Masukในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนหิมะโปรยปรายเช่นนี้ คาดว่าคงไม่มีผู้ใดอยากจะลุกขึ้นจากเตียง ทว่าผิดกับที่จวนสกุลถิง ซูหนี่ในยามนี้ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าขนสัตว์หนาหลายชั้น เหลือเพียงใบหน้าจิ้มลิ้มที่โผล่พ้นออกมา แก้มนวลทั้งสองข้างของนางขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะลมหนาวที่พัดมาปะทะเป็นระลอก…มองดูแล้วน่าเอ็นดูนัก
ยามนี้กำลังยืนรอใครบางคนอยู่ด้วยใจจดจ่อ “แน่ใจแล้วหรือว่าจื่อหยวนตื่นแล้ว” นางหันไปถามช่านช่านอีกครั้ง เมื่อยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเด็กน้อยกล่าวออกมาจากเรือน…หรือนางจะลืมกำชับบุตรชายเอาไว้ล่วงหน้ากันนะ เพราะนี่ก็ผ่านมาราวหนึ่งก้านธูปแล้ว เหตุใดคุณชายน้อยของนางยังไม่ปรากฏตัวเสียที ช่านช่านสาวใช้คนสนิทชะเง้อคอมองไม่วางตาเช่นกัน “เกรงว่าเรื่องจะถึงหูนายท่านแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน” “หื้ม” ซูหนี่เลิกคิ้วอย่างงุนงง ก่อนที่ภาพจำในหัวจะค่อยๆ ไหลเข้ามาเป็นฉากๆ แท้จริงแล้วจื่อหยวนน้อยแทบจะไม่มีโอกาสได้ย่างกรายออกมาจากนอกจวนเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้คนมักทักว่าเขาช่างงดงามเหมือนมารดา... เพียงเพราะเหตุผลนี้หรือ…หวังเหว่ยถึงได้กักขังบุตรชายไว้แต่ในจวน เหอะ! ไร้สาระสิ้นดี “ข้าจะไปดูเสียหน่อย” พอนึกได้ดังนั้น นางก็พลันตั้งท่าจะเดินไปที่เรือนของบุตรชายทันที หาได้สนใจท้องที่ใหญ่หรืออากาศที่ยังหนาวเหน็บและมีหิมะโปรยปรายราวกับฝนห่าใหญ่ “ฮูหยินระวังเจ้าค่ะ…พื้นที่โดนหิมะลื่นนัก” ช่านช่านรีบวิ่งเข้าไปประคองแทบไม่ทันด้วยความหวาดเสียว หัวใจของนางก็พลันกระตุกวูบไปถึงเท้า “ไม่รู้หรือว่ายามนี้ท้องไส้โตปานใดแล้ว จะไปที่ใดย่อมต้องระวังให้มาก” พอสิ้นเสียงของสาวใช้ เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความตำหนิดังสวนขึ้นทันควัน นางชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาแข็งกร้าวดุดันของหวังเหว่ย และข้างกายเขามีจื่อหยวนน้อยที่ยืนก้มหน้าสลดอยู่ โดนตัวร้ายดุมางั้นหรือ เหตุใดต้องทำหน้ายักษ์ใส่ลูกด้วย! ซูหนี่นึกขุ่นเคือง นางเมินเฉยต่อใบหน้าถมึงทึงของสามี ย่อกายลงเล็กน้อยพลางกวักมือเรียก “จื่อหยวน...มาหาแม่เร็วเข้า” “ท่านแม่...” เด็กน้อยเงยหน้ามองก่อนจะรีบก้มหน้างุด นัยน์ตาคู่นั้นดูสั่นระริกเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใสระเรื้อ บิดาเพิ่งบอกเขาว่ายามนี้น้องในครรภ์ตัวใหญ่ขึ้น มารดาย่อมเหนื่อยนัก หากเขาไปเกาะแกะมากเกินไป ท่านแม่จะล้มป่วยเอาได้ ถ้อยคำพูดนั้นของบิดายังคงดังก้องอยู่ในโสตจนจื่อหยวนที่กตัญญูจึงไม่กล้าขยับตัว เด็กน้อยแทบจะกลั้นหายใจด้วยซ้ำ ซูหนี่ที่เห็นแล้วหัวใจกระตุก ความแสนรู้ของบุตรชายทำให้นางยิ่งสงสาร แต่บุรุษผู้นี้สิช่างกระไร...เลี้ยงเด็กไม่เป็นแล้วยังเอาแต่ดุด่าอีก! “วันนี้เราจะไปหาท่านตากันเถอะ แม่ว่าอาหยวนให้สาวใช้ไปหยิบเสื้อคุลมมาสวนใส่เพิ่มอีกชั้นดีหรือไม่ ยามนี้อากาศข้างนอกหนาวนัก” เด็กน้อยชำเลืองมองบิดาอย่างกล้าๆ กลัวๆ หาได้เอ่ยอันใด ถิงหวังเหว่ยจึงเอ่ยตอบเสียงเรียบ หาได้สนใจไม่ว่าบุตรชายจะรู้อย่างไร “วันนี่เขามีคัดกฎประจำตระกูลที่ต้องทำ” “ไว้วันหลังค่อยทำเถิด” ซูหนี่เถียงทันควันแทบไม่ต้องคิด วัยเยาว์เช่นนี้ควรได้วิ่งเล่นให้มากมิใช่หรือ? “เขาจะเสียนิสัยเอาได้” หวังเหว่ยยังคงยึดมั่น “ท่านน่ะสิเป็นบิดาที่ไม่รู้จักผ่อนปรนเอาเสียเลย เขาเพิ่งจะสามขวบเองนะ” ซูหนี่เริ่มขึ้นเสียง แววตาเริ่มฉายแววขุ่นมัวไม่พอใจนักที่คนผู้นี้เอาแต่เคี่ยวกรำบุตรชายที่น่าเห็นใจของนางเกินความจำ เป็นและเกินควร “หากไม่ฝึกฝนตั้งแต่ยามนี้จะไปเริ่มยามใดกัน…หากจะเป็นนักรบย่อมต้องขัดเกลาแต่เล็ก ไม่รู้จักคำนี้หรือ?” ถิงหวังเหว่ยยังคงยึกมั่นในความคิด หาได้ผ่อนปรนให้บุตรชายไม่ เขาถูกเลี้ยงมาอย่างเข้มงวดเพื่อสืบทอดกองกำลังทหาร ลูกของเขาก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน ใบหน้าไร้อารมณ์และน้ำเสียงดุดันนั้นขัดหูขัดตาซูหนี่ยิ่งนัก นางยกมือขึ้นเท้าสะเอวอย่างลืมตัว “บุตรชายของข้า…ไม่ว่าวันข้าง หน้าเขาจะเป็นนักรบหรืออะไรก็ตาม ก็ล้วนมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตตนเอง ไม่ต้องรอให้ท่านคอยชี้นำเสียทุกเรื่อง เข้าใจหรือไม่!” หวังเหว่ยจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาหยั่งลึก เหตุใดนางถึงดูราวกับเป็นอันธพาลตัวน้อยกำลังแยกเขี้ยวใส่เขา ทว่ากลับดูมีชีวิตชีวาจนเขาเผลอมองค้างไปชั่วครู่ ซูหนี่อาศัยจังหวะนั้นคว้าตัวจื่อหยวนน้อยมาไว้ข้างกายทันที “ข้าขอโทษขอรับ ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านพ่อและท่านแม่ต้องทะเลาะกัน” จื่อหยวนเอ่ยเสียงสั่นอย่างรู้สึกผิด “โธ่...