LOGIN“เป็นอย่างไรบ้าง”
พอได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหู หวังเหว่ยจึงละสายตาจากกระดานหมาก เผยรอยยิ้มจางๆ พลางเอ่ยตอบ “สบายดีขอรับ” ทว่าบุรุษอาวุโสสกุลถิงกลับถามย้ำ “ข้าหมายถึงนาง” ถิงหวังเหว่ยนิ่วหน้า ปลายนิ้วที่กำลังจะเดินหมากชะงักค้าง ไฉนใครต่อใครถึงเอาแต่ถามถึงนางกัน เขาค่อนขอดในใจ “นางน่ะหรือ...ดูจะสุขสบายกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ” “แน่ใจงั้นหรือ” ผู้เฒ่าถิงหันมองสบตาบุตรชายเพียงผู้เดียว ก่อนที่จะละสายตาออกไปนอกหน้าต่าง เห็นไปมองสะใภ้และหลาน ชายกำลังหยอกล้อกันจนเสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วแว่วมาตามสายลม สำหรับคนเป็นบิดาแล้ว ถิงหวังเหว่ยย่อมรู้ดีว่าสตรีนางนั้นเริ่มมีน้ำหนักในใจเขาไม่น้อย แต่เขาแค่นหัวเราะ “แน่เสียยิ่งกว่าแน่ขอรับ นางไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวลเลยสักนิด หากจะห่วง…ท่านควรห่วงบุตรชายผู้นี้มากกว่า” “เป็นพ่อคนแล้ว เจ้าไมใช่เด็กๆ รู้ตัวหรือไม่” ผู้เฒ่าถิงเตือน สายตามองกระดานหมากอย่างลึกล้ำ เกรงว่า หากก้าวพลาดพลั้ง…แม้เพียงก้าวเดียวในกระดานนี้ ย่อมมิอาจหวนคืน ถิงหวังเหว่ยเงียบงันไปครู่หนึ่ง บิดาย่อมรู้ดีว่าเขามีนิสัยบุ่มบามตามใจตน “ไฉนมาถึงแล้วไม่ไปเยี่ยมมารดาเจ้าเสียหน่อย…นางคงคิดถึงเจ้ายิ่งนัก” “นางจากไปนานแล้ว” หวังเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบไร้อารมณ์ สำหรับเขา มารดาเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนรางเพราะนางจากไปตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก “เหตุใดท่านพ่อถึงยังยึดติดกับหลุมฝังศพนั้นนัก” ผู้เฒ่าถิงทอดถอนใจหนักอึ้ง “มิใช่ความผิดของเจ้าหรอก... แต่อย่าทึ่มทื่อให้มันมากนักหวังเหว่ย!” เขาพูดพลางกระแทกหมากลงบนกระดานจนเกิดเสียงดัง อดไม่ได้ที่จะเอ็ดบุตรชายที่บางคราก็โง่งมในเรื่องที่ไม่ควรโง่นัก เขาพลางถอนหายใจเฮือกหนึ่งคล้ายเอือมระอาก่อนที่จะไม่ลืมเอ่ยเรื่องสำคัญ “ส่งข่าวไปบอกอาหญิงของเจ้าเสียหน่อย หนทางข้างหน้าคงยากลำบากนัก” หวังเหว่ยกลับมาเยี่ยมบิดาครานี้เพราะมีเรื่องคลื่นใต้น้ำในวังหลวง หนิงกุ้ยเฟยผู้มีที่ฐานะเป็นอาหญิงของเขาเป็นสตรีที่มีความทะเยอทะยานไม่แพ้บุรุษ นางยอมเอาตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อเปลี่ยนระเบียบอำนาจใหม่ “อาหญิงทราบเรื่องแล้ว ท่านพ่อก็อย่าได้กังวลไปเลย” หวังเหว่ยเอ่ยอย่างมั่นใจ มีเขาอยู่ทั้งคน ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกลัว สายตาคมกริบเต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ท่านพ่อ!” จื่อหยวนน้อยที่อยู่นอกศาลาเห็นบิดาก็โบกไม้โบกมือเรียกด้วยความดีใจ “มาเล่นกับอาหยวนเร็วเข้าขอรับ!” บัดซบเถอะ! หวังเหว่ยสบถในใจ พลางเหลือบมองสตรีที่กำลังยืนกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูบุตรชาย เกรงว่านางคงเป็นคนเสี้ยมสอนบางอย่างที่ไม่ควรแน่ พอนึกแล้วก็อดที่จะหนักใจเสียไม่ได้ หลายวันที่ผ่านมาบุตรชายเอาแต่คลุกคลีอยู่กับสตรีผู้นั้น เกรงว่าอีกไม่นานคงติดนิสัยอันธพาลมาจากนางเป็นแน่ ผู้เฒ่าถิงยกยิ้มให้หลานชายอย่างเอ็นดู “ไปเสีย เมียกับลูกเรียกเจ้าแล้ว” เหมันต์ฤดูช่วงพลบค่ำ ยามเซิน (๑๕.๐๐-๑๗.๐๐น.) ซูหนี่นอนเอนกายพิงหมอนอิง สายตาจับจ้องไปที่จื่อหยวนน้อยซึ่งกำลังตั้งใจอ่านตำราพิชัยสงครามอย่างจดจ่อ พ่อเจ้าไม่อยู่แล้ว ไฉนยังต้องเคร่งครัดปานนี้อีก นางคิดในใจ “อาหยวนอยากเก่งกาจเฉกเช่นพ่อขอรับ จึงจะได้มีอำนาจปกป้องท่านแม่และน้องได้” เด็กน้อยตอบราวกับอ่านใจนางออก ซูหนี่ปลื้มปริ่มจนหัวใจพองโต ตัวแค่นี้กลับคิดอ่านการไกลเพื่อปกป้องนาง “ยังไม่เสร็จอีกหรืออาหยวน” นางชะเง้อคอมอง “ยังขอรับ” ซูหนี่เสแสร้งปิดปากหาวท่าทางง่วงงุน ลูบท้องเบาๆ “อ่า...เช่นนั้นหรือ เห็นทีน้องของเจ้าก็คงอยากพักผ่อนแล้ว แม่เองก็อยากกอดร่างนุ่มนิ่มของเจ้าจะแย่” หวังเหว่ยที่ยืนเอามือไพล่หลังลอบฟังอยู่หน้าประตูนานครู่หนึ่งก็พลางกระแอมไอสองทีก่อนเดินเข้ามา “เป็นอย่างไร…ข้าไมได้ชี้แนะ แต่เขาเลือกเส้นทางนี้เอง” ท่าทางยอกย้อนนี่มันคือการเอาคืนเรื่องเมื่อเช้าใช่หรือไม่! ซูหนี่ได้ยินแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกเอือมระอา ช่าง…ทึ่มทื่อจริง! คิดเล็กคิดน้อยกับกระทั่งเรื่องเด็ก “งั้นหรือเจ้าคะ” นางตอบสั้นๆ ห้วนๆ ไม่แม้แต่จะปรายตาหันไปมอง คล้ายไมาอยากจะพูด จื่อหยวนที่เห็นบิดาก็ดีใจ เขาจึงละสายตาจากตำราก่อนจะเอ่ยถาม “ท่านพ่อจะนอนด้วยกันหรือไม่ขอรับ” “ไม่!” เป็นซูหนี่ที่โพล่งขึ้นทันควันไม่รอให้อีกฝ่ายได้แม้เอ่ยตอบ นางพูดต่ออีกว่า “เพียงแค่แม่กับอาหยวน เตียงก็เต็มจนไม่มีที่ว่างให้ผู้ใดแล้ว” หวังเหว่ยจ้องเขม็ง ผู้ใดที่นางหมายถึงก็คือเขามิใช่หรือ? เตียงนี้กว้างขวางขนาดนอนได้สามสี่คน นางช่างกล้ากล่าวโกหกหน้าตาย! “ขอรับ…” จื่อหยวนคอตก ใบหน้าสลดลงทันที ซูหนี่เห็นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้ นางไม่ชอบใจที่เด็กชายดูมีสีหน้าและแววตาผิดหวังจริงๆ ทว่าจู่ๆ นางก็อุทานลั่น “โอ๊ะ อะ!” แรงเตะจากภายในครรภ์ทำเอานางจุกจนตัวงอ “เจ้าตัววายร้ายในท้องนี่ ออกมาเมื่อไหร่แม่จะตีก้นให้เข็ด!” ซูหนี่นิ่วหน้าด้วยความเจ็บ หายใจหอบถี่ จื่อหยวนเห็นแล้วก็ตกใจรีบวิ่งไปเกาะขอบเตียง “ท่านแม่! น้อง...