LOGINเฉินเหม่ยอิงตื่นมาด้วยอาการไอและกระหายน้ำ เซียงเจินรีบเข้ามาปรนนิบัติเจ้านายของนางทันที เมื่อได้พักผ่อนเต็มที่ อาการป่วยยังไม่หาย แต่ยามนี้ไม่มีน้ำมูกแล้ว เมื่อได้จิบชาดอกไม้หอมกรุ่นจิตใจจึงสดชื่นขึ้นมา
“บ่าวช่วยพาคุณหนูไปนั่งบนตั่งข้างหน้าต่างดีไหมเจ้าคะ” เซียงจูเสนอ นางสังเกตเห็นว่ายามนี้คุณหนูของนางมีสีหน้าเศร้าหมอง อาจจะกำลังเบื่อ เมื่อเห็นคุณหนูสี่พยักหน้าตกลงจึงยิ้มอย่างดี สาวใช้ทั้งสองช่วยกันประคองเด็กน้อยไปนั่งข้างหน้าต่าง สวนดอกไม้ข้างหน้าต่างยามนี้โดนหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว สีขาวของหิมะกระจายสุดสายตา เซียงเจินย้ายกระถางไฟมาเข้าใกล้คุณหนูสี่เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ส่วนเซียงจูนำผ้าห่มมาคลุมตัวคุณหนูของนางเพิ่มก่อนจะรีบชวนคุยว่า “ตำราฝึกเขียนอักษรที่คุณหนูอยากได้ วันนี้คุณชายใหญ่ให้คนนำมามอบให้คุณหนูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยากอ่านไหมเจ้าคะ” เฉินเจียอิงมองทิวทัศน์ด้านนอกก่อนจะถอนหายใจ ต่อไปนี้ตนคือเฉินเหม่ยอิงคงต้องปรับตัวพยายามเป็นคนผู้นี้ให้ได้ โชคดีที่เด็กวัยแปดขวบนิสัยยังเปลี่ยนแปลงได้ เฉินเหม่ยอิงต้องคิดว่าตนเองเป็นเฉินเหม่ยอิงได้แล้ว หากแม้แต่ตัวเองยังคิดว่าไม่ใช่ ผู้อื่นก็อาจจะคิดว่านางไม่ใช่เฉินเหม่ยอิงคนเดิมก็ได้ หากโดนผู้อื่นคิดและเข้าใจว่าตนเป็นภูตผีปีศาจคงจะไม่ดีแน่ นางไม่อยากถูกเผาทั้งเป็นแบบนิยายที่เคยอ่าน ดังนั้นอะไรที่เฉินเหม่ยอิงชื่นชอบนางก็ต้องชื่นชอบด้วย “ได้ เช่นนั้นนำมาให้ข้าอ่านเถิด” เมื่อพูดออกไปแล้วแอบกังวลในใจ ไม่รู้ว่าตนเองจะอ่านภาษาโบราณออกไหม เมื่อได้ตำราเป็นเล่มกระดาษจึงโล่งใจที่ไม่ได้ย้อนไปไกลกว่านี้ หากตำราเป็นม้วนไม้ไผ่ เฉินเหม่ยอิงผู้นี้คิดว่าตนเองคงจะนั่งร้องไห้ เพราะอ่านไม่ออกและเขียนพู่กันบนไม้ไผ่ไม่ได้ ตำราการเขียนอักษร โชคดีที่เป็นแบบคัดลายมือพู่กันและมีคำอธิบายเข้าใจได้ มีบางคำที่อ่านไม่ออกหลังจากลังเลเล็กน้อย เอ่ยขอกระดาษเปล่าจากเซียงเจิน “คุณหนูจะฝึกเขียนอักษรหรือเจ้าคะ เช่นนั้นต้องย้ายไปห้องหนังสือ ที่นี่ไม่เหมาะแก่การฝนหมึกเขียนพู่กันเจ้าค่ะ” เซียงเจินก้มหน้าตอบ ปัญหามาแล้วแค่จะจดบันทึกเล็กๆ ก็ต้องฝนหมึกเขียนพู่กัน ช่างลำบากแท้ โชคดีที่ตัวเองเคยเลือกเรียนวิชาเขียนพู่กันมาก่อน และได้รับคำชมจากอาจารย์ผู้สอนด้วย แต่ในอนาคตต้องหาวิธีทำดินสอมาเขียนใส่กระดาษดีกว่าไม่รู้ว่าที่นี่มีดินสอขายหรือยัง แต่นางเคยอ่านนิยายเรื่องนี้ว่า