เจ้าไม่ผิดเลยสักนิดจื่อหยวน” ซูหนี่รีบปลอบบุตรชายก่อนจะพากันเดินจากไป “หากวันนี้กลับมืดค่ำ ข้าจะนอนค้างที่จวนสกุลซูเสียเลย!” หวังเหว่ยได้แต่มองตามแผ่นหลังของสองแม่ลูกไป ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวรับใช้เสียงดัง “เตรียมรถม้าคันที่ใหญ่ที่สุดมา” เกือบครึ่งชั่วโมงผ่านไป ภายในรถม้าที่บุด้วยขนสัตว์อย่างดี หวังเหว่ยอุ้มบุตรชายขึ้นนั่งบนตัก “ท่านพ่อ...” จื่อหยวนเงยหน้ามองบิดาเอ่ยถามอย่างใสซื่อ “ท่านแม่เหนื่อยเพราะข้าหรือขอรับ” สายตาของหวังเหว่ยพลางเหลือบมองสตรีข้างกายที่ยามนี้หลับตาพริ้ม นางพลางเอียงศีรษะพิงขอบหน้าต่างรถม้าที่โยกคลอนไปตามทางขรุขระที่ปกคลุมด้วยหิมะ “ท่านแม่นอนพิงขอบหน้าต่างจะปวดตัวเอาได้ เช่นนั้นก็ให้ท่านแม่มานอนในอ้อมกอดท่านพ่อได้หรือไม่ขอรับ” จื่อหยวนเสนอแนะอย่างแสนรู้ บิดาตัวใหญ่เพียงนี้ย่อมต้องอบอุ่นกว่าขอบหน้าต่างแน่นอน “…” หวังเหว่ยยังคงเงียบ หาได้เอ่ยตอยอันใด ทว่าจื่อหยวนไม่ยอมแพ้ “เช่นนั้น ข้าจะออกไปนั่งข้างนอกกับพี่จางเจิ้งให้ท่านแม่ได้นอนสบายๆ ” หวังเหว่ยพ่นลมหายใจออกมาอย่างจนใจ เขาไม่อาจปล่อยให้ลูกน้อยไปนั่งรับลมหนาวข้างนอกได้จึงจำใจเอื้อมมือไปคว้าศีรษะของสตรีที่หลับอยู่มาซบลงที่อกแกร่งของตนทันที เขาทำเพื่อลูกหรอกนะ…หาใช่เพราะเห็นใจ “ท่านแม่กับน้องจะหนาวหรือไม่ขอรับ” จื่อหยวนยังถามต่อด้วยความเป็นห่วง ขณะนั้นที่ความจริง นางตื่นขึ้นมาได้พักหนึ่งแล้วกำลังลอบฟังบทสนทนาอยู่ จู่ๆ หัวก็พลางถูกกระแทกเข้ากับอกแข็งๆ ราวกับก้อนหินจนดังปึก! อ้อ...ที่แท้ก็บุรุษทึ่มทื่อผู้นี้นี่เอง รุนแรงนักนะ นางลืมตาขึ้นมาทันควัน หาได้ต้องการใกล้ชิดไปมากกว่านี้ “แม่ไม่หนาว แต่พ่อของเจ้าน่ะรุนแรงกับแม่เหลือเกิน” พอได้ยินประโยคนั้น ถิงหวังเหว่ยชะงักงัน “ข้าทำอะไรเจ้าเมื่อใดกัน!” ทว่ากลับต้องตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม เมื่อจู่ๆ ลำตัวก็ถูกพันธนาการด้วยอ้อมแขนเรียวของสตรีอันธพาล “กอดจื่อหยวนด้วยสิเจ้าคะ” นางว่าพลางซุกใบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาอย่างหน้าตาเฉยอย่างกลั้นแกล้ง จื่อหยวนเห็นดังนั้น ก็หัวเราะชอบใจ “ท่านพ่อกอดท่านแม่เร็วเข้าขอรับ!” “เร็วเข้าสิ!” ซูหนี่ส่งเสียงแข็งสำทับบุตรชาย บัดซบเถอะ! หวังเหว่ยสบถในใจ ทว่ากลับกระชับอ้อมแขนโอบกอดสตรีและเด็กชายในอ้อมอกไว้อย่างจำยอม และปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันอุ่นกว่าที่คิดในสุดยามค่ำคืนที่นางรอคอยก็มาถึงเสียที ซูหนี่เหน็ดเหนื่อยกับพิธีการต่างๆ มาตลอดทั้งวันรวมทั้งอาภรณ์สีแดงที่สวมใส่เครื่องประดับบนหัวงดงามแต่หนักอึ้งยิ่งนักส่วนเจ้าบ่าวหรือสามีหมาดๆ ของนางในยามนี้นะหรือคาดว่าคงดื่มสุราสังสรรค์ส่งแขกอยู่กระมัง แขกเรือที่มานั้นนับว่ามีฐานะไม่น้อยไล่ไปตั้งแต่ฮ่องเต่บนสุดจนถึงเหล่าขุนนางราชสำนักระดับล่างสุดต่างมาแสดงความยินดีสีหน้าคนงามยามนี้เต็มไปด้วยความสุขอิ่มเอมใจจึงนัก ช่านช่านเห็นเป็นเช่นนี้แล้วเบาใจเหลือเกิน “พระชายาจะพลัดเปลี่ยนอาภรณ์อาบน้ำเลยหรือไปเจ้าค่ะ”ถ้อยคำเรียกเอ่ยนั้นฟังแล้วเขอะเขินเล็กน้อยซูหนี่เงยหน้าขึ้นสบตาช่านช่าน ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายยังคงมีบ่าวผู้นี้อยู่ข้างกายเสมอมา “ขอบคุณ”ไฉนพระชายาต้องขอบคุณนางด้วยเล่าเตรียมอาบน้ำหาใช่เรื่องใหญ่ ใบหน้าช่านช่านเต็มไปด้วยความงุนงง“…..”คนตรงหน้าช่างไม่รู้เสียเลยว่าตนช่วยเหลือนางไง้มากมายเพื่อใด ซูหนี่จึงหัวเราะเล็กน้อย “อาหยวนกับหนิงหนิงเล่า”ช่านช่านกระพริบตาปริบๆ จึงเอ่ยตอบไป “ยามนี้แม่นม ทรงพาเข้านอนแล้วเจ้าค่ะ”อ่า ลืมไปเสียแล้ว ยามนี้ดึกดื่นพอสมควรเด็กๆ ของนางคงต้องนอนแล้ว วันนี้
ซูหนี่ไม่สนใจเดินจากไปพร้อมจวิ้นอ๋องทันที จากนี้ไม่ข้องเกี่ยวกันก็อย่างได้เสียเวลาไปนานกว่านี้เลย“อีกสักหน่อยกังลับจวนกันเถอะอาเฟิ่ง”ดึกปานนี้อาหยวนคงเฝ้าหนิงหนิงอยู่กระมังทั้งทีบอกแล้วว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่านช่านและแม่นมเถิดแต่ทว่าดูท่าแล้วอาหยวนน้อยคงไม่ยอม“คิดถึงลูกๆ แล้วหรือไร” อาหนี่นางเคยห่างลูกนานเสียเมื่อไหร่กันทว่า..“ช้าก่อน!”เสียงสตรีดังก้องอย่าไร้มารยาทพลันเอาผู้คนโดยรอบหันมองให้ความสนใจทันที ผู้ใดจะไม่รู้บ้างเหล่าว่าสตรีนางนั้นคือใครสตรีจอมเอาแต่ใจแห่งจวนเฉิงยามนี้คือภรรยาของหวังเหว่ยฟางเฟยเร่งฝีเท้าเดินไปเบื้องหน้า การแต่งงานครั้งนี้นางได้มาอย่างยากลำบากซ้ำยังรอคอยมานาน ยังไม่ทันได้โอ้อวดแล้วจะคุ้มค่าหรือ..นางแย่งวาสนาของซูหนี่มาได้แล้วครานี้จะแย่งความสุขของซูหนี่ไม่ได้หรือหวังเหว่ยเริ่มกระจ่างแจ้งดีว่าภรรยาตนจะทำเช่นไร เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนตามหลังไป “ระวังหน่อยเฟยเฟย”“รอก่อนได้หรือไม่”ซูหนี่หยุดชะงัก ยามนี้ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าสตรีเสแสร้งผู้นั้นโกรธแค้นนางเพียงใดไฉนไม่ลืมเลือนไปนานปานนี้แล้ว “อาเฟิ่ง..” ซูหนี่หันหน้าไปมองจวิ้นอ๋องนางอยากทำอะไรเขาล้วน