น้องจะออกมาแล้วหรือขอรับ” หวังเหว่ยเห็นท่าไม่ดีก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน ทว่ากลับแสดง ออกด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวแทน “สาวใช้ไปไหนหมด! หากเป็นอะไรขึ้นมา คิดว่าเด็กสามขวบจะช่วยเจ้าได้หรือไร!” ซูหนี่ที่กำลังปวดท้องและอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว เมื่อโดนตวาดใส่ก็ประหนึ่งกองเพลิงที่ถูกราดด้วยน้ำมัน “อย่าทึ่มทื่อไปหน่อยเลย! ดับตะเกียงแล้วออกไปเสีย มารดาจะนอน!” หวังเหว่ยชะงัก นางด่าเขาแล้วยังไล่เยี่ยงหมูเยี่ยงหมาเช่นนี้เชียวหรือ “จื่อหยวน เก็บตำรา!” เขาฮึดฮัด ก่อนที่สะบัดแขนเสื้อเดินไปดับตะเกียงตามคำสั่ง แต่แทนที่เขากลับไม่เดินออกจากห้องไป ทว่ากลับก้าวขึ้นไปบนเตียงเสียอย่างนั้น “ขยับเข้าไปข้างใน” เขาเอ่ยสั่วเสียงเรียบราวกับว่าหาได้มีอันใดผิดแปลกไป ซูหนี่ชะงัก หัวคิ้วพลันขมวดมุ่นทันที…นางหูฝาดไปหรือไร? บุรุษผู้นี้บทจะร้ายก็ร้ายใจหาย บทจะดีก็เดาใจไม่ถูก “จะนอนหรือไม่นอน” หวังเหว่ยขึ้นอีก ขณะที่ตัวเขานั่งลงบนขอบเตียงเตรียมตัวหมายจะเอนตกายล้มลงนอนข้างๆ นางที่เอาแต่จ้องมองราวกับเห็นผีในสุดยามค่ำคืนที่นางรอคอยก็มาถึงเสียที ซูหนี่เหน็ดเหนื่อยกับพิธีการต่างๆ มาตลอดทั้งวันรวมทั้งอาภรณ์สีแดงที่สวมใส่เครื่องประดับบนหัวงดงามแต่หนักอึ้งยิ่งนักส่วนเจ้าบ่าวหรือสามีหมาดๆ ของนางในยามนี้นะหรือคาดว่าคงดื่มสุราสังสรรค์ส่งแขกอยู่กระมัง แขกเรือที่มานั้นนับว่ามีฐานะไม่น้อยไล่ไปตั้งแต่ฮ่องเต่บนสุดจนถึงเหล่าขุนนางราชสำนักระดับล่างสุดต่างมาแสดงความยินดีสีหน้าคนงามยามนี้เต็มไปด้วยความสุขอิ่มเอมใจจึงนัก ช่านช่านเห็นเป็นเช่นนี้แล้วเบาใจเหลือเกิน “พระชายาจะพลัดเปลี่ยนอาภรณ์อาบน้ำเลยหรือไปเจ้าค่ะ”ถ้อยคำเรียกเอ่ยนั้นฟังแล้วเขอะเขินเล็กน้อยซูหนี่เงยหน้าขึ้นสบตาช่านช่าน ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือเรื่องร้ายยังคงมีบ่าวผู้นี้อยู่ข้างกายเสมอมา “ขอบคุณ”ไฉนพระชายาต้องขอบคุณนางด้วยเล่าเตรียมอาบน้ำหาใช่เรื่องใหญ่ ใบหน้าช่านช่านเต็มไปด้วยความงุนงง“…..”คนตรงหน้าช่างไม่รู้เสียเลยว่าตนช่วยเหลือนางไง้มากมายเพื่อใด ซูหนี่จึงหัวเราะเล็กน้อย “อาหยวนกับหนิงหนิงเล่า”ช่านช่านกระพริบตาปริบๆ จึงเอ่ยตอบไป “ยามนี้แม่นม ทรงพาเข้านอนแล้วเจ้าค่ะ”อ่า ลืมไปเสียแล้ว ยามนี้ดึกดื่นพอสมควรเด็กๆ ของนางคงต้องนอนแล้ว วันนี้