นางเอกหงอวี้ ก็ชอบจดบันทึกหลายอย่างนางจำไม่ได้ ในนิยายก็ไม่บอกว่าใช้อะไรเขียน แต่พู่กันไม่ใช่สิ่งที่ไปไหนก็ต้องพกไปได้เสียหน่อย ทั้งน้ำหมึก แท่นฝนหมึก ไม่รู้ว่าหลูหงอวี่ตอนนี้เข้าเมืองหลวงมาหรือยัง หากได้พบนางคงต้องพยายามตีสนิทผูกมิตรกับนางเอกของเรื่องไว้ก่อน “อีกกี่วันจะถึงวันขึ้นปีใหม่หรือ” เฉินเหม่ยอิงเอ่ยถามสาวใช้ “อีกสามเดือนเจ้าค่ะ ยามนั้นผลสอบของคุณชายใหญ่น่าจะออกมาแล้ว” “อืม มีตำราอื่นให้อ่านอีกไหม” เฉินเหม่ยอิงก้มหน้าอ่านตำราอย่างสนใจ พยายามจดจำอักษรที่ตนเองอ่านไม่ออกเอาไว้ และแอบคิดว่าจะถามผู้ใดได้ ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เฉินเหม่ยอิงผู้นั้นร่ำเรียนถึงไหนแล้ว ตอนนี้คงต้องพยายามอ่านหลายๆ เล่มแล้วนำมาเปรียบเทียบกัน ส่วนเรื่องบรรเลงพินเคยเรียนสมัยเรียนมัธยมต้น คงต้องค่อยๆ ฟื้นฟูความจำใหม่ แต่ที่น่าลำบากใจคือเฉินเหม่ยอิงตัวจริงเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์มาก เฉินเหม่ยอิงคนนี้กลับมีฝีมือธรรมดามาก คงต้องค่อยๆ พยายามฝึกฝนไป เฉินเหม่ยอิงอ่านตำราถึงยามโหย่ว หลี่มามาก็เดินเข้ามาบอกให้คุณหนูพักสายตา และให้คนยกน้ำแกงมาให้เฉินเหม่ยอิงดื่ม เสียงสาวใช้ด้านนอกพูดแจ้งมาว่า “คุณชายสามมาเยี่ยมเจ้าค่ะ” หลี่มามาจึงเดินออกไปต้อนรับและพาคนเข้ามาด้านใน เฉินหย่งฝูยังเป็นเพียงเด็กชายอายุ 12 ปี รูปร่างเล็กยังไม่เติบโต แต่เขาเป็นเด็กชายหน้าตาดีผู้หนึ่ง มีรอยยิ้มอ่อนโยน เฉินหย่งฝูผู้นี้ก็เป็นผู้ชายอีกคนที่ตกหลุมรักนางเอกของเรื่อง หนึ่งในหนี้รักของหลูหงอวี้ ตอนนางเอกโดนเฉินเหม่ยอิงผู้นั้นผลักตกบันได เฉินหย่งฝูเอาร่างไปรองรับไว้ สุดท้ายนางเอกแค่ฟกช้ำ แต่เฉินหย่งฝูกลับขาหักกลายเป็นคนพิการหมดอนาคต แต่ก็เพราะเฉินหย่งฝูได้ช่วยหงอวี้ไว้ สุยไคหยาง พระเอกของเรื่องจึงไว้ชีวิตเฉินเหม่ยอิง ตามคำขอร้องของเฉินหย่งฝู ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ เฉินเหม่ยอิงคนนี้จึงคิดจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของสองพี่น้องคู่นี้ให้ดีขึ้น “พี่ชายสาม” เด็กน้อยเฉินเหม่ยอิงเอ่ยทักทายพี่ชายของตนด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “อิงเอ๋อร์ ดีขึ้นมากแล้วสินะ แล้วทำไมต้องทำหน้าเศร้าด้วย” เฉินหย่งฝูพูดถามน้องสาวด้วยความเป็นห่วง “น้องสาวคิดว่าตนเองคงป่วยไข้จนสติปัญญาเสื่อมถอยลงแล้วล่ะเจ้าค่ะ เมื่อครู่น้องอ่านตำรา อ่านไม่ออกตั้งหลายตัว” เฉินเหม่ยอิงมุ่ยปากและพูดจาว่าตัวเองอย่างน่ารัก