ซูหนี่มองรอบด้านด้วยแววตาเป็นประกาย เดินเข้าออกชมแผงตั้งร้านนั้นร้านนี้เป็นว่าเล่นทว่ากับไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือมา“ไม่เอาหรือ”กอปรกับช่วงระยะเวลาตั้งแต่คลอดหนิงหนิงนั้นนางมิได้ย่างกายออกจากจวนเลยทุกอย่างเลยดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักนางส่ายหน้า “มีเทศกาลโคมไฟทุกวัน ข้านั้นก็อยากจะมาทุกวัน”ถนนเส้นหลักของเมืองหลวงวันนี้ครึ้กครื้นยิ่งนักมีตั้งแต่ผู้คนแรกรุ่นไปจนถึงวัยกลางคนที่ออกมาพบปะดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ปีหนึ่งมีหนหนึ่ง ช่างน่าเสียดายนักสมควรมีให้หลายวันเสียหน่อยจวิ้นอ๋องเดินตามอาหนี่อย่างว่าง่ายโดยไม่ปริปาก เรื่องที่นางกล่าวน่าสนใจยิางนักสมควรเก็บไปถวายฎีกาคำร้องให้มีหลายหลายวันเสียงหน่อย “ระวังเสียบ้าง!”ทว่าคำนี้ไม่ได้กล่าวถึงซูหนี่ที่เดินไปซ้ายไปขวาแต่เป็นกล่าวถึงผู้ที่เดินสวนทางผู้คนได้แต่จ้องตาเขม็งพอจะเอ่ยปากว่ากล่างสายตาพลันเหลือบไปเห็นพู่ห้อยหยกอักษรจวิ้นยิ่งกว่านั้นคือบุรุษหนุ่มข้างกายอีกคนสายตาดุดันยิ่งนั้นก็ได้แต่พากันหวาดกลัว“ขอ..ขออภัยคุณชาย”เฝิ่นลู่ได้แต่ปรายตามโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ยามนี้หญิงสาวเปรียบเสมือนพระชายาก็ไม่ปานยิ่งกว่านั้นคือไข่ในม
จื่อหยวนยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อมีแต่ดวงตาที่ลอกแล่กไปมาเท่านั้นยังไม่พอเหตุไฉนผู้คนทั้งหลายถึงเอาแต่ยิ้มหังเราะดีอกดีใจเอาปานนั้น“เป็นกระไรไป” จวิ้นอ๋องแลเหลียวมองเด็กชายข้างกายตั้งแต่รุ่งสางจนตอนนี้พระอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือสูงจื่อหยวนน้อยก็เอาแค่หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา หรือกำลังคิดว่าตนจะไร้ตัวตนดังเช่นอยู่จวนถิงหรือต้องไม่เป็นเช่นนั้น“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรธรรม..”