ซูหนี่ไม่สนใจเดินจากไปพร้อมจวิ้นอ๋องทันที จากนี้ไม่ข้องเกี่ยวกันก็อย่างได้เสียเวลาไปนานกว่านี้เลย“อีกสักหน่อยกังลับจวนกันเถอะอาเฟิ่ง”ดึกปานนี้อาหยวนคงเฝ้าหนิงหนิงอยู่กระมังทั้งทีบอกแล้วว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่านช่านและแม่นมเถิดแต่ทว่าดูท่าแล้วอาหยวนน้อยคงไม่ยอม“คิดถึงลูกๆ แล้วหรือไร” อาหนี่นางเคยห่างลูกนานเสียเมื่อไหร่กันทว่า..“ช้าก่อน!”เสียงสตรีดังก้องอย่าไร้มารยาทพลันเอาผู้คนโดยรอบหันมองให้ความสนใจทันที ผู้ใดจะไม่รู้บ้างเหล่าว่าสตรีนางนั้นคือใครสตรีจอมเอาแต่ใจแห่งจวนเฉิงยามนี้คือภรรยาของหวังเหว่ยฟางเฟยเร่งฝีเท้าเดินไปเบื้องหน้า การแต่งงานครั้งนี้นางได้มาอย่างยากลำบากซ้ำยังรอคอยมานาน ยังไม่ทันได้โอ้อวดแล้วจะคุ้มค่าหรือ..นางแย่งวาสนาของซูหนี่มาได้แล้วครานี้จะแย่งความสุขของซูหนี่ไม่ได้หรือหวังเหว่ยเริ่มกระจ่างแจ้งดีว่าภรรยาตนจะทำเช่นไร เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนตามหลังไป “ระวังหน่อยเฟยเฟย”“รอก่อนได้หรือไม่”ซูหนี่หยุดชะงัก ยามนี้ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าสตรีเสแสร้งผู้นั้นโกรธแค้นนางเพียงใดไฉนไม่ลืมเลือนไปนานปานนี้แล้ว “อาเฟิ่ง..” ซูหนี่หันหน้าไปมองจวิ้นอ๋องนางอยากทำอะไรเขาล้วน
ซูหนี่มองรอบด้านด้วยแววตาเป็นประกาย เดินเข้าออกชมแผงตั้งร้านนั้นร้านนี้เป็นว่าเล่นทว่ากับไม่ได้อะไรติดไม่ติดมือมา“ไม่เอาหรือ”กอปรกับช่วงระยะเวลาตั้งแต่คลอดหนิงหนิงนั้นนางมิได้ย่างกายออกจากจวนเลยทุกอย่างเลยดูน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนักนางส่ายหน้า “มีเทศกาลโคมไฟทุกวัน ข้านั้นก็อยากจะมาทุกวัน”ถนนเส้นหลักของเมืองหลวงวันนี้ครึ้กครื้นยิ่งนักมีตั้งแต่ผู้คนแรกรุ่นไปจนถึงวัยกลางคนที่ออกมาพบปะดื่มด่ำกับบรรยากาศที่ปีหนึ่งมีหนหนึ่ง ช่างน่าเสียดายนักสมควรมีให้หลายวันเสียหน่อยจวิ้นอ๋องเดินตามอาหนี่อย่างว่าง่ายโดยไม่ปริปาก เรื่องที่นางกล่าวน่าสนใจยิางนักสมควรเก็บไปถวายฎีกาคำร้องให้มีหลายหลายวันเสียงหน่อย “ระวังเสียบ้าง!”ทว่าคำนี้ไม่ได้กล่าวถึงซูหนี่ที่เดินไปซ้ายไปขวาแต่เป็นกล่าวถึงผู้ที่เดินสวนทางผู้คนได้แต่จ้องตาเขม็งพอจะเอ่ยปากว่ากล่างสายตาพลันเหลือบไปเห็นพู่ห้อยหยกอักษรจวิ้นยิ่งกว่านั้นคือบุรุษหนุ่มข้างกายอีกคนสายตาดุดันยิ่งนั้นก็ได้แต่พากันหวาดกลัว“ขอ..ขออภัยคุณชาย”เฝิ่นลู่ได้แต่ปรายตามโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ยามนี้หญิงสาวเปรียบเสมือนพระชายาก็ไม่ปานยิ่งกว่านั้นคือไข่ในม