เฉินหย่งฝูจึงยิ้มอย่างโล่งอก “โธ่นึกว่าเรื่องใหญ่อันใด เจ้าเพิ่งเรียนรู้ตัวอักษรได้ไม่นาน ไม่รู้ย่อมไม่แปลกคำไหนเจ้าไม่รู้ประเดี๋ยวพี่ชายจะสอนเจ้าเอง” เซียงจูรีบหมุนตัวไปหยิบตำราที่คุณหนูสี่อ่านเมื่อครู่มาให้โดยที่เฉินเหม่ยอิงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ช่างเป็นสาวใช้ที่รู้ใจเจ้านายดีจริงๆ เฉินเหม่ยอิงรับมาและกางตำราเปิดถามอย่างอารมณ์ดี “นี่เจ้าค่ะคำนี้ อ่านว่าลิ้วใช่ไหมเจ้าคะ” เฉินหย่งฉีย้ายมานั่งเคียงข้างน้องสาว ก้มหน้าไปอ่านและบอกกับน้องสาวว่า “อ่านว่าลิ่ว” “แล้วคำนี้ล่ะเจ้าคะ... อ่อ ..ความหมายคืออะไรหรือเจ้าคะ” หลี่มามามองภาพพี่ชายสอนหนังสือน้องสาวอย่างชื่นชม ตั้งแต่คุณหนูสี่ของนางหายไข้ก็รู้ความมากขึ้น และดูฉลาดมากกว่าเดิมด้วย ดูจากคำพูดที่ออดอ้อนให้พี่ชายสอนหนังสือ ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนคุณหนูไม่ชอบใกล้ชิดกับคุณชายสามเท่าไหร่ ทั้งคู่อ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยาม ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น “คุณหนูรองมาเจ้าค่ะ” เสียงสาวใช้ข้างนอกแจ้งว่ามีคนมาเยือน หลี่มามาถอนหายใจ คนผู้นี้คือสาเหตุที่ทำให้คุณหนูสี่และคุณชายสามไม่สนิทสนมกัน เฉินหย่งฝูเมื่อได้ยินว่าพี่สาวคนรองมาเขาหยุดอ่าน ก่อนรีบพูดบอกเฉินเหม่ยอิงว่า “วันนี้พี่ชายไปก่อนดีกว่า เอาไว้พรุ่งนี้พี่ชายจะมาหาอิงเอ๋อร์อีกนะ” แล้วรีบยืนขึ้น เฉินเหม่ยอิงรีบใช้มือจับแขนของเฉินหย่งฝู เพื่อรั้งตัวเขาไว้ “พี่ชายอย่าเพิ่งไปสิเจ้าคะ เพิ่งอ่านไปได้นิดเดียว” “เจ้าตัวซวย มาทำอะไรที่นี่ ประเดี๋ยวอิงเอ๋อร์ก็พลอยซวยไปด้วยหรอก” เฉินเหม่ยหรูพูดแทรกด้วยนำ้เสียงไม่พอใจ เฉินหย่งฝูเม้มปาก เฉินเหม่ยอิงตกตะลึงนี่คือเหตุการณ์อะไรในนิยายไม่มี “ข้ามาเยี่ยมน้องสาว กำลังจะไปแล้วขอรับ” เฉินหย่งฝูก้มหน้าตอบเสียงเบา “ไปเลย แล้วคราวหน้าไม่ต้องมาเรือนฮวาอวี่อีก” เฉินเหม่ยหรูเอ่ยด้วยน้ำเสียงข่มขู่ เฉินหย่งฝูก้มหน้า หันมาปัดมือเฉินเหม่ยอิงทิ้ง ก่อนจะหมุนตัววิ่งออกจากเรือนฮวาอวี่ไปทันที เฉินเหม่ยอิงมองตามหลังเฉินหย่งฝูไป ด้วยแววตาสับสน “พี่สาวเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าคนผู้นั้นคือตัวซวยห้ามเจ้าไปเกี่ยวข้องกับเขาอีก ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องมาเป็นน้องสาวของข้า” เฉินเหม่ยหรูหันมาจัดการเด็กน้อยที่ไม่เช่ือฟังตนเองทันที “พี่ชายสามมาเยี่ยมอิงเอ๋อร์เพราะเป็นห่วงนะเจ้าคะ” เฉินเหม่ยอิงตอบเสียงอ่อน “ถ้าเขาเป็นห่วงน้องสาวจริง ก็ไม่ควรมาเยี่ยม” เฉินเหม่ยหรูเอ่ยอย่างไม่ชอบใจ “ทำไมพี่หญิงรองต้องว่าพี่ชายสามเป็นตัวซวยล่ะเจ้าคะ” เฉินเหม่ยอิงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ตัวซวยสิ เกิดมาก็ทำให้ท่านแม่ตาย” เฉินเหม่ยหรูพูดด้วยแววตาดำมืด “เอ๋ แต่ข้ารู้มาว่าท่านแม่ของพี่หญิงตายเพราะอนุผู้หนึ่งไม่ใช่หรือเจ้าคะ” หลี่มามาที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างมีสีหน้าตกใจ “คุณหนูสี่ ไปฟังเรื่องพวกนี้มาจากไหนเจ้าคะ” “ใช่ใครมันมาเล่าเรื่องเหลวไหลให้อิงเอ๋อร์ฟัง ท่านแม่ของข้าตายเพราะคลอดเจ้าตัวซวยต่างหากท่านพ่อไม่เคยมีอนุเสียหน่อย” คราวนี้กลายเป็นเฉินเหม่ยหรูที่มีสีหน้าสงสัย เฉินเหม่ยอิงถึงคราวสับสนบ้างหรือในโลกนี้จะไม่เหมือนกับในนิยาย แต่เมื่อหันไปมองสีหน้าตกตะลึงปนสีหน้าไม่สบายใจของหลี่มามา จึงคิดว่าไม่น่าจะใช่ แต่เรื่องนี้อาจจะปกปิดเหล่าคุณชายและคุณหนูมากกว่าจึงพูดว่า “เรื่องนี้จริงหรือไม่ คงต้องไปถามท่านพ่อแล้วล่ะเจ้าค่ะ แต่ข้ารู้ว่าพี่หญิงรองเข้าใจพี่ชายสามผิดไปเสียแล้ว พี่ชายสามเสียมารดาเหมือนพี่หญิงเหมือนกัน แต่พี่ชายสามน่าสงสารกว่าเพราะเขาไม่มีโอกาสอยู่กับท่านแม่ของเขาด้วยซ้ำ” คราวนี้เฉินเหม่ยหรูเริ่มสงสัยบ้างแล้วเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กน้อยมีความมั่นใจเช่นนี้ เจียงมามาคนสนิทของเฉินเหม่ยหรูก็มีสีหน้าสงสัยเช่นกัน “แม่เจียง ท่านไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยหรือ” เฉินเหม่ยหรูเอ่ยถามเจียงมามา “เรียนคุณหนูบ่าวรู้แค่ เพราะท่านแม่ของคุณหนูเสียชีวิต พระชายาเอกผิงอันอ๋อง ผู้เป็นท่านป้าของคุณหนูจึงส่งบ่าวมาดูแลคุณหนูเจ้าค่ะ เฉินเหม่ยอิงเม้มปาก เจียงมามาผู้นี้ไม่ใช่คนดี คอยยุยงให้เฉินเหม่ยหรูทำเรื่องไม่ดีอยู่ตลอด หากอยากเปลี่ยนนิสัยของเฉินเหม่ยหรูคงต้องหาวิธีให้เจียงมามาผู้นี้ออกไป แต่เฉินเหม่ยหรูให้ความสำคัญกับเจียงมามามาก แค่คำเรียกขานฟังดูก็รู้แล้วเฉินเหม่ยอิงตื่นมาด้วยอาการไอและกระหายน้ำ เซียงเจินรีบเข้ามาปรนนิบัติเจ้านายของนางทันที เมื่อได้พักผ่อนเต็มที่ อาการป่วยยังไม่หาย แต่ยามนี้ไม่มีน้ำมูกแล้ว เมื่อได้จิบชาดอกไม้หอมกรุ่นจิตใจจึงสดชื่นขึ้นมา“บ่าวช่วยพาคุณหนูไปนั่งบนตั่งข้างหน้าต่างดีไหมเจ้าคะ” เซียงจูเสนอ นางสังเกตเห็นว่ายามนี้คุณหนูของนางมีสีหน้าเศร้าหมอง อาจจะกำลังเบื่อ เมื่อเห็นคุณหนูสี่พยักหน้าตกลงจึงยิ้มอย่างดีสาวใช้ทั้งสองช่วยกันประคองเด็กน้อยไปนั่งข้างหน้าต่าง