“ไฉนนางไม่มีผม ไม่มีคิ้ว” ไม่ทันสิ้นประโยคจื่อหยวนก็พูดขึ้นหลังเงียบมานานใช่ น้องตัวน้อยในครรภ์ของท่านแม่เป็นเด็กหญิง ทว่าไฉนเป็นเด็กหญิงผิวหนังถึงเหี่ยวย่นน่าเกียจ ไม่มีคิ้ว ไม่มีผมเช่นนี้เหล่า ไม่เหมือนกับเหล่าสตรีที่ที่เขาพบเห็นสักนิดจื่อหยวนไม่เข้าใจจวิ้นอ๋องแทบเป็นลมล้มจับ เขากำลังจะอธิบายให้จื่อหยวนเข้าใจว่าถึงมีน้องสาวของเต้าเพิ่มมาหนึ่งคนหรือมากนี้ ความใส่ใจที่เขาและอาหนี่มีให้จื่อหยวนย่อมไม่ลดน้อยตามลงเป็นแน่เหตุใดถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นทำเอาเขาแทบเสียสติเล่าเฝิ่นลู่มองผู้เป็นนายด้วยความเห็นใจ “คุณหนูยังเด็กนักขอรับ”จื่อหยวนย่นใบหน้า ในใจมีแต่คำถามว่า งั้นรึ? ใช่เรื่องจริงหรือเท็จกัน?“น้องสาวจะงดงามเหมือน
จวิ้นอ๋องเดินขยับกายมาข้างเตียงใกล้นางหมายจะโน้มตัวลงกระซิบที่หน้าท้องถูกแต่กับถูกแรงกระตุกจากมือข้างซ้ายชู่ว์จื่อหยวนน้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ “ท่านแม่หลับ”ท่าทางเช่นนี้ของเด็กชายข้างกายช่างต่างกันเหลือเกินกับความกล้าหาญเมื่อหลายวันก่อน“มารดาเจ้าเอาแต่นอน”พอเอ่ยถึงเรื่องนี้จวิ้นอ๋องปวดหนึบในใจยิ่งนัก สภาพร่างกายของนางล้วนปกติเด็กทารกตัวแดงในครรภ์นั้นก็ด้วย ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องปวดใจนักคือสภาพจิตใจของนางที่คงบอบช้ำจื่อหยวนน้อยพยักหน้าสุ่มเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น “อาหยวน”ซูหนี่เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความอ่อนล้า หลายวันมานี้นางเอาแต่ตื่นมาพอกินดื่มจากนั้นก็หลับไปตลอดซ้ำยังเหม่อเป็นครั้งคราวโชคชะตานางมิอาจกำหนดได้เองเลยหรือแม้นางจะไม่รู้สึกอะไรมากนักแต่คาดว่าร่างนี้ย่อมรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย เอาเถอะหากเหนื่อยก็พักให้จนพอ มารดายังมีลูกในท้องและลูกอีกคนให้ต้องคอยดูแลจวิ้นอ๋องค่อยๆ ช่วยขยับร่างอวบอิ่มนั้นให้พิงกับหมอนอิง“อาหยวนคิดถึงท่านแม่” ก่อนที่จื่อหยวนจะปืนขึ้นเตียงมารดาอย่างลืมตัวด้วยความคิดถึง ซบใบหน้าน้อยๆ ลงบนหน้าอกนุ่มนิ่ม“ระวังน้องเจ้า” จวิ้นอ๋องเอ่ยเตือนซูหนี่ระบาย
“เรื่องระหว่างข้ากับนางยังไม่จบ…ใครจะพานางไปไหนไม่ได้”ซูหนี่มองหวังเหว่ยด้วยความแปลกใจ พูดไม่ออก เขาล้มแล้วหัวกระแทกก้อนหินเช่นอาหยวนหรือเหตุใดถึงเสียสติราวกับคนฟั่นเฟือนก็ไม่ปาน น่าเสียดายที่ตอนนี้น่าไม่ใช่ซูหนี่คนเดิมไม่เช่นนั้นคงโง่งมไม่ลืมหูลืมตาเป็นแน่“เรื่องของข้าและท่านมันจบไปนานแล้ว”ในเมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้เขาได้แต่จำนนยอมกล่าวออกมา จวิ้นอ๋องปรายตามองหน้าท้องของอาหนี่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา “เรื่องเป็นเช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี!”