จื่อหยวนยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อมีแต่ดวงตาที่ลอกแล่กไปมาเท่านั้นยังไม่พอเหตุไฉนผู้คนทั้งหลายถึงเอาแต่ยิ้มหังเราะดีอกดีใจเอาปานนั้น“เป็นกระไรไป” จวิ้นอ๋องแลเหลียวมองเด็กชายข้างกายตั้งแต่รุ่งสางจนตอนนี้พระอาทิตย์ลอยขึ้นเหนือสูงจื่อหยวนน้อยก็เอาแค่หน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดเวลา หรือกำลังคิดว่าตนจะไร้ตัวตนดังเช่นอยู่จวนถิงหรือต้องไม่เป็นเช่นนั้น“ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นบุตรธรรม..”“ไฉนนางไม่มีผม ไม่มีคิ้ว” ไม่ทันสิ้นประโยคจื่อหยวนก็พูดขึ้นหลังเงียบมานานใช่ น้องตัวน้อยในครรภ์ของท่านแม่เป็นเด็กหญิง ทว่าไฉนเป็นเด็กหญิงผิวหนังถึงเหี่ยวย่นน่าเกียจ ไม่มีคิ้ว ไม่มีผมเช่นนี้เหล่า ไม่เหมือนกับเหล่าสตรีที่ที่เขาพบเห็นสักนิดจื่อหยวนไม่เข้าใจจวิ้นอ๋องแทบเป็นลมล้มจับ เขากำลังจะอธิบายให้จื่อหยวนเข้าใจว่าถึงมีน้องสาวของเต้าเพิ่มมาหนึ่งคนหรือมากนี้ ความใส่ใจที่เขาและอาหนี่มีให้จื่อหยวนย่อมไม่ลดน้อยตามลงเป็นแน่เหตุใดถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นทำเอาเขาแทบเสียสติเล่าเฝิ่นลู่มองผู้เป็นนายด้วยความเห็นใจ “คุณหนูยังเด็กนักขอรับ”จื่อหยวนย่นใบหน้า ในใจมีแต่คำถามว่า งั้นรึ? ใช่เรื่องจริงหรือเท็จกัน?“น้องสาวจะงดงามเหมือน
จวิ้นอ๋องเดินขยับกายมาข้างเตียงใกล้นางหมายจะโน้มตัวลงกระซิบที่หน้าท้องถูกแต่กับถูกแรงกระตุกจากมือข้างซ้ายชู่ว์จื่อหยวนน้อยเอ่ยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ “ท่านแม่หลับ”ท่าทางเช่นนี้ของเด็กชายข้างกายช่างต่างกันเหลือเกินกับความกล้าหาญเมื่อหลายวันก่อน“มารดาเจ้าเอาแต่นอน”พอเอ่ยถึงเรื่องนี้จวิ้นอ๋องปวดหนึบในใจยิ่งนัก สภาพร่างกายของนางล้วนปกติเด็กทารกตัวแดงในครรภ์นั้นก็ด้วย ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องปวดใจนักคือสภาพจิตใจของนางที่คงบอบช้ำจื่อหยวนน้อยพยักหน้าสุ่มเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น “อาหยวน”ซูหนี่เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความอ่อนล้า หลายวันมานี้นางเอาแต่ตื่นมาพอกินดื่มจากนั้นก็หลับไปตลอดซ้ำยังเหม่อเป็นครั้งคราวโชคชะตานางมิอาจกำหนดได้เองเลยหรือแม้นางจะไม่รู้สึกอะไรมากนักแต่คาดว่าร่างนี้ย่อมรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย เอาเถอะหากเหนื่อยก็พักให้จนพอ มารดายังมีลูกในท้องและลูกอีกคนให้ต้องคอยดูแลจวิ้นอ๋องค่อยๆ ช่วยขยับร่างอวบอิ่มนั้นให้พิงกับหมอนอิง“อาหยวนคิดถึงท่านแม่” ก่อนที่จื่อหยวนจะปืนขึ้นเตียงมารดาอย่างลืมตัวด้วยความคิดถึง ซบใบหน้าน้อยๆ ลงบนหน้าอกนุ่มนิ่ม“ระวังน้องเจ้า” จวิ้นอ๋องเอ่ยเตือนซูหนี่ระบาย