สวนดอกไม้ข้างหน้าต่างยามนี้โดนหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว สีขาวของหิมะกระจายสุดสายตา เซียงเจินย้ายกระถางไฟมาเข้าใกล้คุณหนูสี่เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ส่วนเซียงจูนำผ้าห่มมาคลุมตัวคุณหนูของนางเพิ่มก่อนจะรีบชวนคุยว่า“ตำราฝึกเขียนอักษรที่คุณหนูอยากได้ วันนี้คุณชายใหญ่ให้คนนำมามอบให้คุณหนูแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูอยากอ่านไหมเจ้าคะ”เฉินเจียอิงมองทิวทัศน์ด้านนอกก่อนจะถอนหายใจ ต่อไปนี้ตนคือเฉินเหม่ยอิงคงต้องปรับตัวพยายามเป็นคนผู้นี้ให้ได้ โชคดีที่เด็กวัยแปดขวบนิสัยยังเปลี่ยนแปลงได้ เฉินเหม่ยอิงต้องคิดว่าตนเองเป็นเฉินเหม่ยอิงได้แล้ว หากแม้แต่ตัวเองยังคิดว่าไม่ใช่ ผู้อื่นก็อาจจะคิ
เฉินเจียอิงนั่งใจลอย เรื่องในนิยายเฉินเหม่ยหรูเข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลงอิ่นถังตั้งแต่อายุ12 ยามนั้น หงลู่น่าจะขึ้นปีสองของสำนักศึกษาหลงอิ่นถังแล้ว สถานการณ์ของเฉินเหม่ยหรูและหลูหงลู่ในสำนักศึกษาคือต่างคนต่างอยู่ คนผู้หนึ่งคือคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีผู้คนห้อมล้อม ส่วนอีกคนเป็นเพียงนักเรียนทุนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม ทั้งสองคนรู้จักกันเพียงชื่อ แต่ไม่เคยสนใจกันและกัน หลูหงลู่ จะประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงที่สุดในฐานะจอมหงวนที่มีอายุน้อยในขณะที่เขายังเรียนไม่จบจากสำนักศึกษา และเขาจะมีชื่อเสียงอีกครั้งเมื่อเขาเปลี่ยนไปใช้แซ่ของพ่อที่แท้จริงและกลายเป็นทายาทคนโตของตระกูลดังขั้นหนึ่ง หงลู่ผู้นี้คือพี่ชายคนโตของนางเอกหงอวี้การสอบฮุ่ยซื่อครั้งนี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียงให้หลูหงลู่เป็นครั้งแรกโดยผลสอบออกมาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนจ้าวเฟิงอวิ๋นและเฉินหย่งฉีได้ลำดับสองและลำดับสิบ คนทั้งหมดได้สอบเตี้ยนซื่อพร้อมกันอีกครั้ง และผลสุดท้ายผู้ที่ได้เป็นจอมหงวนก็คือหงลู่ จ้าวเฟิงอวิ๋นเป็นปังเหยียน ตู้เหอจิ่นได้เป็นทั่นฮวา ส่วนเฉินหย่งฉีได้ตำแหน่งเอ่อร์เจี่ย เฉินเจียอิงจำไม่ได้แล้วว่าลำดับที่เท่าไหร่ เพราะตอนนั้
