร้เดียงสา ทำให้เฉินเหม่ยหรูขัดใจน้องสาวผู้นี้ไม่ได้สักเรื่องเฉินเหม่ยหรูตำหนิสาวใช้ข้างกายน้องสาวและหลี่มามาอย่างรุนแรง หลี่มามาผู้นี้เป็นคนของตระกูลเถียน แม้เฉินเหม่ยหรูจะเกรงใจมารดาเลี้ยงอยู่บ้าง แต่พวกนางดูแลน้องสาวของนางได้ไม่ดี ที่ควรตำหนิก็ต้องตำหนิ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเตียงเฉินเหม่ยอิงอย่างเป็นห่วง เอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าน้องสาวอย่างรักใคร่“คราวหน้าหากพวกเจ้าดูแลน้องสาวของข้าได้ไม่ดีอีก ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อ ให้ท่านพ่อจัดการเปลี่ยนคนในเรือ
เฉินเจียงอิงขยับตัว ความรู้สึกเจ็บปวดกระจายไปทั่วร่าง จนต้องส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบาๆ“คุณหนูสี่รู้สึกตัวแล้วเร็วเข้า เจ้าให้คนวิ่งไปบอกนายท่านและฮูหยิน” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดด้วยความตื่นเต้น แต่เฉินเจียอิงอยากลืมตาขึ้นมองก็ยกเปลือกตาขึ้นไม่ได้ รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งเกินกว่าจะยกไหว ในใจเฉินเจียอิงจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวไม่ใช่ว่าอุบัติเหตุทำให้ตาบอดไปแล้วหรอกนะ เมื่อคิดได้ดังนั้นเฉินเจียอิงจึงร้องไห้ออกมา ทั้งความเจ็บปวดที่เผชิญอยู่ทั้งความหวาดกลัวที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองบาดเจ็บระดับไหนมีผ้ามาซับน้ำตาให้เจียอิงอย่างอ่อนโยนและมีเสียงปลอบแผ่วเบา “คุณหนูของบ่าวไม่ร้องนะเจ้าคะ อีกหนึ่งถ้วยชานายท่านและฮูหยินคงจะรีบมาหาคุณหนูอย่างแน่นอน”คราวนี้เฉินเจียอิงจึงค้นพบว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ทำไมผู้หญิงคนนี้จึงพูดด้วยภาษาที่แปลกไป คำพูดเหมือนภาษาในนิยายย้อนยุคที่ตนเองเพิ่งอ่านจบ นี่คงจะยังอยู่ในความฝันยังไม่รู้สึกตัวสินะ มิน่าจึงยังลืมตาไม่ขึ้น เฉินเจียอิงคิดได้เช่นนี้ความหวาดกลัวจึงคลายลงเสียงฝีเท้าของหลายคนเดินเข้ามาใกล้นางอย่างร้อนรน เฉินเจียอิงนอนฟังอย่างสงสัย คนพวกนี้เป