หวังเหว่ยสะอึกเดิมทีไม่นึกว่าจวิ้นอ๋องจะเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น “หึ! เป็นจวิ้นอ๋องแล้วอย่างไรวายาปากที่กล่าวออกมาเป็นเพียงแค่ลมปากงั้นรึ”เป็นอย่างที่นางค้างคาใจแน่ เรื่องระหว่างคนสามคนต้องมีอะไรข้องเกี่ยวกันดั่งที่นางสงสัย ถ้าเช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นแววตาของหวังเหว่ยยามนี้เคร่งขรึมมาก “วันนั้น…เป็นเจ้าเองที่ขี้ขลาดแม้แต่สตรีที่รักหรือลูกในท้องนางก็ไม่อาจออกหน้ารับได้” ในเมื่อปิดไม่ได้ก็เปิดเผยออกมาซะดีกว่า หวังเหว่ยหมดความอดทนว่ากระไรนะ?ยามนี้ซูหนี่คล้ายคนหูอื้อยิ่งไม่ว่าอะไรไปล้วนไม่เข้าโสตประสาทสักนิด “อาเฟิ่ง..” ก่อนเหลียวหันมองคนข้างกา
ยามนี้ในสายตาของผู้คนมากมายศักดิ์ศรีเดียวที่นางยังหลง เหลืออยู่คือการเป็นฮูหยินของถิงหวังเหว่ย ผู้สืบทอดฐานะท่านโหวคนต่อไป หากไร้เขาข้างกาย ชีวิตของนางก็ไม่ต่างจากกิ่งไม้แห้งที่ไม่มีผู้ใดปกป้อง พอนึกเช่นนี้แล้ว หัวใจของซูหนี่ก็พลันบีบรัดอย่างรุนแรงจนต้องนิ่วหน้าชีวิตในชาติก่อนนั้นนางต้องตรากตรำทำ
หวังเหว่ยกับมาถึงจวนถิงยามเว่ย(13.00-14.59)เดิมทีคราแรกตั้งหมายไว้ว่าจะสะสางงานที่ค้างคา แต่ไฉนได้เพียงแค่เท้าก้าวเหยียบย้ำเข้ามาก็มีเรื่องชวนให้ปวดหัวเสียแล้วเสียงสตรีด่าทอดังออกมาฟังแล้วโกลาหนหนวุ่นวายประหนึ่งกำลังอยู่ตลาดก็ไม่ปาน “นายท่านจะไปที่ใด” จางเจิ้งเอ่ยถามเมื่อเห็นผู้เป็นนายกำลังเดินไปอ
“เป็นอย่างไรบ้าง” พอได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหู หวังเหว่ยจึงละสายตาจากกระดานหมาก เผยรอยยิ้มจางๆ พลางเอ่ยตอบ “สบายดีขอรับ”ทว่าบุรุษอาวุโสสกุลถิงกลับถามย้ำ “ข้าหมายถึงนาง”ถิงหวังเหว่ยนิ่วหน้า ปลายนิ้วที่กำลังจะเดินหมากชะงักค้าง ไฉนใครต่อใครถึงเอาแต่ถามถึงนางกัน เขาค่อนขอดในใจ “นางน่ะหรือ...ดูจะสุ
ซูหนี่ปรายตามองความวุ่นวายตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับมามองบนพื้นที่ยามนี้เต็มไปด้วยเศษกระเบื้องและน้ำชาที่แตกกระจายเป็นวงกว้าง ขณะที่แม่ดอกบัวขาวผู้นั้นก็ดูแสดงท่าทีหวาดกลัวจนตัวสั่นระริกจ้องมองบุรุษข้างกายนางราวกับลูกนกเหอะ! มีผู้ใดจะมาฆ่าหรือไร ถึงได้ทำท่าหวาดกลัวปานนั้นนางเห็นแล้วก็อดไ