ณ.เรือนฮวาอวี่ บรรยากาศมืดมนเมื่อคืนจางหายไป เนื่องจากคุณหนูสี่อากาศดีขึ้น เมื่อนายท่านเฉินและเฉินฮูหยินเดินไปจากเรือนแล้ว เจียอิงจึงนอนหลับเพื่อพักฟื้นร่าง เจ็บป่วยครั้งนี้จากประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยอันน้อยนิด แต่ทฤษฎีแน่นจึงสรุปได้ว่า มีอาการไข้ หนาวสั่น ไอจาม มีน้ำมูกไหลและหายใจไม่ออกปวดเหมื่อยตามแขนขาเกิดจากกล้ามเนื้อขาดออกซิเจนไปเลี้ยง เฉินเหม่ยอิงน่าจะเป็นไข้หวัดมานานแล้วทำให้ปอดอักเสบติดเชื้อ หากเป็นอีกโลกในยุคปัจจุบัน ผู้ป่วยแบบนี้ปกติต้องพ่นยา เพื่อขยายหลอดลมเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกร่วมกับการจัดท่านอนที่เหมาะสมเพื่อให้ ปอดทำงานได้ดีขึ้น เมื่อคืนจับได้ว่า จ้าวเฟิงอี้ญาติผู้พี่ของเฉินเหม่ยอิงคงใช้วิธีฝังเข็มแทนการพ่นยา แพทย์แผนจีน การฝังเข็มช่างน่าอัศจรรย์ ดูเหมือนการแพทย์ที่นี่ไม่เลวร้ายอย่างที่ตนเคยคิดสงสัยเฉินเจียอิงขอหมอนหลายใบมาซ้อนกันจัดท่านอนยกตัวช่วงบนขึ้นและเงยศีรษะเล็กน้อย หลี่มามาและสาวใช้ทั้งหลายทำตามคำสั่งทั้งที่ไม่เข้าใจ เฉินเจียอิงจึงอธิบายว่า “นอนราบทำให้น้ำมูกไหลมาปิดทางเดินหายใจ ทำให้ข้าหายใจไม่ออก จึงนอนหลับไม่สนิท หากนอนแบบนี้จะทำให้หายใจง่ายขึ้น”หลี่มามา
เช้าวันต่อมาเฉินเจียอิงลืมตาขึ้นมา ก่อนจะกวาดสายตามองรอบกาย เห็นม่านมุ้งคลุมเตียงและลวดลายไม้สลักสวยงาม ยังคงเหมือนก่อนที่นางจะหลับตานอนเมื่อคืน รอบกายยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลียนแปลง จึงหลับตาลงอย่างอ่อนแรง เมื่อคืนก่อนจะหลับตาลงนอนแอบหวังเอาไว้ว่า เมื่อตื่นขึ้นมายามเช้า ทุกอย่างอาจเป็นแค่ความฝันไปเท่านั้นเฉินเจียอิงหลับตานอนต่ออีกพักใหญ่ เมื่อรู้สึกหิวน้ำจนคอแห้ง จึงพูดขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า “น้ำ ขอน้ำกินหน่อย”“คุณหนูตื่นแล้ว” เสียงตื่นเต้นและยินดีดังขึ้น ก่อนจะเห็นภาพสาวใช้สองคนช่วยกันเปิดม่านมุ้งเก็บ และแบ่งหน้าที่กันคนหนึ่งช่วยประคองคุณหนูของพวกนางลุกขึ้น อีกคนรินน้ำชาจากในกา นำมาเป่าให้คลายร้อนอย่างใส่ใจ ก่อนจะนำมาป้อนให้คุณหนูของพวกนางดื่มปกติเฉินเจียอิงไม่ชอบรสชาติขมฝาดของชา จึงมักดื่มเพียงน้ำเปล่า แต่ชาที่สาวใช้ผู้นี้ยกมาป้อนให้นางดื่มเป็นกลิ่นดอกไม้หอมกรุ่น ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด จึงส่งสายตาอ้อนวอนขอดื่มเพิ่มอีกอย่างน่าสงสาร“เซียงจูเจ้าไปรินน้ำชามาให้คุณหนูสี่ดื่มเพิ่มอีก” สาวใช้ที่ประคองเฉินเจียอิงอยู่บอกกับสาวใช้อีกคนด้วยน้ำเสียงเร่ง คล้ายไม่ได้ดังใจชื่อสาวใ