“เรื่องระหว่างข้ากับนางยังไม่จบ…ใครจะพานางไปไหนไม่ได้”ซูหนี่มองหวังเหว่ยด้วยความแปลกใจ พูดไม่ออก เขาล้มแล้วหัวกระแทกก้อนหินเช่นอาหยวนหรือเหตุใดถึงเสียสติราวกับคนฟั่นเฟือนก็ไม่ปาน น่าเสียดายที่ตอนนี้น่าไม่ใช่ซูหนี่คนเดิมไม่เช่นนั้นคงโง่งมไม่ลืมหูลืมตาเป็นแน่“เรื่องของข้าและท่านมันจบไปนานแล้ว”ในเมื่อเรื่องมาถึงเช่นนี้เขาได้แต่จำนนยอมกล่าวออกมา จวิ้นอ๋องปรายตามองหน้าท้องของอาหนี่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา “เรื่องเป็นเช่นไรเจ้าย่อมรู้ดี!”หวังเหว่ยสะอึกเดิมทีไม่นึกว่าจวิ้นอ๋องจะเอ่ยถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น “หึ! เป็นจวิ้นอ๋องแล้วอย่างไรวายาปากที่กล่าวออกมาเป็นเพียงแค่ลมปากงั้นรึ”เป็นอย่างที่นางค้างคาใจแน่ เรื่องระหว่างคนสามคนต้องมีอะไรข้องเกี่ยวกันดั่งที่นางสงสัย ถ้าเช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นแววตาของหวังเหว่ยยามนี้เคร่งขรึมมาก “วันนั้น…เป็นเจ้าเองที่ขี้ขลาดแม้แต่สตรีที่รักหรือลูกในท้องนางก็ไม่อาจออกหน้ารับได้” ในเมื่อปิดไม่ได้ก็เปิดเผยออกมาซะดีกว่า หวังเหว่ยหมดความอดทนว่ากระไรนะ?ยามนี้ซูหนี่คล้ายคนหูอื้อยิ่งไม่ว่าอะไรไปล้วนไม่เข้าโสตประสาทสักนิด “อาเฟิ่ง..” ก่อนเหลียวหันมองคนข้างกา
หวังเหว่ยกับมาถึงจวนถิงยามเว่ย(13.00-14.59)เดิมทีคราแรกตั้งหมายไว้ว่าจะสะสางงานที่ค้างคา แต่ไฉนได้เพียงแค่เท้าก้าวเหยียบย้ำเข้ามาก็มีเรื่องชวนให้ปวดหัวเสียแล้วเสียงสตรีด่าทอดังออกมาฟังแล้วโกลาหนหนวุ่นวายประหนึ่งกำลังอยู่ตลาดก็ไม่ปาน “นายท่านจะไปที่ใด” จางเจิ้งเอ่ยถามเมื่อเห็นผู้เป็นนายกำลังเดินไปอ
ในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนหิมะโปรยปรายเช่นนี้ คาดว่าคงไม่มีผู้ใดอยากจะลุกขึ้นจากเตียง ทว่าผิดกับที่จวนสกุลถิง ซูหนี่ในยามนี้ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าขนสัตว์หนาหลายชั้น เหลือเพียงใบหน้าจิ้มลิ้มที่โผล่พ้นออกมา แก้มนวลทั้งสองข้างของนางขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะลมหนาวที่พัดมาปะทะเป็นระลอก…มองดูแล้วน่าเอ็นดูนักย
ซูหนี่ปรายตามองความวุ่นวายตรงหน้าแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับมามองบนพื้นที่ยามนี้เต็มไปด้วยเศษกระเบื้องและน้ำชาที่แตกกระจายเป็นวงกว้าง ขณะที่แม่ดอกบัวขาวผู้นั้นก็ดูแสดงท่าทีหวาดกลัวจนตัวสั่นระริกจ้องมองบุรุษข้างกายนางราวกับลูกนกเหอะ! มีผู้ใดจะมาฆ่าหรือไร ถึงได้ทำท่าหวาดกลัวปานนั้นนางเห็นแล้วก็อดไ
ยามนี้ในสายตาของผู้คนมากมายศักดิ์ศรีเดียวที่นางยังหลง เหลืออยู่คือการเป็นฮูหยินของถิงหวังเหว่ย ผู้สืบทอดฐานะท่านโหวคนต่อไป หากไร้เขาข้างกาย ชีวิตของนางก็ไม่ต่างจากกิ่งไม้แห้งที่ไม่มีผู้ใดปกป้อง พอนึกเช่นนี้แล้ว หัวใจของซูหนี่ก็พลันบีบรัดอย่างรุนแรงจนต้องนิ่วหน้าชีวิตในชาติก่อนนั้นนางต้องตรากตรำทำ