เฉินเหม่ยหรูเป็นคุณหนูรองที่นายท่านเฉินหยางกวงเลี้ยงดูด้วยการตามใจ อีกทั้งนางยังมีท่านป้าเป็นถึงพระชายาเอกผิงอันอ๋อง ทำให้มีชื่อเสียงสูงส่งในเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ คนที่เฉินเหม่ยหรูนับว่าเป็นสหายคนสนิทคือ เซียนจู่สุยมู่ชิง ดังนั้นเฉินเหม่ยหรูจึงมีนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจตนเอง คนที่เข้าตานางมีไม่กี่คน และคนที่นางใส่ใจด้วยใจจริงมีเพียงพี่น้องและเหล่าลูกพี่ลูกน้องของนางเท่านั้นเฉินเหม่ยอิงเป็นน้องสาวที่เฉินเหม่ยหรูรักมากที่สุด น้องสาวของนางมีหน้าตาน่ารักและฉลาดเฉลียวตั้งแต่เด็ก รู้จักประจบเอาใจผู้อื่น ยามที่นางเอาแต่ใจตนเองดวงตากลมโตจะเปล่งประกายไร้เดียงสา ทำให้เฉินเหม่ยหรูขัดใจน้องสาวผู้นี้ไม่ได้สักเรื่องเฉินเหม่ยหรูตำหนิสาวใช้ข้างกายน้องสาวและหลี่มามาอย่างรุนแรง หลี่มามาผู้นี้เป็นคนของตระกูลเถียน แม้เฉินเหม่ยหรูจะเกรงใจมารดาเลี้ยงอยู่บ้าง แต่พวกนางดูแลน้องสาวของนางได้ไม่ดี ที่ควรตำหนิก็ต้องตำหนิ ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเตียงเฉินเหม่ยอิงอย่างเป็นห่วง เอื้อมมือไปลูบไล้ใบหน้าน้องสาวอย่างรักใคร่“คราวหน้าหากพวกเจ้าดูแลน้องสาวของข้าได้ไม่ดีอีก ข้าจะไปพูดกับท่านพ่อ ให้ท่านพ่อจัดการเปลี่ยนคนในเรือ
เฉินเจียงอิงขยับตัว ความรู้สึกเจ็บปวดกระจายไปทั่วร่าง จนต้องส่งเสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดออกมาเบาๆ“คุณหนูสี่รู้สึกตัวแล้วเร็วเข้า เจ้าให้คนวิ่งไปบอกนายท่านและฮูหยิน” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งพูดด้วยความตื่นเต้น แต่เฉินเจียอิงอยากลืมตาขึ้นมองก็ยกเปลือกตาขึ้นไม่ได้ รู้สึกว่าเปลือกตาหนักอึ้งเกินกว่าจะยกไหว ในใจเฉินเจียอิงจึงเริ่มรู้สึกหวาดกลัวไม่ใช่ว่าอุบัติเหตุทำให้ตาบอดไปแล้วหรอกนะ เมื่อคิดได้ดังนั้นเฉินเจียอิงจึงร้องไห้ออกมา ทั้งความเจ็บปวดที่เผชิญอยู่ทั้งความหวาดกลัวที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองบาดเจ็บระดับไหนมีผ้ามาซับน้ำตาให้เจียอิงอย่างอ่อนโยนและมีเสียงปลอบแผ่วเบา “คุณหนูของบ่าวไม่ร้องนะเจ้าคะ อีกหนึ่งถ้วยชานายท่านและฮูหยินคงจะรีบมาหาคุณหนูอย่างแน่นอน”คราวนี้เฉินเจียอิงจึงค้นพบว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น ทำไมผู้หญิงคนนี้จึงพูดด้วยภาษาที่แปลกไป คำพูดเหมือนภาษาในนิยายย้อนยุคที่ตนเองเพิ่งอ่านจบ นี่คงจะยังอยู่ในความฝันยังไม่รู้สึกตัวสินะ มิน่าจึงยังลืมตาไม่ขึ้น เฉินเจียอิงคิดได้เช่นนี้ความหวาดกลัวจึงคลายลงเสียงฝีเท้าของหลายคนเดินเข้ามาใกล้นางอย่างร้อนรน เฉินเจียอิงนอนฟังอย่างสงสัย คนพวกนี้เป







